ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
Mafia of love ภาค2: 23

บทที่ 23 

 

 

             สองมือของผมจัดวางเนคไทคของตัวเองตรงหน้ากระจกเครื่องแป้งสีขาวบานใหญ่ โดยภาพในกระจกสะท้อนให้เห็นร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามน่าสัมผัสกำลังนอนหลับอย่างสบายใจบนเตียงขนาดคิงไซต์ห้องของผม มือขวาเอื้อมไปหยิบฟองน้ำเกลี่ยรองพื้นขึ้นมาปกปิดบริเวณซอกทั้งสองข้าง ผมไม่คิดว่าไอ้ดาร์คจะตั้งใจทำรอยไว้บนคอของตัวเอง ผมไม่รู้ตัวอีกทีก็ตอนเข้าไปอาบน้ำเมื่อเช้า ปรกติมันเคยฝากรอยบนร่างกายผมที่ไหน 

 

             “อื้อ…” 

 

             เสียงครางของร่างสูงบนเตียงใหญ่ทำให้มือที่เกลี่ยรองพื้นซอกคอถึงกับชะงัก สายตาผมมองสะท้อนเข้าไปในกระจก ท่อนแขนใหญ่ของมันที่กำลังควานหาบางสิ่งอยู่บนเตียง แต่เมื่อคลำหาไม่เจอร่างสูงนั้นจึงรีบลุงพรวดขึ้นตากหมอนใบหใญ่ คิ้วเข้มหนานั้นขมวดก่อนจะลืมตาขึ้นมาด้วยซ้ำ  

 

             “ไปไหนวะ…” 

 

             ก่อนที่ตาของร่างกายกำยำบนเตียงจะลืมขึ้นผมใช้จังหวะนั้นเดินหลบมุมใต้ม่านกำมะหยี่สีคาราเมลที่ใช้กั้นระหว่างห้องแต่งกับห้องนอน ซึ่งแน่นอนว่ามันใหญ่พอที่จะปิดร่างผมได้สบาย  

 

             “ไนท์! ทูไนท์!” 

 

             เสียงเข้มตะโกนเรียกหาผมด้วยอาการร้อนร้นไม่น้อย สีหน้าตื่นตูนไม่เหมือนคนเพิ่งตื่นเลยสักนิด ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าให้เห็นรอยสักรูปสวยที่ถูกซ่อนไว้บนผิวกายของตัวเองตั้งแต่ผมรู้จักกับมันตั้งแต่แรก ช่วงเวลาเดินไปข้างหน้าโดยไม่หยุดนิ่งผมที่ยืนซ่อนรอดูปฏิกิริยาของคนที่นั่งอยู่บนเตียงว่าจะทำอย่างไรต่อไปเมื่อตื่นมาแล้วเหลือแต่ความว่างเปล่าให้ได้เชยชม 

 

             มันจะได้รู้ซึ้งหากวันนึงผมหายไปไม่ใช่เพราะใคร แต่เป็นเพราะมัน… 

 

             ใบหน้าผมเอียงมองสถานการณ์ที่ตึงเครียด มีเพียงลูกตาผมเท่านั้นที่เลื่อนออกมาจากผ้าม่านผืนใหญ่ แล้วผมก็สังเกตเห็นว่าไอ้ดาร์คหันไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดหาใครบางคนด้วยสีหน้าแววตาพร้อมฆ่าคนได้ง่าย ๆ ท่อนแขนแกร่งนั้นยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูแล้วกรอกเสียใส่ปลายสายด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิด 

 

             “ฉัตรแกขึ้นมาข้างบนหน่อย เร็ว!” 

 

             คำสั่งประโยคเดียวก่อนที่จะเขวี้ยงโทรศัพท์ยี่ห้อดังรุ่นใหม่ล่าสุดลงกับเตียงอย่างไม่ใยดี ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเครื่องมือสื่อสารของตัวเองจะกระแทกกับขอบเตียงหรือเปล่า ผมที่ยืนอยู่หลังม่านเปลี่ยนท่ายืนมาเป็นกอดอกชะโง้กหน้าออกเล็กน้อยพอให้เห็นใบหน้าที่วิตกกังวลของสามีตัวเอง และรอไม่ถึงนาทีเสียงเคาะประตูห้องสามครั้งก่อนที่ประตูบานใหญ่จะถูกเปิดออกโดยลูกน้องคนสนิทที่โดยเรียกใช้งานแต่เช้า  

 

             “ขออนุญาติครับนาย นายมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” 

 

             ร่างสูงใหญ่ที่ออกจะหุ่นไปทางชายตะวันตกในชุดสูทสีดำเดินเข้ามาภายในห้องแล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงโซฟาปลายเตียง โดยมีร่างของสามีผมนั่งเปลือยเปล่าท่อนบนมีเพียงผ้านวมสีขาวปกปิดส่วนล่างไว้เท่านั้น 

 

             “ทูไนท์ออกจากบ้านกี่โมง” 

 

             เสียงเข้มเอ่ยถามลูกน้องอย่างไม่รีรอ ผมที่แอบยืนฟังอยู่หลังม่านถึงกับยกยิ้มมุมปากด้วยความสะใจที่กำลังเห็นคนจะกลายเป็นหมาบ้าในอีกไม่กี่นาที 

 

             “เอ่อ ผมไม่เห็นคุณทูไนท์ออกไปจากบ้านเลยนะครับ รถสักคันในบ้านหลังนี้ยังจอดนิ่งในโรงรถอยู่เลยครับ” 

 

             ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วเพราะปรกติป๊าตั้งแต่วางมือไว้ใจให้ไอ้ดาร์คเข้ามานั่งดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ป๊าก็จะออกไปสังสรรค์กับเพื่อนทุกวันประมาณสิบโมงไม่เกินนี้ ส่วนม๊าผมก็จะออกไปเสริมสวย ช้อปปิ้งทุกวันในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งก็ไม่แปลกที่รถทุกคันของบ้านจอดแน่นิ่งอยู่ภายในโรงรถ 

 

             “แล้วเมียกูหายไปไหนละว่ะ!” 

 

             “ขอประทานโทษครับนาย ผมไม่เห็นคุณทูไนท์จริง ๆ” 

 

             ร่างสูงของฉัตรโค้งตัวลงงจนหัวแทบชิดพื้น โค้งลงอยู่นานโดยไม่มีทีท่าว่าจะยกตัวขึ้น ส่วนไอ้ดาร์คสีหน้าเกรี้ยวกราดเมื่อคำตอบที่ได้ไม่เป็นที่น่าพอใจ ร่างสูงกำยำเลิ่กผ้านวมออกแล้วหันไปคว้าผ้าเช็ดตัวสีขาวมาพันรอบเอวก่อนที่จะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปมองลูกน้องตัวเองด้วยสีหน้าฉุนเฉียว 

 

             “เมียกูหายไปทั้งคนแล้วพวกมึงจะบอกว่าไม่เห็น สมองมึงคิดไหมก่อนที่จะตอบกูมาไอ้ฉัตร!!” 

 

             ร่างของไอ้ดาร์คยืนกอดอกมองลูกน้องด้วยความพิโรจโกรธเคือง อาการร้อนร้นสุดขีดมือข้างขวายกขึ้นเสยผมส่วนอีกข้างใช้ท้าวเอวตรงสะโพก เมื่อผมเห็นพฤติกรรมตรงหน้ารู้ได้ทันทีว่าไอ้ดาร์คมันกำลังโกรธมากถึงมากที่สุด แต่ความโกรธนั้นยังฉายแววความตกใจเมื่อถามลูกน้องเท่าไหร่ก็ไม่มีใครเห็นผม  

 

             ผมยังคงทอดสายตามองสถานการณ์ด้านนอกด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ผมจะเดินออกไปตอนนี้ก็ได้แต่ผมเลือกที่จะไม่ทำ เพราะผมอยากให้รู้ถึงความกระวนกระวายรอคนที่ตัวเองรักมันเป็นยังไง สำหรับมันยังไม่ถึงสิบนาทียังจะเป็นจะตาย แต่กับผมมันกี่วัน! กี่วันที่ต้องนั่งรอ นอนรอ! และสิ่งที่ผมเห็นตรงหน้าตอนนี้มันก็คุ้มค่าแก่การเอาคืนไม่น้อย  

 

             “ยืนเฝ้ากันเป็นสิบเสือกบอกไม่เห็น ให้กูควักลูกตาพวกมึงเรียงตัวไหมถึงจะบอกว่าเห็น! ไป! ถ้าหาเมียกูไม่เจอเตรียมตัวตาบอดกันคนละข้างไว้เลย! ออกไป!” 

 

             “ร…รับทราบครับนาย!” 

 

             ถ้าอยู่คอนโดมันคงตะเบ็งจนสุดเสียงไปแล้วแต่ตอนนี่อยู่บ้านป๊าม๊าผมหรอกมันถึงเก็บเสียงไว้ไม่ให้ดังจนเกินไป แต่ขนาดไม่ดังผมว่าแม่บ้านที่เดินผ่านคงได้มีสะดุ้ง เมื่อร่างของฉัตรลับหายออกไปจากห้องตัวของไอ้ดาร์คเดินปรี่เข้าไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก และแน่นอนว่าเบอร์ที่โทรนั้นคือเบอร์ แต่เหมือนทุกอย่างจะลงล็อกเพราะโทรศัพท์ของผมนอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงที่เดิม เมื่อเสีงเรียกเข้าดังขึ้นภายในห้องไอ้ดาร์คถึงกับขว้างโทรศัพท์ตัวเองลงพื้นจนเสียงของตัวเครื่องแตกกระจายทั่วห้อง 

 

             “โทรศัพท์เสือกอยู่นี่อีก! โธ่เว้ย!” 

 

             ร่างที่มีเพียงผ้าขนหนูพันรอบเอวกำลังเดินวันไปวนมาจนทำให้ผมที่ยืนแอบมองอยู่ถึงกับเวียนหัวแทน ก่อนที่มันจะลงมือควักลูกตาลูกน้องมันทีละคนซึ่งถ้าไม่เจอคนอย่างไอ้ดาร์คทำแน่และทำจริง เพราะนิสัยมันผมรู้ดีถ้าโมโหมากใครก็เอามันไม่อยู่นอกจากผม  

 

             “เสียงดังอะไรแต่เช้า เกรงใจป๊าม๊ากูด้วย” 

 

             ผมตัดสินใจเดินออกมาจากการหลบซ่อนใต้ม่านผืนใหญ่ด้วยสีหน้านิ่งเรียบไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา และทันทีที่ร่างสูงแผ่นหลังกว้างส่วนบนเต็มไปด้วยซิคแพคถึงกับรีบหันควับแล้วรีบปรี่เดินเข้ามาหาด้วยด้วยสีหน้าที่ตื่นตกใจ กลัว และเคร่งเครียดสุขขีด 

 

             “ไปไหนมา! มึงไปอยู่ไหนมา!” 

 

             แรงสวมกอดพุ่งเข้าใส่ตัวผมจนทำให้ร่างผมเซไปชิดกับขอบโต๊ะเครื่องแป้ง อ้อมแขนแกร่งของมันโอบรอบคอผมแทบจะหายใจไม่ออก เสียงลมหายใจถี่รัวของไอ้ดาร์คที่เอาหน้าซุกลงบนซอกคอผม มันถอนหายใจอย่างโล่งอกหลายครั้ง มันยืนซุกหน้ากอดผมไม่ขยับไปไหน  

 

             “ปล่อยออกก่อน หนัก” 

 

             ผมใช้มือสองข้างทาบลงบนหน้าท้องได้รูปเพื่อดันตัวมันออก แต่ไม่กลับไม่เป็นผมใบหน้าที่ซุกอยู่ซอกคอส่ายหน้าไปมาแถมอ้อมแขนมันยังกระชับแรงกอดให้แน่นขึ้นอีกต่างหาก  

 

             “มันหนักถอยออก…” 

 

             “ฮึก…” 

 

             มือที่พยายามจะดันตัวอีกครั้งถึงกับชะงักค้างเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาข้างหู แรงกระชับเพิ่มขึ้นหนักกว่าเดิมอีกเท่าตัวทำให้ความสูงของผมที่เตี้ยกว่าไอ้ดาร์คอยู่มากต้องเขย่งตัวเชิดหน้าขึ้นเพื่อรับอากาศหายใจ นี่มันกำลังร้องไห้อยู่ใช่ไหม หรือว่าเมื่อกี้ผมหูแว่วไปเอง 

 

             “ปล่อย กูหายใจไม่ออก ดาร์ค…” 

 

             ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเพราะแรงกอดรัดมันแน่นเกินไปจนผมหายใจไม่ออก ซึ่งเจ้าตัวก็ทำตามคำสั่งของผม มันคลายแรงกอดลดลงแต่ยังคงไม่ปล่อยให้ผมเป็นอิสระ ใบหน้าของมันยังคงซุกไซร้อยู่ซอกผมเหมือนเดิม ความเงียบจึงเริ่มเข้าปกคลุมระหว่างเราสองคน  

 

             “ถอยออกไป กูจะเข้าบริษํท มันสายแล้ว” 

 

             “…” 

 

             เหมือนผมเห็นภาพเด็กน้อยที่กำลังโดนแม่อาละวาทเพิ่งเสร็จแล้วมายืนซึมในอ้อมแขนของแม่ จะขยับก็ไม่กล้าจะผลักจัวออกก็กลัวแม่จะบ่น ซึ่งตอนนี้ไอ้ดาร์คมันคือเด็กน้อยคนนั้น เด็กน้อยที่ยังคงซุกหน้าจนผมรู้สึกว่าซอกคอตัวเองแฉะไปด้วยน้ำตาไปหมด 

 

             “ไม่ไป ไม่ให้ไป…” 

 

             “อย่าพูดไม่รู้เรื่องได้ไหมวะ มึงไม่ใช่เด็กสองขวบนะดาร์ค” 

 

             แรงส่ายหน้ายังคงดำเนินต่อไปไม่หยุดและคราวนี้ตัวผมกฌถูกเคลื่อนที่ไปตามแรงของคนที่กอดผมไว้ ร่างสูงใหญ่ของไอ้ดาร์คเดินขยับมานั่งบนโซฟาที่ไว้สำหรับนั่งแต่งหน้า ก่อนที่มันจะเลื่อนมือลงมาจับเอวผมยกขึ้นหันไปนั่งคร่อมบนตักมันในเพียงเวลาอันสั้น และแน่นอนว่าท่อนล่างของผมกำลังนั่งทับเจ้าสิ่งที่อยู่ใต้ผ้าขนหนูพื้นนี้อย่างไม่ตั้งใจ  

 

             “ตื่นมาไม่เห็นหน้า กูแทบใจจะขาดเลยรู้ไหม” 

 

             สายตาวิงวอนอย่าสุดใจให้ผมได้รับรู้ว่าสิ่งที่ตัวมันพูดคือเรื่องจริง มือขวาเลื่อนขึ้นมากุมหน้าผมอย่างหวงแหน ซึ่งที่นั่งคร่อมบนตักมันก็สังเกตเห็นคราบน้ำตาที่ไหลออกจากหางตาทั้งสองข้าง ปลายจมูกโด่ง สันเรียวคมแดงเล็กน้อยพอให้ร็ได้ว่าคนตรงหน้าผ่านการร้องไห้มาจริง นัยนต์ตาของมันตอนนี้ช่างน่าสงสารจับใจจนทำให้ผมใจกระตุกตาม 

 

             “แต่ก็ยังเห็นไม่ขาดนิ ตอนนี้มึงก็ยังปรกติดี” 

 

             แต่ความปากไวของตัวเองซึ่งพูดออกไปไม่ทันนึกคิดว่าจะทำให้คนตรงหน้าเสียใจหรือไหม เพราะความขุ่นมัวยังค้างคาในใจผมไม่หาย เมื่อไอ้ดาร์คได้ยินประโยคนั้นออกจากผมก็ทำหน้าสลดหนักกว่าเดิม จากมือที่กุมหน้ามันไว้เลื่อนลงมาสอดเอวให้รั้งตัวผมแนบชิดตัวที่เปลือยเปล่าของมันให้แน่นขึ้น ใบหน้าหล่อคมคายของมันก็ก้มลงมาซุกคอผมในท่าเดิมอีกครั้ง  

 

             “อยากให้ขาดไหมล่ะ กูจะได้เดินไปหยิบมีดมาให้มึงเฉือน” 

 

             เสียงอู้อี้ตรงซอกคอผมดังขึ้นโดยที่ไม่ได้เงยหน้ามามองผมและเมื่อได้ยินแบบนี้ก็นึกหมั่นไส้กับดารพูดประชดประชันของมันจึงตอกกลับไปเมื่อสายตาตัวเองสะดุดกับกรรไกรไซซ์ใหญ่วางเด่นหลาอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง 

 

             “ไม่ต้องถึงกับมีดหรอก กรรไกรอยู่ข้างหลังมึงกูก็เฉือนได้” 

 

             ร่างสูงตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมาผมด้วยแววตาเอาจริง ตัวมันเอี้ยวหลังไปคว้ากรรไกรยื่นมาตรงหน้าผม ทั้งผมกับมันถ้าหากเอ่ยปากออกมาแล้วไม่มีคำว่าล้อเล่น แล้วผมจะรอช้าอยู่ทำไม ผมมองหน้ามันนิ่งก่อนที่จะคว้ากรรไกรมาอยู่ในมือตัวเองแทน  

 

             “เอาสิ มึงจะทำอะไรกับร่างกายนี้ก็ได้เพราะมันเป็นของมึง จะกรีดลงตรงไหนกรีดลงมาเลยทูไนท์ ถ้ากรีดแล้วมันทำให้มึงหายโกรธกู มึงทำเลย” 

 

             “…” 

 

             “กรีดลงมา กรีดจนมึงพอใจซะ” 

 

             ประโยคที่ร่ายยาวไม่เว้นช่วงจังหวะให้ผมได้สอดแทรกและในขณะที่พูดสายตาดุดันไม่ฉายแววล้อเล่นออกมาแต่อย่างใด ผมนั่งจ้องหน้าฟังมันนิ่งสลับกับมองสิ่งที่อยู่ในมือ ผมเปลี่ยนท่าถือเป็นการกำตรงด้ามจับแล้วจรดปลายแหลมคมของกรรไกรบนหน้าอกด้านซ้ายของเจ้าพ่อมาเฟียผู้เรื่องลือในการฆ่าคนอย่างเลือดเย็น แต่ตอนนี้กลับยอมลดตัวมานั่งนิ่งให้ผมจรดของมีดคมลงบนตัวโดยไม่ปริปากร้องขอให้ผมหยุดด้วยซ้ำ 

 

             แล้วคิดว่าผมจะทำร้ายร่างกายผัวตัวเองลงหรือยังไงกัน!... 

  

             “อย่ามาท้าทาย! มึงคิดว่ากูไม่กล้าทำหรือไง!” 

 

             ปลายปากกรรไกรถูกจิ้มลงหน้าอกของมันโดยมีผมตวัดสายตาขึ้นไปมองด้วยความขัดใจ ไอ้ดาร์คที่มองหน้าผมนิ่งไม่ได้เกิดอาการสะทกสะท้านในสิ่งที่ผมกำลังทำ แต่กลับกันมันเผยยิ้มบางออกมา ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่มีให้ผมเห็นแค่คนเดียวนั่นการคือ รอยยิ้มที่ยินดี ยินดีให้ผมทำถึงแม้จะเจ็บปวดแต่มันจะไม่ขัดขืน 

 

             “ไม่ได้ท้า กูรู้ว่ามึงเป็นคนที่ไม่เคยพูดเล่น แค่เจ็บแปบเดียวแลกกับความสบายใจของเมีย กูยอม…” 

 

             ในระหว่างที่ไอ้ดาร์คพูดรอยยิ้มของมันก็ยังส่งมาให้ผม จากที่คิดไว้ว่าจะกรีดลงบนผิวขาวเนียนตรงหน้าให้เลือดสาดกระเด็นด้วยความสะใจ แต่รอยยิ้มผมได้รับมันดันรู้สึกใจอ่อนยวบ สีหน้าแววตาของมันทำให้ผมรู้สึกได้ว่ามันยอมจะเจ็บปวดเพราะผมจริง ๆ ดังนั้นปลายมีดแหลมคมที่จดจ่ออยู่บริเวณหน้าปผงอกกว้างถูกสะบัดทิ้งลงสู่พื้นด้วยฝีมือของตัวเองแล้วหันหน้าหนีรอยยิ้มตรงหน้า แต่มีหรอที่ผมจะหนีได้เพราะฝ่ามืออบอุ่นของเจ้าพ่อมาเฟียทรงอิทธิพลคนนี้ได้เอื้อมมากุมคางของผมทั้งสองข้างให้หันไปรับจูบที่นุ่มนวลและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน 

. 

. 

. 

. 

. 

 

             “ผู้อำนวยการคะ เรื่องที่ให้ดารินจัดการให้ได้มาเรียบร้อยแล้วนะคะ” 

 

             เอกสารสำคัญที่ผมมอบหมายให้ดารินเลขาของผมคอยจัดการอยู่เงียบ ๆ ถูกยื่นมาให้ผมตรงหน้า เมื่อเอกสารลับฉบับนี้ถูกวางไว้บนโต๊ะผมถึงกับละความสนใจจากทุกสิ่งแล้วเบนสายตามาให้ความสำคัญกับซองสีน้ำตาลตรงหน้าแทน  

 

             “ขอบใจมากนะดาริน” 

 

             ผมเงยหน้าเอ่ยปากขอบคุณจากใจจริง เรื่องที่ผมให้ดารินทำนั้นคือตรวจสอบสถานะทางการเงินของบริษัทป๊าตัวเองย้อนหลัง เพราะตั้งแต่ซันเข้ามาฝึกงานที่นี้ผมรู้สึกว่ามันแปลกไปเพราะแน่นอนว่าถ้าสิ่งที่ผมคิดนั้นเป็นเรื่องจริง เด็กอายุยี่สิบไม่สามารถมีความคิดที่จะทำคนเดียวได้อย่างแน่นอน           

              

             “ด้วยความยินดีค่ะ ผู้อำนวยการต้องการอะไรบอกดารินได้เลยนะคะ ดารินยินดีช่วยเต็มที่ค่ะ” 

 

             “ขอบใจมาก คุณกลับไปทำงานได้ ส่วนที่เหลือผมจัดการเอง” 

 

             “ได้ค่ะผู้อำนวยการ” 

 

             หญิงสาวเลขาสุดเซ็กซี่โค้งให้ผมด้วยความเคารพก่อนที่จะเดินหันหลังออกจาห้องพร้อมกับส้นสู้หลายนิ้วลับหายไป เมื่อทั้งห้องเหลือแค่ผมสายตาจึงหลุบต่ำมองลงบนซองสีน้ำตาล ผมนั่งมองซองนั่นด้วยสีหน้าครุ่นคิดและตื่นเต้นว่าสิ่งที่คิดนั้นมันจะจริงหรือเท็จ ความเงียบเข้ามาคืบคลานนิ้วมือของผมได้เคาะตามจังหวะการเดินของเสียงนาฬิกาก่อนที่จะเอื้อมมือไปคว้าซองมาเปิดดู แผ่นกระดาษสีขาวมากมายที่บอกรายละเอียดของตัวเลยทางการเงิน ผมนั่งไล่มองไม่นานความจริงก็กระจ่างว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นมันเรื่องจริง!  

 

             บริษัทผมถูกยักยอกเงินไปไม่น้อย!... 

  

             “ก๊อก ก๊อก ก๊อก มีใครอยู่ไหมเอ่ย?” 

 

             เสียงของแขกที่ไม่ได้รับเชิญถือวิสาะผลักประตูเข้ามาภายในห้องทำงานโดยปราศจากการอนุญาตจากผม เด็กหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินราคาแพงซึ่งผมรู้ได้ทันทีว่าผมจงใจแต่งตามผม เพราะวันนี้ผมใส่สูทสีเดียวกันกับมัน สายตาผมมองตรงไปยังชายหนุ่มตัวเล็กผิวขาวซึ่งถ้าให้ผมไล่ดูเด็กฝึกงานหรือเด็กพาร์ทไทม์คนอื่นไม่มีใครเขาแต่งแบบมันกันหรอก เด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงริอาจจะมาเทียบกับคนอย่างผม บอกเลยอีกไกล 

 

             “ใครให้เข้ามา” 

 

             “ก็เดินเข้ามาสิครับ ถามแปลก ๆ” 

 

             ในจังหวะที่มันพูดดารินเลขาผมก็รีบวิ่งพรวดเข้ามาด้วยหน้าตาตื่นแล้วมองมาที่ผมด้วยสีหน้าขอโทษที่ทำให้เด็กคนนี้เข้ามาได้ เมื่อเห็นดังนั้นผมจึงยกมือขึ้นไล่เลขาตัวเองออกไปจากห้อง ดารินโค้งตัวให้ผมก่อนจะเดินอออกไปโดยมรสายตาของเด็กนั่นแสดงอาการด้วยสายตาที่เหยียดอย่างชัดเจน  

 

             “มาหากูมีเรื่องอะไร” 

 

             ผมเอ่ยถามในระหว่านั้นก็เลื่อนเก็บเอกสารลับลงในลิ้นชักโต๊ะทำงานอย่างเนียน ๆ เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต เพราะเด็กนี่มันหูไวตาไวจะทำอะไรต้องใจเย็นและไม่รีบร้อน  

 

             “จะมาหาต้องมีเรื่องด้วยหรอครับ ผมแวะมาหาพี่สะใภ้ไม่ได้หรือไงกัน” 

 

             รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เดินตรงหน้ายังโต๊ะที่ผมนั่ง สองแขนของมันโน้มตัวลงมาท้าวอย่างไม่มีมารยาท เมื่อสงครามประสาทได้เริ่มขึ้นผมจึงละสายต่จากกองเอกสารแล้วเอนตัวพิงเบาะเก้าอี้มองหน้าเด็กจองหองตรงหน้า ผมเผยยิ้มบางส่งกลับไปให้ราวกับกำลังแสดงบทบาทพี่สะใภ้ที่แสดงดีที่เอ็นดูน้องของสามีสุดที่รัก 

 

             “ได้สิ พี่สะใภ้คนนี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ถ้าน้องซันมาที่นี่คงจะไม่มีไก่สดให้น้องลากไปกินในน้ำหรอกนะครับ หรือถ้ามาเพื่อสิ่งนี้จริง ๆ เดี๋ยวพี่สะใภ้คนนี้จะบอกเลขาออกไปซื้อให้” 

 

             จากแววตาที่ยิ้มแย้มมีความสุขกลับกลายเป็นความโมโหเข้ามาแทนที่ แต่ถึงจะโมโหเด็กตรงหน้าก็ยังกลับมายิ้มให้ผมเหมือน ผมเห็นแบบนั้นถึงกับตกใจไม่น้อยที่เด็กตรงหน้าช่างเก็บอารมณ์เก่งเอาเรื่อง 

 

             “ว้า วันนี้ผมคงไม่ดิ้นตามคำของพี่ทูไนท์หรอกนะครับ เพราะวันนี้ผมมีความสุขมาก มีความสุขถึงมากที่สุด” 

 

             นัยน์ตาฉายแวดมีความสุขจนเกินเหตุของมันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น นิ้วมือของผมที่วางอยู่บนโต๊ะเคาะลงเป็นจังหวะเชื่องช้าอย่างใช้ความคิด ซึ่งพฤติกรรมของเด็กบ้านี้มันดูจะมีความสุขแบบผิดแปลกไปอย่างน่าสงสัย ถึงในใจจะคิดแต่ลักษณธภายนอกของผมยังคงปกปิดไว้ได้เป็นอย่างดี 

 

             “น้องของสามีมีความสุข พี่สะใภ้คนนี้ก็มีความสุขด้วยครับ” 

 

             ผมยืดตัวโดยใช้มือสองข้างสอดประสานเข้าหากันแล้วท้าวคางบนโต๊ะด้วยรอยยิ้ม ทำให้ตอนนี้เราทั้งคู่จ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใครและระยะห่างก็ใกล้กันจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน 

 

             “แล้วพี่ทูไนท์อยากรู้ไหมละครับว่าซันมีความสุขเรื่องอะไร” 

 

เสียงเย้ยยันราวกับสะใจของมันทำให้ผมหุบยิ้มลง ความโกรธจนอยากจะคว้าตัวมันทุ้มลงกับพื้นให้ตายคาตีนดวงตาเฉี่ยวของมันหลุบต่ำลงมาที่โทรศัพท์ของผมอย่างมีเลศนัย 

 

“…” 

 

“ห้า…สี่…สาม…สอง…หนึ่ง” 

 

สิ้นเสียงเลขหนึ่งโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น ซึ่งปลายสายที่โชว์เด่นหราอยู่นั้นไม่ใช่ใครนอกจากไอ้ตง สายตาผมตวัดขึ้นมองหน้าเด็กเปรตตรงหน้าแล้วรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสายทันที 

 

“ว่าไงมึง?” 

 

“ไอ้ไนท์…ฮึก!...รีบมาโรงพยาบาลไอ้ปอนมันอยู่ห้องฉุกเฉิน!...ฮือ!” 

 

“….!” 

 

ใบหน้ายกยิ้มจนเห็นไล่ฟันของมันผุดขึ้นเมื่อเสียงร่ำไห้ของไอ้ตงเล็ดลอดดังออกมา ดวงตาผมเบิกกว้างด้วยอาการช็อกเมื่อได้ยินว่าไอ้ปอนกำลังนอนอยู่ห้องฉุกเฉิน และแน่นอนว่าจะเป็นฝีมือใครถ้าไม่ใช่มัน สายตาผมช้อนขึ้นมองด้วยความอาฆาต แต่เจ้าตัวกลับยิ้มร่ามีความสุขมากกว่าเดิมเป็นหลายเท่า และยังมีการพูดเยาะเย้ยผมด้วยรอยยิ้มที่สะใจในผลงานของตัวเอง 

 

“ผลลัพธ์ของคนที่ชอบแส่เรื่องคนอื่นไปทั่วทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องตัวเอง จุดจบของมันก็คือตาย พี่ทูไนท์ว่าไหมครับ?” 

 

         

------ 

มาแล้ววววว นานหน่อยเพราะสิงกับเรื่องใหม่เพลินเพราะไรต์รอปกของเฮียดาร์คกับหนูทูไนท์ด้วยแหละ ถ้าปกเสร็จไรต์จะ RW เรื่องนี้ใหม่นะคะ ฝากติดตามผลงานไรต์ด้วยน้า รักๆๆๆ 

 

--------- 

* ขอขายของหน่อยงับบบบบ *  

เด็กเฮีย (แมนxกัส) 

หมอเถื่อน (หมอตินxเจเจ) 

เมียปากหมา (เต้xเอิร์ธ) 

ชิบหายผมกลายเป็น "ซ้อ" 

เด็กคลั่ง S E X 

กลับหน้าเรื่อง

 

 

 

สวัสดีค้าสวัสดีรีดทุกคนที่หลงเข้ามาก็ดีหรือตั้งใจเข้ามาอ่านนิยายไรต์ก็ดี ไรต์สิงอยู่ในธัญนานมากเลยค่ะแต่ไม่ได้มีโอกาศทักทายรีดเลย นิยายทุกเรื่องที่รีดทุกคนได้อ่านนั้นไรต์ตั้งใจเขียนทุกตอนและพยายามเขียนให้ออกมาดีที่สุด ฉะนั้นอย่าลืมเมนต์ให้กำลังใจแก่ตัวละครหลักในนิยายไรต์นะคะตัวละครหลักของไรต์อยากมีfc>< หวังว่าจะได้กำลังใจจากเมนต์ของทุกคนนะคะและขอบคุณรีดทุกคนที่สนับสนุนนิยายไรต์ค่ะ//แมงหมี่

 

 

 

https://cdn-th.tunwalai.net/files/emotions/Cartoon00027.gif

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น