[Omegaverse] คุณหมออัลฟ่าคนนั้นเขาเป็นสามีผมเองครับ
02 : กลิ่นของคุณนั้นมันหอมเกินห้ามใจ
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
02 : กลิ่นของคุณนั้นมันหอมเกินห้ามใจ

 

02 : กลิ่นของคุณนั้นมันหอมเกินห้ามใจ 

  

  

  

“กลิ่นนี้อีกแล้ว” ผมว่าพลางมองออกไปนอกหน้าต่างห้องผู้ป่วยเมื่อได้กลิ่นหอมเย็นอะไรบางอย่างอีกครั้ง เพราะตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเวลาที่นี่ก็ผ่านไปตั้งหนึ่งอาทิตย์แล้ว แล้วตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาผมก็มักจะได้กลิ่นหอมเย็นแบบนี้อยู่เสมอ พอจะหาต้นตอของกลิ่น กลิ่นมันก็มักจะหายไปตลอด เลยชอบสงสัยว่ากลิ่นที่ลอยมานั้นมันคือกลิ่นอะไร แต่ถึงจะหามันยังไงผมก็ไม่เคยที่จะรู้ต้นตอของกลิ่น แล้วอีกอย่างต่อให้ผมจะหามันยังไงก็คงหาได้ไม่เต็มที่หรอก ก็ผมนั้นเป็นผู้ป่วยติดเตียงขนาดนี้ แล้วในทุกวันก็มักต้องทำกายภาพบำบัดอยู่เสมอ มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่ที่ผมเริ่มลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของใครบางคนนี่แหละ 

“ถึงเวลาทำกายภาพบำบัดแล้วค่ะ” ยังพูดไม่ทันขาดคำเลยเห็นไหม ก็มีพยาบาบาลสาวสวยนั้นเดินเข้ามาในห้องพร้อมวิลแชร์ซะแล้ว 

“คุณหมอครับ” 

“คะ” เธอตอบรับพร้อมกับเดินมาพยุงตัวผมให้ลงจากเตียงผู้ป่วยย้ายไปวิลแชร์ข้างๆ ที่จอดนิ่งอยู่ 

“ผมจะกลับมาเดินได้เหมือนคนทั่วไปจริงๆ เหรอครับ” นั่นคือสิ่งที่ผมถามออกไป เพราะผมนั้นอยากรู้เหลือเกินว่าถ้าผมยังทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ขาของผมในตอนนี้นั้นจะสามารถกลับมาเดินได้จริงอย่างงั้นเหรอด้วยความที่ได้ไปรู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนมา มันก็เลยอดที่จะสงสัยไม่ได้ ก็ร่างกายนี้ตอนโดนหามส่งโรงพยาบาลดูเหมือนขาจะได้รับความเสียหายหนักอยู่พอควรเลย ที่ผมรู้นี่ก็เพราะแม่เจ้าของร่างเล่าให้ฟังนี่แหละ แล้วเธอก็เอาข่าวที่ออกมาให้อ่านอีกด้วย ผมก็เลยพอที่จะเข้าใจสถานการณ์ดี และอีกอย่างนะต่อให้ร่างกายนี้กลับมาเดินไม่ได้ ผมนั้นก็คงไม่แปลกใจอะไรมาก เพราะขนาดผมทำกายภาพอยู่ทุกวัน ผมก็ยังไม่รู้สึกถึงความคืบหน้าหรือวี่แววที่จะเดินได้สักนิด  

ผมเลยเลือกที่จะถามในเชิงตัดพ้อแบบนี้ไง 

“ได้สิคะ แค่ต้องเข้ารับกายภาพอย่างสม่ำเสมอ คนไข้ก็จะสามารถมีโอกาสกลับมาเดินได้แล้วค่ะ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มแล้วก็สีหน้าที่ดูจริงจังเหมือนกับว่าสิ่งที่เธอพูดไปนั้นไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย หากผมได้เข้ารับการกายภาพบำบัดอย่างที่เธอบอก 

“เหรอครับ” 

“ค่ะ” 

เอาเถอะจะพยายามเชื่ออย่างนั้นก็แล้วกัน ถึงผมจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ตามทีก็มันรู้สึกโหวงไปหมดตรงช่วงล่าง แล้วอีกอย่างผมก็ขยับอะไรไม่ได้อีกด้วย แต่ดีหน่อยนะที่แขนเขินมืออะไรใช้ได้ปกติแล้ว ที่เหลือก็มีแค่ขานี่แหละที่ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงเท่าไหร่นักเอาเป็นว่าผมจะทำตามอย่างที่พยาบาลคนนั้นพูดนั่นแหละ เพราะผมก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วอะไรที่ทำให้กลับมาเป็นปกติได้ในตอนนี้ผมก็อยากที่จะทำมัน อย่างน้อยนั้นมันก็คือสิ่งที่ผมควรจะทำ 

พยาบาลคนสวยที่มักจะมารับเอาผมไปทำกายภาพบำบัดตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเข็นวิลแชร์ผ่านห้องผู้ป่วยและแผนกต่างๆ ไปเรื่อยจนมาถึงหยุดอยู่ที่แผนกกายภาพบำบัดที่ช่วงนี้ผมนั้นได้มาบ่อยซะเหลือเกิน ก่อนจะเข็นรถผมไปที่กึ่งกลางราวน์กายภาพบำบัดแล้วบอกให้ผมนั้นใช้มือของตนจับไปที่ราวน์นั่นอย่างเช่นทุกครั้ง 

“ค่อยๆ ออกแรงที่มือแล้วพยุงตัวขึ้นมาได้เลยค่ะ ไม่ต้องกลัวหมอจับไว้อยู่” 

“ค-ครับ” ผมทำตามที่เธอบอกใช้แรงทั้งหมดที่มีลงไปที่ฝ่ามือทั้งสองข้างที่กำราวน์เหล็กไว้แน่นก่อนจะออกแรงดึงตัวเองขึ้นจากวิลแชร์โดยมีพยาบาลคนสวยนั้นคอยดูอยู่ไม่ห่าง ทำมันอย่างนั้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างรู้สึกลำบากแต่ผมก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้ จนกระทั่งหยัดตัวลุกขึ้นยืนได้ด้วยตัวเอง พอเป็นแบบนั้นเท่านั้นแหละผมนี่ฉีกยิ้มกว้างแล้วหันไปหาพยาบาลคนสวยทันที เพราะรู้สึกดีใจมากที่ความพยายามของผมในตลอดหลายวันที่ผ่านมานั้นเป็นผลแล้ว ผมสามารถยืนได้ด้วยตัวเองถึงจะเดินไม่ได้ก็ตามแต่ผมนั้นก็ดีใจมากเหลือเกิน 

เธอยิ้มให้ผม “เก่งมากค่ะคนไข้ ขั้นตอนต่อไปเรามาเริ่มก้าวเท้าเดินกันดีกว่า” 

“ผมจะทำได้ใช่มั้ยครับ” 

“ได้แน่นอนค่ะ ไม่ต้องกลัวล้มเดี๋ยวหมอยู่ข้างๆ เอง” 

“ค-ครับ” 

ผมว่าพร้อมกับพยายามยกขาขวาของตัวเองขึ้นก่อนจะหลับตากัดฟันอดทนอดกลั้นเพราะเนื่องจากเริ่มเจ็บที่ช่วงต้นขาขึ้นมาเสียอย่างนั้นทั้งที่ตลอดหลายวันที่ผ่านมาแทบจะไม่รู้สึกเจ็บอะไรมาก่อนแท้ๆ นี่ถ้าจะให้ผมเดาก็คงเป็นเพราะผมนั้นออกแรงมากเกินไปแน่ๆ เลยทำให้ขาที่เคยโหวงในตอนแรกนั้นเริ่มปวดหนึบขึ้นมาอย่างนี้ 

ก็ตลอดหลายวันที่ผ่านมานั้นผมไม่ค่อยได้ออกแรงเยอะขนาดนี้ไง 

ผมเงยหน้ามองไปข้างหน้าพร้อมกับนิ่วหน้าเข้าหากันด้วยความปวด แต่ทำแบบนั้นได้ไม่เท่าไหร่หรอก หัวใจของผมมันก็ผลันกระตุกวูบขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของใครบางคนที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องที่ผมอยู่ ผู้ชายตัวสูงใส่ชุดกาวน์ที่คล้ายกับใครบางคนที่ผมเคยฝันเห็นเขากำลังเดินมาทางผมพร้อมกับกลิ่นหอมของอะไรบางอย่างที่ผมมักได้กลิ่นอยู่เสมอ กลิ่นหอมเย็นที่ผมมักจะสูดเข้าไปเต็มปอดเพราะมันรู้สึกสดชื่นจนหักห้ามใจของตัวเองไม่ได้ กลิ่นของอะไรบางอย่างที่ไม่ว่าผมจะพยายามอยากที่จะรู้เท่าไหร่ก็ไม่เคยที่จะได้รู้กำลังมุ่งหน้ามาทางผมด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาเกินห้ามใจนั่น 

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก 

ให้ตาย...ทำไมหัวใจถึงได้เต้นเร็วแล้วสั่นขนาดนี้กัน เพียงแค่ได้เห็นหน้าผู้ชายคนนี้เท่านั้นเอง หัวใจของผมก็ดันเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนทำให้มือไม้ของผมนี่อ่อนยวบไปหมด มือที่กำราวน์เหล็กในตอนแรกก็เริ่มจับแทบจะจับไม่อยู่แล้ว ดีหน่อยที่พยาบาลคนสวยรีบเข้ามาพยุงไว้เสียก่อนไม่งั้นมีหวังผมคงได้เจ็บตัวเป็นแน่เพราะเอาแต่มองหน้าผู้ชายคนนั้นไม่หยุด อีกอย่างไม่ใช่แค่ผมหรอกที่เอาแต่มองเขา เพราะเขานั้นก็ดันมองมาทางผมพร้อมกับเดินปรี่เข้ามาพยุงผมไว้อีกคนซะอย่างนั้น 

ทำไมความรู้สึกผมตอนนี้มันเหมือนมีอะไรมาบินวนอยู่ในท้องเลยเนี่ย เป็นบ้าอะไรอีกนะ 

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ผมเม้มปากกัดฟันตัวเองแน่นพลางเอนหลังหนีอีกคนที่เคลื่อนตัวมาใกล้ เพราะยิ่งเขาเข้ามาใกล้แบบนี้กลิ่นนั้นมันก็ชัดขึ้นมาก ผมเลยกลัวว่าตัวเองจะอดใจไม่ไหวแล้วโผเข้าไปซบเขาซะก่อนก็ผมนั้นดันชอบกลิ่นนี้แบบโคตรฉิบหายยังไงล่ะ แต่พอได้รู้ว่ามาจากตัวเขาผมนั้นก็เลยได้แต่หักห้ามใจตัวเองอย่างที่เห็นนี่แหละ 

กลัวเหลือเกิน...กลัวว่าจะไปละลาบละล้วงคุณหมอเข้า 

“คนไข้ครับ” แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เขาเรียกผม ผมช้อนตามองคุณหมอสุดหล่อที่อยู่เบื้องหน้า ใบหน้าของเขาในตอนนี้กำลังชุ่มไปด้วยเหงื่อ ซึ่งมันทำให้ผมนั้นแทบไม่เข้าใจเลยสักนิด ก็ห้องออกจะเย็นถึงขนาดนี้ แต่หน้าแล้วตัวของเขาดันชุ่มไปด้วยเหงื่อซะอย่างนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าคนตรงหน้านั้นจะร้อนอะไรนักหนา 

แต่ก็ว่าไม่ได้แหละนะ เพราะผมนั้นก็เป็นไม่ต่างกับเขาเลยสักนิด เหงื่อนี่ชุ่มไปหมดทั้งตัว อย่างกับพึ่งอาบน้ำมาแบบไม่มีผิดเลยก็ว่าได้ 

อะไรกันครับเนี่ย...มาอาบน้ำหรือไงกัน 

“ค-ครับ” ตอบให้เขาสักหน่อยเดี๋ยวเขาจะน้อยใจที่ผมเอาแต่เงียบแล้วมองใบหน้าสุดหล่อนั่น 

“คุณลุกไหวหรือเปล่า” 

“ไม่ครับ” บอกไปตามความจริงเพราะขาผมตอนนี้มันไม่มีแรงที่จะขยับอีกแล้ว มิหนำซ้ำยังรู้สึกปวดอีกด้วย ถ้าจะให้โกหกเพื่อรักษาฟอร์มผมนั้นไม่เอาหรอก ก็ผมเป็นคนป่วยนี่นา 

“งั้นขออนุญาตนะครับ” 

“เรื่องอะไรเหรอครั- เอ้ย!” ยังพูดไม่ทันจบอีกคนก็ช้อนตัวผมขึ้นมาในท่าเจ้าหญิงซะก่อน จนผมที่นั่งแหมะกองอยู่กับพื้นตอนแรกถูกยกขึ้นมาจากพื้นในอ้อมแขนของอีกฝ่าย ส่วนผมนี่อดที่จะอึ้งกับการกระทำดังกล่าวไม่ได้ ก็เลยได้แต่เบิกตากว้างด้วยความตกใจอย่างที่เห็น มิหนำซ้ำต้องมากลั้นหายใจใส่อีกคนด้วยเพราะกลิ่นที่ฟุ้งออกมาจากตัวเขานั้นเป็นอะไรที่ทำให้ผมแทบคลั่ง แถมใจสั่นอย่างกับจะระเบิดออกมาอีก 

ให้ตายเถอะคุณ...ผมว่าผมจะไม่ไหวเพราะคุณเนี่ยแหละครับ 

เขาจับผมวางไว้ที่วิลแชร์ก่อนจะหันไปคุยกับพยาบาลสาวสุดสวยที่เอาแต่มองหน้าคุณหมอท่านนี้ไม่หยุดเหมือนผม “เดี๋ยวผมไปส่งคนไข้เองครับ” 

“...” 

“คุณพยาบาลครับ” พยาบาลสุดสวยไม่ได้ตอบคำถามคุณหมอเขาก็เลยเรียกเธออีกครั้งหนึ่ง 

“ค-ค่ะ คุณหมอ” 

“เดี๋ยวผมไปส่งคนไข้เอง ไม่ทราบว่าคนไข้อยู่ห้องอะไรครับ” 

“ห้องพิเศษเลขสิบเอ็ดค่ะ” 

เขาพยักหน้าแล้วยิ้ม “เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง” 

“แต่คนไข้พึ่งทำกายภาพได้ไม่ถึงชั่วโมงเลยนะคะ” 

“ผมรู้ครับ” 

“รู้?” 

“เอาเป็นว่าผมจะจัดการต่อเอง คุณพยาบาลมีอะไรก็ไปทำเถอะครับ เพราะเหมือนคนไข้จะรู้สึกไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่” เขาว่าพร้อมกับหันมาทางผมด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้ 

อ่า...ทำไมต้องมองแบบนั้นกันนะ สายตาดูแปลกชอบกล 

“ก็ได้ค่ะ งั้นฝากหมอลีทีนะคะ” 

“ครับ” 

หลังจากนั้นคุณหมอก็เข็นรถผมไปตามทางที่ผมพึ่งผ่านมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนโดยที่มีผมนั้นนั่งอยู่ที่วิลแชร์พร้อมกับคอยกลั้นหายใจเป็นระยะจนมาถึงห้องเพราะทนกลิ่นหอมที่ติดตัวอีกคนไม่ค่อยไหวเลยจำเป็นต้องกลั้นอย่างที่เห็น แล้วก็เป็นอีกครั้งที่คุณหมอนั้นต้องช้อนตัวผมในท่าเจ้าหญิงและยกไปวางไว้ที่เตียง เพราะผมนั้นแทบจะหยุดนิ่งเหมือนตอไม้เข้าไปทุกทีเพราะไม่คิดที่จะขยับเขยื้อนอะไรเลยสักนิด เขาก็เลยต้องอุ้มผมแบบนี้ ถึงจะไม่จำเป็นเลยก็ตาม  

ก็ถ้าเรียกผมแล้วสั่งให้ผมทำ ผมอาจจะพยายามทำตามคุณหมอก็ได้ไง แต่เขาเลือกที่จะไม่เรียกแล้วช้อนตัวขึ้นมาแทนอย่างที่เห็นนี่แหละ 

แต่ก็เอาเถอะผมจะไปต่อว่าคุณหมอได้ไงกัน แค่มองหน้าผมก็แทบอยากจะสลายตัวหายไปจากตรงนี้แล้ว คนอะไรทำไมหล่อขนาดนี้ก็ไม่รู้ 

หัวใจดวงน้อยของผมเนี่ยแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว 

      “คนไข้ครับ” 

“...” 

“คนไข้” 

“ค-ครับ”  

“หมอต้องกลับไปทำงานแล้ว ยังไงก็มีอะไรกดปุ่มฉุนเฉินเรียกได้ตลอดเลยนะครับ” 

“ครับ”  

“งั้นหมอไปก่อนนะ” ผมพยักหน้าให้กับคุณหมอสุดหล่อจากนั้นเขาก็หันหลังเดินจากไปพร้อมกับวิลแชร์ แต่ในขณะที่กำลังจะเปิดประตูอยู่นั้น ตัวผมก็เกิดบ้าอะไรไม่รู้อยู่ดีๆ ก็ดันไปรั้งเขาไว้ซะอย่างนั้น แล้วยังไปถามคำถามที่ชวนงงแบบนั้นอีก 

ปากผมนี่มันไวก็ความคิดซะอีก 

“คุณหมอใช้น้ำหอมอะไรเหรอครับ” แล้วนั่นก็คือสิ่งที่ผมถาม  

มันอดใจไม่ไหวนี่หว่า ก็เขาเล่นตัวหอมซะขนาดนั้น ผมก็เลยอยากรู้ว่าอีกคนนั้นใช้อะไรหรือเปล่า ทำไมถึงได้หอมฟุ้งไปทั่วเลยยิ่งตอนที่ผมนอนอยู่ในห้องแบบนี้อีกขนาดเขาอยู่ข้างนอกผมก็ยังมิวายจะได้กลิ่น ถ้าผมไม่ถามออกไปผมก็คงได้แต่สงสัยใคร่อยากรู้เป็นแน่ ก็เลยเลือกที่จะถามออกไปโดยที่หัวใจนั้นได้สั่งมานั่นเอง 

คุณหมอหันกลับมามองหน้าผมนิ่งก่อนจะยกยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบคำถามผม “เปล่าครับ” 

“เปล่า?” 

“หมอหมายถึงไม่ได้ใช้น่ะครับ” 

ผมพยักหน้า “อ๋อครับ” 

“ทำไมเหรอครับ”  

ผมเม้มปากก่อนจะหลบสายตาอีกฝ่ายที่เอาแต่จดจ้องมาทางผมก่อนจะพึมพำออกไปเสียงเบา เบาที่แทบจะไม่ได้ยินเลยก็ว่าได้  

“ก็ตัวคุณหมอหอม” 

“อะไรนะครับ” 

“เปล่าครับ” ผมรีบตอบกลับไปทันทีเมื่อคุณหมอเริ่มทำท่าทีสงสัยว่าเมื่อครู่ผมนั้นพูดอะไรออกมา ก่อนจะบอกปัดไปเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเมื่อครู่นี้ ก็ผมนั้นไม่กล้าที่จะมองหน้าเขาเลยสักนิดนี่นา "คุณหมอตั้งใจทำงานนะครับ ผมไม่มีอะไรสงสัยแล้ว" 

แล้วก็เป็นอีกครั้งที่คุณหมอมองมาที่ผมนิ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วยกยิ้มให้ “ครับ...ถ้างั้นหมอขอตัว” 

“ครับ” แล้วเขาก็เดินจากไปพร้อมกับวิลแชร์ที่ผมนั่งมาก่อนหน้าโดยที่มีผมมองตามหลังไปอยู่จนประตูปิดลงไปในที่สุดก่อนจะมานั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเองบนเตียงผู้ป่วยพร้อมรอยยิ้มที่ประดับอยู่ที่ใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว เมื่อนึกไปถึงใบหน้าคุณหมอที่เข้ามาช่วยเกินความจำเป็นคนนั้น 

ก็แหม...ขนาดถึงอุ้มคนไข้แบบนี้ใครเขาก็คิดว่าเกินความจำเป็นทั้งนั้นแหละ อีกอย่างคนไข้ที่หมออุ้มดันเป็นผู้ชายหน้าตาน่ารักแบบผมในตอนนี้อีกในใจก็คิดเป็นอื่นไม่ได้ไหมอะ แค่การกระทำมันก็เกินความจำเป็นแล้ว 

เฮ้อออ พอคิดมาได้ก็ใจสั่นอีกรอบแล้วเนี่ย 

แล้วนี่อะไรคุณหมอมาถมที่ไว้ในห้องผมเหรอครับ กลิ่นถึงได้ติดทนนานขนาดนี้ ทั้งที่ตัวคนก็เดินออกไปแล้วแท้ๆ คิดแล้วก็ได้แต่คิด เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมขอเสพกลิ่นคุณหมอคนนั้นก่อนแล้วกัน เพราะกลิ่นในอากาศในตอนนี้มันช่างหอมเข้มข้นเหลือเกิน 

ฟืดดด...หอมจัง 

 

 

TCB 

หอมเกินห้ามใจเลยสินะ คริ คริ 

:: คอมเมนต์ให้กำลังใจหรือขอหัวใจหน่อยก็ดีนะคะ แง่มๆ :: 

 

กลับหน้าเรื่อง

นิยายแต่ละเรื่องที่ไรท์แต่งเกิดขึ้นมาจากจินตนาการของไรท์ทั้งนั้น ไม่ต้องถามหาความสมเหตุสมผลของเนือเรื่องที่ดำเนินไปในแต่ละครั้ง ส่วนตัวไรท์แล้วแค่อยากจะบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครผ่านมุมมองแล้วสถานการณ์ของตัวไรท์เอง ก็เหมือนประมาณว่าในเรื่องอยากให้มีฉากไหนก็ใส่โดยที่ไม่ได้คิดอะไรนั่นแหละค่ะ แล้วอารมณ์ของการแต่งนิยายแต่ละเรื่องก็คือสนองนีสตัวเองทั้งนั้น ติชมติเตือนเพื่อนำให้ไรท์ไปแก้ไขได้ตามสบายเลยค่ะ แต่ถ้าหากมีคอมเมนต์ด้านลบหรือด่าทอไรท์ขอลบคอมเมนต์ออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้านะคะ โดยส่วนตัวเเล้วเป็นคนใจบางมาก หากคอมเมนต์ไหนที่มีผลกระทบต่อจิตใจ ก็ขอลบออกเพื่อเซฟหัวใจตัวเองน้า ยังไงก็ฝากติตามเรื่องที่ไรท์แต่งด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น