เทพกระบี่มรณะ (混沌剑神)
ตอนที่ 44 บังเอิญได้พบพี่ใหญ่
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ตอนที่ 44 บังเอิญได้พบพี่ใหญ่

Chaotic Sword God ตอนที่ 44 บังเอิญได้พบพี่ใหญ่

เถี่ยต้าดูเหมือนว่าจะไม่ได้ใส่ใจสิ่งอื่น "ข้าเดิมพันว่ามันต้องเป็นคนที่ต่อสู้กับสัตว์อสูร"

คราแรกเจี้ยนเฉินก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ประสบการณ์จากสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากชีวิตก่อนหน้านี้ได้บอกเขาว่าเสียงนี้เป็นเสียงของการต่อสู้ระหว่างผู้คนด้วยกัน ในสภาพแวดล้อมนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงใด เจี้ยนเฉินก็ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ที่เขาถูกโจมตีจากลูกศิษย์ด้วยกันเป็นจำนวนมาก จากช่วงเวลาก่อนนี้ เจี้ยนเฉินได้เห็นผู้คนที่มีอายุมากแตกต่างกันไปและลูกศิษย์ที่มากประสบการณ์พวกนั้นกลับร่วงลงไปที่พื้นตั้งแต่ยังไม่ทันป้องกันตัวด้วยซ้ำ เจี้ยนเฉินไม่ได้วางแผนที่จะให้ตัวเองจบลงเช่นนั้น

หูของเขาจับเสียงนั้นเป็นเวลาหลายนาทีนัก เจี้ยนเฉินพยายามที่จะจับเสียงที่เขาได้ยินก่อนหน้านี้ แต่ทันทีที่เขาได้ยิน เขากลับขมวดคิ้วขึ้นใช้ความคิด เสียงที่เขาได้ยินอีกครา มันไม่ได้เป็นเสียงของคนที่ต่อสู้กับสัตว์อสูร แต่กลับเป็นเสียงต่อสู้กันระหว่างคน นอกจากนี้เสียงนั้นยังเข้ามาใกล้นัก

เจี้ยนเฉินมองที่เถี่ยต้าและกล่าวว่า "เถี่ยต้า นั่นไม่ใช่เสียงของคนที่ต่อสู้กับสัตว์อสูร แต่เป็นเสียงของคนสองคนต่อสู้กัน เสียงที่ได้ยินนั้นดังใกล้เข้ามา ดังนั้นเจ้าจึงควรเตรียมตัวเองให้พร้อม พวกเราอาจจะลงเอยด้วยการต่อสู้" เจี้ยนเฉินไม่ได้เลือกที่จะออกไปจากพื้นที่นี้ ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของพวกเขา ซึ่งสามารถปกป้องตัวเองได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่พวกเขาต้องกลัว

ทันใดนั้นเถี่ยต้ากลายเป็นให้ความสนใจทันที ในขณะที่เขาคว้าขวานรบของเขาและถามว่า "เจ้าคิดว่ามีกี่คนกันที่กำลังต่อสู้? เจียงหยางเซียงเทียน เจ้าคิดว่าพวกเราควรไปดูหรือไม่ ? "

เจี้ยนเฉินถือแท่งเหล็กไว้เหนือกองไฟ "ไม่จำเป็น ต่อให้พวกเราไม่ต้องสอดมือเข้าไป อีกไม่นานพวกเขาจะเข้ามาใกล้ในไม่ช้า"

"อ่า ! " เถี่ยต้ากลับไปนั่งลงทันที หลังจากนั้นใบหน้าก็เรียบสงบ

ในไม่ช้า เสียงของการต่อสู้ก็กลายเป็นดังขึ้นและดังไปยังขั้นที่แม้แต่เถี่ยต้ายังสามารถได้ยินมัน ร่างของคนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนตัวมาอย่างรวดเร็วจากทางพุ่มไม้และวิ่งตรงมาบริเวณที่จุดไฟ

ทันใดนั้น ด้านหลังพวกเขานั้นก็เป็นกลุ่มคนที่สวมใส่ชุดคลุมสีดำ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากำลังไล่คนกลุ่มนี้

"เพื่อนทั้งสองคนนั้น กลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังนั้นต้องการที่จะขโมยแกนอสูรของเรา ไม่เพียงแต่พวกเขาแข็งแกร่ง แต่จำนวนของพวกเขานั้นยังมากกว่าของพวกเรา ข้าหวังว่าเราสามารถรวมพลังและต่อสู้กับพวกเขาให้ออกไป มิฉะนั้นหลังจากลงแรงอย่างหนัก ในช่วง 2 วันนี้คงต้องสูญเปล่าโดยพวกเขาแน่" คนหนึ่งตะโกนออกมาจากระยะไกล แม้ว่าเจี้ยนเฉินและเถี่ยต้าจะมีกันแค่ 2 คน แต่ถ้าทั้งสองคนเข้าร่วมกับพวกเขา แล้วพวกเขาอาจจะสามารถต่อสู้ได้อย่างเท่าเทียมกับฝ่ายตรงข้ามได้

ได้ยินเสียงเช่นนั้น คิ้วของเจี้ยนเฉินขมวดเข้าหากัน เขารู้สึกว่าเขาคุ้นเคยกับเสียงนี้ราวกับว่าเขาเคยได้ยินมันมาก่อน แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถจดจำชื่อนั้นได้ เห็นได้ชัดว่าเขาคงไม่ได้ใส่ใจมันเท่าไหร่นัก

ทั้งสี่คนกำลังวิ่งหนีใกล้เข้ามาหาเจี้ยนเฉินเรื่อย ๆ ในตอนนี้ คนที่ไล่พวกเขาจากด้านหลังจู่ ๆ ก็เร่งไปสกัดข้างหน้าและไม่ให้ทั้งสี่คนได้ก้าวไปไหนอีก ถือกระบี่ยักษ์ขึ้น เขาเหวี่ยงกระบี่ของเขาออกอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในผู้นำกลุ่มนั้นหันกลับไปสู้ด้วยอาวุธเซียนของเขาเพื่อรับมือกับกระบี่ของฝั่งตรงข้าม

"ตึ้ง"

ทั้งสองคนมีความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันมากอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคนที่ขัดขวางการโจมตีนั้นก็ปลิวไปทางด้านหลังอย่างรุนแรง.

ด้วยความว้าวุ่นใจอันมาจากผู้ที่ไล่ล่ามาจากด้านหลังได้ตามทันอีกครั้งและเริ่มโจมตีผู้ที่พยายามหลบหนีอีกครั้ง มี 8 คนที่ติดตามมาและพวกเขาค่อนข้างแข็งแกร่ง ความแตกต่างของจำนวนระหว่างพวกเขานั้นเพิ่มความกดดันมากขึ้น หากไม่มีกำลังเสริมคนที่พยายามหลบหนีไปจะสูญเสียไปในที่สุด

"ลั่วเจี้ยน หยุดอยู่ตรงนี้ ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าไปแน่" หนึ่งในคนกลุ่มนั้นคำรามออกมาและวิ่งไป

ได้ยินเสียงนี้ เจี้ยนเฉินที่กำลังยืนอยู่ไม่ไกลถึงกับนิ่งงัน เสียงที่พูดออกมาเป็นหนึ่งเสียงที่เขาคุ้นเคยนัก มันเป็นเสียงของพี่ชายใหญ่ของเขา เจียงหยางหู่

"พี่ใหญ่ ! " เจี้ยนเฉินร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ ทันใดนั้น ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นตื่นตระหนกและโดยปราศจากความลังเลใจ เขาพุ่งตรงไปบริเวณนั้นด้วยแท่งเหล็กในมือของเขา

มองเห็นเจี้ยนเฉินเคลื่อนไหว เถี่ยต้าก็เริ่มที่จะตามเจี้ยนเฉินไปอย่างติด ๆ ขวานของเขาที่อยู่ในมือ สำหรับที่ผ่านมา 3 วัน เถี่ยต้าเริ่มที่จะทำตามคำสั่งของเจี้ยนเฉินโดยปราศจากความเหตุผล

ในช่วง 3 วัน นี้ ความแข็งแกร่งของเจี้ยนเฉินได้ถูกเปิดเผยออกมา ด้วยประสบการณ์ของเขาในการอยู่รอดในป่าและกลยุทธ์ของเขา เถี่ยต้ายังคิดว่าเขานั้นเป็นรองเจี้ยนเฉินในด้านพรสวรรค์นัก

เจี้ยนเฉินลอยข้ามพื้นดิน วิ่งตัดพงหญ้าไปยังสถานที่ซึ่งมีต่อการต่อสู้กำลังเกิดขึ้น มือของเขาพร่าเลือนอย่างรวดเร็ว เป็นแท่งเหล็กที่บินผ่านอากาศและแทงทะลุไปยังคนที่กำลังต่อสู้กับเจียงหยางหู่ เขาโล่งใจที่ได้ยินว่าคนที่เข้ามาหาเขาคือพี่ชายของเขา เจียงหยางหู่

แม้ว่าทุกคนได้สังเกตเห็นเจี้ยนเฉินและเถี่ยต้า และได้ป้องกันอย่างระมัดระวังกับทั้งสองคนที่มาใหม่ แต่เจี้ยนเฉินนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนไม่ทันได้ระวังตัว ท่ามกลางความมืดสายตาของพวกเขามีขีดจำกัด ที่ไม่มีใครได้สังเกตเห็นแท่งเหล็กในมือของเจี้ยนเฉิน

ปลายแหลมของแท่งเหล็กแทงเข้าไปยังคู่ต่อสู้ของเจียงหยางหู่ ทำให้เขากรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ขึ้นไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน ขณะที่เขาหมุนตัวไปรอบโดยให้อีกฝ่ายได้โต้กลับ เจี้ยนเฉินใช้ขาของเขาเตะไปยังทรวงอกของอีกฝ่าย ให้อีกฝ่ายกระเด็นไปในอากาศ

"ย้ากกกก ! " ในขณะนั้น เถี่ยต้าก็เข้าโจมตี เขาเหวี่ยงขวานออกไปรอบ ๆ ส่งผลให้ศัตรูที่อยู่รอบช้างกระเด็นออกไป

แต่คนที่เถี่ยต้าได้เหวี่ยงขวานใส่ ไม่ได้มีการตอบสนองช้าแต่อย่างใด มองดูขวานลงมาที่พวกเขา ใบหน้าของเขาไม่ได้เปิดเผยร่องรอยสักนิดแห่งความกลัว และเขาเอากระบี่มาหยุดขวานนั้น

"เติ้ง"

เมื่อขวานปะทะกับกระบี่ เถี่ยต้าและชายคนนั้นถึงกับชะงัก อาวุธของพวกเขาสั่น เถี่ยต้ายังคงยืนอยู่กับที่ขณะที่ชายอีกคนถูกแรงผลักให้กระเด็นไปทางด้านหลัง

ด้วยร่างกายแข็งแกร่งราวกับฟ้าประทาน คงต้องเป็นยักษ์เท่านั้น ไม่ว่าเขาหรือนางก็ไม่อาจที่จะตอบโต้เถี่ยต้า แต่คนผู้ซึ่งกำลังต่อสู้กับเขาไม่ใช่ยักษ์ และดังนั้นแล้วเขาจึงสูญเสียพลังเป็นอันมาก

อย่างไรก็ตาม แม้จะเหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนั้น แต่ขวานของเถี่ยต้าก็ถึงกับบิ่นไปเล็กน้อย แม้ว่าความแข็งแกร่งจะแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ถ้าเถี่ยต้าไม่ได้ใช้พลังเซียนเช่นนั้นแล้ว ขวานของเขาคงต้องถูกทำลายลงไป

"อ่า ! " เถี่ยต้าปล่อยคำราม ในขณะที่เขากวัดแกว่ง ขวานของเขาก็ส่งไปยังอีกสองคนที่เผชิญหน้ากับเถี่ยต้า

“ตึง ! " หลังจาก เกิดเสียงกังวานอยู่นาน ชายคนนั้นกลับไม่เข้าใจความแข็งแกร่งของเถี่ยต้าที่ได้ปะทะกับเขาอีกครั้ง ทันใดนั้น เขาลอยขึ้นจากการโจมตีด้วยขวานของเถี่ยต้า ซึ่งสาเหตุจากขวานนั้นได้ตัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าขวานของเถี่ยต้านั้นจะแข็งแกร่ง แต่มันก็ยังห่างไกลระดับอาวุธเซียนนัก เพราะทุกอาวุธเซียนนั้นมีพลังอยู่ภายในจำนวนมาก ด้วยอาวุธเซียนสามารถโจมตีได้รุนแรงกว่าปกติ แต่คนเหล่านี้ที่เจี้ยนเฉินกำลังต่อสู้อยู่ นั้นอ่อนแอเกินไปและบางส่วนของพวกเขาคงอยู่ในขั้นต้นของระดับเซียน ขณะที่เถี่ยต้านั้นกำลังจะก้าวมาเหยียบในระดับเซียนชั้นต้น ขวานของเขาจึงสามารถปะทะได้อย่างยาวนาน

"ระวังให้มาก ความแข็งแกร่งของมันแตกต่างไปจากปกตินัก และอย่าได้ละสายตาจากขวานของมัน" เป็นผู้หนึ่งที่ถูกปัดให้กระเด็นออกไป จากนั้นเขาตะโกนเตือนออกมา

ได้ยินคำเตือนสหายของเขา เด็กหนุ่มที่เหลือกลับกลายเป็นระมัดระวัง เขาหลบขวานและคว้าลงบนเข็มขัดมิติของเถี่ยต้า ...

เจี้ยนเฉินเคลื่อนไหวไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็วราวกับฟ้าผ่า ขณะที่ชั่วพริบตานั้น เขาส่งแท่งเหล็กออกไปกับการเคลื่อนไหวร่างกายที่คล้ายเหล่าภูตจพราย เขาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเจียงหยางหู่ด้วยแท่งเหล็กที่ถูกย้อมไปด้วยเลือดซึ่งหลบซ่อนในเงาของความมืดราวกับว่ามันเป็นอสรพิษ ในขณะที่เขาเดินไปในท่ามกลางความมืดโดยแท่งเหล็กของเขาถูกส่งออกไปอย่างเงียบงัน ในความเงียบงันนี้ มันเป็นการยากที่ศัตรูของเขาจะตรวจพบได้

เจี้ยนเฉินโจมตีด้วยแท่งเหล็กนั้นอย่างรวดเร็วมาก แม้แต่คนที่ต่อสู้กับเจียงหยางหู่ก็ไม่สามารถที่จะตอบสนองได้ทัน ในเวลาที่ต้นขาของเขาถูกแท่งเหล็กแทงผ่าน

ใบหน้าของผู้นั้นเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ในขณะที่เขากรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดและมือของมันแน่น เจียงหยางหู่ไม่ใช่คนดีมากพอที่จะคอยให้เขากลับมายืนอีกครั้ง และทันใดนั้นก็ส่งกระบี่ตัดไปที่ไหล่ซ้ายของอีกฝ่าย

ทันใดนั้นมันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง ขณะที่แขนซ้ายของมันขาด รอยตัดของกระบี่นั้นเรียบนัก และแขนเขาก็ขาดออกจากตัวทันที เลือดสดจำนวนมากก็พุ่งออกมาราวกับสายฝน ขณะที่เขารีบคว้ามัน

แสงสีเขียวแกมน้ำเงินสว่างในยามกลางคืน ขณะที่พวกเขาทุกคนเห็นกระบี่ยักษ์ปรากฏและเฉือนลงไปที่เจี้ยนเฉิน

"พลังวายุเซียน โจมตี ! " เห็นแสงสีฟ้าเขียวที่ห่อหุ้มกระบี่ ใบหน้าของของเจี้ยนเฉินก็แข็งกร้าว ทันใดนั้น เขาเริ่มใช่ “ย่างก้าวพริบตา” ทันที และเขาก็ได้สลายไปราวกับอากาศ เร็วที่สุดเท่าที่เขาได้หายไป กระบี่สีฟ้าประกายเขียวนั้นเฉือนผ่านตรงจุดที่เจี้ยนเฉินเคยยืนอยู่

เจี้ยนเฉินปรากฏออกไปที่ระยะสามเมตร ที่ไม่ไกลออกไป บุคคลที่กำลังจะฟันเจี้ยนเฉินนั้นสวมเครื่องแบบสำนักซึ่งย้อมไปด้วยสีแดงของเลือด ใบหน้าของเขาถูกปกคลุมในความมืด ดังนั้นเจี้ยนเฉินจึงไม่อาจจำเขาได้

ตาเจี้ยนเฉินมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนั้น เขาส่งเสียงขึ้นจมูกและพูดด้วยเสียงต่ำ "ลั่วเจี้ยน ข้าไม่คิดว่าข้าจะได้พบเจ้าที่นี่"

คนที่เจี้ยนเฉินระบุชื่อถึงกับสะดุ้ง เขาคิดว่าคุ้นเสียงนั้นมาก ดังนั้นเขาจึงจ้องไปที่เจี้ยนเฉินอย่างระมัดระวัง แม้ว่ามันจะเป็นตอนกลางคืน แต่ก็ยังคงมีแสงดาวที่ส่องอยู่ท้องฟ้าที่ทำให้เขาสามารถเห็นใบหน้าของเจี้ยนเฉินได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หลังจากสามวันในป่าแห่งนี้ โดยปราศจากน้ำ ใบหน้าของทุกคนมีคราบดำ เป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนจะได้เห็นหน้าตาของกันและกัน

อย่างไรก็ตาม ใกล้ ๆ กันเจียงหยางหู่ได้ยินเสียงของเจี้ยนเฉินและใบหน้าของเขาก็กลายเป็นตกตะลึง เขาไม่อยากจะเชื่อตาหรือหูของเขา "เจ้า เป็นเจ้า น้องสี่ ! " เจียงหยางหู่ประหลาดใจนัก เมื่อมันกลายมาเป็นน้ำเสียงของเจี้ยนเฉิน เขาคุ้นเคยกับเสียงนั้นอย่างมาก

ทันใดนั้นลั่วเจี้ยนก็ได้ตระหนักถึงบางอย่าง ขณะที่เขาหัวเราะ "ไม่แปลกใจเลย ทำไมข้าถึงคุ้นเสียงเจ้านัก มันเป็นเจ้า เจียงหยางเซียงเทียน ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะตัดผ่านและกลายมาเป็นเซียน ข้ารู้สึกตื่นตระหนกจริง ๆ " หลังจากที่กล่าวออกมา ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นประกายอันตรายทันที

เจี้ยนเฉินหันไปรอบ ๆ และมองไปยังใบหน้าของเจียงหยางหู่ "พี่ใหญ่ เราจะพูดคุยเรื่องนี้กันในภายหลัง ในตอนนี้ ข้าจะจัดการกับวิกฤตด้านหน้าของพวกเราก่อน ท่านไปช่วยคนอื่นและปล่อยลั่วเจี้ยนให้ข้าจัดการเอง"

กลับหน้าเรื่อง
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น