ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
บทนำ หิรัณย์

 

เสียงไอโขลกดังแว่วออกมาจากห้องนอนที่ใหญ่ที่สุดของบ้านนันทปภากร หากคนไม่รู้ความก็คงจะรีบเดินหนีออกห่างเพราะคิดว่าหญิงชราวัยหกสิบปีเศษที่กำลังนอนซมอยู่บนเตียงกว้าง ป่วยด้วยโรคยอดฮิตที่กำลังระบาดหนัก ทว่าพอเห็นคนใช้คนสนิทที่อยู่กันมานานหลายทศวรรษ ปรนนิบัติพัดวีอยู่ข้าง ๆ ทั้งยังกระซิบกระซาบว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน บรรดาสาวใช้ต่างก็พากันส่ายหน้า เพราะทราบดีแล้วว่าอีกไม่นานต้องเกิดพายุใหญ่ในบ้านหลังงามนี้แน่ 

“คุณทองมาแล้วค่ะ” 

เสียงป้ามะลิดังขึ้น เตือนคุณแม่ของผมให้รู้ตัว ผมวางกุญแจรถคันหรูสีเทาควันบุหรี่ที่เพิ่งจะซื้อเป็นรางวัลให้กับตัวเองเมื่อสองเดือนที่แล้ว ก่อนจะค่อย ๆ หย่อนตัวนั่งลงข้างผู้หญิงที่ผมรักหมดหัวใจ รักจนยอมยกเลิกการประชุม ทั้ง ๆ ที่มั่นใจเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ว่าไม่จำเป็นต้องยกเลิก 

“คุณแม่ไม่สบายเหรอครับ” ผมยกยิ้มมุมปากทันทีที่คุณแม่ไอออกมา พร้อมทำท่าคล้ายกับปวดหัวเพิ่มด้วยอีกอย่าง 

ความจริงคุณแม่ของผมควรได้รางวัลตุ๊กตาทองสาขาด้านการแสดง แต่บังเอิญว่าผมเป็นหนึ่งในกรรมการ ท่านก็เลยต้องพลาดรางวัล เพราะว่าผมดูออกว่านักแสดงคนสำคัญกำลังแกล้งป่วย 

อาการไอเหมือนจริงจนน่าตกใจ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณแม่ใช้วิธีนี้เรียกผมกลับบ้านเพื่อคุยในเรื่องที่ผมไม่อยากคุย 

“ตาทอง แม่ปวดเมื่อยไปทั้งตัวตั้งแต่เช้า เหมือนจะเป็นไข้ยังไม่รู้” 

“ตั้งแต่เช้าเลยเหรอครับ” ผมทำท่าหนักใจ ก่อนจะหันไปบอกป้ามะลิว่าให้เตรียมรถ 

“จะให้แม่ไปไหนเหรอตาทอง” 

“ก็ไปหาหมอยังไงละครับ คุณแม่อาการแย่มาตั้งแต่เช้า ผมว่าไปให้หมอตรวจดูสักหน่อยน่าจะดี” ผมรู้ดีว่าแม่ไม่ชอบไปโรงพยาบาล แต่ในเมื่อเล่นละครมาในแนวทางนี้แล้ว ผมก็ต้องไปให้สุด แล้วหยุดที่แผนกอายุรกรรม 

“โธ่ ตาทอง แม่ไม่ได้เป็นอะไรมาก นอนอีกนิด มีอะไรหวาน ๆ กินให้ชื่นใจอีกหน่อยก็หายแล้ว” 

มาละ คำว่าชื่นใจ ถ้าผมเดาไม่ผิด คุณแม่จะต้องพยายามในเรื่องเดิม ๆ ที่ผมเองก็ให้คำตอบไปเป็นร้อยพันครั้งแล้วว่าผมยังไม่พร้อมที่จะแต่งงาน แค่แฟนยังไม่มีเวลาหา นับประสาอะไรกับการแต่งเมียเข้าบ้าน 

“แล้วคุณแม่อยากกินอะไรเหรอครับ ผมจะได้ออกไปซื้อมาให้” 

“ทองไม่ต้องลำบากหรอกลูก เดี๋ยวบ่าย ๆ น้องลูกตาล ลูกสาวคุณหญิงมรกตจะเอาขนมไทยร้านโปรดมาให้ที่บ้าน ทองอยู่กินขนมเป็นเพื่อนแม่กับน้องก่อนนะลูก” 

คุณหทัยรัตน์ของผม ไม่เคยย่อท้อเรื่องพวกนี้จริง ๆ  

“เอาเป็นว่าผมขอเบอร์ของน้องลูกตาลอะไรนั่นหน่อยได้ไหมครับ ผมจะได้โทร. ไปบอกว่าเธอว่าไม่ต้องมาแล้ว เพราะช่วงบ่ายมีประชุมที่บริษัท ผมคงไม่อยู่เป็นเหยื่อแน่ๆ  แต่ถ้าน้องอยากมาเจอแค่คุณแม่ก็แล้วไป” 

“หิรัณย์!”  

คุณแม่โกรธจนต้องเรียกชื่อจริงของผมเลยทีเดียว 

“แล้วคุณแม่ก็เลิกแกล้งป่วยเถอะนะครับ เดือนนี้ผมต้องเลื่อนประชุมเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องมาตั้งสามรอบแล้ว ผมกลัวว่าจะเสียงาน” ผมรีบต่อสายหาเลขา บอกว่าจะกลับเข้าไปทำงานในช่วงบ่ายเพราะคุณแม่ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว 

“ตาทอง อายุแกก็มากแล้ว เมื่อไหร่จะแต่งงานมีลูกสักที กลัวแม่จะมีความสุขเพราะได้หน้าหลานก่อนตายเหรอ ฮะ!”  

ผมอายุสามสิบห้าปี แก่เกินกว่าจะคิดเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แล้วล่ะครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องขาดทุนหรือกำไร นายหิรัณย์คนนี้ไม่มีทางพลาดแน่ ก็ผมนี่แหละครับที่ทำให้บริษัทยังมีกำไร ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำเพราะสถานการณ์ไวรัสอันตรายนั่น 

“ผมไม่ว่างหาเมีย งานที่บริษัทยุ่งแค่ไหนคุณแม่ก็น่าจะรู้นะครับ” ผมทำหน้าที่ประธานบริษัทแทนคุณพ่อที่เสียไปตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อน เรื่องงานหนักเวลาพักผ่อนน้อยจึงไม่ใช่แค่ข้ออ้าง หากให้ผมเลือกระหว่างไปนั่งดื่มกับเพื่อน ๆ และเสียเวลาไปกับการจีบสาว  

ผมขอเลือกอย่างแรก 

“แม่ก็หาเมียให้แกอยู่นี่ไง แกจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาจีบ ทำความรู้จักกันพอเป็นพิธีแล้วก็แต่งเลย” คุณแม่ของผมพูดง่ายอีกแล้ว 

“ถ้าคุณแม่ยังพูดแบบนี้อยู่ ผมไม่คุยด้วยแล้วนะครับ” 

“หิรัณย์! นี่แกจะทำตัวอกตัญญูกับแม่ตัวเองหรือยังไง! หรือว่าแกไปเลี้ยงต้อยเด็กเลาจน์ที่ไหนไว้!” 

“คุณแม่!” ผมมีไปเที่ยวบ้างตามประสาผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้เลี้ยงใครเป็นตัวเป็นตน  

แต่จะว่าไปแล้ว ความคิดนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน หลอกคุณแม่ว่าผมมีคนอื่นอยู่ในใจน่าจะพอช่วยให้ท่านวางมือได้บ้าง อย่างน้อยก็จนกว่าจะจับได้ว่าไม่ใช่เรื่องจริง 

“นี่แกจะไปไหน กลับมาคุยกับฉันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะ!” คุณแม่ลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังป่วย ขยับร่างพาสองขาแข็งแรง เดินตามผมมาอย่างกระฉับกระเฉง 

จากที่เรียกผมว่าตาทองและแทนตัวเองว่าแม่ คุณหทัยรัตน์ลืมไปหมดแล้วครับ 

หลังจากอดทนคุยกับคุณแม่อยู่เกือบยี่สิบนาที ผมก็ทนถูกกดดันต่อไปไม่ไหว โกหกคุณแม่ไปว่าผมมีคนที่รักอยู่แล้ว 

“ใครหรือตาทอง นี่ไม่ได้โกหกแม่ให้ดีใจเล่นใช่ไหม”  

คุณแม่ยังคงเดินตามผมมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงบริเวณที่ผมจอดรถทิ้งไว้ 

“ไม่ได้โกหกจริง ๆ นะครับ เอาไว้ผมพร้อมเมื่อไหร่จะพาเธอมาพบกับคุณแม่นะครับ”  

คุณแม่ของผมเป็นคนฉลาด ผมจึงทราบดีว่าไม่ควรเสียเวลาต่อปากต่อคำกับท่านและรีบก้าวขาออกจากบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

เหมือนสวรรค์จะเข้าข้างที่ผมจะต้องมารับเคราะห์รับกรรมถูกบังคับให้แต่งงาน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่พร้อม เพราะห่างจากโรงรถไปไม่กี่เมตร ผมเห็นเรือนร่างบอบบางปีนอยู่บริเวณกำแพง เนื้อตัวเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด สองขาเขย่งสูงอยู่บนบันไดที่พาดอยู่อย่างหมิ่นเหม่ 

มือน้อย ๆ คู่นั้นพยายามจะเก็บมะม่วงลูกโตที่ยืนเข้ามาในบ้านของผม แต่จนใจว่ามันอยู่สูงจนเกินไป เธอจึงเก็บมันไม่ได้สักที และหากไม่ระวังให้มากสักหน่อย เธอคนนั้นก็คงจะต้องตกบันไดแน่ ๆ  

นับดาว ดาราธนกุล หรือ น้องดาว  สาวน้อยคนนี้ผมจำได้แม่น เธอเคยบอกรักผมเมื่อหลายปีก่อน เธอเพิ่งจะเรียนจบมัธยมปลายและสารภาพอย่างเขินอายว่าแอบชอบผมมานานมากแล้ว 

ตอนนั้นผมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะใช้มือยีหัวเธออย่างเอ็นดู พร้อมกับบอกว่าเราสองคนอายุห่างกันมากเกินไปและเธอก็ไม่ใช่สเปกของผมด้วย ผมบอกน้องว่าชอบผู้หญิงหวาน ๆ  ส่วนเธอนั้นเป็นสาวน้อยผู้คงแก่เรียน เนิร์ดหนักจนไม่น่าสนใจ แถมยังซุ่มซ่ามจนคนระเบียบจัดอย่างผมทนมองไม่ไหว 

หากใครได้ยินก็คงจะคิดว่าผมเป็นคนใจร้าย แต่จริง ๆ แล้วผมแค่อยากให้เธอตัดใจจากคนที่ยังไม่พร้อมที่จะมีความรักอย่างผม มันก็เท่านั้นเอง อีกเรื่องที่สำคัญ ผมยังไม่อยากให้ใครว่าได้ว่าผมน่ะกินเด็ก  

น้องนับดาวอ่อนกว่าผมตั้งสิบสองปี! 

หลังจากที่น้องนับดาวบอกรักผมแล้วถูกปฏิเสธ เธอก็หายหน้าหายตาไปเลย ผมอดเป็นห่วงไม่ได้จึงไปถามแม่ของเธอ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านรั้วติดชิดใกล้กันมานาน ปรากฏว่าน้องนับดาวได้ทุนไปเรียนต่อที่เชียงใหม่ 

ทีแรกเธอก็ว่าจะไม่ไปและขอเรียนต่ออยู่ในกรุงเทพฯ แต่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนใจ ไม่อยากเรียนในกรุงเทพฯ ขึ้นมาเฉย ๆ 

ผมได้ยินแม่ของเธอบ่นว่าลูกสาวไม่ค่อยอยากจะกลับบ้าน บอกว่าติดอ่านหนังสือสอบ มีกิจกรรมให้ทำมากมาย ช่วงปิดภาคเรียนก็ไม่ยอมกลับและขอให้มารดาขึ้นไปเยี่ยมแทน จนกระทั่งเรียนจบแล้วก็ยังห่วงเที่ยว ขอขึ้นไปเที่ยวบนดอยกับเพื่อน ๆ อยู่เป็นเดือนกว่าจะยอมกลับมาอยู่บ้าน 

ไม่เจอกันตั้งสี่ปี นับดาวยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน  

“ว้าย!” ผมเดาไม่ผิด นับดาวซุ่มซ่ามไม่เปลี่ยนจริง ๆ  

พอน้องนับดาวคว้ามะม่วงลูกโตได้ก็ตกบันได แต่แทนที่จะหล่นลงไปในเขตบ้านของตัวเอง เธอกับร่วงเข้ามาในบ้านนันทปภากร และหากไม่ได้ผมที่วิ่งเข้าไปรับก็คงจะมีคนได้รับบาดเจ็บ หัวร้างข้างแตกจนต้องเรียกรถพยาบาลแล้ว 

นับดาวหลับตาปี๋ กอดคอผมไว้แน่น ดวงหน้าแดงก่ำบอกชัดว่าสาวน้อยตากแดดตากลมมาได้สักพักแล้ว ส่วนเสื้อผ้าเลอะเทอะ หน้าตามอมแมมนั่น ผมไม่แน่ใจว่าเธอไปทำอะไรมา 

“พี่ทอง...” ดวงตากลมโตของนับดาวเบิกกว้างมีประกายไหวระริก ผมไม่แน่ใจว่าเธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า จึงรีบหมุนซ้ายหมุนขวาตรวจดู เผื่อว่าจะมีแผลอะไรที่หลุดรอดไปจากสายตา ตอนเด็ก ๆ เธอมักจะมีแผลจากการเล่นซุกซนอยู่เสมอ 

ปรากฏว่าไม่มีอะไร นอกจากเศษดินเศษโคลนทั่วทั้งตัว 

“ตาทอง แกทำอะไรหนูดาว!” ผมโทษใครไม่ได้ เพราะสถานการณ์ในตอนนั้นชวนให้เข้าใจผิดจริง ๆ ผมถูกเนื้อต้องตัวนับดาวอยู่ คนนอกมองมาก็คงจะคิดว่าสนิทสนมกันอย่างมาก คงไม่ต้องเดาว่าคุณหทัยรัตน์ของผมจะคิดยังไง 

จริงสิ! นับดาวนี่แหละที่จะช่วยผมได้! 

ในเมื่อคุณแม่อยากได้ลูกสะใภ้นัก ผมก็จะจัดการให้ แต่จะให้เป็นแฟนจริง ๆ คงไม่ใช่ คนบ้างานอย่างผมคงทำได้เพียงการติดสินบนสาวน้อยให้มาเป็นแฟนชั่วคราวเท่านั้น 

“โธ่! คุณแม่ ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะครับ ผมจะทำอะไรมันก็เรื่องของผม คุณแม่กลับไปพักผ่อนเถอะนะครับ เดี๋ยวจะไม่สบายเป็นลมเป็นแล้งไปอีก” 

“แกปล่อยมือหนูดาวเดี๋ยวนี้นะ ถ้าไม่งั้นฉันจะฟาดแกให้หลังลายจริง ๆ ด้วย” คุณแม่ออกคำสั่งเสียงแข็ง แต่มีหรือที่ผมจะยอมฟัง 

“แล้วทำไมผมต้องปล่อยมือน้องด้วยล่ะครับ” 

“อยากจะทำตัวเจ้าชู้ประตูดินก็ไปทำที่อื่น น้องยังเด็ก แกอย่าทำตัวรุ่มร่ามสิตาทอง!” 

“เรียนจบนี่ไม่เรียกว่าเด็กแล้วนะครับ ถึงเวลาเปิดตัวให้ผู้ใหญ่รู้สักทีนะนับดาวว่าเราสองคนแอบคบกันมานานแล้ว” 

“คะ!? พี่ทอง!” เสียงของนับดาวยังหวานใสอย่างที่ผมเคยจำได้ ผมมองเธอกดหัวคิ้วจนแทบชนกัน คงจะตกใจคำพูดของผมมาก ซึ่งมันก็น่าตกใจจริง ๆ นั่นแหละ 

มีอย่างที่ไหนไปหลอกผู้ใหญ่ว่าเราคบกัน 

“เราไม่ต้องปิดบังใครแล้วละดาว ไหน ๆ ในตอนนี้ดาวก็เรียนจบแล้ว สู้เราบอกผู้ใหญ่ไปเลยดีกว่าว่าคบหากันมาตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน แต่ดาวขอเรียนให้จบแล้วค่อยเปิดตัว เพราะกลัวว่าคุณแม่จะว่า จำได้ไหมครับ” ผมจ้องมองเธอด้วยสายตากดดันที่สุดเท่าที่จะทำได้ สายตาที่พนักงานในบริษัทไม่ชอบ พอเห็นแล้วปฏิเสธอะไรไม่ค่อยได้และต้องทำตามคำสั่งอยู่เสมอ 

“จริงหรือหนูดาว!” เธอพยักหน้า ทว่าไม่กล้าประสานสายตากับคุณแม่ของผมที่กำลังดีใจอย่างออกนอกหน้า 

“ไม่นะคะ...” ผมกลัวว่าเธอจะทำแผนแตก จึงคว้าร่างนุ่มนั้นมากอด ก่อนจะหอมแก้มของเธอไปฟอดใหญ่ 

“ไม่ต้องปิดบังใครแล้วนะครับ... ดาวเออออตามน้ำไปก่อน เดี๋ยวพี่จะอธิบายให้ทีหลัง” ผมอาศัยจังหวะที่คุณแม่ทำท่าเหมือนจะเป็นลม รีบกระซิบข้างหูให้เธอเข้าใจ 

“ค่ะ คุณป้า ดาวคบกับพี่ทองมานานแล้วค่ะ...” 

น้องนับดาวว่านอนสอนง่ายไม่เปลี่ยนจริง ๆ 

กลับหน้าเรื่อง
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น