[Omegaverse] คุณหมออัลฟ่าคนนั้นเขาเป็นสามีผมเองครับ
01 : เป็นเหตุผลที่สามารถใช้ในตอนนี้ได้ดีเหลือเกิน
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
01 : เป็นเหตุผลที่สามารถใช้ในตอนนี้ได้ดีเหลือเกิน

 

01 : เป็นเหตุผลที่สามารถใช้ในตอนนี้ได้ดีเหลือเกิน 

  

  

  

      “คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ”       คุณหมอในชุดกาวน์เอ่ยบอกหญิงวัยกลางคนที่กำลังกระวนกระวายใจเกี่ยวกับเรื่องลูกชายของตนที่ประสบอุบัติเหตุไปเมื่อหนึ่งปีก่อนจนกลายเป็นเจ้าชายนิทราไปในที่สุดจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะฟื้นขึ้นมาเลยสักนิด มิหนำซ้ำเคราะห์ซ้ำกรรมซัดลูกชายของตนนั้นดันหยุดหายใจไปเสียดื้อๆ อีกต่างหาก คนเป็นแม่เลยรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างที่เห็น มีที่ไหนตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่เคยมีปฏิกิริยาอะไรเลยสักนิด อยู่ดีลูกชายของตนก็ดันมาหยุดหายไปซะอย่างนั้น แล้วจะให้คนเป็นแม่อย่างเธอเชื่อได้อย่างไรว่าลูกของตนนั้นไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ

      “แน่ใจเหรอคะคุณหมอ เมื่อครู่ลูกฉันหยุดหายใจไปหลายนาทีเลยนะคะ มิหนำซ้ำตอนที่น้องหยุดหายใจก็ตัวเย็นเฉียบเหมือนกับคนที่ตายไปแล้วอีก ฉันจะเชื่อได้ยังไงกันว่าลูกฉันพ้นขีดอันตรายจริงๆ” ดุจดาวมองดูร่างลูกชายของตนที่แน่นิ่งพร้อมกับเอื้อมมือของตนไปกอบกุมมือขาวซีดนั่นด้วยความเจ็บปวดเมื่อนึกไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ถึงตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานั้นคนบนเตียงจะเอาแต่หลับไม่ยอมตื่นขึ้นมาก็ตามที แต่เธอก็ไม่อยากที่จะให้ลูกนั้นต้องมาเจอกับสิ่งที่เลวร้ายแบบนี้อยู่ดี อย่างน้อยๆ เธอก็อยากที่จะประวิงเวลารอคอยปาฏิหาริย์ให้มันเกิดขึ้น ไม่อยากที่จะเสียลูกชายของตนไปแบบนั้น

      “คุณแม่ใจเย็นครับ”

      “แอล” เธอไม่ได้ฟังสิ่งที่คุณหมอบอก แต่เลือกที่จะเอ่ยเรียกชื่อลูกของตนแทน เพราะอยากที่จะให้คนที่นอนอยู่นั้นรู้สึกตัวแล้วรับรู้สักทีว่ามีใครรออยู่ “ตื่นมาสักทีสิลูก ลูกหลับนานเกินไปแล้วรู้หรือเปล่า”

      “...”

      “อย่าเป็นแบบนี้นานได้มั้ย แม่จะไม่ไหวเต็มทีแล้วลูก ฮึก” คุณหมอมองดูภาพแม่ลูกอย่าเวทนาหากเพียงแต่ช่วยในคนไข้ฟื้นขึ้นมาได้ก็คงดีไม่น้อย แต่เขานั้นดันทำไม่ได้เพราะอีกคนดันกลายเป็นเจ้าชายนิทราที่รอวันจากเท่านั้นเสียแล้ว แต่ในขณะที่คิดแบบนั้นอยู่ คนในชุดกาวน์ก็ต้องตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อสังเกตไปเห็นปลายนิ้วของคนไข้ขยับขึ้นมาเสียอย่างนั้นจนต้องปรี่เข้าไปดูอาการอีกรอบเพราะเหมือนกับว่าปาฏิหาริย์ที่ใครหลายคนนั้นรอคอยตอนนี้เหมือนจะกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา

      “คนไข้ครับได้ยินหมอหรือเปล่า”

      ดุจดาวที่กำลังเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ต้องเงยขึ้นหน้ามองคุณหมอทันทีก่อนจะหันไปยังเตียงผู้ป่วยที่ในตอนนี้ใครบางคนที่เธอรอคอยอยู่ฟื้นลืมตาตื่นขึ้นมามองเธอซะอย่างนั้น

      “อ-แอล” คนเป็นแม่ตกใจกับภาพที่เห็นมากเธอหยัดตัวลุกขึ้นแล้วพุ่งตัวไปหาลูกชายแทบจะทันที ก่อนจะโดนสายตาของคนบนเตียงจับจ้องไปที่เธออย่างรู้สึกงุนงง เพราะดันไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลยสักนิดเขาจำได้เพียงแต่ว่าทำงานอยู่แล้วลุกออกไปหาอะไรกินจากนั้นก็วูบไปเสียอย่างนั้นจนกระทั่งตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนนี้เนี่ยแหละ อีกอย่างหลังจากที่วูบไปเขาก็ยังฝันเห็นอะไรที่แปลกๆ อีกด้วย แล้วสิ่งที่เขาฝันเห็นก็มักจะเป็นผู้ชายคนหนึ่งเสมอ แต่เขานั้นไม่รู้หรอกว่าคนคนนั้นคือใคร มิหนำซ้ำในตอนที่หลับไปเขายังฝันเห็นเหมือนว่าตนชอบไปยืนมองร่างของตัวเองในตอนที่ทำงานหรือไปไหนมาไหนอีก ซึ่งมันเป็นฝันที่โคตรจะประหลาดสำหรับเขา แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ดันเป็นแค่ความฝัน เพราะสิ่งที่เขาประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือผู้หญิงสวยวัยกลางคนตรงหน้านี่แหละ ที่เอาแต่ร้องไห้ใส่เขาในตอนที่เขาลืมตาตื่นฟื้นขึ้นมาจากฝันอันยาวนาน แล้วด้วยความสงสัยที่ผู้หญิงคนนี้เอาแต่ร้องไห้เขานั้นจึงถามออกไปด้วยความอยากรู้

      “คุณคือใครเหรอครับ” แล้วนั่นคือสิ่งที่ทำให้ดุจดาวแทบทรุดลงไปกับพื้นที่ลูกของตนนั้นจำคนเป็นแม่ไม่ได้

      “แอลจำแม่ไม่ได้เหรอลูก ฮึก” เธอถามลูกชายหัวแก้วหัวแหวนพร้อมกับใช้มือของตนลูบหัวลูกชายด้วยความคิดถึง

      “ค-คือผมไม่มีแม่นะครับ” เขาตอบเพราะตั้งแต่จำความได้เขานั้นก็ไม่เคยมีแม่เหมือนคนอื่น เพราะที่เติบโตมาได้ถึงขนาดนี้ก็มีเพียงแต่พ่อเท่านั้น ส่วนเรื่องแม่ไม่เคยมีอยู่ในความทรงจำเลยแม้แต่น้อย

      “ค-คุณหมอคะ” ดุจดาวหันไปหาคุณหมอที่ยืนอยู่ข้างกันด้วยความกระวนกระวายอีกครั้งถึงลูกจะลืมตาตื่นฟื้นขึ้นมาแล้วก็ตามที แต่ถ้าเป็นแบบนี้จะให้เธอนั้นรู้สึกสบายใจก็ไม่ได้ถึงจะรู้สึกดีใจก็เถอะ แต่ในความดีใจนั้นเธอก็รู้สึกเสียใจไม่น้อยเลยเหมือนกันที่ลูกของเธอนั้นดันลืมแม่ผู้ให้กำเนิดไปซะแล้ว “ทำไมแอลถึงจำฉันไม่ได้กัน”

      “เดี๋ยวหมอขออนุญาตตรวจคนไข้ก่อนนะครับคุณแม่” เธอพยักหน้าแล้วถอยห่างออกมาเพื่อให้คุณหมอนั้นตรวจได้ง่ายขึ้นโดยที่ไม่ลืมมองไปยังใบหน้าลูกชายที่ออกอาการเหนื่อยล้าอยู่ในขณะนี้

      “คนไข้ครับ ได้ยินหมอหรือเปล่า” คุณหมอในชุดกาวน์เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง เขาหันไปมองแล้วพยักหน้าหนึ่งทีเพื่อเป็นคำตอบ “นี่กี่นิ้วครับ”

      คุณหมอชูนิ้วชี้แล้วนิ้วกลางขึ้นมาให้คนที่นอนอยู่ได้เห็น “สอง”

      “แล้วสิ่งนี้คืออะไรครับ” แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เขาถามพร้อมกับหยิบปากกาขึ้นมาถามคนที่เอาแต่นอนมองอยู่บนเตียงด้วยความงุนงง เพราะเขาไม่เข้าใจว่าเรื่องแค่นี้ทำไมคุณหมอต้องถามเขาด้วย ก็อย่างที่เห็นอยู่แล้ว สิ่งที่หมอถือนั้นมันก็แค่ปากกาด้ามหนึ่งเท่านั้นเอง

         แต่ก็เอาเถอะ ตอบไปแล้วกัน 

      “ปากกาครับ”  

      คุณหมอพยักหน้าแล้วหันหน้าไปหาคนเป็นแม่ “เดี๋ยวหมอขอคุยกับคุณแม่สักหน่อยนะครับ” 

      “ค่ะ” 

  

 

 

      “ทำไมเขาถึงจำฉันไม่ได้กันคะคุณหมอ” ในทันทีที่เข้าห้องตรวจมาคนเป็นแม่ก็เอ่ยถามขึ้นทันทีอย่างร้อนใจ 

      “อย่างที่รู้กันดีว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนคนไข้ได้รับการกระทบเทือนทางสมองอย่างรุนแรงแล้วได้เข้ารับการผ่าตัดมา ทำให้สมองกลีบหน้ากับกลีบขมับเสียหายจากเหตุการณ์นั้น”  

      “ก็เลยทำให้เขาจำฉันไม่ได้งั้นเหรอ?” 

      “ครับ ก็เลยทำให้คนไข้สูญเสียความทรงจำอย่างที่เห็น แต่คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะครับอย่างน้อยคนไข้ก็ยังจำสิ่งของหรือเครื่องใช้ที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้” 

      “ล-แล้วเขาจะจำได้หรือเปล่า” 

      “การผ่าตัดสมองมันซับซ้อนครับ หมอก็การันตีไม่ได้หรอกว่าคนไข้จะจำคนอื่นได้มั้ย เพราะคงต้องใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าสมองของเขานั้นจะกลับมาทำงานได้ปกติ” 

      “งั้นแสดงว่าเราคงเร่งรัดให้เขารีบกลับมาจำไม่ได้ใช่หรือเปล่าคะ” 

      “แน่นอนครับว่าทำไม่ได้ เพราะยิ่งคุณแม่หรือคนอื่นไปเร่งรัดคนไข้มากๆ มันจะทำให้เกิดผลเสียกับคนไข้แน่ๆ” 

      ดุจดาวพยักหน้าเข้าใจถึงเธอจะรู้อย่างนี้แล้วก็ตามทีแต่เธอก็อดที่จะกังวลไม่ได้อยู่ดี มีใครที่ไหนจะทำใจได้บ้างล่ะที่ลูกชายของตนเป็นแบบนี้ ไม่มีหรอก ยิ่งเป็นลูกชายอย่างเขาด้วยแล้วคนเป็นแม่อย่างเธอนั้นก็เลยอดที่จะทุกข์ใจไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะมันก็ดีที่อย่างน้อยลูกของเธอนั้นลืมตาตื่นฟื้นขึ้นมา แต่เพียงแค่ต้องรอเวลาให้ลูกชายของตนนั้นกลับมาจำทุกอย่างได้เหมือนเดิมก็เท่านั้นเอง 

      เธอถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกโล่งอย่างน้อยโชคชะตาก็ไม่ได้พรากลูกชายคนนี้ไปจากเธอ “ขอบคุณนะคะคุณหมอ ขอบคุณที่ดูแลเขามาตลอด” 

      “ไม่เป็นไรครับ มันเป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้ว”  

      “งั้นฉันขอตัวไปดูน้องก่อนนะคะ ปล่อยแกไว้คนเดียวแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่” 

      “ได้ครับ เดี๋ยวหมอจะแวะไปตรวจอีกที” 

       

 

 

      อ่า....นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ทำไมตัวผมมันถึงไม่มีแรงแบบนี้ล่ะ แค่จะขยับมือก็ยังทำไม่ได้เลยสักนิด แล้วนี่อะไรทำไมรู้สึกเหมือนข้างล่างมันโหวงไปหมดเหมือนไม่มีขาอีก นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกับตัวผมกันแน่ ในขณะที่ผมกำลังง่วงอยู่กับการคิดอยู่ สายตาผมก็เหลือบไปเห็นใครบางคนเข้า ใครบางคนที่จัดได้ว่าเป็นคนที่โคตรจะน่ารักคนหนึ่ง แถมเขานั้นยังมองมาที่ผมอีก พอเป็นแบบนั้นผมก็เลยอดที่จะยิ้มตอบเขาไปไม่ได้ 

      แกรก 

      เสียงอะไรบางอย่างทำให้ผมนั้นต้องหันไปมองยังต้นเสียง ก่อนจะเผยให้เห็นร่างผู้หญิงวัยกลางคนที่พึ่งเดินออกไปได้เมื่อหลายนาทีก่อน เธอเดินยิ้มเข้ามาพร้อมกับเดินมานั่งเก้าอี้ข้างเตียงผม ก่อนจะเอ่ยพูดอะไรบางอย่างออกมาด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเศร้าหมองนั่น 

      ทำไมทั้งที่เศร้าอยู่เธอถึงได้ยิ้มออกมาแบบนั้นกัน 

      “ปวดหัวหรือเปล่า เจ็บตรงไหนบ้างมั้ย” น้ำเสียงที่เธอเปล่งออกมาพร้อมกับแววตานั้นแฝงไปด้วยความอ่อนโยนแล้วความอบอุ่นจนผมนั้นอดที่จะมองตามไม่ได้ มิหนำซ้ำในใจของผมนั้นยังรู้สึกเจ็บแปลบๆ อีกต่างหากเมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้หญิงคนนี้ “หิวหรือเปล่าลูก อยากจะกินอะไรสักหน่อยมั้ย” 

      “ครับ” อันนี้คือตอบออกไปอย่างไม่รู้ตัวเลยสักนิด เพราะผมนั้นเอาแต่โฟกัสผู้หญิงวัยกลางคนมากเกินไป เวลาที่เธอพูดอะไรมาผมก็เลยดันเออออไปกับเธอเสียอย่างนั้น 

      “งั้นเดี๋ยวแม่ไปเอาอะไรมาให้แอลกินดีมั้ย” 

      “แอล?” 

      “ใช่แอลนั่นคือชื่อของลูก” ชื่อของผมเนี่ยนะ ไม่น่าใช่หรอกมั้ง ผมไม่ได้ชื่อนี้สักหน่อย “หมอบอกว่าลูกความจำเสื่อมคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ถึงจะกลับมาจำทุกอย่างได้” 

      “ผมน่ะเหรอครับ” อันนี้ก็ยิ่งทำให้ผมงงเข้าไปใหญ่ ผมจะความจำเสื่อมได้ยังไงกันก็ในเมื่อผมนั้นจำได้ดีเลยว่าตัวเองเป็นใคร แล้วอีกอย่างผมมีนัดส่งงานกับลูกค้าอีกด้วย พอคิดได้แบบนั้นก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที เพราะผมนั้นไม่อยากที่จะเป็นคนผิดคำพูดกับใคร เขาสั่งมาแล้วอย่างน้อยก็ต้องทำให้มันเสร็จ “รบกวนเอาคอมมาให้ผมทีได้มั้ยครับ ผมต้องทำงาน นัดส่งงานลูกค้าก่อนสิบโมงแล้วด้วย กลัวจะไม่ทันเอา” 

      “ทำงาน?”  

      “ครับ” 

      เธอเม้มปากแน่นนัยน์ตานั้นแฝงไปด้วยความเศร้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนยิ่งมองผมตัวเธอก็ยิ่งรู้สึกแย่อย่างไรอย่างนั้นเลยก็ว่าได้ ส่วนผมพอได้เห็นแบบนั้นก็เริ่มจะรู้สึกงุนงงขึ้นมาอีกรอบเสียแล้ว ก็เธอเอาแต่มองผมนิ่งไม่พูดไม่จาเลยสักนิด จนเวลาล่วงเลยผ่านมานานหลายนาทีเนี่ยแหละ เธอถึงได้เปิดปากพูดอะไรบางอย่างออกมา 

      “เดี๋ยวแม่ออกไปหาอะไรให้แอลกินดีกว่า หลับไปตั้งหนึ่งปีคงจะหิวแย่แล้ว” เธอว่าพร้อมกับลุกขึ้นลูบหัวผมทีสองทีแล้วก็เดินจากไป โดยที่ไม่ได้หันกลับมาสนใจอะไรผมอีกส่วนผมก็ได้แต่ขมวดคิ้วมองตามหลังเธอไปอย่างงุนงง จนสายตาไปสะดุดกับใบหน้าของคนก่อนหน้านี้ที่เอาแต่ขมวดคิ้วเข้าหากันไม่ต่างกับผมเลยสักนิด จนผมนั้นได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายเพราะอีกคนนั้นเอาแต่มองหน้าผมอยู่อย่างนั้นไม่หยุด จนกระทั่งได้กลิ่นหอมเย็นอะไรบางอย่างที่ลอยอบอวลมาตามอากาศจนทำให้ผมเผลอสูดดมเข้าไปซะเต็มปอด เพราะกลิ่นนั้นมันช่างหอมเย้ายวนใจผมซะเหลือเกิน มิหนำซ้ำกลิ่นหอมเย็นนั้นยังชัดเจนขึ้นมาเรื่อยๆ อีกด้วย 

      “หอมจัง” ผมเปล่งน้ำเสียงอันแหบพร่าของตัวเองออกไปพร้อมกับสูดดมกลิ่นที่ลอยตลบอบอวลไปมาในห้อง ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นมามองคนที่เอาแต่มองหน้าผมอีกครั้ง แล้วกระพริบตาถี่ๆ จากนั้นก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อผมทำอะไรคนคนนั้นก็มักจะทำตามอยู่เสมอ ก่อนจะเข้าใจถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั่นว่ามันคือกระจก แล้วมันก็ช่างเป็นสิ่งที่ตลกสิ้นดี เพราะผมคิดว่าเขาคนนั้นดันคือผมซะอย่างนั้น เพียงแต่ใบหน้าของเขานั้นไม่ใช่ผมแค่นั้นเอง  

      นี่มันเรื่องบ้าอะไรอีกเรื่องกันเนี่ย ทำไมทุกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ถึงทำให้ผมรู้สึกงุนงงได้ขนาดนี้กัน ผู้หญิงคนนั้น ผู้ชายที่อยู่ในกระจกนั่นอีก มันเป็นเรื่องที่แปลกไปหมดสำหรับผม จนผมนั้นอดที่จะคิดไม่ได้ เพราะถ้าจะให้คิดว่าเป็นแค่ความฝันมันก็คงจะไม่ใช่ก็ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันช่างเหมือนความจริงเหลือเกินยิ่งคำพูดของผู้หญิงคนนั้นอีก ที่เอาแต่เรียกชื่อใครก็ไม่รู้ตอนมองหน้าผม มันก็ยิ่งทำให้ผมนั้นคิดไม่ตก ให้ตายเถอะ ผมยิ่งคิดทีไรในหัวผมก็เหมือนแทบจะระเบิดออกมาทุกที ทำไมเรื่องทุกอย่างมันช่างเป็นเรื่องที่ทำให้ผมอดคิดไม่ได้เลยนะ ยิ่งผู้ชายที่เอาแต่มองหน้าผมในกระจกนั่นอีก ผมนั้นคิดว่าเป็นคนอื่นไม่ได้เลยสักนิดนอกจากตัวผมเอง เพราะไม่ว่าผมจะทำอะไรหรือแสดงสีหน้าแบบไหนคนคนนั้นก็มักจะทำตามเสมอ ไม่อยากคิดก็ต้องคิดแล้วล่ะ ว่าผมนั้นดันมาอยู่ในร่างของใครก็ไม่รู้ ในตอนที่ผมสติดับวูบไปนั่นอีก เสียงของใครบางคนนั้นก็ช่างคล้ายกับเสียงของผมในตอนนี้เหลือเกิน แต่มันต่างกันเพียงแค่ว่าในตอนนี้เหมือนเสียงของผมยังไม่เข้าที่เข้าทางดีแค่นั้น เพราะมันแหบพร่าเหมือนคนขาดน้ำมาหลายวัน แล้วอีกอย่างรวมไปถึงเหตุการณ์และคำพูดแปลกๆ ที่เกิดขึ้นอีกด้วย เป็นความคิดที่โคตรจะนิยายแต่มันก็ดันปฏิเสธกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ได้อยู่ดี ผมมองไปที่กระจกนิ่งมองหน้าของตนในตอนนี้อยู่อย่างนั้น พลางถอนหายใจออกมาอีกครั้งกับเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ เพราะคิดเป็นอื่นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย คงมีแค่คำตอบนี้ที่พอจะเป็นเหตุผลในตอนนี้ได้ 

      ผมนั้นคงมาสลับร่างกับใครเข้า 

      ไม่งั้นก็ตัวตนผมในตอนนั้นได้ซี้ม่องเท่งหลังจากทำงานหนักเลยทำให้มาเกิดใหม่เป็นใครไม่รู้อย่างที่เห็น 

      เฮ้อออ...ช่างเป็นความคิดที่ไร้สาระชะมัดแต่ดันอธิบายเหตุผลในตอนนี้ได้เป็นอย่างดีเหลือเกิน 

 

TBC 

นายเอกของเราซี้ม่องเท่งตั้งแต่เริ่มเลยง่าาา น่าวงวาร 

 

กลับหน้าเรื่อง

นิยายแต่ละเรื่องที่ไรท์แต่งเกิดขึ้นมาจากจินตนาการของไรท์ทั้งนั้น ไม่ต้องถามหาความสมเหตุสมผลของเนือเรื่องที่ดำเนินไปในแต่ละครั้ง ส่วนตัวไรท์แล้วแค่อยากจะบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครผ่านมุมมองแล้วสถานการณ์ของตัวไรท์เอง ก็เหมือนประมาณว่าในเรื่องอยากให้มีฉากไหนก็ใส่โดยที่ไม่ได้คิดอะไรนั่นแหละค่ะ แล้วอารมณ์ของการแต่งนิยายแต่ละเรื่องก็คือสนองนีสตัวเองทั้งนั้น ติชมติเตือนเพื่อนำให้ไรท์ไปแก้ไขได้ตามสบายเลยค่ะ แต่ถ้าหากมีคอมเมนต์ด้านลบหรือด่าทอไรท์ขอลบคอมเมนต์ออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้านะคะ โดยส่วนตัวเเล้วเป็นคนใจบางมาก หากคอมเมนต์ไหนที่มีผลกระทบต่อจิตใจ ก็ขอลบออกเพื่อเซฟหัวใจตัวเองน้า ยังไงก็ฝากติตามเรื่องที่ไรท์แต่งด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น