ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
Mafia of love ภาค2: 25

บทที่ 25 

 

 

              “ดูท่าว่าตัวหมากของผมจะถูกกำจัดทิ้งเร็วกว่าที่คิดไว้ แย่จังหมดสนุกเลย” 

 

             ธนกรจับจ้องสายตาเรียบเฉยไปยังลูกทูนหัวที่ตนนั้นรักยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก ความรักระหว่างเขากับเด็กตรงหน้าเกิดขึ้นตั้งแต่หลานแท้ ๆ อย่างดาร์คเดินเข้ามาร้องขอให้ตนนั้นช่วยดูแลเด็กน้อยหากเมื่อต้องส่งไปเรียนต่อยังต่างประเทศ เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยไปตนได้แต่เก็บความเอ็นดูนั้นรอจนลูกทูนหัวคนนี้บรรลุนิติภาวะได้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความอดทนอดกลั้นมาเป็นระยะเวลาในท่สุดก็ได้เด็กตรงหน้ามาครอบครองอย่างที่ใจปรารถนา 

 

             “ไอ้ห่านั่นก็โง่! โง่เองที่ปล่อยให้มันจับตัวได้! สวควรแล้วที่ตาย! โง่! โง่! โง่!” 

 

             ร่างเล็กที่กำลังยืนตบหน้าลูกน้องของตัวเองที่ละคนและกรีดร้องออกมาอย่างคนเสียสติ ความบ้าคลั่งยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเมื่อร่างเด็กหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นลูกหัวแก้วหัวแหวนของบ้านหลังนี้กำลังย่างเท้าตรงไปคว้าไม้กอล์ฟเอาไว้กับตัว หลังจากนั้นแผ่นหลังร่างบางหันกลับมาเดินตรงไปฟาดร่างชายชุดสูทสีดำด้วยแรงทั้งหมดที่มี แขนเรียวยาวฟาดลงกลางหัวคนที่คนจึงเลือดอาบสลบกองลงไปกับพื้นและส่วนที่เหลือได้แต่ยืนตั้งรับแรงฟาดด้วยสีหน้าที่ตื่น เพราะนายคนนี้ของพวกเขานั้นเกิดอาการคลั่งแบบที่คนปรกติเขาไม่เป็นกัน 

 

             “โง่! มีแต่พวกโง่! กับอีแค่ทำให้เพื่อนมันตายยังทำไม่ได้! จนเป็นฝ่ายมันเองที่เล่นกูกลับ! ฮึก! แล้วพี่ดาร์คของผมล่ะเขาต้องเห็นใจผมแน่ ๆ เลย ใช่ไหมครับพ่อ ฮือ พี่ดาร์คต้องรีบมาหาผมแน่ถ้าเกิดรู้ว่าผมโดนส่งคลิปข่มขู่แบบนี้ ฮือ!” 

 

             “ใช่ลูก ใช่แล้วพี่เราต้องรีบมาหาเลยล่ะ ลูกซันของพ่อต้องใจเย็นนะ ใจร้อนเดี๋ยวไม่หล่อนะครับคนดี” 

 

             ธนกรนั่งไขว้ห้างพร้อมเอ่ยตอบกลับบทสนทนาระหว่างลูกทูนหัวด้วยสายตาที่เป็นกังวลเพราะตนนั้นรู้ดีว่าร่าบตรงหน้ามีสภาวะทางจิตเป็นอย่างไร ตนพยายามทุกวิถีทางที่จะพาเด็กหนุ่มน้อยไปรักษาแต่ทุกครั้งที่ไปร่างบางกลับไร้วินัยในการรักษา จนทำให้ต้อวปล่อยเลยตามเลย  

 

             เสียงถอนหายใจดังเฮือกใหญ่ก่อนที่อ้อมแขนแกร่งในวัยห้าสิบปีจะอ้าแขนออกกว้างเพื่อให้ลูกทูนหัวเดินเข้ามาซบลงบนอ้อมกอดของตนเหมือนทุกครั้งที่อาการเริ่มกำเริบเมื่อร่างตรงหน้าพูดถึงเรื่องราวของหลานชายตัวเอง แรงกระชับเข้าใส่ลูกทูนหัวด้วยแววตาที่ฉายอย่ารักใคร่และคับแค้นใจในเวลาเดียวกัน ยิ่งเห็นชายหนุ่มที่ตนรักสุดหัวใจโดนกระทำโต้กลับจนเสียสติความโกรธแค้นจึงฉายแววออกมาสู่ดวงตาที่แข็งกร้าวคู่นี้  

 

              “ภพ…” 

 

             แววตาที่ดุจดั่งเปลวไฟลุกวูบวาบนัยน์ตาเอ่ยเรียกลูกน้องที่ยืนหน้าอาบไปด้วยเลือดจาการกระของลูกตนเองพร้อมกับใบหน้าที่หวาดหวั่นกลัวจะโดนซ้อมอีกเป็นรอบที่สอง ซึ่งธนกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกโดยที่อ้อมกอดยังคงโยกตัวไปมาเพื่อปลอมประโลมลูกทูนหัวของตนเองด้วยความรักทั้งหมดที่มีให้คนในอ้อมกอดนี้  

  

             “ครับนาย” 

 

             “จัดการตัวต้นเหตุที่ทำให้ลูกซันที่ฉันรักต้องเป็นแบบนี้ เอาให้ตายให้มันหายไปจากโลกใบนี้เลยยิ่งดี” 

 

             “รับทราบครับนาย” 

 

             ฝ่ามือหยาบสองข้างไหนจะผิวหนังนั่นเริ่มจะหย่อนคล้อยตามช่วงวัยค่อย ๆ ลูบลงบนผมเด็กหนุ่มด้วยสายตาที่หวงแหวนเหลือเกิน หากการกระที่ตนกำลังทำอยู่มันต้องตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างตระกลูตนนั่นก็ยอมรับได้ ขอเพียงแค่ทำให้คนรักในอ้อมกอดสุขสมดั่งใจปรารถนาเพียงเท่านี้ตนเองก็พอใจแล้ว 

 

             ‘นายมึงอยู่ข้างในหรือเปล่า?’ 

  

             ‘อ เอ่อ คือว่า…’ 

  

             ‘กูถามว่านายมึงมันหายหัวไปไหน!’ 

  

             ในขณะที่ธนกรกำลังปลอมประโลมลูกทูนหัสอยู่นั้นเสียงตะโกนดังลั่นภายนอกประตูบานใหญ่ดังเล็ดลอดเข้ามา ทำให้ซันลูกรักของตนเงยหน้าขึ้นจากอ้อมกอดทั้งน้ำตาด้วยสีหน้าสงสัยว่าด้านนอกเกิดอะไรขึ้น เพราะเสียงนั้นดูจะคุ้นหูไม่น้อย 

 

             ความสงสัยปล่อยไว้ไม่นานก็ถูกไขปริศนาออกเมื่อประตูห้องทำงานถูกทีบออกอย่างสุดแรงด้วยฝีมือของตัวละครใหม่ที่ย่างเท้าเข้ามาด้วยบันดาโทสะอยู่มากโข 

 

             “ได้ฤกษ์งามยามดีอะไรกันครับพี่ชาย ทำไมถึงบุกเข้ามาบ้านผมยามวิกาลแบบนี้” 

 

             ธนกรที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่โดยมีลูกทูนหัวนั่งลุกเข่าอยู่กับพื้นตรงหน้ากำลังกอดร่างตนแน่นพร้อมกับเสียงสะอื้นร่ำไห้ ซึ่งร่างบางยังไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่ามีบุคคลใหม่กำลังยืนมองภาพตรงหน้าอย่างตกใจไม่น้อย  

 

             “มึงทำเหี้ยอะไรลงไป! กูไม่นึกว่าจะมีน้องเลว ๆ แบบมึงนะไอ้ธนกร!” 

 

             รองเท้าหนังราคาแพงถูกประทับที่ยอดอกของธนกรด้วยฝีมือของร่างสูงโปร่งที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายคนละแม่ของตนเอง หนุ่มน้อยร่างบางอย่างซันดูจะตกใจไม่น้อยเมื่อเหตุการณ์ที่พ่อเลี้ยงของตนถูกทำร้ายร่างกายโดยไร้ซึ่งความช่วยเหลือใด ๆ จากลูกน้อง เพราะบุคคลใหม่ที่บุกเข้ามามีจำนวนพวกเยอะกว่าอยู่มาก 

 

             “เหอะ น้องหรอ? คิดว่ากูอยากมีพี่ที่เกิดจากเมียน้อยของพ่อตัวเองนักหรือไง! ที่กูทนตีหน้าเข้าหามึงกับครอบครัวของมึง มึงรู้ไหมว่ากูสะอิดสะเอียดไม่รู้ตั้งเท่าไหร่! กูจะบอกอะไรให้นะว่ากูไม่เคยนับญาติกับมึง! ไอ้ลูกเมียน้อย! ถือซะว่าที่กูทำไปมันก็เป็นการแก้แค้นเพื่อให้คนรอบข้างที่มึงรักเจ็บปวด เจ็บปวดเหมือนที่แม่กูเป็นก่อนตายไง!” 

 

             “ไอ้ระยำเอ๊ย!” 

 

             หมัดหนัก ๆของชายวัยห้าสิบไม่ต่างอะไรกันกับหมัดของเด็กหนุ่มอายุน้อยแม้แต่น้อย เมื่อฟังความจริงจากปากของน้องชายที่ตนรักและคอยสนับสนุนในทุก ๆ ด้านหวังเพื่อจะไถ่บาปให้กับชีวิตหนึ่งที่แม่ของตนเคยเข้าไปทำลายของครอบครัวคนที่ตนกำลังใส่หมัดไม่ยั้งมืออยู่ตอนนี้  

 

             ความลับที่ถูกปิดผนึกไว้สามสิบกว่าปีในที่สุดก็ได้ถูกเปิดสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง ความจริงอันแสนโหดร้ายที่มันเป็นตราบาปของเขามาตลอดชั่วชีวิต ตราบาปที่ว่าตนนั้นเกิดมาจากลูกเมียน้อย  

 

             “มึงโกรธ! มึงแค้น! มึงก็มาลงที่กูนี่! มึงจะไปลงที่พวกเด็กมันทำไม! ในเมื่อทุกอย่างมันเริ่มที่กูก็ให้มาจบที่กูสิวะ! มึงแก่จนจะเข้าโลงแล้วยังคิดไม่เป็นอีกหรอห้ะไอ้ธนกร!” 

 

             “หึ! ก็ลูกสะใภ้มึงมันทำให้ลูกกูเจ็บช้ำมามากเหมือนกัน ซันมันทรมานที่เสียแม่ไปแล้วยังทรมานที่เสียคนที่ตัวเองรักให้กับลูกสะใภ้มึงอีก! ชีวิตของเด็กกำพร้าคนนึงที่ต้องสูญเสียทุกอย่างมันช่างคล้ายกับชีวิตของกูซะไม่มีผิด ที่ต้องเสียทั้งแม่ทั้งพ่อให้กับเมียน้อยอย่างแม่มึง!” 

 

             น้ำตาของลูกผู้ชายได้ไหลลงอาบแก้มเมื่อคนเป็นน้องที่ตนรักนักรักหนาระบายความในใจออกมาด้วยน้ำเสียงที่แค้นปนสมเพชในเรื่องราวที่ถูกเล่าซ้ำจากเหตุการณ์ในอดีต หมัดที่กำลังจะชกลงมาบนแก้มที่ตอนนี้อาบไปด้วยเลือดได้หยุดชะงักอยู่บนกลางอากาศ ร่างกายของชายหนุ่มภูมิฐานสั่นเทาด้วยความเจ็บแค้นและเสียใจกับความจริงที่ได้ยิน  

 

             “พ่อครับนี่มันอะไรกัน ซันไม่เข้าใจ” 

 

             ปรินทร์ตวัดสายตามายังหลานชายที่มีศักดิ์เป็นลูกบุญธรรมของเมียเก่าลูกชายตนเอง นัยน์ตาสั่นระริกกับความจริงที่ตนนั้นได้ค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ ความจริงที่ลูกชายตนเองเดินเข้ามาบอกว่าหลานชายที่เขาเอ็นดูกว่าใครอื่นได้ตกเป็นเมียน้องชาย  

 

             น้องชายต่างแม่คนนี้… 

  

             “มึงทำได้ยังไงธนกร มึงทำกับหลานแบบนั้นได้ยังไง ศีลธรรมในใจมึงไม่มีเลยหรอ ชีวิตของซันน่าสงสารมากพออยู่แล้วแต่ทำไมมึงยังทำได้ลง นั่นมันลูกบุญธรรมของหลานแท้ ๆ มึงไหม มึงทำได้ยังไง มึงทำได้ยังไง ฮึก!…” 

 

             เสียงกระซิบที่ปานจะขาดใจเมื่อตนตั้งใจให้ได้ยินเพียงแค่น้องชายตรงหน้า แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นรอยยิ้มปีศาจราวกับพอใจสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไป ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกผิดหรือความละอายใจแม้แต่น้อย  

 

             “เด็กที่มึงเรียกว่าหลานกับกูเรารักกัน! เรารักกันมาตั้งแต่อยู่อังกฤษแล้ว! ใช่ไหมซัน ซันบอกอาเขาไปซิครับว่าซันกับพ่อเรารักกันมากขนาดไหน…” 

 

             ธนกรเอี้ยวหน้าไปหาเด็กหนุ่มที่ตอนนี้ได้ยืนกอดอกแสยะยิ้มอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ตนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฝ่ามือเล็กที่ตนเคยจับจูบลูบคลำบัดนี้ได้ยกขึ้นคล้ายกับรูปปืนก่อนที่จะเล็งมาทางตนด้วยสีหน้าแววตาดูมีความสุขที่เห็นตัวเขานั้นถูกกระทำเช่นนี้ ริมฝีปากเป็นกระจับเปล่งออกมาไร้ซึ่งเสียงแล้วเหนี่ยวไกลเล็งยิงตรงกลางหน้าผาก ก่อนที่ใบหน้าสวยนั้นจะปล่อยโฮออกมาอย่างน่าสงสารและเวทนา 

 

             “ฮืออ! อาปรินทร์ครับ ฮืออ! อ อาเขาขืนใจผม ฮึก! ต แต่ผมทำอะไรไม่ได้ เลยต้องยอมให้อาข่มขืนมาตั้งแต่อยู่อังกฤษแล้วครับ” 

 

             สิ้นเสียงหวานราวกับน้ำผึ้งเอ่ยจบลงธนกรได้แต่นิ่งค้าง จิตล่องลอยออกจากร่างกายเมื่อเด็กหนุ่มที่ตนเอ็นดูและรักใคร่มาตลอดระยะเวลาหลายปี ทำทุกอย่างที่ลูกทูนหัวต้องการแม้กระทั่งลอบฆ่าคน แต่สิ่งที่ตนได้รับกลับมาคือการหักหลัง เมื่อเด็กหนุ่มเอ่ยปากว่าถูกตนเองนั้นข่มขืนด้วยแล้วใจของเขาเหมือนโดนเข็มนับพันปักลงกลางใจ น้ำใส ๆ ที่ไหลออกจากหางตายิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดรวดร้าวจนไม่มีแรงแทบจะหายใจ  

 

             ทำไม… 

  

             ทำไมลูกทูนหัวถึงทำกับตนได้ถึงเพียงนี้… 

  

             “นพ แกพาซันออกไปจากห้องนี้ก่อน ฉันอยากคุยกับน้องชายแบบส่วนตัว!” 

 

             ปรินทร์เอี้ยวหน้าบอกลูกน้องคนสนิทเพื่อพาหลานชายออกไปจากห้อง เพราะตนไม่อยากดูการแสดงที่แนบเนียบของเด็กหนุ่มไร้เดียงสาแต่จิตใต้สำนึกนั้นกลับกลายเป็นอสูรกายยิ่งกว่าขุมนรกในชั้นอเวจีเสียอีก  

 

             ใช่… 

  

             ตนรับรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์อันน่าขยะแขยงและไร้ศีลธรรมเช่นนี้… 

  

             และตนก็รู้ด้วยว่าเด็กหนุ่มที่เดินหันหลังออกไปยินยอมที่จะให้เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้น… 

  

             “เห็นแล้วหรือยังว่ามันเป็นยังไง มึงรู้ไหมไอ้ธนกรว่ากว่าที่พวกกูจะเลี้ยงเด็กนั่นให้โตมาเหมือนเด็กทั่วไปมันยากเย็นแค่ไหน! แต่มึงกลับเป็นคนพาหลานลงเหวด้วยสองมือมึงเอง มึงเป็นตัวเพิ่มเชื้อไฟในใจให้ซันมันเป็นคนแบบนี้!” 

 

             “ฮึก! ฮือ!” 

 

             “แล้วไหนเรื่องที่มึงเลี้ยงหมาเป็นฝูงไว้เพื่อทำเรื่องเหี้ย ๆ โดยมีซันเป็นตัวหมากเดินเกมส์ที่บริษัทลูกสะใภ้กู กูรู้ทุกอย่างที่มึงกำลังทำ!  คนเลวระยำต่ำตมแบบมึงก็อย่าหวังจะได้ใช้นามสกุลของตระกลูกูอีก! ไปเข้าคุกไถ่บาปในการกระทำของมึงซะ ถ้าตายมันคงจะชดใช้สิ่งที่มึงก่อง่ายเกินไป! ใช้ด้วยวิธีตายอยู่ในคุกในตารางมันถึงจะสมน้ำสมเนื้อ! คิดซะว่ากูให้ของขวัญที่อย่างน้อยมึงกับกูเคยนับญาติกันในฐานะพี่น้องก็แล้วกัน” 

 

             “คิดว่ากูกลัวมึงหรือไงไอ้ปรินทน์ แล้วคิดหรอว่าตำรวจจะทำอะไรก็ได้! กฎหมายทำอะไรกูไม่ได้หรอกเว้ย! ปล่อยกู! ใครจับกูแม้แต่ปลายนิ้วมึงไม่ตายดีแน่!” 

 

             ธนกรสะบัดตัวให้ออกจากการจับกุมของลูกน้องคนตรงหน้า แต่เมื่อนายใหญ่ที่สุดในตระกลูอย่างปรินทร์ออกคำสั่งด้วยตัวเองแล้วนั้นมีหรือใครจะกล้าขัด แม้แต่คำสั่งของธนกรเองก็ไม่อาจเทียบกับอำนาจบารมีของปรินทน์ได้  

 

             “หึ แล้วใครว่ากูจะส่งมึงไปหาตำรวจ…” 

 

             “…” 

 

             “มึงลืมหรอไงว่าตระกลูเรา ไม่สิ ตระกลูกูมีคุก คุกไว้สำหรับคนชั่วเหลือเดน ชาติชั่วแบบมึง! ไปเสพความตายในขุมนรกนั่นซะ โชคดีไอ้น้องรัก หึ” 

 

             “ไม่! กูไม่ไปที่นั่น! ส่งกูให้ตำรวจก็ได้หรือจะฆ่ากูตอนนี้ก็ได้ แต่กูไม่ไปปล่อยกู!” 

 

             ปรินทน์หันหลังให้กับคนที่เคยเป็นน้องชายตังเองแล้วเดินจากไปไร้ซึ่งปรานี ตนได้คิดไตร่ตรองเป็นอย่างดีเรื่องที่จะส่งธนกรไปคุกนั่นแทนการส่งไปให้กับความยุติธรรมทางกฏหมาย เพราะเขานั้นคิดว่าคนประเภทนั้นคงไม่สามารถกลับมาเป็นมนุษย์ได้อีก เพราะการที่ลอบฆ่าคนถึงตายได้อย่างเลือดเย็นมันมีแต่พวกสัตว์เดรัชฉานเท่านั้นที่ทำกัน!  

 

             สมควร… 

  

             สมควรแล้วที่จะต้องถูกทรมาน 

 

              

. 

. 

. 

. 

. 

 

             “มันอยู่ไหน มึงคืนมึงบอกกูว่าพ่อมึงไปเลานงานอามึงแล้วลูกบุญธรรมของมึงไปซุกหัวอยู่ที่ไหน” 

 

ผมยืนถามขณะที่ตัวเองใส่เสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวนั่งทาครีมลงผวกายเพื่อบำรุงให้ร่างกายสดชื่นเสียหน่อย เพราะตลอดทั้งอาทิตย์มานั้นผมรู้สึกใบหน้าตัวเองดูทรุดโทรมลงมาก ซึ่งตัวผมนั้นกลับมาอยู่ที่คอนโดเหมือนเดิมแล้วหลังจากเล่นตัวอยู่บ้านตัวเองมาได้ครบอาทิตย์ แล้วอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกจะกลับเพราะไอ้ดารืคมันเอาแต่สิงอยู่ที่บ้านผมไม่ขยับตัวออกไปไหน ด้วยความเกรงใจป๊าม๊าผมเลยเลือกกลับมาคอนโดเสียดีกว่ารบกวนพวกท่าน 

 

“บ้าน พ่อพามันไปไว้ที่นั่น ก่อนที่จะส่งมันกลับไปนอก…” 

 

มือที่กำลังทาครีมบนผิวหน้าต้องชะงัก สายตาตวัดมองไอ้ดาร์คผ่านกระจกบานใหญ่แล้วขำออกมาในลำคอ เมื่อสิ่งที่สามีด้านหลังกำลังพูด 

 

“มึงคิดว่าจะส่งมันกลับนอกได้หรอ” 

 

“ทูไนท์…” 

 

“กูอนุญาตให้มึงไปส่งมันได้แค่ที่เมรุเท่านั้นแหละ” 

 

ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นทันทีเมื่อนึกถึงแค่เสี้ยวหน้าไอ้เด็กระยำนั่น ไอ้ดาร์คที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเดินเข้ามากอดผมไว้แน่นราวกับต้องการดับแรงแค้นในใจของผม 

 

แต่โทษทีนะผมแค้นแล้วจำไม่ปล่อยให้ลอดทำหน้าระรื่นอยู่ให้รกโลกหรอก… 

 

“วันนี้พักผ่อนอยู่ที่บ้านดีดว่าไหม กูเป็นห่วง เรื่องของปอนกูส่งคนไปเฝ้ายี่สิบสี่ชั่วโมง วันนี้มึงนอนพักอยู่ที่บ้านกับเถอะนะทูไนท์” 

 

             เสียงทุ้มต่ำของสามีที่กำลังสอดแขนเข้ามารอบเอวผมพร้อมกับซุกใบหน้าลงมาบนไหล่ ซึ่งเช้าของวันนี้ผมรู้สึกเหนื่อยล้าจากการไปดูไอ้ปอนที่โรงพยาบาลอย่างมากแต่ผมไม่เคยปริปากบ่นออกมา เพราะสิ่งที่เพื่อนผมเจอนั้นล้วนมาจากผมที่เป็นต้นเหตุ ถึงแม้ร่างกายจะอ่อนเพลียแค่ไหนก็ตามผมก็ต้องไปเยี่ยมมันทุกวันอยู่ดี 

 

             “ไม่ได้ กูต้องไปดูเพื่อนกูให้เห็นกับตาว่าไอ้ปอนปลอดภัย” 

 

             “แต่มึงก็ควรพักด้วยนะทูไนท์ เพื่อนมึงคงไม่สบายใจถ้าเกิดรู้ขึ้นมาว่ามึงดื้อไม่ยอมดูแลตัวเองแบบนี้ วันนี้พักผ่อนอยู่บ้านเถอะนะ ขอร้องได้ไหม นะครับ…” 

 

             ใบหน้าของคนที่กำลังออดอ้อนให้ผมอยู่บ้านนั้นก้มลงไซร้คอผมอย่างเอาแต่ใจแล้วยื่นหน้าเข้ามาหวังจะฝังริมฝีปากลงบนแก้มผม แต่ในจังหวะนั้นเองสองมือของผมรีบผลักตัวร่างสูงออกจนตัวมันถึงกับเซกลือบล้มกองไปที่พื้น อาการคลื่นไส้เริ่มขึ้นมาจุกบริเวณลำคอตัวผมที่รีบวิ่งเข้าห้องตรงไปโถส้วมนั่นแทบไม่ทัน เพราะผมอาเจียนออกมาในเวลาอันรวดเร็ว 

 

             “เป็นอะไรทูไนท์! กูบอกแล้วว่าให้พักผ่อน! แล้วเป็นยังไงทีนี้ได้เรื่องจนได้!” 

 

             ร่างของไอ้ดาร์ครีบวิ่งหน้าตั้งหวังจะเข้ามาช่วยลูบหลังให้ผมที่นั่งกอดโถส้วมอย่างหมดแรง อาการคลื่นไส้กลับมาอีกครั้งคล้ายกับความดันของผมเริ่มต่ำลง ทำให้ตอนนี้ตัวเองหายใจไม่ค่อยจะออก ร่างกายตอนนี้รู้สึกทรมานเป็นอย่างมากแต่ก็ทำได้เพียงก้มหน้าตัวเองจ่ออยู่บนโถส้วมเท่านั้น 

 

             “ทูไนท์มึง….” 

 

             “หยุด! อย่าเข้ามา! กูอ้วกเพราะเหม็นกลิ่นตัวมึงนั่นแหละ! จะไปไหนก็ไปเลยไป!” 

 

         

------------

จะจบแล้วนะจะจบแล้ววว 1 เม้น 1 ไลค์ เรียน passion ให้ไรท์เขียนต่อด้วยน้าาา รักๆๆ

กลับหน้าเรื่อง

 

 

 

สวัสดีค้าสวัสดีรีดทุกคนที่หลงเข้ามาก็ดีหรือตั้งใจเข้ามาอ่านนิยายไรต์ก็ดี ไรต์สิงอยู่ในธัญนานมากเลยค่ะแต่ไม่ได้มีโอกาศทักทายรีดเลย นิยายทุกเรื่องที่รีดทุกคนได้อ่านนั้นไรต์ตั้งใจเขียนทุกตอนและพยายามเขียนให้ออกมาดีที่สุด ฉะนั้นอย่าลืมเมนต์ให้กำลังใจแก่ตัวละครหลักในนิยายไรต์นะคะตัวละครหลักของไรต์อยากมีfc>< หวังว่าจะได้กำลังใจจากเมนต์ของทุกคนนะคะและขอบคุณรีดทุกคนที่สนับสนุนนิยายไรต์ค่ะ//แมงหมี่

 

 

 

https://cdn-th.tunwalai.net/files/emotions/Cartoon00027.gif

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น