ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
THE AIR : NITROGEN [02]

THE AIR เป็นหนังสือรวมตอนพิเศษของนิยายสี่เรื่อง 

คือ Oxygen / Nitrogen / Anakin / Aftermoon  

จะลงตัวอย่างให้อ่านเรื่องละสองตอน 

เปิดพรีวันที่ 3 มีนา - 5 พฤษภา 63  

 

 

------- 

 

 

NITROGEN : 02 

 

“พี่ภู!” ผมตะโกนเรียกแล้วฉีกยิ้มกว้างดีใจเมื่อเห็นร่างสูงของคนสำคัญ ความคิดความสงสัยใดๆ สลายหายไปในเวลาไม่ถึงสิบวินาที เพราะตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือเขา 

พี่ภูหันมามองผมและขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่อนขายาวก้าวไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพื่อเดินเข้ามาหา จวบจนเมื่ออยู่ในระยะที่สมควรจะพุ่งเข้ามากอดกันตามประสาคู่รักที่ไม่ได้เห็นหน้ามาหลายวัน เขาก็ยื่นมือมาดีดหน้าผากดังเพียะ ทำเอาสองแขนที่ยกขึ้นตั้งท่าจะกอดอีกฝ่ายของผมห่อเหี่ยวไหลลงไปแนบลำตัวเหมือนเดิม 

“มึงนี่มันตัวยุ่งจริงๆ” น้ำเสียงดุๆ ที่มาพร้อมสีหน้าอ่อนใจทำให้ผมเผลอเบะปากอย่างอดไม่ได้ 

“ไม่ใช่ความผิดผมสักหน่อย นี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ไอ้พวกนั้นมันมาเองอะ” 

“แล้วกูได้เตือนมึงหรือเปล่าว่าให้บอกพ่อเอาไว้ด้วย ท่านจะได้คอยช่วยสืบข่าว ระมัดระวังไม่ให้มึงมาเจอมันแบบนี้”  

พอได้ฟังคำพูดของคุณชายที่พร่ำบอกอยู่ตลอดให้คุยกับป๋าเรื่องเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ผมก็หน้าหงอลงโดยอัตโนมัติ เพราะลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท พี่ภูก็คงคิดว่าผมบอกป๋าไปนานแล้วถึงไม่ไปคุยเอง 

“…ผมลืม” 

พี่ภูส่ายหน้าหน่ายแต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ หลังจากพยักหน้าทักทายโซเสร็จก็หันกลับไปไหว้ป๋ากับลุงวัตที่เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้างุนงงแทน 

“คุณ…” 

“ภูริ เดรคครับ” ก่อนลุงวัตจะได้ถามอะไร คนของผมก็เอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง และยื่นกล่องของขวัญกล่องหนึ่งไปให้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “นี่เป็นของขวัญแสดงความยินดีครับ” 

“อา…" 

“ต้องขอโทษด้วยที่พาคนเข้ามาเยอะขนาดนี้ พอดีที่ไร่ของคุณศรันย์เกิดปัญหาใหญ่ผมเลยรีบพาคนมาคุ้มครองท่านกับลูกชายอย่างเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเราคงต้องขอตัวก่อน หวังว่าคุณคงเข้าใจนะครับ” 

ขณะที่ลุงวัตได้แต่กะพริบตาปริบๆ เหมือนกำลังงงว่าการ์ดหน้างานปล่อยให้พี่ภูกับเฮียๆ ของผมเข้ามาได้ยังไง ตำรวจในชุดเครื่องแบบเต็มยศก็เดินเข้ามาในระยะสายตาพร้อมกันกับที่ผมหันไปเห็นไอ้ชาติชายมองมาทางนี้พอดี ท่าทางของมันดูแค้นเคืองมากชนิดที่ไม่ต้องบอกผมก็รู้ว่าตัวเองถูกจ้องเป็นเป้าแค้นแน่นอน แต่คงเพราะการได้เห็นตำรวจทำให้มันร้อนรนเหมือนโดนไฟลวก ยังไม่ทันที่พี่ภูจะพาผมออกไป มันกับลูกน้องสองสามคน และน่าจะอีกหลายคนที่รออยู่ด้านนอกก็ชิ่งหนีไปอย่างแนบเนียน 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ได้มีอะไรมากมาย เพราะตัวอันตรายหายไปแล้ว ส่วนตำรวจนายนั้นก็เป็นแค่คนที่คอยดูแลงานลุงวัต ซึ่งผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าพี่ภูเป็นคนบอกให้เขาเดินเข้ามาเอง และมันก็เป็นไปตามคาดจริงๆ เมื่อไอ้ชาติชายหนีหางจุกตูดไปแทบจะทันที 

“อันที่จริงเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว ลูกชายคุณพ่อคงจะลืมเล่าให้ฟัง” 

บรรยากาศบนรถที่มีคนตาดุเพิ่มขึ้นจากตอนขามาอีกคนเรียกได้ว่าเคร่งเครียดและกดดันเอามากๆ แม้แต่ป๋าก็ยังไม่ยอมหันมางอแงหรืออ้อนผมเหมือนปกติ เอาแต่รับฟังคำบอกเล่าของพี่ภูเกี่ยวกับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นอย่างละเอียด จวบจนฟังจบแล้วก็ยังขมวดคิ้วมุ่นอยู่อย่างนั้นจนผมที่ถูกบังคับให้นั่งพิงเบาะหลังคนขับหันไปทางด้านหลังรถต้องขยับตัวไปมาด้วยความอึดอัด 

“ป๋าอย่ามองเราแบบนั้นสิ พี่ภูก็ด้วย” 

“นิ่งๆ” พี่ภูสั่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำเอาผมหงอแล้วหงออีก ได้แต่เอนกายพิงเบาะเพราะทำอะไรไม่ได้  

มาถึงก็ดุเลย กอดก็ยังไม่ได้กอด... 

“ตัวเล็ก” เสียงป๋าที่จริงจังไม่แพ้พี่ภูดังขึ้นพร้อมกันกับที่ผมถูกดึงมือไปกุมเอาไว้ “รู้หรือเปล่าว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหน” 

“ป๋า…” 

“มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่เพราะเกี่ยวข้องกับคนใหญ่คนโตหรืออะไร แต่มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับป๋าเพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวเล็ก เข้าใจหรือเปล่า” 

“…เรารู้” 

“อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะตัวเล็ก ถึงจะงอแงหรืออ้อนได้เหมือนเดิมเพราะมีคนตามใจหลายคน แต่เรื่องความปลอดภัยของตัวเองห้ามประมาทเด็ดขาด ยิ่งถ้ามีเรื่องใหญ่โตแบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ป๋ากับจ๋ายังเป็นพ่อกับแม่ของตัวเล็กอยู่นะ มีอะไรก็ต้องบอก” 

ผมหลุบตาลงมองมือตัวเองที่ถูกป๋ากอบกุมไว้อย่างรู้สึกผิด คราวนี้พูดไม่ออกของจริงเพราะไร้ซึ่งข้อแก้ตัวโดยสิ้นเชิง ตอนนั้นพี่ภูก็เตือนแล้วให้ผมบอกป๋ากับจ๋าให้เรียบร้อย แต่ความคิดที่ว่าเรื่องมันจบหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ใจทำให้ผมลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท แล้วก็ต้องมาเจอเหตุการณ์อันตรายอย่างในวันนี้จนได้ 

พี่ภูบอกว่านอกจากไอ้ชาติชายกับลูกน้องคนสองคนในงาน มันยังมีลูกน้องกระจายตัวอยู่โดยรอบด้วย มองสถานการณ์ก็รู้ว่าตั้งใจจะมาหาเรื่องผมเต็มที่ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ภูปรากฏตัวพร้อมเฮียๆ เป็นสิบ ทำให้เห็นว่าผมมีพวกมาด้วยเยอะขนาดไหน บางทีผมอาจจะเจออันตรายไปแล้วก็ได้ 

“เราขอโทษ” ผมเขย่ามือป๋าอย่างออดอ้อนโดยไม่สนใจสายตาของไอ้โซหรือมูนที่มองมาจากทางด้านหลัง ส่วนพี่ภูก็คงไม่ได้โกรธอะไรอยู่แล้ว น่าจะออกแนวห่วงแต่ไม่แสดงออกมากกว่า 

“อย่าทำแบบนี้อีกนะตัวเล็ก เตรียมกลับไปฟังจ๋าบ่นได้เลย” 

“ยอมโดนบ่นก็ได้ แต่ป๋าห้ามโกรธนะ”  

ป๋าก็ยังเป็นป๋าคนเดิมที่รักและโอ๋ผมมากที่สุด พอโดนอ้อนก็หลุดยิ้มออกมาอย่างง่ายดาย เผลอแป๊บเดียวผมก็ปีนขึ้นไปนั่งตักกอดป๋าเหมือนเป็นเด็กสิบขวบอย่างเดิม ใครจะบอกว่าทำตัวเป็นเด็กไม่สมอายุก็ช่างเถอะ ทำไมต้องแคร์ 

เฮียสองซึ่งเป็นคนขับรถพาไอ้โซกับมูนกลับไปส่งที่บ้านพักตากอากาศก่อนเป็นลำดับแรก ถึงจะทำเหมือนไม่สนใจ แต่พอจะแยกกันไอ้หมามันก็หันไปบอกพี่ภูว่าถ้าต้องการความช่วยเหลือให้รีบบอกทันที ผมยังไม่ทันได้เอ่ยปากแซวตามประสามันก็พาน้องชายตัวเองเดินเข้าไปในบ้านเสียก่อน แล้วผมที่ถูกหยุดไว้โดยดวงตาดุๆ ของคุณภูริจะทำอะไรได้นอกจากกลับมานั่งจ๋อยเหมือนเดิม 

วินาทีที่เรากลับไปถึงบ้าน จ๋าที่ปกติควรจะดูโทรทัศน์โดยไม่สนใจโลกก็ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ครั้งนี้ไม่ต้องถามอะไรผมก็รู้ได้ในทันทีว่าจ๋ารู้เรื่องแล้วแน่นอน เพราะพี่ภูบอกว่ามาถึงที่นี่เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน แสดงว่าตอนผมส่งข้อความไปบอกเรื่องไอ้ชาติชาย พี่ภูต้องอยู่กับจ๋าแน่ๆ 

“คุณอชิรา...” จ๋ากอดอกปรายตามองมาทางผมแล้วกระดิกนิ้วเรียก “มานี่ค่ะ” 

หากเป็นช่วงเวลาปกติผมคงเปิดปากเถียงกับจ๋าตามนิสัย แต่คราวนี้เมื่อรู้ว่าทำผิดมาและไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ให้พูด บวกกับถูกกดดันโดยคุณภูริที่ไม่รู้จะเป็นคู่ชีวิตหรือพ่ออีกคนกันแน่ สองขาก็ทำได้เพียงก้าวไปหาตามคำเรียก โดยที่ปากไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างเคย 

“อย่าด่าแรงนะ เมื่อกี้ป๋าก็ว่าเราไปแล้ว” 

“ด่าไปแล้วจะได้อะไรคะ” จ๋าพูดด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยเหมือนนางร้ายในละครหลังข่าว “หนังหน้าคุณอชิราหนายิ่งกว่าช้าง ด่าอะไรขนาดไหนก็ไม่ซึมเข้าไปหรอกค่ะ” 

แล้วที่ทำอยู่ไม่ใช่กำลังด่าหรือไง... 

“วันนี้เรางดเถียง” ผมพึมพำทั้งหน้าบูด  

“ตายจริง สงบปากสงบคำแล้วน่ารักขึ้นเป็นกอง” พัดขนนกเล่มใหม่ที่เพิ่งซื้อมาถูกยกขึ้นตีลงบนบ่าผมอย่างหยอกล้อ “ไปค่ะ กลับมาไวขนาดนี้คงยังไม่ได้กินข้าว ใครไม่หิวแต่คุณแม่หิว รีบๆ เข้ามาได้แล้ว” 

ผมยืนนิ่งมองป๋าเดินตามจ๋าเข้าไปด้านในเพื่อรอพี่ภูที่อยู่หลังสุด แต่พอตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่างกับเขาตามประสาคนที่คิดถึงเพราะไม่ได้เจอมาหลายวัน พี่ภูกลับเดินผ่านหน้าผมไปโดยไม่ได้หยุดมอง 

“เดี๋ยวค่อยคุยกัน” 

ความเฉยชาของคนที่ผมเคยคิดว่าไม่น่าจะโกรธอะไรกันมากมายทำให้ได้รู้ว่าแท้จริงสิ่งที่คิดมันผิดไปไกล เพราะเทียบกับป๋าหรือจ๋า พี่ภูน่าจะโกรธผมได้จริงจังยิ่งกว่า จากที่จะงอแงขอกอดเลยทำได้เพียงเดินคอตกตามหลังเขาไปเงียบๆ เหมือนเป็นคนเรียบร้อย 

...แต่ก้าวไปได้ไม่เท่าไรกลับถูกกำแพงมนุษย์ยืนขวางหน้าเอาไว้ 

“พี่ภู?” 

พี่ภูมองกลับมานิ่งๆ โดยไม่ได้พูดอะไรในทีแรก ก่อนสองแขนแข็งแรงจะรวบเอวผมเข้าไปแนบกายและโอบกอดกันไว้แน่นเหมือนทุกครั้งที่เรามอบความอบอุ่นในแก่กัน 

ในวินาทีนั้นเองที่ผมโยนแผนการที่คิดจะใช้หลอกล่อให้พี่ภูหายโกรธทิ้งไปทันที เพราะรู้ดีว่าไม่จำเป็นแล้ว 

พี่ภูก็ยังเป็นพี่ภูที่ใจดีกับกระต่ายของตัวเองเหมือนเคย 

“อย่าทำแบบนี้อีก” เสียงกระซิบติดจะดุแต่กลับแฝงไปด้วยความห่วงใยดังขึ้นข้างใบหู “มึงจะทำให้กูเป็นห่วงทุกครั้งที่ต้องแยกกันเลยหรือไง” 

“ผมไม่ได้ตั้งใจนะ” 

“เข้าไปกินข้าวกับพ่อแม่ก่อน เดี๋ยวค่อยคุย” พี่ภูผละกายออกแล้วโคลงหัวผมเบาๆ ท่าทางอ่อนใจแต่ไม่ได้ดูเย็นชาหมือนเดิม บ่งบอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้คิดจะโกรธกันต่อแล้ว เห็นแบบนั้นผมเลยเกาะแขนคนตัวโตเอาไว้แน่น พออีกฝ่ายหันมามองก็ฉีกยิ้มอ้อนส่งไปให้ แน่นอนว่าสุดท้ายก็โดนดีดหน้าผากหนึ่งทีตามระเบียบ 

เอาเถอะ แลกกับการถูกโกรธ เจ็บตัวแค่นี้ถือว่าคุ้มมาก 

ผมเดินเข้าไปในห้องอาหารพร้อมพี่ภู บนโต๊ะมีจ๋ากับป๋านั่งรออยู่ก่อนแล้ว บรรยากาศโดยรอบแม้ไม่อาจเรียกได้ว่าผ่อนคลาย แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเคร่งเครียดอะไร เราทานอาหารร่วมกันเป็นปกติเหมือนทุกครั้งที่ผมกลับมาบ้านและได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้า จนกระทั่งแม่บ้านเข้ามาเก็บจานออกไปหมดแล้ว เรื่องที่สมควรถูกพูดถึงจึงเริ่มต้นขึ้นในที่สุด 

“ป๋าไม่คิดว่าการที่พวกมันรู้ว่าตัวเล็กจะไปงานด้วยเป็นแค่การคาดเดา” ป๋าเป็นคนแรกที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน ต่างจากเสียงสองที่ใช้พูดกับผมเป็นปกติโดยสิ้นเชิง 

“ตอนอยู่ในงานผมให้เฮียสองไปเดินตามพวกมัน เฮียบอกว่าถึงจะได้ยินไม่ชัดเท่าไร แต่พวกมันรู้อยู่แล้วว่าผมอยู่ที่นั่น แค่ยังมองหาไม่เจอ”  

ตอนก่อนจะขึ้นรถเฮียสองเดินมากระซิบบอกเรื่องนี้กับผม เหมือนอยากให้ตัดสินใจเองว่าจะบอกคนอื่นๆ ต่อหรือเปล่า ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดจะปิดบังหรือทำอะไรด้วยตัวเองอยู่แล้ว เรื่องที่เฮียบอกมาถึงถูกบอกต่อในทันที 

“เรื่องที่รู้ว่าเก้าไปงาน ถ้ามีคนรู้จักสนิทสนมกับเจ้าของงานโดยตรงก็ไม่น่าใช่เรื่องยาก แต่ผมไม่คิดว่ามันจะทำเพียงแค่นั้น บางทีตอนนี้ด้านนอกไร่อาจถูกจับตามองหมดแล้วก็ได้” พี่ภูหันไปพูดกับป๋าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ขณะเดียวกันก็หยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมากดไปด้วย “ตอนแรกผมรีบมาที่นี่เพราะคิดว่าจะใช้วันหยุดที่มีกับเก้า แต่ถ้าต้องติดอยู่ในสถานการณ์แบบนี้คงไปไหนไม่ได้จนกว่าเรื่องจะจบ” 

“โห…” 

“หยุดค่ะ” จ๋าชี้พัดมาทางผมแล้วหรี่ตาลงเป็นเชิงบอกให้เก็บคำพูดที่ต้องการงอแงเอาไว้ในใจ “พูดต่อสิคะคุณลูกเขย” 

“ผมคิดว่าเราควรจะทำให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็ว หลีกเลี่ยงไปเรื่อยๆ ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเก้าปลอดภัยขึ้น ทุกอย่างจะต้องจบลงในระหว่างที่ผมกับเก้าพักอยู่ที่นี่” คนตาดุพูดอย่างสุขุมไร้ท่าทีเป็นกังวล ท่าทางเคร่งขรึมจริงจังสมเป็นลูกเขยสุดรักสุดหวงของจ๋า  

“แบบนั้นก็ดี” ป๋าพยักหน้าพอใจ “เดี๋ยวฉันจะให้คนไปเช็กกล้องวงจรปิดรอบไร่ ถ้ามีอะไรน่าสงสัยจริงๆ จะเรียกตำรวจมาช่วยดูอีกแรงก็ไม่ยาก หลังจากรู้ผลแล้วเราค่อยมาคุยกันว่าจะรวบตัวมันยังไง” 

“คุณแม่เห็นด้วยค่ะ ยังไงคุณลูกเขยก็เพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวก่อนเถอะ เรื่องการจัดการป้องกันเบื้องต้นให้เป็นหน้าที่ของคุณแม่เอง แต่ยังไงก็ตามเพื่อความปลอดภัย คุณลูกเขยกับคุณอชิรากลับมานอนที่บ้านใหญ่ก่อนนะคะ ส่วนบ้านริมน้ำปล่อยเอาไว้ก่อน” 

“ได้ครับ” 

พี่ภูไม่ใช่คนดื้อดึง เมื่อไรก็ตามที่ป๋ากับจ๋าบอกอะไร เขาจะทำตามโดยไร้ข้อโต้แย้ง และในช่วงเวลานี้ก็เช่นกัน หลังจากจ๋าบอกให้ไปพัก พี่ภูก็ผุดลุกขึ้นยืนและเดินนำออกไปจากห้องอาหารทันที ผมเลยรีบวิ่งตามหลังไปด้วยเพราะรู้ดีว่าอยู่ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้  

ปกติเวลาเราได้กลับมาหาป๋ากับจ๋า ผมกับพี่ภูมักจะไปนอนที่บ้านริมน้ำ แต่ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านใหญ่เพื่อไม่ให้ป๋างอแง เพราะงั้นทั้งสองบ้านจึงมีข้าวของของเราอยู่พร้อมสรรพ ไม่จำเป็นต้องโยกย้ายไปมาให้เสียเวลา อย่างห้องน้ำที่บ้านใหญ่นี่ก็ถูกปรับปรุงใหม่หลายอย่าง จากที่ผมเคยใช้อยู่คนเดียวตอนเด็กๆ เดี๋ยวนี้ก็กว้างขวางขึ้นเพราะเอาห้องสองห้องมารวมกัน แถมยังดูดีแบบสุดๆ อยู่ด้วยกันสองคนได้แบบสบายๆ ไม่ต่างจากบ้านริมน้ำที่ถูกปรับปรุงเนื่องจากต้องใช้เป็นเรือนหอเลยสักนิด 

นี่เป็นของขวัญจากป๋ากับจ๋าที่มอบให้ผมกับพี่ภูตอนที่เราแต่งงานกันเมื่อหลายปีก่อน  

การแต่งงานของผมกับพี่ภูเป็นเพียงการจดทะเบียน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ชอบงานใหญ่โต พอตกเย็นก็แค่ไปกินข้าวร่วมกันทั้งสองครอบครัว ไม่ได้มีอะไรมากมาย ถึงอย่างนั้นผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งก็ยังมอบของขวัญให้พวกเราหลายอย่าง และการรีโนเวททั้งบ้านริมน้ำกับห้องที่บ้านใหญ่ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

“พี่เหนื่อยหรือเปล่า” ผมเดินเข้าไปหาคนที่ยืนถอดเสื้อผ้าอยู่หน้ากระจกแบบหงอยๆ ยิ่งเห็นแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายที่เหมือนกันกับของตัวเองทุกประการยิ่งรู้สึกไม่ดี เพราะดูเหมือนผมได้สร้างปัญหาให้คู่ชีวิตมากมายจนเขาต้องเหนื่อยขนาดนี้ 

จริงอยู่ที่ยิ่งอายุมากขึ้น พี่ภูยิ่งดูเคร่งขรึมจริงจังน่ากลัว ทำให้คู่ค้ามากมายต้องเกรงใจเพราะบรรยากาศรอบตัวกับความสามารถที่ไม่ธรรมดา กระทั่งช่วงเวลาที่อยู่กับผมก็ยังไม่อาจละทิ้งการแสดงออกแบบนั้นไปได้ทั้งหมด 

...แต่บอกเลยว่าเรื่องการสังเกตสีหน้าและอารมณ์ในเบื้องลึกของพี่ภู ผมเลยขั้นสุดยอดมานานมากแล้ว เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด 

“พอรู้ตัวว่าผิดก็มาอ้อน” คนที่ถูกผมกอดจากทางด้านหลังถอนหายใจออกมาแบบไม่เก็บเสียง ก่อนจะแกะมือผมที่รัดเอวเขาอยู่แล้วหันหน้ากลับมาหาตรงๆ “คนอื่นเขามีแต่โตขึ้นเรื่อยๆ ทำไมมีแต่มึงที่ยังน่าเตะให้เอวหักอยู่เหมือนเดิม” 

“เอวหักเพราะอย่างอื่นไม่ได้เหรอ” 

“ไม่ตลก” 

ผมจับมือพี่ภูขึ้นมาบีบนวดแล้วเปลี่ยนไปลูบแหวนบนนิ้วของเขาอย่างอ่อนโยน ในใจคิดถึงแผนการมากมายที่จะใช้เพื่อทำให้พี่ภูยิ้มได้ แต่ไม่รู้ว่าท่าทางภายนอกแสดงออกว่าเคร่งเครียดไปหรือยังไง คนขี้ใจอ่อนถึงได้ดึงมือออกแล้วรวบตัวผมเข้าไปกอดเอาไว้อีกครั้ง 

“พี่ใจดีเกินไปแล้ว” ผมหัวเราะออกมาเบาๆ และรีบกอดกลับก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจ “รู้ทั้งรู้ว่าผมเศร้าได้ไม่นาน บางครั้งหงอยไม่จริงด้วยซ้ำ แต่ก็ยังทำแบบนี้ตลอด แล้วยังหวังว่าผมจะเอาแต่ใจน้อยลงอีกเหรอ” 

“รู้แล้วก็หัดควบคุมตัวเองบ้าง” พี่ภูเถียงทันควันแล้วออกแรงกอดผมแน่นขึ้นเหมือนอยากทำโทษ แต่เพราะผมชอบให้เขาทำแบบนี้เอามากๆ นอกจากยิ้มอารมณ์ดีจึงไม่ได้ปฏิเสธการกระทำนั้นเลยแม้แต่น้อย 

“ผมก็ไม่ได้อยากจะพูดเท่าไรหรอกว่าตอนนั้นมีงานแทรกเข้ามาจนแทบไม่มีเวลาเล่นโทรศัพท์ แถมพอหมดงานก็ต้องบินไปอังกฤษอีก เรื่องโทรหาป๋ากับจ๋านี่ลืมไปได้เลย... นี่แค่บอกเฉยๆ นะ ไม่ได้จะแก้ตัวจริงๆ” 

“เหรอ... บอกเฉยๆ ของมึงนี่ยาวจังนะ” 

ผมหัวเราะเมื่อได้ยินน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายของพี่ภู แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยแขนออกจากตัวเขา คิดว่าจะกอดเป็นหมีอยู่อย่างนี้จนกว่าจะมั่นใจว่าอีกฝ่ายอารมณ์ดีแล้วนั่นแหละ 

“ถึงจะอย่างนั้นผมก็ยอมรับนะว่าประมาทจริงๆ นี่ก็รู้สึกผิดมากๆ ที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง เพราะงั้นให้อภัยกันดีกว่าเนอะ แก่ขนาดนี้แล้วงอนนานๆ ขมวดคิ้วมากๆ เดี๋ยวหน้าเหี่ยวนะเออ” 

“เดี๋ยวโดน” 

“ไม่ต้องเดี๋ยว เอาเลย ให้หยิกตูด” ผมจับมือพี่ภูไปวางแปะที่ก้นตัวเองเพื่อกลั่นแกล้ง ใครจะคิดเล่าว่าทางนั้นจะเล่นด้วยจริงๆ แถมยังออกแรงหยิกเต็มที่จนผมร้องไม่ออกอีกต่างหาก “พี่ภู!” 

“อะไร ก็มึงบอกให้หยิก” คนนิสัยเสียผละกายออกแล้วมองผลงานของตัวเองซึ่งก็คือใบหน้าบู้บี้ของผมด้วยความพอใจ จากนั้นจึงยื่นมือมาลูบหัวกันเบาๆ เหมือนต้องการปลอบ “เอาเถอะ กูก็ผิดที่สนใจงานจนลืมถามย้ำ แถมยังไม่ยอมโทรไปบอกสถานการณ์ให้ผู้ใหญ่รู้อีกรอบตามที่ควรทำ ถือว่าผิดกันทั้งคู่” 

“อือ ตามนั้นแหละ ผมไม่ทำตัวเป็นนางเอกเถียงพี่ว่าตัวเองผิดคนเดียวหรอกนะบอกเลย” 

“ถ้ามึงทำแบบนั้นกูคงแปลกใจ” พี่ภูส่ายหน้าหน่าย “คนบ้าอะไรไม่รู้ไม่ชอบให้พูดเพราะๆ ด้วย” 

“พี่ก็พูดได้ดิ ไม่ได้รู้ตัวเลยนี่หว่าว่าเวลาพูดเพราะตัวเองอันตรายขนาดไหน” 

แค่คิดถึงตอนพี่ภูพูด ‘ครับ’ หรือแทนตัวเองว่า ‘พี่’ ผมก็ต้องส่ายหน้าแล้ว ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีอะไรนะ แต่มันดีเกินไป บอกตรงๆ ว่าไม่ชิน แล้วมันก็ทำให้ผมไม่เป็นตัวของตัวเองทุกครั้งด้วย เพราะงั้นพูดกูมึงแบบเดิมนี่แหละดีที่สุดแล้ว 

“กระต่ายบ้า”  

“บ้าไม่บ้าก็แต่งงานกันแล้วอะ” ผมเถียงทั้งรอยยิ้มภูมิใจจนถูกพี่ภูผลักหัวหนึ่งทีตามระเบียบ  

แน่นอนว่าได้รับรอยยิ้มอ่อนใจตอบกลับมาด้วย เพราะงั้นถือว่าคุ้ม! 

ดูท่าผมคงติดนิสัยนักธุรกิจของพี่ภูมาแล้วมั้ง จากที่ไม่ยอมคนอยู่แล้วกลายเป็นเดี๋ยวนี้จะทำอะไรต้องได้กำไรด้วย แล้วแบบนี้เขาจะไปโทษใครได้ถ้าไม่ใช่ตัวเอง 

“ยังไม่เลิกทำหน้าตาชั่วร้ายอีก”  

“พี่ชอบบอกว่าผมทำหน้าตาชั่วร้าย นี่หน้าธรรมชาติมากๆ เป็นคนดีขนาดนี้จะเอาอะไรไปชั่วร้าย เลิกทำให้คนอื่นเข้าใจว่าแฟนเป็นคนนิสัยไม่ดีได้แล้ว” 

“เหรอ” 

“จ้ะ” 

“จ้ะหน้ามึงสิไอ้ก้อน” คนตาดุหัวเราะในลำคอ ท้ายที่สุดก็ถูกหลอกล่อจนยิ้มออกมาได้อย่างเต็มที่ ส่วนผมก็ได้แต่เงยหน้ารับคำด่าด้วยความเต็มใจ เพราะถือว่าแผนการเรียกรอยยิ้มกว้างจากอีกฝ่ายประสบผลสำเร็จเรียบร้อยแล้ว 

ผมช่วยพี่ภูถอดเสื้อผ้าตามความเคยชินโดยไม่ได้ตามเข้าไปในห้องน้ำด้วยเพราะกลัวจะเกินเลยไปไกลจนเขาไม่ได้พัก แค่เห็นสีหน้านิ่งๆ ของคนที่รีบเคลียร์งานเพื่อบินมาหา ใช้เวลาอยู่บนเครื่องนานนับสิบชั่วโมง และยังต้องไปตามกันถึงงานเลี้ยง ผมก็รู้สึกเหนื่อยแทนแล้ว เพราะงั้นตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการให้พี่ภูได้พักผ่อน 

“ถ้าพี่ง่วงก็นอนก่อนเลยนะ เดี๋ยวถึงเวลาอาหารเย็นแล้วผมปลุก” 

“อือ รีบไปอาบน้ำ” 

อันที่จริงก่อนไปงานผมก็อาบน้ำไปแล้วรอบหนึ่ง แถมยังใช้เวลาอยู่ที่นั่นไม่ได้นานอะไรด้วย นี่ก็เพิ่งจะเที่ยงกว่าๆ เท่านั้น ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติผมคงไม่อาบน้ำในตอนนี้ แต่พอได้ยินคำพูดตามความเคยชินของคนที่ต้องรอนอนพร้อมกันหรือนอนทีหลังตลอด ผมก็ได้แต่พยักหน้าแล้วรีบเข้าไปอาบน้ำ จะได้กลับมาปีนขึ้นเตียงนอนเป็นเพื่อนเขาได้โดยที่ตัวไม่เหม็น 

ถ้าผมเป็นพี่ภูที่ต้องเหนื่อยเท่าที่เขาเหนื่อย ระหว่างรอคนอื่นอาบน้ำคงหลับเป็นตายไปนานแล้ว แต่คนคนนั้นเป็นพวกบ้างานที่ควบคุมตัวเองได้ดีมากไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ตอนที่ออกมาจากห้องน้ำ แทนที่จะเห็นเขาเตรียมตัวนอน เลยกลายเป็นเห็นเขานั่งพิงพนักเตียงกดโน้ตบุ๊กบนตักแทน 

“พี่ทำแบบนี้อีกแล้ว” ผมส่ายหน้าหน่ายแล้วปีนขึ้นไปนั่งพิงเตียงด้านข้าง จ้องมองหน้าจอของคนบ้างานนิ่งๆ “งานเร่งมากไหม” 

“ไม่มาก” 

“งั้น...” 

“แต่ถ้าอยากหยุดนาน ระหว่างนี้ก็ต้องทำไปด้วย”  

“เดี๋ยวรอผมไปเอาโน้ตบุ๊กก่อน”  

ขณะที่กำลังคิดจะวิ่งไปเอาโน้ตบุ๊กซึ่งวางทิ้งไว้ตรงโซนทำงาน คอเสื้อของผมก็ถูกดึงเอาไว้จากทางด้านหลังจนร่างดิ่งทับตักคนรู้ทัน ดีที่พี่ภูมือไวพอจะดันโน้ตบุ๊กออกไปก่อน ไม่อย่างนั้นผมคงได้ทับจอแตกแน่ๆ 

“เมื่อกี้ยังทำท่าเป็นห่วงกูอยู่เลย” 

“ห่วงก็ห่วง แต่ห้ามพี่ไม่ได้หรอก เลยคิดว่าช่วยทำงานให้เสร็จไวๆ ดีกว่าไง” ผมยิ้มซื่อเพื่อบอกให้รู้ว่าไม่ได้อยากหยุดนานเลยจริงๆ นะ แต่ท่าทางหน้าตัวเองคงไม่เข้ากับความใสซื่อเท่าไรนัก แทนที่จะได้รับความเห็นใจหรือความเอ็นดูเลยกลายเป็นโดนมองแรงใส่แทน 

“ไม่ต้องทำ เดี๋ยวกูก็จะพักสายตาแล้ว เย็นๆ ค่อยว่ากันอีกที”  

“แล้วเราจะได้หยุดกันกี่วันเหรอ”  

“ถ้าทำงานไปด้วยเท่าที่ทำได้ก็อาจจะหนึ่งอาทิตย์” คุณประธานฯ ตาดุตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะจัดท่าให้ผมนอนตักเขาดีๆ เพื่อให้พูดคุยสะดวกขึ้น “หนึ่งอาทิตย์ก็ถือว่าเต็มที่แล้ว มึงเข้าใจใช่ไหม” 

“เข้าใจ”  

ตอนนี้พ่อออสตินอายุมากแล้ว จะให้มาช่วยดูแลงานทั้งหมดก็คงไม่ไหว พี่ภูย่อมรู้ดีที่สุดว่าการถูกจับจ้องและต้องตัดสินใจทุกอย่างมันเต็มไปด้วยความกดดันมหาศาล ถึงพ่อออสตินจะเคยชินกับมันแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะกลับไปรับมือได้อย่างเต็มที่ หลังจากเว้นช่วงวางมือมานานหลายปี 

“เข้าใจก็ดีแล้ว” พี่ภูพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย แต่สีหน้ากลับยังแฝงความกังวลเอาไว้จางๆ ไม่ต้องบอกผมก็รู้ว่าเขาคิดอะไร 

“พี่ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก บอกแล้วไงว่าแค่เราได้อยู่ด้วยกันก็โอเคแล้ว” พอนึกขึ้นได้ว่าการเข้าโหมดซึ้งจริงจังมันไม่ค่อยจะเข้ากับแนวตัวเองเท่าไร ผมก็เปลี่ยนน้ำเสียงให้ดูสดใสขึ้นเล็กน้อย “ไอ้โซกับพี่กีล์ทำได้ ผมก็ทำได้เหมือนกัน อีกอย่างผ่านมานานหลายปีขนาดนี้แล้ว พี่จะมารู้สึกผิดที่ทำให้ผมไม่มีเวลาเที่ยวก็ไม่ทันแล้วไหม ถ้าอยากรับผิดชอบจริงๆ ก็ตามใจผมให้มากๆ ก็พอ” 

“แล้วที่ผ่านมากูยังตามใจไม่พอหรือไง”  

ผมกะพริบตาปริบๆ เพื่อครุ่นคิดถึงช่วงเวลาในอดีต ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธทันที 

“ไม่พอ ขอมากกว่านี้อีก เอาแบบให้ไอ้โซอิจฉาเยอะๆ เลยยิ่งดี” 

“หึ... ไอ้กระต่ายขี้อิจฉา” ปลายนิ้วเรียวยาวจิ้มจึกๆ ลงบนหน้าผมเหมือนกำลังจิ้มเนื้อหมู แถมเจ้าตัวยังดูสนุกมากด้วย ตรงกันข้ามกับผมที่ชักจะรำคาญแต่พูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง 

“จะว่าไปแล้วพวกเฮียๆ ไปหาสูทมาจากไหน พี่จัดการให้เหรอ” ผมจับนิ้วพี่ภูให้อยู่นิ่งๆ และถามคำถามที่เพิ่งนึกขึ้นได้อย่างประหลาดใจ “ถึงพี่จะรวยและหล่อยังไงก็ไม่น่าทำอะไรได้ไวขนาดนั้นนะ” 

คนที่เคยชินกับคำชมของผมแล้วไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมานอกจากถอนหายใจแบบที่มักทำเวลาคุยกันวันละหลายรอบ หลังจากลูบหัวจนผมเริ่มเคลิ้มได้สักพักถึงจะยอมตอบคำถาม 

“พวกเขามีชุดอยู่แล้ว เฮียแปดของมึงอยู่กับกูแล้วก็คุณแม่ตอนที่เราพูดคุยกัน เขาเลยช่วยไปบอกคนอื่นๆ เห็นว่าเป็นชุดที่คุณแม่ตัดให้ทุกคนเอาไว้ใช้เวลาจำเป็น อย่างเช่น...” 

“ตอนจ๋าอยากถ่ายรูปอวดชมรมแม่บ้านละครหลังข่าวว่าตัวเองเป็นคุณนาย” ผมต่อประโยคให้พี่ภูแล้วกลอกตามองบนเมื่อนึกถึงคุณผู้หญิงที่นับวันยิ่งเหมือนคุณนายในละครมากขึ้นทุกที “ตั้งแต่ได้พี่เป็นลูกเขยนี่ นับวันจ๋ายิ่งอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ” 

“อะไรเป็นความสุขของคุณแม่ก็ปล่อยท่านไปเถอะ” 

“พี่ก็พูดงี้ทุกที”  

ปกติเป็นคนเคร่งขรึมจริงจังน่ากลัว แต่กลับมาไทยทีไรต้องมีของมาฝากป๋ากับจ๋าตลอด แล้วบอกเลยว่าไม่ใช่ของธรรมดา แต่ละอย่างนี่จ๋าเอาไปอวดสมาคมละครหลังข่าวได้เป็นเดือนๆ แพงชนิดที่แม้แต่ผมยังไม่เคยคิดจะแตะ ไม่ว่าจะกระเป๋าหรือเครื่องประดับหรูหราใดๆ ก็ตาม 

“บ่นอะไรอยู่ในใจ” คนรู้ทันจิ้มหน้าผากผมอีกรอบเหมือนต้องการเรียกสติ  

“บ่นพี่กับจ๋านั่นแหละ” 

“เดี๋ยวก็โดนคุณแม่ตีหรอก” 

“พี่ก็อย่าฟ้องสิ” ผมขยับกายออกจากตักพี่ภูแล้วกลับไปนอนบนหมอนดีๆ พร้อมกันนั้นก็ดึงแขนเขาให้เอนกายตามลงมานอนด้านข้างด้วย “ผมไม่ชวนคุยแล้ว พี่ควรนอนก่อนจะได้เป็นหมีแพนด้าจริงๆ ถึงการนอนกลางวันเยอะๆ จะไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไร แต่ถ้าเหนื่อยขนาดนี้ก็นอนเถอะ อย่าฝืนเลย” 

“กระต่ายอะไรขี้บ่นเป็นบ้า” 

“กระต่ายที่จะตีหัวพี่ถ้ายังไม่ยอมนอนนี่ไง” 

 พี่ภูหัวเราะอย่างไม่เกรงกลัว ถึงอย่างนั้นก็ยังหยุดพูดแล้วปิดเปลือกตาลงอย่างยินยอม ทำให้ผมต้องหยุดคำพูดทั้งหมดตามไปด้วยเพื่อให้เขาได้พัก คิดว่าจะรอจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายหลับสนิทไปแล้วจริงๆ ค่อยลุกขึ้นไปหยิบงานตรงส่วนที่ทำได้มาช่วยทำต่อ 

อืม... 

หล่อมาก เป็นคนดีมากจริงๆ 

สาบานว่าอยากช่วยเพราะความเป็นคนดีล้วนๆ ไม่ได้ต้องการวันหยุดเพิ่มแต่อย่างใด 

-----------------

 

 

TALK : The Air เป็นเล่มพิเศษที่กำลังเปิดจองอยู่นะคะ ประกอบไปด้วยสี่เรื่องใน Set เราลงให้อ่านเรื่องละสองตอน 

ดูรายละเอียดกดย้อนกลับไปสองตอนได้เลยค่ะ 

 

เปิดพรีถึงวันที่ 5 พฤษภา 63  

 

สั่งซื้อ : http://chesshire.lnwshop.com/p/6 

กลับหน้าเรื่อง

ขอบคุณมากๆเลยค่ะที่ติดตาม

ครมีคำถามตรงไหนหรืออยากพูดคุยอะไรเข้าไปที่

เพจ Chesshire. หรือ ทวิต @Chesshire04 ได้เลยน้า

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น