ถ้าเพื่อเธอแล้วล่ะก็ ต่อให้ต้องหยุดเวลาของโลกใบนี้ก็สามารถทำได้
บทที่1 ตอนที่3 "...อาจจะเป็นไวเวิร์นระดับBก็ได้ค่ะ" . "ครั้งนี้ขอรบกวนด้วยนะ..."
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
บทที่1 ตอนที่3 "...อาจจะเป็นไวเวิร์นระดับBก็ได้ค่ะ" . "ครั้งนี้ขอรบกวนด้วยนะ..."

​“ม...ไม่ไหว มากกว่านี้ไม่ไหวแล้วนะ...”

ดีแลนคุกเข่าหอบออกมาอย่างหนัก แต่สภาพของเขาดีกว่านักเรียนจำนวนสองในสามของทั้งสองห้องซะอีก

การฝึกของริกส์ คือหลายๆสิ่งที่ต้องออกแรงเป็นอย่างมาก ประการแรกคือการวิ่ง ออกแรงส่วนขาแทบทั้งหมดตั้งแต่สะโพกลงไปถึงนิ้วเท้าเป็นจำนวนสิบรอบ ต่อมาคือการสควอร์ชอีกหนึ่งพันครั้ง ตามด้วยวิดพื้นอีกหนึ่งพันครั้ง จากนั้นก็เป็นการซิทอัพอีกหนึ่งพันครั้ง และอีกสองสามอย่างที่ตามมา

สำหรับคนที่ทำช้ากว่าคนอื่น ก็จะถูกเพิ่มจำนวนรอบไปอีกสิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ซึ่งเป็นบทลงโทษของสิบคนสุดท้ายในแต่ละห้องที่ช้าเท่านั้น

“ก่อนหน้าจะฝึกคราวหน้า ชั้นจะให้พวกนายทำแบบนี้แต่จะเหลือแค่หนึ่งร้อยครั้งเท่านั้น แต่การวิ่งจะเป็นสิบรอบทุกครั้ง และก็ขอให้ไปฝึกเอานอกรอบด้วย เพราะร่างกายของพวกนายบางคนยังไม่เพียงพอต่อการเรียนอะไรยากๆ ชั้นคงสอนอะไรมากไม่ได้ถ้าพวกนายไม่ยอมทำตามที่ชั้นพูดล่ะนะ”

ริกส์เก่งก็จริง แต่ถ้าอีกฝ่ายร่างกายไม่พร้อมรับบทเรียนของริกส์ มันก็คงเป็นไปไม่ได้

ดังนั้นเอลี่จึงพยายามออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายของเอลี่นั้นแข็งแรงกว่ามนุษย์ปรกติถึงสองเท่า เช่นเดียวกับริกส์ที่พยายามอย่างหนัก

แต่ถึงร่างกายจะแข็งแรงกว่า แต่ตอนนี้กลับเหนื่อยหอบอย่างหนักอย่างน่าประหลาด ริกส์มองไปที่น้องสาวของตนแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

“เธอไม่ได้ฝึกหนักเลยสินะ?”

“ค...คราวหน้าจะเพิ่มเป็นสอง...สามเท่าเลยค่ะ จะเพิ่มการฝึกเป็นสามเท่าค่ะ”

“ไม่ต้องหรอก แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ได้ออกแรงอย่างเต็มที่ทุกวันสักหน่อย”

ดูเหมือนทุกครั้งที่ริกส์เริ่มออกกำลังกายตามที่บอกไป เอลี่ก็พยายามจะทำความเร็วตามริกส์ให้ทัน แต่สุดท้ายก็ยังขาดไปอีกไม่กี่วินาทีเท่านั้น จนทำให้มาอยู่ในสภาพแบบนี้

พวกที่ดูเหนื่อยแต่ไม่มากเท่าคนอื่นก็ยังมีอยู่ และมีคนที่ไม่เหนื่อยเลยอีกด้วย

(...อย่างที่คิด ไม่ใช่นักเรียนธรรมดาสินะ?)

ผู้หญิงคนนั้นเหมือนกับเอลี่ในตอนปรกติมาก ท่าทางและคำพูดค่อนข้างจะสุภาพ เรียบร้อย และสง่างาม แต่ถ้าเป็นเอลี่ก็จะเปลี่ยนไปจนคนอืท่นๆรู้สึกแปลกประหลาดใจ ซึ่งมันเกิดขึ้นหลังจากที่ริกส์เข้ามาเท่านั้น

ไม่เพียงแค่กิริยาท่าทาง แต่รวมไปถึงบุคลิกและลักษณะหน้าตาเองก็ด้วย ถึงจะดูเย็นชาก็ตาม ผมสีขาวดวงตาสีแดงสด แต่ร่างกายของเธอนั้นค่อนข้างเล็ก และยังเตี้ยกว่าเอลี่อยู่เล็กน้อย

(...อาวุธไม่สมดุลย์กับร่างกายเลย อีกอย่างยัยนี่ดูท่าทางจะแสดงเก่งซะจริงเชียว)

“พักจนหมดคาบเลยก็ได้ เหลือเวลาอีกไม่มากพอที่จะสอนอยู่แล้ว”

ริกส์เช็ดเหงื่อเล็กน้อย แล้วมองไปรอบๆที่มีคนมองมาทางนี้ แม้จะอยู่ไกลก็ยังอุตส่าห์มองมาทางริกส์ เพราะคนอื่นๆเริ่มฝึกต่อสู้กันต่างจากริกส์ที่บอกให้ทุกคนไปวิ่งหรือกระทำสิ่งอื่นๆ

“ขอโทษทีที่มาช้า เจ้านั่นพยายามจะหนี มีคนพยายามช่วยมันเอาไว้แต่จัดการไปจนหมดแล้ว ตอนนี้พวกมันทุกคนถูกขังอยู่ในห้องพันธนาการ”

“ถ้าเป็นที่นั่นก็ยากที่จะออกมาล่ะนะ”

(มีคนที่ขัดขืนยัยนี่ได้ด้วยงั้นเหรอ? ...ไม่เลวเลยจริงๆ)

“อีกเดี๋ยวก็หมดเวลาแล้ว เลยปล่อยให้นักเรียนพักกันก่อนคงจะดีล่ะนะ”

“...พักก็เหมือนไม่ได้พักเลยนะ ฉันจะช่วยเล็กน้อยก็แล้วกัน … ‘พื้นที่แห่งการรักษา’ ”

‘พื้นที่แห่งการรักษา’ เป็นเวทมนตร์รักษาขั้นกลาง ที่จะรักษาด้วยเวทมนตร์ ‘รักษา’ ระดับต่ำในพื้นที่เป็นวงกว้าง มีประโยชน์ต่อการใช้รักษาคนหลายๆคนพร้อมๆกันในบริเวณใกล้ๆ ยากที่จะใช้งานแต่ก็มีประสิทธิภาพแค่ระดับต่ำ อีกทั้งยังสิ้นเปลืองมานาถ้าใช้คนเดียวคงไม่คุ้ม

แต่การรักษาระดับต่ำนี้ก็สามารถทำให้นักเรียนทั้งหลายหายเหนื่อยเร็วขึ้น และช่วยรักษาอาการบาดเจ็บบางชนิดได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เพราะถ้ามีริกส์คงจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น

“ไหนๆนายก็ได้ออกแรงแล้ว แต่วันนี้ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย สนใจจะมาเป็นคู่มือให้ฉันได้รึเปล่า?”

“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง แต่จะดีเหรอ?”

“ฉันไม่ยอมแพ้หรอกน่า”

ริกส์กับมิคาเอลรู้จักกันมาก่อน แน่นอนว่าต้องเคยต่อสู้กันด้วยกฎพิเศษหลายต่อหลายครั้ง เป็นการกระมือที่ไม่ได้เอาจริงทั้งสองฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เคยเอาชนะริกส์ได้เลย

แม้จะยังตามไม่ทัน แต่เธอก็เข้าใกล้ริกส์ขึ้นเรื่อยๆ จากมุมมองของมิคาเอลอีกไม่กี่ครั้งเธอก็สามารถเอาชนะริกส์ได้ และครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสาธิตให้คนอื่นๆดูอีกด้วย

“อาจารย์มิคาเอลกับคุณริกส์จะสู้กันอย่างงั้นเหรอ?”

“เรียกว่าประลองอาจจะถูกกว่า ถือว่าเป็นตัวอย่างก็แล้วกันนะ การต่อสู้ของอาจารย์เธอคงจะยังไม่เคยเห็นสินะ? ถ้าได้ดูแล้วอาจจะเข้าใจและยอมรับริกส์มากขึ้นด้วย อีกอย่าง ฉันอยากจะเอาชนะหมอนี่น่ะ”

เป็นการบอกอ้อมๆว่าที่ผ่านมาไม่เคยชนะเขาเลยแม้สักครั้ง และจากที่ทุกคนรู้คือมิคาเอลถือเป็นคนที่แข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆของโรงเรียน หรือจะบอกว่าแม้แต่ระดับอาณาจักรนี้เธอก็ยังอยู่ในอันดับสูงอยู่ดี

แม้จะได้รับความรู้จากการอวยของเอลี่ไปมาก แต่ทุกคนก็ยังไม่คิดว่าริกส์จะเก่งขึ้นขนาดที่ถูกจ้างมาด้วยวิธีพิเศษ แต่กระนั้นมิคาเอลก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่าฝีมือของริกส์เป็นของจริง

“ฉันยังไม่เคยเห็นฝีมือของคนอื่นๆนอกจากเอลี่เลย ตั้งแต่เกิดมาเคยต่อสู้กับคนที่มีฝีมือไม่กี่คนเท่านั้น ฉันรู้สึกอยากจะเห็นมันจริงๆนะ”

เนโรพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มและสายตาชวนน่าหลงไหล ใบหน้าที่แดงผ่าวราวกับเจอของที่รักยิ่งนั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเธอคนนี้ชื่นชอบในการต่อสู้มากเสียยิ่งกว่าอะไร

นั่นเพราะเธอไม่เคยได้เจอกับสิ่งที่เธอชอบจริงๆ เพราะเจอแต่สิ่งเดิมๆจนกระทั่งเริ่มรู้สึกสนใจและหลงไหลมัน ยิ่งได้พบกับคนเก่งๆคงจะยิ่งมาความสุขขึ้น แม้กระทั่งตอนที่เจอกับเอลี่ เธอก็รู้สึกสนใจยิ่งขึ้นจนถึงขั้นเอาไปจินตนาการตอนกลับบ้านเลย

“ถ้าได้สู้กับคนที่เก่งกว่า ทางนี้ก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ และฉันก็จะได้อยู่ในจุดที่เหมาะสมกับฉายา ‘ผู้กล้า’ สักที”

“มีใครเคยบอกเธอรึเปล่า? ว่าหน้าของเธอตอนนี้ดูเหมือนโรคจิตไม่มีผิดเลยนะ”

ริกส์วางมือลงบนศีรษะของเนโร และคำพูดนั้นก็ทำให้เนโรสงบจิตสงบใจลง จนกลับไปทำสีหน้านิ่งสงบตามเดิม

“ถือว่าเป็นการแสดงเล็กๆน้อยๆก็แล้วกัน”

ริกส์ยิ้มมุมปาก ที่สนามถูกแบ่งส่วนโดยมีนักเรียนจำนวนมากนั่งดูริกส์และมิคาเอลยืนประจันหน้ากันอยู่

“...อย่างกับพ่อลูกเลยนะ”

“ปากนายนี่มันแย่จริงๆ ข้าแนะนำให้เงียบไว้ดีกว่าเพราะเด็กคนนั้นแข็งแกร่งสุดๆ ถึงขั้นที่แกอาจจะต้องร้องขอชีวิตได้เลยนะ”

“ว่าแต่ชั้น แต่แกก็คิดว่าอาจารย์คนนั้นิป็นเด็กอยู่ไม่ใช่เรอะ?”

“...”

ดีแลนกับมาร์ตินจ้องหน้ากันและกันโดยที่ทั้งคู่พร้อมที่จะแยกเขี้ยวเข้าต่อสู้กันแล้ว แต่สายตาของเอลี่ที่มองมานั้นน่ากลัวจนทำให้ทั้งคู่ต้องแยกห่างกัน

ดูเหมือนที่ห้องBกับห้องCไม่ถูกกันจะเป็นเรื่องจริง

“นานพอดูที่ไม่ได้สู้กัลนาย ขอเอาคืนเรื่องคราวก่อนหน่อยเถอะ”

“พูดอะไรที่เป็นไปไม่ได้จะได้อะไรขึ้นมา เวทีที่ใช้แสดงทักษะการต่อสู้ระยะประชิดน่ะเป็นของชั้น เมื่อเป็นเวทีของชั้น ก็ไม่มีเหตุผลที่ชั้นต้องแพ้”

“มาดวลกัน!”

มิคาเอลโจมตีเปิดก่อนโดยไม่ให้สัญญาณพร้อม ขาที่กวาดมาจากด้านข้างนันผ่านร่างของริกส์ไปไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น

ริกส์ที่หลบได้หมุนตั้งเตะสูงเข้าใส้ที่ท้ายทอยของมิคาเอล แต่เธอก็หลบโดยใช้ข้อได้เปรียบที่เธอตัวเล็กทำให้การเตะผ่านศีรษะของเธอไปอย่างฉิวเฉียด แม้จะอยู่บนอากาศแต่มิคาเอลก็ยังขยับตัวได้อย่างอิสระ ทำให้จังหวะก่อนที่เธอจะตกลงสู่พื้นเธอก็หมุนตัวส่งลูกถีบใส่ริกส์

ริกส์รับเอาไว้ด้วยการใช้แขน และอาศัยจังหวะนั้นเข้าประชิดมิคาเอล มือซ้ายของเขาคว้าเข้าที่หลังคอเสื้อของมิคาเอลและดึงมันลง

มิคาเอลนั้นรู้ตัวก่อนว่าริกส์จะมาไม้นี้ แต่เธอก็ไม่สามารถป้องการการโจมตีที่รวดเร็วนี้ได้เลยแม้แต่น้อย มิคาเอลจึงคิดแผนใหม่แล้วล้มเลิกที่จะตั้งป้องกันอย่างไร้ความหมาย โดยเลือกที่จะโจมตีใส่ริกส์เพียงอย่างเดียว

มิคาเอลขยับขารัดคอของริกส์เอาไว้ ก่อนที่เธอจะลงถึงพื้น เธอก็เหวี่ยงร่างกายของตัวเองแล้วทำให้ริกส์เสียสมดุลจนล้มไปแทน

“ในที่สุด---”

“จะดีใจยังเร็วไปนะ”

เพราะความแตกต่างกันของร่างกายและพละกำลัง แม้ว่าร่างของมิคาเอลนั้นจะอยู่เหนือร่างของริกส์ โดยใช้เข่ากดไปที่คอ แต่ริกส์ก็คว้าร่างของมิคาเอลโยนออกไปได้อย่างง่ายดาย

“ทักษะของเธอเพิ่มขึ้นมาก แต่ยังมีการตัดสินใจไม่พอนะ เรื่องความแตกต่างของร่างกายไม่มีวันลบออกไปได้ง่ายๆอยู่แล้ว เธอต้องเปลี่ยนวิธีต่อสู้ให้เข้ากับตัวเองมากกว่านี้”

“ขอบคุณที่แนะนำนะ ครูฝึก!”

มิคาเอลเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่ตนถนัด แต่เธอก็รู้ว่าจริงๆแล้วริกส์ไม่ได้โดดเด่นในด้านพละกำลัง แต่เป็นความเร็ว

ถึงกระนั้นเธอก็นำความแข็งแกร่งของตนไปเทียบกับเขาไม่ได้ แม้แต่ความเร็วที่ตนถนัดเองก็ไม่ได้เช่นกัน เธอต้องพึ่งพากลยุทธ์เท่านั้น

เธอโจมตีเข้าใส่สีข้างของเขาจากจุดบอด เพราะเธอมีส่วนสูงที่น้อยกว่าจึงสร้างข้อได้เปรียบให้เธอที่อยู่ด้านล่างของเขา

ความคล่องแคล่วของเธอนั้นมีค่อนข้างมาก แม้จะเป็นริกส์แต่ถ้าไม่จตับตาให้ดีหรือไม่ระวังตัวเขาก็จะพลาดท่าได้ง่ายๆ

หลังจากที่โจมตีใส่ริกส์ เขาก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด แต่มิคาเอลก็โจมตีเข้าใส่ที่ข้อพับเข่าของเขาอย่างรวดเร็วด้วยการถีบไปข้างหลัง

ริกส์โดนโจมตีเข้าอย่างจังทำให้ทรุดตัวลงคุกเข่า มิคาเอลไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน จึงได้กระทำการเข้าโจมตีใส่ริกส์ก่อนที่ริกส์จะได้ตั้งตัว

หมัดของเธอนั้นเล็งเข้าที่กรามของริกส์ แต่มันไม่มีทางถึงตราบใดที่มันเป็นไปตามที่ริกส์คาดการณ์เอาไว้

ไม่เพียงแต่เขาจะเก่งในการต่อสู้ หรือร่างกายที่ฝึกฝนมาอย่างดีจนอาจจะมีความสามารถทางร่างกายที่เหนือกว่าคนทั่วไปปถึงสองเท่า แต่อย่างไรก็ตามพื้นฐานของเขานั้นเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดและไหวพริบในระดับค่อนข้างจะดีเยี่ยม ถึงจะไม่สามารถพูดได้ว่าเขาเป็นอัจฉริยะ แต่เขาก็อยู่ในกลุ่มของผู้ที่มีความสามารถที่ค่อนข้างจะหลากหลาย

แต่เพราะพื้นฐานแล้วคนปรกติจะถูกแบ่งแยกและโดนดูถูกเพียงเพราะมีพลังเวทมนตร์ที่น้อยกว่าพวกขุนนาง หรือต่อให้มีมากกว่าแต่ถ้าไม่มีนามสกุลก็จะถูกข่มเหงด้วยอำนาจ สำหรับริกส์แล้วเขาไม่มีแม้แต่ครอบครัวหรืออำนาจ แม้กระทั่งความสามารถทางด้านเวทมนตร์ของเขาก็ยังเป็นศูนย์ เลขหลักเดียวที่ไม่มีค่าอะไรเลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้น บนโลกใบนี้ก็มีคนที่เทียบชั้นกับริกส์ได้เพียงหยิบมือ เขาเป็นบุคคลตัวอย่างคำคำสอนที่ว่า “พรสวรรค์นั้นมิอาจเทียบเท่าพรแสวงได้” ทำให้มีหลายๆคนยึดมั่นแล้วทำตามเพื่อที่จะเป็นแบบที่ริกส์เป็น

ด้วยความคิดที่ถูกพัฒนามาเป็นอย่างดี ทำให้ริกส์สามารถดำเนินแผนของตนเพื่อให้แผนของอีกฝ่ายสำเร็จและอาศัยจังหวะนั้นแย่งจุดได้เปรียบจากอีกฝ่าย ริกส์จับเข้าที่ข้อมือของมิคาเอลแล้วดึงเธอลงพื้น ก่อนที่จะขึ้นคร่อมร่างกายของเธออย่างรวดเร็ว

เพราะร่างกายที่แตกต่าง ทำให้ไม่หมือนกับตอนที่มิคาเอลกดร่างของริกส์เอาไว้ ยิ่งไม่มีการใช้เวทมนตร์ยิ่งไม่มีทางที่จะหลุดจากการจับกุมของริกส์ได้เลยแม้แต่น้อย

“น่าสนใจดี แต่ดูเหมือนจะยังไม่พอสินะ?”

“นายมันสัตว์ประหลาดชัดๆ ถ้านายเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่ดีเยี่ยมเหมือนกับคนอื่น ถ้าไม่เป็นผู้กล้านายก็เป็นจอมมารไปแล้วนะเนี่ย”

“น่าขันสิ้นดี ไม่มีทางที่พระเจ้าจะมองเห็นหัวชั้นอยู่แล้วไม่ใช่รึไง? เพราะอย่างนี้ชั้นถึงเกิดมาเป็นคนที่ธรรมดาสุดแสนจะธรรมดา เรียกว่าชั้นเป็นเด็กต้องสาปก็ไม่ผิดหรอก”

ผมและดวงตาสีดำ สัญลักษณ์ของเผ่าปีศาจผู้บูชาความมืด เพราะแบบนั้นทำให้ทั้งครอบครัวถูกถอนยศออกจากยศอัศวินแล้วตกระกำลำบากเป็นอย่างมาก พรสวรรค์หรือแม้แต่เรื่องที่เรียบง่ายที่ใครๆก็ทำได้อย่างการใช้เวทมนตร์เองก็ทำไม่ได้ เป็นเด็กที่เกิดมามีปัญหาจริงๆ

แต่ถึงอย่างนั้นครอบครัวของเขาก็ไม่เคยทิ้งเขาไปไหน เขาพัฒนาตัวเองอย่างมากเพื่อให้คนอื่นยอมรับ ถ้านับแค่ผลงานปัจจุบันก็ถือว่าเขาทำออกมาได้ค่อนข้างจะสำเร็จทีเดียว

“นายน่าจะไปส่องดูกระจกดีๆนะ แล้วก็ลุกได้แล้ว อีกสักพักก็จะหมดเวลาแล้วนะ”

“นั่นสินะ”

ริกส์ลุกออกจากร่างของมิคาเอล แล้วหันหน้าไปหานักเรียนยคนอื่นๆ

“ชั้นจะปล่อยก่อนเวลาก็แล้วกันในทุกๆครั้ง แต่แลกด้วยการที่พวกเธอต้องไปแต่งตัวเร็วกว่าเดิมห้านาที และต้องรีบด้วยในครั้งต่อไป เอาล่ะแยกย้ายกันได้”

ทุกคนตอบกลับริกส์ด้วยคำสุภาพบ้าง หรือห้วนๆเพราะยังไม่ยอมรับบ้างก็มี แต่ส่วนมากก็จะแยกย้ายกันไป เหลือเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น

ในปัจจุบันเหลือแค่มาร์ติน นัวร์ เอลี่และเนโรเท่านั้น เนโรนั้นมองไปที่ริกส์ด้วยสายตาที่เป็นประกายเล็กน้อย

“เทคนิกนั่น ฉันเคยเห็นเอลี่ใช้อยู่ การขยับเท้าที่เป็นระบบแต่คาดเดาได้ยาก การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว อีกทั้งร่างกายที่ดีเยี่ยม ได้คุณมาเป็นอาจารย์แบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมากๆ!”

“สงบสติอารมณ์หน่อยนะคะคุณเนโร คุณในตอนนี้กับเมื่อวานนี่เหมือนกับเป็นคนละคนเลยนะคะเนี่ย”

เนโรนั้นเมื่อเป็นเรื่องของการต่อสู้เธอจะดูตื่นเต้น แต่บางครั้งเธอก็ทำตัวหยิ่ง และบางครั้งก็ดูถูกคนอื่นจากสิ่งที่ตนเห็น แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเธอจะทำตัวแย่หรือทำผิดอะไร

เพราะการที่เธอทำตัวหยิ่งนั้น เนื่องจากอีกฝ่ายเข้ามาเพราะหวังผลประโยชน์หรืออะไรที่มันไม่ดีต่อตัวเธอ และสาเหตุที่เธอทำตัวดูถูกใส่คนอื่น ก็เหมือนกับกรณีของเอลี่ที่เธอแค่ไม่ชอบใจคนที่เอาชีวิตไปทิ้งนั่นเอง

เรียกได้ว่าตอนนี้เธอทั้งชื่นชอบมิคาเอล และนับถือริกส์ในเวลาเดียวกัน ถ้ามีสองคนนี้สิ่งที่เธอปรารถณาอาจจะเป็นจริงขึ้นมาก็ได้ นั่นคือสิ่งที่เธอคิด

“ทั้งสี่คนไปเปลี่ยนชุดก่อนก็ได้นะ”

มิคาเอลที่ลุกขึ้นมาแล้วก็บอกกับทั้งสี่คนอย่างนั้น แต่มาร์ตินนั้นส่ายหน้าแล้วก็หันไปพูดกับมิคาเอลด้วยวาจาที่ไพเราะและสุภาพ

“กระผมมีสิ่งที่อยากจะพูดกับอาจารย์เวอร์ซินเกเทอริกส์อยู่น่ะครับ”

“งั้นเหรอ? งั้นก็เชิญเลย”

มิคาเอลร่ายเวทมนตร์ทำความสะอาดให้ตนเองและริกส์ที่เต็มไปด้วยเงื่อ เสื้อผ้าและร่างกายของทั้งคู่นั้นสะอาดขึ้่นทันตาเห็น

“อาจารย์ ทักษะที่คุณใช้ตั้งแต่แรก วิธีการฝึกนั่น และที่คุณปะทะกับอาจารย์มิคาเอลด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ผมเคยเห็นมาก่อน”

“นามสกุลของนายคงเป็นเฟนโทรเซียสินะ? แต่ชั้นไม่เคยรู้มาก่อนว่าท่านวิสเคานต์คนนั้นจะมีบุตรชายด้วย”

“เปล่าครับ พ่อของผมเป็นน้องชายของท่านลุง มียศแค่บารอนน่ะ”

แต่ก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวิสเคานต์เฟนโทรเซีย ถ้าให้พูดชัดๆคือลูกพี่ลูกน้องกับบุตรีของวิสเคานต์คนนั้นอย่างแน่นอน ริกส์ประมวลผลคำพูดของเขาและสิ่งที่ตนรู้ภายในสมองอย่างรวดเร็ว

“มันบ่อยครั้งมากที่ผมเห็นสิ่งคุณแสดงออกมา ซึ่งมันมาจากพี่สาวทั้งสองคนของผม ทำให้ผมซึมซับทักษะพวกนั้นมาด้วย”

“ทางนี้เองก็เหมือนกัน แล้วก็เรียกฉันว่าโนวาดีกว่า มันสะดวกกว่าเหมือนกับที่เรียกอาจารย์ว่าอาจารย์ริกส์นั่นแหละนะ”

“โนวาเป็นเพื่อนบ้านของผมน่ะ ไม่ใช่ขุนนางแต่พ่อของเธอก็มีความสามารถและผลงานเยอะ จึงอยู่ในการดูแลของพ่อของผมน่ะนะ”

บารอนเป็นยศที่อยู่แทบจะอันดับล่างของตระกูลขุนนาง อันที่จริงก็เป็นขุนนางชนชั้นล่างแต่ถ้ามีผลงานที่โดดเด่นก็จะมีคนอยากเป็นผู้ติดตามแม้ว่าจะมียศเพียงระดับต่ำ

กลับกันวิสเคานต์นั้น ถ้าไม่มีผลงานที่น่าพึงพอใจหรือผลงานที่พึงกระทำก็จะถูกลดยศของตนลง หรืออาจจะถูกขับไล่ออกจากการเป็นขุนนาง ยศขุนนางที่สูงกว่าวิสเคานต์และบารอนก็คือเอิร์ล มาร์ควิส และดยุกตามลำดับ

ดยุกนั้นถ้ายิ่งมีผลงานดีและโดดเด่น อาจจะได้รับตำแหน่งที่สามารถเทียบเท่าได้กับคนในราชสำนักซึ่งเป็นบุคคลระดับสูง บางครั้งอาจจะสูงถึงตำแหน่งที่เทียบเท่ากับองรัชทายาทเลยทีเดียว

แต่โรงเรียนนี้ส่วนมากก็จะมีแต่ขุนนางระดับล่าง ลูกของผู้มียศอัศวินหรือชาวบ้านทั่วไปที่มีความสามารถและมีเงิน พ่อค้าบางคนคิดว่าลูกมีความสามารถก็มีการพาลูกมาเล่าเรียนโดยทุ่มเงินให้จำนวนมาก และเด็กเหล่านั้นก็ตอบสนองความต้องการของครอบครัวได้เป็นอย่างดี

หากเป็นขุนนางระดับเอิร์ลขึ้นไปนั้นจะอยู่ในโรงเรียนอันดับหนึ่งของอาณาจักรที่อยู่ในเมืองหลวง ไม่มีทางที่จะมาอยู่ในเมืองแห่งนี้ที่เคยเป็นเมืองบ้านนอกมาก่อน แม้จะพัฒนาจนผู้คนที่อาศัยอยู่ดีกินดีกว่าเมืองหลวงก็ยังไม่ถูกยอมรับอีกต่างหาก

“เท่ากับว่านายมียศเป็นบารอนสินะ? แล้วนามสกุลล่ะ?”

“...ไม่มีหรอก ครอบครัวของผมเป็นบารอนที่ไม่มีนามสกุลน่ะ”

การที่เป็นขุนนางแต่กลับไม่มีนามสกุลไม่ใช่เรื่องแปลกแต่เป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดต่างหาก นั่นหมายความว่าราชวงศ์ไม่สามารถเชื่อใจขุนนางตระกูลนั้นได้อีกเป็นครั้งที่สอง เว้นแต่จะทำผลงานและดึงความเชื่อใจกลับมาแต่นั่นก็เป็นการยาก

ยิ่งเป็นบารอนยิ่งแล้วใหญ่ ยศที่ต้อยต่ำอีกทั้งยังไม่มีนามสกุล นั่นก็เท่ากับก้าวลงไปในเขตของประชาชนธรรมดาแล้ว หากไม่มีเขตที่ต้องปกครองล่ะก็คงถูกถอนออกจากการเป็นขุนนางอย่างแน่นอน

แต่ถ้ายังสร้างผลงานได้อยู่ อาจจะมียศของอัศวินอยู่ แม้จะไม่มากแต่ก็ยังดีกว่าการไปเป็นประชาชนธรรมดาอย่างแน่นอนสำหรับขุนนางเก่า มีหลายครอบครัวที่ถูกถอนออกจากการเป็นขุนนาง ทั้งดีและไม่ดีต่างถูกถอนออกจากตำแหน่งขุนนางโดยราชินีผู้เอาแต่ใจ

“ลำบากหน่อยนะ”

“เพราะงั้นถึงได้พยายามยังไงล่ะครับ ว่าแต่ว่าทำไมการต่อสู้ของคุณเหมือนกับของพวกลูกพี่ลูกน้องของผมเลยล่ะ?”

“เป็นไปได้ไหมว่าอาจารย์ของคุณกับอาจารย์ของพวกรุ่นพี่จะเป็นคนคนเดียวกัน?”

มาร์ตินกับนัวร์พูดขึ้นมาแล้วจับจ้องไปที่ริกส์ แต่มิคาเอลที่ยืนข้างๆกลับทำสีหน้ากลั้นหัวเราะแล้วหลบสายตา อีกทั้งยังพึมพำว่า “เป็นไปไม่ได้ ...ฮุฮุ เป็นไปไม่ได้แน่ๆ”

ริกส์จึงส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วพูดกับทั้งคู่เพื่อแก้ความเข้าใจผิด

“ไม่ใช่อาจารย์คนเดียวกัน แต่เป็นชั้นที่เป็นอาจารย์ของยัยพวกนั้น เป็นภารกิจจ้างวานสำหรับสี่เดือนก่อนสอบเข้าเรียนคลาสพัฒนาปีที่หนึ่งน่ะ”

เป็นงานง่ายๆและได้เงินดีๆ แค่ต้องมาตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น แม้จะไม่อยากเชื่อถือแต่ว่าริกส์ก็มีลายเซ็นยืนยันจากมาริที่เป็นผัวหน้ากิลด์ จึงต้องยอมให้ทำงานก่อนหนึ่งสัปดาห์ แต่ผลลัพท์นั้นทำให้ทั้งสองคนเก่งขึ้นแบบก้าวกระโดดด้วยการสอนที่เรียบง่าย

เพราะทุกคนไม่เคยรู้มาก่อนว่าร่างกายของมนุษย์คือร่างกายที่ดีอันดับหนึ่งจึงไม่ค่อยสนใจที่จะพัฒนาร่างกายและทักษะการเคลื่อนไหวมากนัก แต่ถ้าได้พัฒนาสิ่งเหล่านี้อย่างอื่นก็จะพัฒนาขึ้นตาม นั่นคือสิ่งที่ริกส์สอนสองคนนั้นไป

“...เดี๋ยวนะ อาจารย์อายุดูไม่น่าจะถึงยี่สิบด้วยซ้ำนะ”

“ชั้นอายุยี่สิบสองปี ถ้าให้พูดก็อายุเท่ากับมิคาเอลและลูกพี่ลูกน้องของนายคนแรก ส่วนอีกคนนั้นอายุแค่สิบเจ็ดเองไม่ใช่รึไง? ชั้นในตอนนั้นก็อยู่ในระดับที่สามารถเผยแพร่ความรู้ได้แล้ว”

ลูกสาวของวิสเคานต์เฟนโทรเซียมีสองคน มีอายุห่างกันคือห้าปีตามที่ริกส์บอก แม้ว่าจะได้รับการเรียนและฝึกที่หนักหนาแค่ไหน ลูกสาวคนแรกที่เข้าเรียนไปแล้วถึงหกปีก็กลับไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งทำให้น้องสาวที่เพิ่งจะเข้าไปเรียนปีแรกโดนดูถูกและกลั่นแกล้งต่างๆนาๆ

ในช่วงก่อนปิดภาคเรียน พ่อของทั้งคู่ก็ตามหาคนที่สามารถสอนให้กับลูกของตนทั้งคู่ได้ แต่ก็พบกับปัญหา อาจารย์กว่าสิบคนที่เข้ามาก็สอนให้กับลูกของตนได้แค่ไม่กี่วันก็ต้องลาออกไป จนกระทั่งริกส์เข้ามา

เพราะลายเซ็นของมาริทำให้ริกส์ได้รับการทดลองสอน แม้ว่าจะคิดว่าริกส์อาจจะถูกไล่ออกมาตั้งแต่สองวันแรก แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น

สัปดาห์แรกทั้งสัปดาห์ ริกส์สามารถทำให้ทั้งสองคนแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างง่ายดาย แต่บทเรียนก็ไม่ง่ายเหมือนกับผลลัพท์ ความพยายามของทั้งสองคนแสดงให้พ่อของพวกเธอได้เห็น ว่าเธอไม่ได้บกพร่องแต่อย่างใด

ในการสอบก่อนจบการศึกษา ลูกสาวทั้งสองคนก็ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและหลุดพ้นจากการโดนดูถูกหรือว่าร้ายต่างๆ แม้จะมีคนที่ไม่ชอบแต่ถ้าจะมีเรื่องกับเธอคงได้นอนที่ห้องพยาบาลทันทีที่โยนถุงมือขาวแน่ๆ

แม้ข้อสอบจะมีทั้งข้อสอบเขียนและปฏิบัติ แต่ระดับสติปัญญาของทั้งคู่ก็ไม่ได้น้อยมากจึงทำให้ผ่านมาได้อย่างไม่ยากเย็น แม้คะแนนข้อสอบการเขียนจะไม่มากเท่าไรก็ตาม

แต่ในข้อสอบปฏิบัตินั้น จะเป็นการแข่งระหว่างนักเรียนและผู้มีประสบการ์ในการช่วยประเมินอย่างนักผจญภัยระดับC-B ถ้าเป็นปีสามของคลาสระดับสูงก็จะเป็นนักผจญภัยระดับAที่มีน้อยนิดในการประเมิน เพราะจะมีบางคนที่มีความสามารถสูงขนาดที่ถ้าไม่ใช้ระดับAก็จะไม่รู้ว่าแข็งแกร่งขนาดไหนเลยทีเดียว

ริกส์นั้นไม่เคยเข้าร่วมเพราะมันไม่ได้เงินดี หรือถึงแม้จะได้มันก็ไม่ได้น่าสนใจเท่าไรที่ตนจะต้องไปเป็นจุดสนใจให้กับคนอื่นๆ

ในการสอบนั้น พี่สาวคนโตและน้องสาวคนเล็กก็ได้เอาชนะนักผจญภัยเหล่านั้นอย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมอบบทเรียนที่เกิดจากการประมาทอีกด้วย

“...น่าตกใจจริงๆนะ ตอนที่ได้มาที่บ้านของทั้งคู่ ผมก็ได้ฝึกกับทั้งคู่และเก่งขึ้นได้อย่างชัด ถึงตอนแรกจะไม่ได้เอะใจกับคำพูดของอาจารย์แต่ก็สงสัยเหมือนกัน เพราะคำพูดของคุณกับที่พี่พูดน่ะแทบจะเหมือนกันเลย ไม่นึกเลยว่าจะรู้จักกันจริงๆ”

“เป็นคนบ้าที่คิดอะไรช้าสินะ? แต่นั่นมันก็แค่ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ชายอยู่แล้ว แต่แก้ไขหน่อยก็ดี”

“ฮ่าๆๆๆๆๆ เห็นไหม? เหมือนอย่างที่ฉันบอกไม่มีผิด!”

“หุบปากน่า ยัยคนที่เหมือนผู้ชายนี่”

“โฮะโฮ่! หาเรื่องเรอะ!?”

นัวร์กับมาร์ตินเข้าปะทะแรงกัน เป็นคนที่สนิทกันจริงๆ

“ไปเปลี่ยนชุดได้แล้ว เวลาพักไม่ได้มีเยอะนะ”

“ครับ/ค่ะ”

ทั้งสี่คนทำความเคารพทั้งคู่ก่อนที่จะเดินจากไป หลังจากนั้นก็สังเกตุเห็นว่าคนอื่นๆก็ต่างปล่อยให้นักเรียนไปพักเที่ยงกันแล้ว

อาจารย์หลายคนนั้นมองมาทางกลุ่มของริกส์ เพราะมีสนามอยู่จำกัด ผู้ที่ได้เรียนในช่วงเช้าจะเป็นกลุ่มของนักเรียนคลาสพัฒนาและคลาสระดับสูง

ช่วงบ่ายจะนั้นจะเป็นของห้องAของทุกชั้นปีในแต่ละคลาส รวมกันก็ครบทุกสนามเพราะไม่ได้ใช้งานร่วมกัน

คำถามคือ ...แล้วนักเรียนคลาสฝึกหัดกับคลาสพื้นฐานล่ะ? คำตอบก็ง่ายๆ ลคาสฝึกหัดนั้นจะไปฝึกอีกสนามหนึ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งของโรงเรียน เป็นสนามขนาดใหญ่ที่มากกว่าสนามที่ริกส์ยืนอยู่ถึงสามเท่า และมีสนามที่มีขนาดเท่ากันอยู่บริเวณใกล้ๆอีกสามแห่ง

คลาสฝึกหัดจะได้เรียนการต่อสู้ร่วมกันทุกห้องต่อหนึ่งสนาม ในเมื่อมีสามชั้นปี ปีอื่นๆก็ไปเรียนกันที่สนามอื่นรวมกัน จึงเหลือไว้อยู่สนามหนึ่ง

สนามนั้นเป็นสิ่งที่สร้างมาเพื่อรองรับคนจำนวนมากต่างจากสนามอื่นๆที่มี เป็นสนามที่มีไว้จัดการแข่งขันหรืออื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ในการสอบเองก็มาสอบกันที่สนามนั้น

เมื่อผ่านช่วงเช้าไป ช่วงบ่ายก็จะเป็นของคลาสพื้นฐานที่เรียนรวมทุกชั้นปีเช่นเดียวกับคลาสฝึกหัด ดังนั้นจำนวนอาจารย์ที่ส่งสายตามาทางริกส์นั้นจึงมีแต่อาจารย์ระดับสูงๆเท่านั้น

หนึ่งในอาจารย์คนหนึ่งเดินตรงมาทางริกส์ เขาแปลกเล็กน้อยเพราะเขาสวมเสื้อโค้ทสีน้ำตาลทับกับชุดอาจารย์ที่สวมอยู่ รองเท้าเองก็สวมเป็นคอมแบตสีน้ำดาล คงไม่ชอบชุดที่มีแต่สีโทนเดียวล่ะมั้ง

“ไม่ได้เจอกันนานนะครับรุ่นพี่ริกส์”

“ไงแกรนท์ หายหน้าหายตาไปจากกิลด์เลยนี่?”

แกรนท์ นักผจญภัยระดับสูงผู้มีฉายา “สายลมแห่งผู้พิทักษ์” ทักษะพิเศษของเขาคือการควบคุมสายลมที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร การต่อสู้และการใช้เวทมนตร์เองก็อยู่เหนือคนอื่นๆ​

แกรนท์เป็นผู้ชายอายุยี่สิบที่มีรูปร่างที่ดี เรียกได้ว่าเป็นริกส์เวอร์ชั่นขนาดเท่าคนปรกติเลยทีเดียว เพราะริกส์สูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซ็นติเมตรจึงทำให้แกรนท์ดูเตี้ยไปเลย แต่ความจริงแกรนท์นับเป็นผู้ชายที่มีส่วนสูงค่อนข้างจะดีเลยทีเดียว ลักษณะท่าทางก็สุภาพ หน้าตาก็ดีมีผู้หญิงชอบมากมาย แม้จะมีดวงตาสีเทาอ่อนเหมือนกับสีผมแต่นั่นทำให้เขาดูมีเสน่ห์มากกว่าน่ากลัวเสียอีก

“นานๆทีก็ไปที่กิลด์บ้างเหมือนกันแหละนะครับ แต่ว่าพอไปทีไรก็ไม่เจอรุ่นพี่เลยสักที พอถามพนักงานคนอื่นเขาก็บอกว่ารุ่นพี่ไปทำภารกิจ จนทุกวันนี้เวลาที่จะสามารถเจอกับรุ่นพี่ได้ก็เป็นเวลานอนของผมแล้ว พอได้มาเจอกันแบบนี้ก็นับว่าตกใจอยู่เหมือนกันนะครับ”

แกรนท์หัวเราะแห้งๆ เขาเป็นรุ่นน้องที่ติดรุ่นพี่เอามากๆ ยิ่งเป็นคนที่ช่วยเหลือเขาแทบทุกเรื่องอย่างริกส์ยิ่งแล้วใหญ่ สำหรับแกรนท์แล้วริกส์คือรุ่นพี่ที่น่าเคารพนับถือ มากจนบางครั้งก็เผลอหลุดปากออกมาว่า “คุณพี่ชาย” อีกด้วย แต่กระนั้นแล้วเขาก็พยายามที่จะไม่แสดงท่าทีแบบนั้นออกมาแต่อย่างใด เพราะอาจจะเป็นการรบกวนริกส์โดยเปล่าประโยชน์

“มาที่นี่ได้เจอกับตาลุงนั่นบ้างไหม?”

“หมายถึงคุณเอ็ดเวิร์ดเหรอครับ? ช่วงนี้ดูเหมือนเขางานจะค่อนข้างยุ่งเลยไม่ค่อยจะได้เจอ และเขาเป็นนักเวทย์ที่คอยสอนวิชาเวทมนตร์ให้กับพวกปีสามด้วย การจะไปพบกับเขาดูท่าจะยากกว่าที่คิดมากเลยครับ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้เจอเหมือนกัน”

เอ็ดเวิร์ด วอน คริมสัน อดีตนักผจญภัยระดับA ผู้ใช้เวทมนตร์ธาตุไฟที่แข็งแกร่งที่สุดที่ทวีปมนุษย์เคยมีมา แข็งแกร่งมากจนได้รับฉายาว่า “นักปราชญ์คริมสัน(นักปราชญ์สีแดงเลือด)” แต่กระนั้นเขาก็บอกว่าจะเกษียนจากหน้าที่การงานแม้ว่าจะมีอายุเพียงสี่สิบเจ็ดปีเท่านั้น

ลักษณะเด่นของเขานั้น คือจอมเวทย์ที่มีร่างกายสูงใหญ่ มีทักษะป้องกันตัวระดับหนึ่งแต่ไม่สามารถเข้าปะทะกับสัตว์ปสูรได้ แต่ก็ใช้ต่อสู้กับนักผจญภัยคนอื่นได้เพราะเป็นทักษะสำหรับใช้กับมนุษย์เท่านั้น

นอกเหนือจากนั้น เรียกได้ว่าธรรมดาเอามากๆ เป็นตาลุงธรรมดาที่ยังโสดและมีเสน่ห์ ต่างจากแกรนท์ที่ตอนนี้ไม่ได้โสดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าแต่งงานแล้วเช่นกัน เพราะเขากำลังคบหาดูใจกับหนึ่งในบรรดาอาจารย์ภายในโรงเรียนนี้อยู่ และแน่นอนว่าคบกันอย่างเป็นทางการและเปิดเผยโดยไม่มีความลับอะไรซุกซ่อน​

“ถ้าเห็นว่ายังสบายดีทางนี้ก็ดีใจ เพราะเขาช่วยน้องสาวของชั้นมาโดยตลอดเลยนี่นะ”

เอลี่ได้เรียนวิชาเวทมนตร์มาจากเอ็ดเวิร์ด แน่นอนว่าริกส์ก็ได้เรียนบางอย่างมาด้วยเช่นกัน เพราะว่าริกส์ไม่มีพลังเวทมนตร์จึงใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ตรงจุดนี้เอ็ดเวิร์ดเลยสอนอะไรบางอย่างทำให้เขาสามารถใช้อาวุธเวทมนตร์ที่มีระบบซับซ้อนได้ง่ายๆแม้จะไม่มีพลังเวทมนตร์ก็ตาม

แต่ถึงจะเป็นเอ็ดเวิร์ด แต่การที่ต้องมาสอนคนที่ไม่มีพรสวรรค์ในการเรียนรู้เลยแม้แต่น้อยอย่างเอลี่นี่ก็นับได้ว่าเขาใกล้จะหมดหวังเลยทีเดียว และถ้าเอลี่ไม่ม่ีการพัฒนาเลยเขาก็คงจะยอมแพ้และสอนเรื่องสัญชาตญาณให้กับเอลี่เพื่อให้ใช้เวทมนตร์ได้เสียแทน

“ถ้างั้นชั้นขอตัวก่อนล่ะนะ นายเองก็มีที่ต้องไปใช่ไหมล่ะ? ไว้เจอกันคราวหลังก็แล้วกัน”

“เข้าใจแล้วล่ะครับ บางครั้งผมก็อยากให้นักเรียนของผมได้เรียนกับรุ่นพี่เหมือนกัน ถ้ารุ่นพี่ว่างผมก็อยากจะขอรบกวนรุ่นพี่ด้วยล่ะนะครับ”

“ถ้าว่างล่ะก็นะ ลูกศิษย์นายก็น่าจะเก่งดีด้วยสิ ไม่ต้องให้ชั้นสอนก็ได้หรอกมั้ง?”

“ไม่เอาน่ารุ่นพี่ การที่มีคนที่เก่งกว่าผมมาช่วยสอนเด็กๆก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นนะครับ”

“...เข้าใจล่ะ ไว้ว่างๆจะบอกก็แล้วกัน”

“ขอบคุณครับ”

แกรนท์ก้มหัวให้ริกส์เล็กน้อยก่อนที่จะบอกลาแล้วเดินจากไป ริกส์หันกลับมามองมิคาเอลแล้วพากันไปพักกลางวันกันที่โรงอาหาร ก่อนที่จะเริ่มเรียนคาบต่อไปซึ่งเป็นคาบที่มิคาเอลจะต้องลงมือสอนด้วยตัวเอง

ริกส์ไม่มีความรู้เรื่องเวทมนตร์มากนัก เขาไม่มีประโยชน์ในวิชาเวทมนตร์แบบนั้น แต่เขาก็กำลังคิดว่า ที่โรงเรียนนี้ได้สอนการพูด อ่าน และเขียนด้วยหรือเปล่า? แต่เขาก็ต้องคิดทบทวนใหม่ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องสอน และที่จะสอนก็ต้องเป็นวิชาเวทมนตร์ซึ่งก็ควรจะได้รับการสอนตั้งแต่คลาสฝึกหัดแล้ว

อย่างไรก็ตามนักเรียนที่โรงเรียนนี้เป็นคนฉลาด ต่อให้ไม่ฉลาดก็จะมีความพยายามมาทดแทนทำให้ทุกคนสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการพูด อ่านและการเขียนได้อย่างรวดเร็วและใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้แต่วิชาภาษารูน ก็ยังมีนักเรียนบางส่วนที่ทำได้ดีจนน่าตกใจอีกด้วย แม้จะสอนเพียงแค่การต่อสู้กับเวทมนตร์แต่สิ่งที่เสริมเข้ามาก็ทำให้นักเรียนเก่งขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามงานเอกสารของอาจารย์นั้นดูเหมือนจะเกินความสามารถของมิคาเอลไปเล็กน้อย และนับวันมันก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ไหนจะเรื่องของปัญหาของนักเรียนของตนที่ไปมีเรื่องกับหลายๆห้องอีก

“เด็กคนนั้นเป็นปัญหาจริงๆเลยนะ”

“ใช้คำได้สมกับเป็นอาจารย์จังเลยนะ”

พอริกส์แซวมิคาเอลก็หน้าแดงแล้วหลบสายตาออกไป แต่เธอก็เป็นห่วงเป็นใยนักเรียนของตนจริงๆ

“นิสัยของคนน่ะแก้ไขได้ ให้เห็นส่วนดีส่วนแย่และทำความเข้าใจกันก็คงจะสนิทกันได้ในระดับนึงแม้จะมีทะเลาะกันก็ตาม แต่ถ้ามีอคติต่อกันหรือว่าไม่ชอบหน้ากันจริงๆก็คงเป็นไปไม่ได้ ...ไม่ต้องห่วง ไว้ถึงตอนนั้นจะทำอะไรสักอย่างเอง”

ริกส์เองก็คงไม่ปล่อยให้คนสองคนหรือคนสองกลุ่มต้องบาดหมางกันอย่างแน่นอน แต่ริกส์เองก็ไม่คิดจะไปแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องไม่เกิดขึ้นเขาก็จะปล่อยให้คนพวกนั้นเข้าใจกันได้ด้วยตัวเองแทนที่จะสอดมือเข้าไปยุ่ง

ริกส์เป็นผู้ชายแบบนั้น ผู้ชายที่ทุกคนที่เคารพยึดถือเป็นแบบอย่าง

.

ความสง่างามของหญิงสาวนั้น แม้จะอยู่ในสนามรบก็ยังคงไม่หายไปไหน เส้นผมที่อยู่ด้านนอกของหมวกเกราะนั้นปลิวไสวอย่างงดงาม แต่ที่สง่างามกว่าคือท่าทางการต่อสู้นั่น

แม้ว่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำ แต่ก็มีจำนวนวมากกว่าพันตัว แต่ถึงกระนั้นระดับต่ำก็ยังคงเป็นระดับ ไม่ได้เป็นคู่มือให้กับหญิงสาวผู้นี้เลยแม้แต่น้อย

ดาบของเธอนั้นผ่าร่างของศัตรูออกเป็นสองส่วนได้อย่างง่ายดาย การหลบหลีกเองก็สง่างามจนอาจจะทำให้ชายหนุ่มหลายๆคนหลงรักได้ง่ายๆ แม้จะอยู่ในชุดเกราะที่ปกปิดแม้ทั้งร่างกาย แต่ชุดนั้นก็เปิดเผยส่วนโค้งเว้าวอย่างดงามอยู่ดี

“จำนวนไม่ลดลงเลยแฮะ งานนี้ถ้าจบแล้วคงต้องไปประท้วงให้เพิ่มค่าจ้างกันหน่อยล่ะนะ”

หญิงสาวพูดอย่างติดตลก แต่ทว่าเมดรับใช้ที่ต่อสู้ร่วมกับเธอนั้นไม่ได้ส่อแววของความตลกให้เห็นเลยแม้แต่น้อย แม้แต่รอยยิ้มก็ไม่มี อีกทั้งยังดูเย็นชาเสียยิ่งกว่าสิ่งใด

ฮัลเบิร์ดที่มีส่วนของคมหอกใหญ่กว่าคมขวานที่มีลักษณะโค้งกลมราวกับดวงจันทร์นั้น แทงทะลุร่างของสัตว์อสูรที่มีสองขาหรือรู้จักกันดีว่ามันชื่อก็อบลิน

บริเวณนี้เต็มไปด้วยก็อบลินและหมาป่าเทา แม้นานๆทีจะมีออร์คและหมาป่าสีแดงโผล่ขึ้นมาบ้าง แต่ระดับก็ยังแตกต่างจากสองสาวอยู่ดี

“คงต้องเอาจริงสักหน่อยล่ะนะ”

“อย่างรุนแรงมากนะคะ”

หญิงสาวยิ้มตอบ เมดรับใช้คนนั้นก็ถอยออกห่างโดยป้องกันการโจมตีจากทุกจุดด้วยการควงฮัลเบิร์ดอย่างคล่องแคล่ว

หญิงสาวหายใจเข้าลึกก่อนที่จะถอนหายใจลากยาวอย่างเชื่องช้า ใบหน้าเย็นชาลงเล็กน้อยแต่ยังคงมีรอยยิ้มที่ดูสง่างามอยู่ราวกับเป็นภาพวาดที่ไม่ว่าใครก็พร้อมที่จะหยิบเงินเพื่อซื้อภาพที่มีราคาแพงนี้

“ ‘ข้าคือทายาทแห่งเทพสายฟ้า ผู้นำพาความวิบัติมาสู่อริของข้า ขอยืมพลังท่าบรรพบุรุษแห่งข้า มอบแสงแห่งอัศนีให้กับข้าผู้นับถือท่านด้วยเถิด ‘เทพอัศนี’ ’ ”

เวทมนตร์ประจำตระกูลผู้สืบเชื้อสายแห่งเทพผู้ปกครองผืนฟ้าผู้ที่รวดเร็วและทรงพลัง เวทมนตร์ที่สามารถยืมพลังส่วนหนึ่งของเทพบรรพบุรุษได้โดยวิงวอนและเคารพในตัวเทพบรรพบุรุษของตน เพื่อแลกกับพลังอันมากมายมหาศาลก็จำเป็นที่จะต้องมอบมานาจำนวนมหาศาลให้เช่นกัน

หญิงสาวคนนี้คือบุตรีของวิสเคานท์ผู้แข็งแกร่งและมีชื่อเสียง แม้ยศฐาจะน้อยชั้นแต่ก็มีอำนาจสูงมากพอที่จะไม่มีใครกล้าสอดมือเข้ามายุ่งกับตระกูล อีกทั้งยังเป็นตระกูลที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดจนถูกมอบยศที่สูงกว่าอย่างดยุกให้ แต่สุดท้ายผู้นำตระกูลคนปัจจุบันก็ตอบปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า “ตระกูลนี้เริ่มด้วยวิสเคานท์ก็ควรจะต้องจบลงที่วิสเคานท์แม้เราจะมีอำนาจมากมายมหาศาลก็ตามที”

ผู้นำตระกูลนั้นแต่ละยุคสมัยต่างก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บ้างก็ผู้ชายเป็นผู้นำตระกูล บ้างก็เป็นผู้หญิง ตราบใดที่แข็งแกร่งมากพอ ก็จะสามารถขึ้นเป็นผู้นำตระกูลได้อย่างไม่ยากเย็น

เธอคนนี้จึงเป็นบุคคลที่ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันวางแผนจะแต่งตั้งให้เป็นผู้นำคนใหม่อย่างเป็นทางการ แม้ว่าอายุของเธอคนนี้จะขึ้นเลขสองแล้วก็ตาม แต่ภาระหน้าที่นี้ก็ยังคงยากเกินกว่าจะไว้วางใจให้เธอคนนี้ดูแล

อย่างไรก็ตาม พลังเวทมนตร์ของเธอนั้นมีมากกว่าคนอื่นๆภายในตระกูล เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในบุคคลหายากก็ไม่แปลกนัก ถ้าเรียกว่า “เจ้าหญิงสายฟ้า” ไม่ว่าใครก็รู้จักเธอทั้งนั้น และยังรู้อีกว่าทุกเวทมนตร์ที่เธอใช้นั้นรุนแรงเอาเสียมาก แม้จะเป็นเวทมนตร์ที่ส่งผลต่อร่างกายของตัวเธอเองก็ตามที

พลังเวทมนตร์ที่อันตราย มีแต่เธอเท่านั้นที่ใช้ได้ พลังแห่งเทพเจ้าที่น่าหวาดผวาและในขณะเดียวกันก็น่าไว้วางใจ ‘เทพอัศนี’ นั้นสามารถทะลุทะลวงศัตรูตรงหน้า และกวาดล้างศัตรูด้วยสายฟ้าเป็นรัศมีหนึ่งจุดสามเมตรนับจากตัวผู้ใช้เป็นระยะเวลาหนึ่ง อีกทั้งยังเพิ่มความเร็วขึ้นสูงสุดจนเทียบได้กับความเร็วเสียงเลย หากไม่ได้มีความสามารถในระดับหนึ่งคงไม่มีทางมองเห็นการเคลื่อนไหวของเธออย่างแน่นอน

ด้วยความเร็วสูง หญิงสาวผู้นั้นก็ออกวิ่งด้วยแรงขาที่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมาจากขาที่บอบบางนั่น หญิงสาวยื่นดาบไปยังเบื้องหน้าของตน พร้อมกับร่ายเวทมนตร์บทที่สองออกมา

“ ‘ข้าคือทายาทแห่งเทพสายฟ้า ผู้ไขว่คว้าพลังแห่งแสง ผู้ถือครองศาสตราแห่งเทพของบรรพบุรุษ ผู้นับถือท่านบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ โปรดมอบพลังให้ข้าผู้ต่ำต้อยด้วยเถิด ‘ประกายแสง’ ’ ”

แสงสีทองอ่อนๆส่องสว่าง สายฟ้าที่มีความเร็วเหนือเสียงพุ่งผ่านสัตว์อสูรจำนวนมากแต่ก็ยังไม่พึงพอใจ เสียงอึกทึกคึกโครมดังกึกก้องทั่วอาณาบริเวณถึงกระนั้นหญิงสาวก็ยังไม่หยุด

เวทมนตร์บทที่สองที่หญิงสาวเพิ่งร่ายจบไปคือเวทมนตร์ที่ใช้เสริมความสามารถให้กับผู้ใช้โดยมีผลคือเพิ่มความเร็วขึ้นจนเร็วเสียยิ่งกว่าเสียงถึงสามเท่า บวกกับเวทมนตร์บทก่อนหน้านี้ทำให้ตอนนี้หญิงสาวมีความเร็วมากกว่าเสียงถึงหกเท่าด้วยกัน ความเร็วที่แม้แต่ดวงตาของผู้ที่ฝึกมาอย่างโชกโชนก็มิอาจมองตามได้ทัน อีกทั้งเวทมนตร์บทนี้ยังเพิ่มการป้องกันการเสียดสีของแรงต้านอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย และยังไม่นับรวมการเพิ่มประสาทสัมผัสทั้งห้าให้เฉียบแหลมกว่าเดิ่มถึงสามเท่าอีก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเบื้องหน้าหญิงสาวคนนี้คงไม่มีผู้ใดหนีรอดหรือต่อกรด้วยได้อย่างแน่นอน

หญิงสาวหมุนตัวอย่างช้าๆเพื่อสอดส่องจำนวนของศัตรู แต่ถึงกระนั้นเท่าที่ดูแล้วจำนวนของศัตรูก็ไม่ได้ลดลงไปจากเดิมเสียเท่าไร ไม่ว่าจะสังหารไปเท่าไรก็มีมาเรื่อยๆ คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้เวทมนตร์บทที่สามแม้จะไม่อยากทำก็ตามที

“ ‘ข้าคือทายาทแห่งเทพสายฟ้า คราที่ข้าเคลื่อนไหวสายลมพลันเลี่ยงหลีก ละอองหยดน้ำสะท้อนเงาของข้า เผยให้ข้าเห็นถึงตัวตนของเจ้าเสีย ‘เงาสะท้อน’ ’ ”

เวทมนตร์บทที่สามนั้นแตกต่างจากบทอื่นๆตรงที่แทบจะไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับเทพแห่งอัศนีเลยแม้แต่น้อย นั่นก็เพราะไม่ใช่ที่บทร่ายแต่เป็นผลลัพท์ของเวทมนตร์ต่างหากที่เกี่ยวข้อง เพราะเงาสะท้อนนั้นมิใช่แสงหรือร่างปลอมที่ถูกสร้างขึ้น แต่สายฟ้าที่ปะทุอย่างรอบกายนั้นขยายใหญ่และแยกออกมาเป็นร่างจำแลงอีกร่างของหญิงสาวในทันที

สายฟ้าที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ หากพูดถึงก็คงจะตกใจน่าดูไม่ใช่น้อย แต่ว่าสายฟ้านี้ก็มีข้อเสียตรงที่การโจมตีของมันไม่สามารถเจาะทะลวงกำแพงต่อต้านเวทมนตร์ได้ เพราะการโจมตีของมันคือเวทมนตร์ไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพ นอกจากนั้นก็ยังมีความเร็วที่มากกว่าเสียงหลายร้อยเท่าจนเทียบได้เท่ากับสายฟ้าซึ่งเป็นคุณสมบัติของตัวมันเอง ระยะเวลาก็ไม่นาน และนอกเหนือจากนี้ก็เหมือนร่างต้นอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

เพียงแค่ออกคำสั่งเบาๆ ร่างของเงาสายฟ้าก็พลันหายไปจากทัศนวิสัยของทุกชีวิต ไม่เว้นแม้แต่ตัวผู้ใช้เองก็มองไม่เห็นเช่นกัน

กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้หญิงสาวคลาดสายตาไปได้ เพราะหญิงสาวนั้นรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวผ่านสายฟ้าที่ห่อหุ้มร่างกายของเธอ ทำให้เธอเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และยังใช้ทักษะพิเศษที่เป็นทักษะติดตัวมาตั้งแต่เด็กอย่าง ‘เคลื่อนย้ายผ่านสายฟ้า’ ที่คล้ายกับ ‘เคลื่อนย้ายผ่านเงา’ ของเหล่าแวมไพร์หรือผู้ใช้เงา

แม้จะเป็นทักษะที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแต่วิธีก็ใช้ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรมากมาย ทำให้เธอสามารถใช้งานมันได้อย่างมีประสิทธิภาพหากปล่อยเวทมนตร์ของตนออกไปก่อนหน้า หรือกระทั่งการใช้งานสายฟ้าจากศัตรูก็ได้เช่นกัน

หญิงสาวเคลื่อนไหว ก่อนที่ผลของเวทมนตร์จะหมด เธอก็ได้สังหารศัตรูไปเป็นจำนวนมาก รวมเข้ากับร่างเงาสายฟ้าของเธอเองก็เร่งทำให้งานของเธอนั้นง่ายขึ้น เพราะถึงยังไงศัตรูก็ยังคงเป็นระดับต่ำอยู่ดี และถึงจะระดับสูงขึ้นมา แต่ตราบใดที่ไม่ใช่สัตว์อสูรระดับBขึ้นไปจำนวนมากกว่ายี่สิบตัวก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

“ไม่รู้จักหมดสิ้นสักทีนะพวกแกเนี่ย!”

“ใจเย็นก่อนค่ะคุณหนู กริยาท่าทางเริ่มไม่เหมาะสมแล้วนะคะ”

“ใครจะเย็นไหวเนี่ย!?”

ความใจเย็นเริ่มลดน้อยลง บุคคลที่มาทำงานนี้มีเพียงแค่เธอสองคนเท่านั้น เมื่อไม่มีใครอื่นนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเวลาว่าเมื่อไรที่เหล่าสัตว์อสูรจะฝ่าตัวทั้งสองคนไปได้

สองสาวได้รับงานนี้จากบุคคลที่มีอำนาจและเป็นผู้มีพระคุณที่น่าเคารพนับถือ อีกทั้งคนอื่นๆก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ เมื่อไม่นานมานี้ นักผจญภัยระดับสูงจำนวนมากได้ถูกว่าจ้างโดยคนจากเมืองหลวง ทำให้เหลือแต่นักผจญภัยระดับCลงมา และนักผจญภัยระดับCก็ไม่ได้มีมากมายอะไรเลยแม้แต่น้อย

นักผจญภัยจำนวนมากถูกจ้างให้ช่วยป้องกันเมือง ตอนนี้จึงอยูบริเวณรอบๆกำแพงเมืองทั้งชั้นนอกและชั้นใน

“ว่าแต่ใครกันที่คาบข่าวการมีชีวิตอยู่ของจริงคิเมร่าไปบอกกับเธอคนนั้นกัน ฉันจำได้ว่าฉันเผาสถานวิจัยไปด้วยมือของฉันเองเลยนะ”

จากการคาดเดา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพราะคิเมร่าที่ถูกสร้างขึ้นด้วยยีนของสัตว์อสูรระดับสูงอย่างแน่นอน ถ้าหากมันมีความสามารถในการปกครองสัตว์อสูรชนิดอื่น ยิ่งมันมียีนของสัตว์อสูรหลากหลายชนิด มันก็สามารถสร้างกองทัพขึ้นมาได้ง่ายๆ

“เท่าที่ได้ยินมาอย่างลับๆ คงไม่พ้นคนคนนั้นหรอกค่ะคุณหนู”

“...เวอร์ซินเกเทอริกส์ ชายคนนั้นจะทำงานดีเกินไปไหมเนี่ย?”

“คิดในแง่ดีคือเขาทำให้ท่านมาริวางแผนและตรวจสอบป่าผืนนี้อย่างละเอียด จนเตรียมพร้อมที่จะต่อกรกับฝูงสัตว์อสูร เพื่อปกป้องชาวเมืองได้นะคะ ไหนจะคำบ่นของนักผจญภัยที่บอกว่า ป่าแห่งนี้จู่ๆสัตว์อสูรก็ไม่ออกมาอีกเลย จนทำให้นักผจญภัยระดับสูงรับงานที่ต้องเดินทางไปยังเมืองหลวงนั้น ดูยังไงก็มีพิรุธจริงๆนั่นแหละนะคะ”

มันน่าสงสัยเสียแต่แรกแล้ว ว่าทำไมสัตว์อสูรจำนวนมากถึงหายตัวไปกันหมด แม้แต่หมาป่าเทาและก็อบลินยังหาตัวจับได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะหาไม่พบ เรื่องของเอลี่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน

หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางมองไปยังสัตว์อสูรที่ล้อมรอบตนและเมดที่ยืนอยู่ข้างๆ แม้ร่างเงาสายฟ้าของเธอจะยังเคลื่อนไหว แต่ทุกครั้งที่สัตว์อสูรล้มตาย มันก็จะมีมาใหม่เรื่อยๆ

มากมายไม่รู้จักจบสิ้น ป่าแห่งนี้กว้างใหญ่ และอีกฟากของแม่น้ำก็กว้างไกลเช่นกัน อีกฟากของแม่น้ำเป็นป่าที่เหี่ยวเฉาและไม่เคยมีผู้ใดไปสำรวจจนทั่วเลยแม้แต่น้อย ว่ากันว่ามันมีสัตว์อสูรขนาดมหึมาคอยดูแลป่าที่เสื่อมโทรมนี้อยู่

แต่จากทั้งสองป่าแล้ว ถัดไปอีกก็จะมีป่าที่เต็มไปด้วยความอันตราย เมื่อรวมกันแล้ว จะบอกว่ามันมีจำนวนสัตวร์อสูรจำนวนมหาศาลก็ไม่ผิด แต่มันก็ไม่น่าจะมีมากถึงขนาดนี้

“...หรือจะมาจากป่าอีกฟากของแม่น้ำ?”

“มีความเป็นไปได้สูงค่ะ”

ไม่ว่าจะที่ไหนก็เต็มไปด้วยสัตว์อสูร นั่นคือป่าอีกฟากของแม่น้ำ หญิงสาวสะบัดดาบและจู่โจมศัตรูด้วยความรวดเร็วและรุนแรง เมดรับใช้เองก็แสดงออกถึงความอาจหาญได้ไม่แพ้เจ้านายของตน ฮัลเบิร์ดของเธอฟาดฟันศัตรูและคร่าชีวิตพวกมันได้อย่างง่ายดาย

แต่นอกจากกองศพที่มากขึ้นแล้ว จำนวนของสัตว์อสูรนั้นแทบจะไม่ลดลงเลยในสายตาของทั้งคู่

“ก๊าาาซ!!”

“เสียงนี้มัน!?”

เมดสาวทำทีท่าตกใจ สีหน้าจากสงบนิ่งและเยือกเย็นพลันเปลี่ยนเป็นซีดเซียวที่เต็มไปด้วยเหงื่อและความกังวลใจ เสียงคำรามนี้ไม่ใช่ของสัตว์อสูรระดับต่ำแต่อย่างใด มันคงเป็นสัตว์อสูรระดับสูงที่ไม่น่าจะหาตัวเจอได้ง่ายๆ

ตรงหน้าคือกองทัพสัตว์อสูรระดับต่ำแท้ๆ แต่แทนที่พวกที่แข็งแกร่งกว่าระดับหนึ่งหรือสองระดับกลับไม่โผล่ออกมาเลยแม้แต่ตัวเดียว ถึงอย่างนั้นกลับได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรที่คาดว่าน่าจะมีขนาดที่ใหญ่ และอันตรายอย่างมากจากทางไกล

“...อย่าบอกนะว่านั่น …”

“...อาจจะเป็นไวเวิร์นระดับBก็ได้ค่ะ”

แม้จะดูเหมือนจะเป็นการปลออบใจตนเอง แต่ตราบใดที่ยังไม่เห็นตัว เสียงคำรามนั่นก็สามารถจินตนาการเป็นตัวอันตรายได้หลากหลายทีเดียว และการปลอบใจตนก็ถูกปัดตกในทันทีที่พูออกมา

“ก๊าาาซ!!”

“ก๊าาาซ!!”

เสียงคำรามที่เหมือนกัน ทว่าไม่สอดคล้องกัน ไม่ประสานกันและฟันดูไม่น่ารื่นรมณ์ดังขึ้น หญิงสาวทำใบหน้าบึ้งตึงและกัดฟันเบาๆ

“จัดการพวกนั้นให้ได้ ถ้ามันออกมาฉันจะสู้ด้วยตัวเอง”

“น...นั่นมันอันตรายนะคะคุณหนู!”

“ฉันจะถอยถ้าสู้ไม่ไหว ...ไม่ต้องห่วงน่า ถ้าใช้เวทมนตร์ประจำตระกูลอีกบทก็คงจะทำอะไรได้อยู่แหละ”

สัตว์อสูรระดับAนั้นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปจะสามารถท้าทายได้ตัวคนเดียว และแน่นอนว่าต่อให้หญิงสาวร่วมมือกับเมดของตนก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะสามารถเอาชนะมันได้หรือไม่

ดูเหมือนสองสาวจะรู้แล้วว่ามันคือตัวอะไรจากการคาดเดาเสียงคำรามของมัน

หญิงสาวสั่งให้ร่างเงาของตนโจมตีเหล่าสัตว์อสูรระดับต่ำเอาไว้ ถึงจะนวนจะมากมายและมีไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่ว่าร่างเงาก็ลดจำนวนของศัตรูลงได้เรื่อยๆด้วยความเร็วที่ยากจะมองเห็น เพียงแค่ไม่กี่วินาทีก่อนหน้าที่จะหายไป เงานั่นก็สังหารศัตรูในระยะใกล้ๆไปได้จนหมด และยังลดจำนวนศัตรูที่อยู่ห่างออกไปได้อีกด้วย

ระยะเวลาของร่างเงานั้นมีค่อนข้างน้อย นั่นคือยี่สิบวินาทีไม่มีมากกว่านี้ ต่างจากเวทมนตร์สองบทแรกของเธอที่มีระยะเวลาใช้งานเป็นนาที และถ้ายังมีมานาอยู่ก็ยังคงใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกันเวทมนตร์เหล่านั้นจะถูกระงับการใช้งานทันทีที่มานาในร่างกายมีไม่พอหรือเข้าข่ายอันตรายต่อร่างกาย

เพราะอย่างนั้นหญิงสาวถึงยังคงยืนอยู่ได้ เธอยังคงมีมานาเหลือเฟือแม้ว่าร่างเงาจะกลืนกินมานาของเธอไปมากก็ตาม เธอเป็นหญิงสาวที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทมนตร์ที่มหาศาลเสียจริง

แม้เสียงจะดูเหมือนว่าจะหายไปแล้ว แต่พวกเธอก็ยังวางใจไม่ได้ สองสาวเอาหลังนกันเพื่อปิดช่องว่างของตน แต่สิ่งที่พบมีแต่ก็อบลินและหมาป่าเทาเท่านั้น

“...พวกนี้มันดูแปลกๆนะ...”

“...!! คุณหนูคะ! พวกมันคือศพค่ะ! พวกมันถูกปลุกขึ้นมาในฐานะอันเดดค่ะ!”

“ว่าไงนะ!?”

เวทมนตร์คืนชีพนั้น หากเป็นเวทมนตร์ด้านมืดคงเป็นการปลุกชีพและความโหดร้ายทารุณของสิ่งมีชีวิตนั้นๆออกมา หากใช้ควบคู่กับธาตุแสงคงเป็นอันเดดที่มีความนึกคิดและสติปัญญา แต่ถ้าเป็นเวทมนตร์แห่งแสงนั้นคงมีแต่เทพที่สามารถใช้ได้ เพราะไม่เคยมีใครรู้ว่าเวทมนตร์คืนชีพนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ด้วยซ้ำ

อนึ่ง อมนุษย์เผ่าอันเดดนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากมานาด้านลบและมานาด้านบวก มานานั้นถูกแบ่งเป็นสองซึ่งมานาด้านลบนั้นหาได้ยาก เป็นมานาที่ถูกความมืดครอบงำ จึงมีไม่กี่สถานที่ที่สามารถสร้างอันเดดที่เป็นอมนุษย์ได้ แน่นอนว่าอมนุษย์เผ่านี้นั้นหายาก และวิธีการสังหารเองก็มีน้อยมากเช่นกัน

“หนอย...จำนวนก็มีมากมายเกินจะนับได้ ไม่พอยังจะมี ‘ใคร’ ที่สามารถคืนชีพอันเดดได้อีก แบบนี้ดูท่าเราสองคนคงจะจบไม่สวยแฮะ”

สำหรับอันเดดนั้น ไม่ว่าจะในฐานะของอมนุษย์หรือสัตว์อสูรหรืออะไรก็ตาม จะแพ้ทางธาตุศักดิ์สิทธิ์หรือธาตุแสง ดังนั้นถ้ามีสักคนใช้เวทมนตร์แห่งการชำระล่ะก็ จะสามารถทำลายกองทัพของศัตรูไปได้ถึงครึ่ง...หรือเปล่าทั้งสองก็ไม่อาจจะทราบได้

และแน่นอนว่าทั้งสองนั้นไม่ได้มีความเข้ากันได้กับธาตุที่ว่า ยิ่งหญิงสาวผู้งดงามยิ่งแล้วใหญ่ เธอมีความเข้ากันได้แค่สายฟ้าเท่านั้น ส่วนเมดสาวผู้เลอโฉมก็มีความเข้ากันได้กับเวทมนตร์ธาตุไฟและดินซึ่งยากต่อการใช้งานร่วมกันอีกด้วย

แต่ใช่ว่าจะใช้งานไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ใช้งาน ‘ร่วมกัน’ ได้ยากเท่านั้นเอง ความเข้ากันได้ของดินกับไฟนั้นน้อยจนถึงขั้นที่ ถ้าไม่ใช่อัจฉริยะที่สามารถเข้าใจถึงโครงสร้างของเวทมนตร์คงไม่มีทางที่จะผสานเวทมนตร์ทั้งสองธาตุเข้าด้วยกันได้ แน่นอนว่าเมดสาวคนนี้ไม่สามารถทำได้

เมดสาวจับฮัลเบิร์ดของตนด้วยมือทั้งสองข้าง เธอชูปลายของฮัลเบิร์ดขึ้น แล้วกระแทกส่วนท้ายลงพื้นพร้อมใช้เวทมนตร์ที่ร่ำเรียนมาถึงสองบท

“ ‘จงแผดเผาอริของข้า ‘เพลิงทำลายล้าง’ ’ ”

*ฟูมมมมมมม*

เปลวเพลิงอันเป็นเวทมนตร์ที่โดดเด่นของธาตุไฟปะทุออกมาอย่างรุนแรงจากรอบด้านของเมดสาวผู้ร่ายเวทมนตร์ เปลวไฟที่แผ่ออกกว้างทำตามหน้าที่ของมันอย่างคุ้มค่ากับที่สูญเสียมานาที่มีไป อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการสังหารหมู่เป็นอย่างสูง

...แม้ว่าจะเกิดปัญหาที่ไฟที่ว่านั้นลามไปทั่วผืนป่า แต่ป่านี้ขึ้นชื่อว่าเป็นป่าที่ไม้มีความชื้นสูงที่ทำให้ไม่ติดไฟและสาวเมดคนสวยก็รับทราบถึงเรื่องนี้ดี ดังนั้นนี่ไม่ใช่ความโชคดีในความโชคร้าย แต่เป็นเพราะเธอรู้ว่าไม่มีรางร้ายถึงได้เลือกใช้เวทมนตร์ธาตุนี้

เธอสามารถใช้งานเวทมนตร์เอกลักษ์ของแต่ละธาตุที่ตนมีได้อย่างคล่องแคล่ว แต่กระนั้นการใช้งานนั้นย่อมต่างไปกว่าเวทมนตร์ประเภทปรกติ การรวบรวมพลังเวทมนตร์ หรือการควบคุมรูปร่างและรักษาภายในเวลาที่จำกัด ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้ติดต่อกันได้ อีกทั้งยังสิ้นเปลืองพลังงานเพราะมันเผาผลาญมานาไปมากกว่าเวทมนตร์ปรกติ

แต่เดิม การใช้เวทมนตร์นั้นจำเป็นต้องรู้จักกระแสของมานาที่ไหลเวียนอยู่ ทั้งในร่างกายและอากาศธาตุ แต่อย่างไรก็ตาม กระแสมานานั้นยากที่จะควบคุม ดังนั้นจึงต้องมีบทร่ายเพื่อให้การควบคุมมานาเป็นไปได้ด้วยดี

การลดคำร่ายคือการควบคุมพลังของคำร่ายให้รุนแรงอย่างสม่ำเสมอ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เมื่อคำร่ายทรงพลังมากพอก็ไม่จำเป็นที่จะต้องร่ายเวทมนตร์ให้ยาวเป็นหางว่าว อีกทั้งการลดคำร่ายยังช่วยให้เราสามารถร่ายเวทมนตร์ได้เร็วมากขึ้นอีกด้วย

การลดคำร่ายนั้นอย่างมากก็ต้องเหลือบทร่ายเวทมนตร์ไว้หนึ่งบท แต่สิ่งที่เนโรทำนั้นค่อนข้างจะผิดปรกติ นั่นคือการควบคุมพลังของคำร่ายบทสุดท้ายที่เป็นชุดไว้ได้มากที่สุด จึงไม่จำเป็นต้องร่ายบทก่อนหน้านี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

แต่สิ่งที่ยากที่สุดของการร่ายเวทมนตร์ คือการละคำร่าย ผู้ที่สามารถละคำร่ายได้คือผู้ที่สามารถควบคุมกระแสมานาในร่างกายได้ และยังทำให้มันสอดคล้องกับมานาที่สัมผัสได้รอบกายอีกด้วย นั่นจึงทำให้สามารถใช้เวทมนตร์ได้เพียงแค่คิดและจินตนาการภาพออกมา

ท้ายที่สุด คำร่ายนั้นไม่ใช่คำที่จำกัดให้ทุกคนใช้งานเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นใครต่างก็ไม่ร่ายเวทมนตร์บทเดิมซ้ำๆ นั่นเป็นเพราะพลังของบทร่ายไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่อยู่ที่ผู้ร่ายว่าจะพูดอะไร แน่นอนว่าพลังของคำร่ายนั้นควบคุมได้ง่ายต่างจากกระแสของมานา ถ้าเทียบกันพลังของคำร่ายคือแก้วน้ำ กระแสของมานาคือน้ำ แก้วน้ำสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายในขณะเดียวกันน้ำนั้นไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ถ้าไม่มีภาชนะ

ทุกคนจึงให้ความสนใจกับการควบคุมพลังของคำร่าย และสร้างคำร่ายที่เสริมสร้างภาพในสมองของผู้ใช้ออกมาในแต่ละสถานการณ์ หากได้เรียนรู้ทุกคนจะรู้ว่า ผู้ที่ใช้เวทมนตร์ได้นั้นจะสัมผัสได้ว่าพลังในการควบคุมของตนมีมากพอหรือยัง และเมื่อยังบทร่ายก็จะยาวขึ้นเรื่อยๆจนกว่าจะมากพอที่จะใช้เวทมนตร์ได้

ข้อยกเว้นของคำร่ายคือเวทมนตร์โบราณ เวทมนตร์เหล่านี้เป็นเวทมนตร์ที่มีจำนวนที่จำกัด และบทร่ายเวทมนตร์แต่ละชนิดมีความยาวที่ไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเวทมนตร์ที่สามารถยืมพลังจากเทพสายฟ้าได้โดยตรงของหญิงสาวผู้เลอโฉม นั่นคือเวทมนตร์โบราณที่จะมีบทร่ายที่ตายตัว ไม่สามารถลดหรือละคำร่ายได้ เพราะการลดหรือละคำร่ายจะสื่อว่าเป็นการลบหลู่ผู้ที่ตนยืมพลังมา

การลดคำร่ายของเมดสาวนั้นถือเป็นเรื่องน่าประทับใจ แม้จะมีคนจำนวนมากที่สำเร็จการลดคำร่ายได้ แต่คนที่มีคำร่ายในหัวอย่างเมดสาวคนนี้ไม่มีอีกแล้ว เพราะคำร่ายของเธอนั้นนอกจากจะสะดวกแล้ว ยังช่วยในการมองภาพได้อย่างชัดเจน

มีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่สามารถละคำร่ายได้ สองในนั้นคือเอลี่และอาจารย์ของเธอ ผู้ที่สอนให้เธอละคำร่ายทิ้งและเป็นผู้ที่สอนเกี่ยวกับการเพิ่มขีดจำกัดของมานาในตัวของตน

เมดสาวสูดหายใจเข้าลึก ก่อนที่จะร่ายเวทมนตร์บทต่อมาอย่างทันท่วงที

“ ‘มอบเพลิงให้กับข้าซะ ‘บรรจุเวทมนตร์’ ’ ”

เปลวเพลิงห่อหุ้มอาวุธประจำกาย เมดสาวแสดงลีลาการใช้ฮัลเบิร์ที่ตนถนัด ก่อนที่จะตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้อยู่ด้านหลังของหญิงสาวผู้ถือครองเวทมนตร์โบราณจากเทพแห่งสายฟ้า

“ก๊าาาซ!!”

“ก๊าาาซ!!”

“!?”

เสียงคำรามของสองสิ่งมีชีวิตที่เหมือนกันแต่กลับมีโทนเสียงที่แตกต่างกันดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ได้มาจากสถานที่ที่ไกลออกไป เมื่อมองไปที่พื้นสองสาวก็เงยหน้าขึ้นในทันที

บทฟ้ามีมังกรอยู่ มังกรขนาดเล็กที่มีขาหลังขนาดใหญ่เทียบเท่าหางของตน ปลายหางของมันนั้นมีคมดาบสีเขียวที่ดูน่าหวาดกลัวอยู่ มันไม่มีแขนเพราะแขนของมันนั้นสร้างพังผืดจนเกิดเป็นปีกขนาดใหญ่ที่ไม่สมกับขนาดร่างกาย คอของมันมีความยาวเทียบเท่าหางของตัวมัน และที่สำคัญคือ…

...มันไม่ได้มีคอแค่คอเดียว คอทั้งสองของมันนั้นมีหัวของมังกรขนาดเล็กที่มีรูปร่างเหมือนกับนอกปากแหลมใหญ่ เขาของทั้งสองของมันในแต่ละหัวนั้นชี้มาข้างหน้าพร้อมสามารถโจมตีได้ง่ายๆ ร่างกายของมันทุกส่วนมีสีฟ้าครามแต่กลับมีดวงตาสีแดงฉานราวกับหยดเลือด

สิ่งมีชีวิตตัวนี้มีชื่อประจำตัวที่นักผจญภัยคนแรกที่พบมันตั้งให้ว่า ‘ดูอัลลา’ มังกรสองหัวที่มีรูปร่างคล้ายไวเวิร์นขนาดเล็กนั่นมีพลังของสัตว์อสูรระดับสูง หรือก็คือมันเป็นสัตว์อสูรระดับAที่ทั้งหายากและแข็งแกร่งมากพอที่ทั้งคู่จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ให้กับมัน

ไม่ว่าจะเป็นเรเปียร์ของหญิงสาวหรือฮัลเบิร์ดของเมดรับใช้ ต่างก็ไม่มีพลังมากพอที่จะเจาะทะลวงเกล็ดของมันได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว เมื่อทั้งสองไม่สามารถต่อกรได้ ความจริงทั้งสองควรจะหนีออกจากตรงนี้ไปเสียตั้งแต่แรก

เมดสาวนั้นมีความสามารถและทักษะอยู่ในระดับBของนักผจญภัย ส่วนสาวสวยนั้นมีพลังในระดับนักผจญภัยระดับA แต่ว่าระดับของนักผจญภัยกับสัตว์อสูรนั้นมีความแตกต่างกันถึงหนึ่งระดับ แน่นอนว่าเป็นไปได้ยากที่จะต่อกรกับสัตว์อสูรระดับAด้วยตัวคนเดียว แม้แต่เอลี่ก็ไม่คิดที่จะทำแม้จะมีพลังระดับต่ำสุดของระดับAก็ตาม

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครทำได้เช่นกัน เพียงแต่ในปัจจุบัน ผู้ที่สามารถต่อกรกับสัตว์อสูรระดับAได้ด้วยตัวคนเดียวนั้นมีจำนวนค่อนข้างจะจำกัด การทำงานเสี่ยงๆแบบนี้ในตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเธอจะคิดว่ามันไม่คุ้มค่าจ้างเอาเสียแล้วสิ

“...กลับไป ...ต้องขอค่าจ้างเพิ่ม สาม...ไม่สิ ต้องห้าเท่าต่อคนถึงจะพอใจ!”

“...ฉันคิดว่า ถ้าขอค่าจ้างเพิ่มสิบเท่ากับสถานการณ์แบบนี้ ท่านมาริก็ไม่น่าจะสามารถบ่นกับพวกเราได้นะคะคุณหนู”

แม้จะพูดหยอกล้อกัน แต่การจะรอดไปจากตรงนี้ได้นั้น ...นอกจากจะเป็นความฝันแล้ว ก็ไม่สามารถบอกได้เลยว่าจะมีทางไหนอีก

“เอาล่ะนะ!”

“ระวังตัวด้วยนะคะคุณหนู”

“อา!”

สิ้นเสียงตอบรับ เมดสาวก็บุกจู่โจมสัตว์อสูรตรงหน้า พร้อมร่ายเวทมนตร์ธาตุดินที่เป็นธาตุถนัดอีกธาตุของตน

“ ‘จงยกสูงขึ้น ‘เสาดิน’ ’ ”

*ครืดดดด*

เวทมนตร์สายป้องกันอย่างกำแพงถูกปรับปรุงและนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ไม่จำเป็นต้องแข็งแรงใดๆ ต้องการเพียงความแม่นยำในการใช้งานเพียงเท่านั้น หากชำนาญมากพอก็จะใช้งานมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย การใช้เป็นพื้นเช่นนี้ถือเป็นการทดสอบความแม่นยำอย่างหนึ่ง

เวทมนตร์ประเภทนี้ถูกลดทอนความซับซ้อนของวงจรเวทมนตร์ในการสร้างลงอย่างมาก ทำให้ใช้งานได้ง่ายกว่าเวทมนตร์ระดับต่ำเสียอีก

วงจรเวทมนตร์ คือสิ่งที่มนุษย์มีเพื่อรักษามานาให้ไหลเวียนในร่างกาย และเป็นสิ่งที่อยู่ในเวทมนตร์แต่ละบท

การจินตนาการถึงเวทมนตร์นั้นไม่ได้จินตนาการถึงรูปร่างหรือผลลัพท์ของเวทมนตร์ แต่เป็นรูปร่างของวงจรเวทมนตร์ที่สัมผัสได้และส่งผลลัพท์ให้เวทมนตร์ชนิดนั้นออกมาเป็นเช่นไร

หากไม่มีวงจรเวทมนต์ในร่างกายก็ไม่สามารถสัมผัสถึงวงจรเวทมนตร์ในเวทมนตร์ได้ หากไม่ร่ายเวทมนตร์ก็ยากที่จะสร้างวงจรเวทมนตร์ให้ก่อเป็นรูปเป็นร่างได้ดังที่เคยกล่าวไป

แน่นอนว่ามีพวกผิดปรกติอยู่บ้าง แต่เป็นเพราะคนกลุ่มนี้สามารถสร้างวงจรเวทมนตร์ได้เพียงแค่ใช้การสัมผัสและการควบคุมเวทมนตร์ที่สุดยอดที่ตนมี

สาเหตุหนึ่งที่เมดสาวเลือกใช้เวทมนตร์ชนิดนี้ ก็เพื่อยกระดับความสูงของหญิงสาวผู้เป็นนายของตนให้อยู่ห่างจากศัตรูที่พร้อมจะโจมตีเธอ และให้เธอเข้าใกล้มังกรสองหัว---ดูอัลลาให้มากที่สุด

“เอาล่ะนะ ‘ข้าคือทายาทแห่งเทพสายฟ้า ได้โปรดขอยืมพลังแห่งภูติผู้ยิ่งใหญ่ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชัยชนะให้แก่ข้าเถิด ‘อัญเชิญภูติ’ ’ ”

ในความคิดแว็บแรก หญิงสาวคิดจะผลาญมานาจำนวนมหาศาลเพื่อใช้งานเวทมนตร์ที่สุดแสนจะอันตรายที่มีผลแค่ระยะเวลาที่สุดแสนจะสั้น ซึ่งเธอก็คิดเอาไว้แล้วว่าไม่น่าจะทำอะไรดูอัลลาได้อย่างแน่นอน หรือต่อให้ได้ผล ก็ไม่มากพอที่จะสังหารได้ในทันท่วงที

อีกอย่าง มานาของเธอถ้าใช้ทักษะชนิดนั้นก็คงลำบากอย่างแน่นอน ในมือของเธอถือขวดที่บรรจุด้วยน้ำยาฟื้นฟูมานาเอาไว้จนเต็มทั้งขวด และเพื่อเป็นการประหยัดมานาที่ตนมี เธอจึงยกเลิกการใช้งาน ‘เทพอัศนี’ เสียก่อนที่จะร่ายเวทมนตร์บทนี้

ทันทีที่ร่ายเวทย์จนเสร็จสรรพ หญิงสาวผู้นั้นก็เปิดฝาขวดแล้วดื่มน้ำยาฟื้นฟูที่อยู่ในขวดนั้นจนหมดเกลี้ยง ผลของยานั้นคือการกระตุ้นกระบวนการทำงานของวงจรเวทมนตร์ในร่างกาย ให้ผลิตมานาจำนวนมากแล้วสร้างการไหลเวียนให้ดียิ่งขึ้น น้ำยาฟื้นฟูมานาจึงสามารถรักษาอาการผิดปรกติของการไหลเวียนมานาในร่างกายได้นั่นเอง

วงแหวนเวทมนตร์ปรากฏขึ้นตรงหน้าของหญิงสาว ไม่นานก็ปรากฏสิ่งที่ทะลุออกมาจากวงแหวนเวทมนตร์นั้นผู้ซึ่งตรงเข้าปะทะกับดูอัลลาที่กำลังบินอยู่อย่างรวดเร็ว

“ ‘ฟ้าผ่า’ ”

*เปรี้ยง!*

ก่อนอื่นคือวงแหวนเวทมนตร์ มันคือวงกลมที่มีลวดลายและอักษรรูนเป็นจำนวนมาก เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องได้เรียน แต่ทว่าวงแหวนเวทมนตร์มีหลากหลายมาก ทำให้การจดจำทุกวงแหวนนั้นเป็นไปได้ยาก และแน่นอนว่าทางโรงเรียนก็ได้รวบรวมวงแหวนทั้งหมดที่มีแล้วตีพิมพ์ออกเป็นหนังสือเพื่อให้นักเรียนได้ใช้งาน และจึงได้ใช้งานจริง

วงแหวนเวทมนตร์นั้นเปรียบเหมือนกับวงจรเวทมนตร์ในเวทมนตร์ที่ใช้งาน วงแหวนเวทมนตร์จะเกี่ยวข้องกับการอัญเชิญหรือเวทมนตร์ประเภทเคลื่อนย้าย บางครั้งก็เกี่ยวข้องกับอักษรรูนและบางครั้งก็ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับการลงอาคมอีกด้วย

วงจรเวทมนตร์ในร่างกายและวงจรเวทมนตร์ในเวทมนตร์นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทว่าวงจรเวทมนตร์ในเวทมนตร์นั้นมีความคล้ายคลึงกับวงแหวนเวทมนตร์อย่างมาก เพียงแต่ไม่มีอักษรรูนเท่านั้น และมีความซับซ้อนเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับวงแหวนเวทมนตร์

อีกทั้งวงจรเวทมนตร์ในร่างกายของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆนั้นมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร วงจรเวทมนตร์ในร่างกายของมนุษย์นั้นไม่สามารถใช้งานเวทมนตร์โดยตรงได้ จำเป็นต้องควบคุมกระแสเวทมนตร์หรือใช้พลังของคำร่ายเท่านั้น หากควบคุมกระแสของเวทมนตร์ได้ดีก็จะไม่ต้องร่ายเวทมนตร์ ซึ่งมนุษย์ที่ทำได้นั้นก็มีอยู่จำนวนน้อยเมื่อเทียบกับประชากรโลก

แต่ภูตินั้นแตกต่าง ภูติทุกตนมีวงจรเวทมนตร์ในร่างกายที่ซับซ้อน อีกทั้งยังมีหินเวทมนตร์ในร่างกาย จึงทำให้สามารถใช้เวทมนตร์โดยตรงได้โดยไม่ต้องร่าย เว้นแต่การเอ่ยถึงชื่อของเวทมนตร์ชนิดนั้น จะเพิ่มพลังให้กับเวทมนตร์ที่ใช้งานด้วยพลังของคำร่าย ตรงจุดนี้นั้นแตกต่างจากมนุษย์ที่ใช้คำร่ายเพื่อควบคุมการทำงานของเวทมนตร์

และเมื่อพูดถึงหินเวทมนตร์นั้น เป็นสิ่งที่พวกอสูรในเขาวงกตเท่านั้นที่มี ที่ไม่เรียกอสูรในเขาวงกตว่าสัตว์อสูรเพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทั่วไป เป็นเพียงกลุ่มก้อนของพลังเวทมนตร์ในสถานที่ดังกล่าวที่ก่อตัวเกิดเป็นรูปร่าง เมื่อสังหารก็จะเหลือเพียงหินเวทมนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยเวทมนตร์ หรือก็คือหลักฐานว่าพลังเวทมนตร์ในที่แห่งนั้นหนาแน่นขนาดไหน

ยิ่งหินเวทมนตร์มีขนาดใหญ่เท่าไรก็ยังมีพลังเวทมนตร์มากขึ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า เพราะเหตุใดเมื่อเผ่าเขาวงกตลงไปยังชั้นที่ลึกกว่าในระดับหนึ่ง จะพบกับอสูรที่มีขนาดใหญ่มหึมาและมีพลังมาหาศาล ยากที่จะต่อกร

อีกทั้งอสูรขนาดใหญ่ที่ว่า แม้จะไม่ขยับไปไหนก็ตาม แต่เมื่อสังหารมันทิ้งไปแล้ว ในระยะเวลาหนึ่งก็จะคืนชีพกลับมาอีกครั้ง ปัจจุบันยังไม่มีใครค้นพบข้อสรุปว่ามันเป็นเพราะเหตุใดกันแน่

แต่ข้อสรุปนั้นออกมาอย่างชัดเจนแล้ว ว่าการทำลายเขาวงกตนั้นจำเป็นต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งนั่นก็คือการทำลายคริสตัลที่อยู่ในจุดที่ลึกที่สุดของเขาวงกต เมื่อทำลายสิ่งนั้น พลังเวทมนตร์ที่อยู่ในสภานที่แห่งนั้นจะกระจายตัวออก เหลือเพียงละอองมานาที่ไม่สามารถจับต้องหรือรวมตัวกันได้

อสูรจะเริ่มตายและเขาวงกตจะหายไป หากไม่ทำลายหรือนำมันออกจากเขาวงกต มันก็จะไม่หายไป วิธีเดียวที่จะทำลายเขาวงกตได้คือทำลายคริสตัลนั่นทิ้งเสีย และเคยมีเขาวงกตถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก กระนั้นเขาวงกตในทวีปมนุษย์ก็ยังคงมีอยู่จำนวนหนึ่งอยู่ดี

อสูรและสัตว์อสูรนั้นแตกต่างกันตรงที่สัตว์อสูรใช้เวทมนตร์ได้แค่เล็กน้อย ในขณะที่อสูรนั้นใช้เวทมนตร์ได้อย่างเชี้ยวชาญ แลกมากับการที่สัตว์อสูรมีร่างกายและความอันตรายสูงกว่าอสูรเป็นอย่างมากนั่นเอง

สรุปแล้วภูตินั้นมีสิ่งที่อสูรมี แต่ทว่าไม่ใช่อสูรแต่เป็นผู้รับใช้เทพ ดังนั้นจึงมีพลังเวทมนตร์ที่ค่อนข้างสูงและเหมาะกับการต่อสู้มากเป็นอันดับต้นๆ และยากต่อการผูกมิตรด้วย

ทว่าภูติของเทพสายฟ้าที่หญิงสาวเรียกมานั้น แม้จะมีนิสัยที่คาดเดาและควบคุมได้ยาก แต่ก็เป็นมิตรมากเพราะเธอเป็นลูกหลานของเทพสายฟ้าผู้ที่ภูติรักและเคารพนับถือ

สายฟ้าผ่าจากสวรรค์ส่งตรงถึงกลางหลังระหว่างปีทั้งสองข้างของดูอัลลา นั่นทำให้มันเสียการทรงตัวแล้วบินต่ำลงจนเกือบจะลงสู่พื้นดิน ในขณะนั้นมันก็หันกลับมาเมื่อรับรู้ถึงความเป็นศัตรูของภูติสายฟ้า

“ใจเต้นตึกตักเลยวุ้ย!”

“พูดเหมือนชายหนุ่มที่บ้าการต่อสู้เลยนะ”

“เขาเรียกว่าสาวหล่อต่างหาก!”

ภูติสายฟ้าของหญิงสาวนั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเด็กผู้ชาย แต่ความจริงแล้วเธอเป็นผู้หญิง ภูติสายฟ้าส่วนมากไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิงก็จะมีรูปร่างเหมือนเด็กและมีน่าตาที่น่ารัก และบางครั้งก็มีใบหน้าที่คล้ายกับเพศตรงกันข้ามกับที่ตนเป็น นอกเหนือจากนี้ก็จะเป็นสีผมและดวงตาที่จะออกไปทางสีส้มหรือสีเหลือง เป็นสัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกว่าเป็นภูติประจำธาตุใดกันแน่

“ครั้งนี้ขอรบกวนด้วยนะ อาสึกะ”

“รบกวนบ่อยๆก็ได้นะ ลูนาร์”

หญิงสาว---ลูนาร์ยิ้มตอบกลับภูติสายฟ้าที่ยิ้มออกมาอย่างห้าวหาญ หากผู้ที่มาเห็นเป็นเด็กสาวหรือหญิงสาวที่มี่ความชื่นชอบในเด็กหนุ่มแล้วล่ะก็ คงใจเต้นตึกตักอย่างที่ภูติสายฟ้าเคยพูดไปก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน

“ถ้ารบกวนคนที่แข็งแกร่งอยู่บ่อยๆ แล้วเมื่อไรฉันจะแข็งแกร่งพอที่จะสู้ได้ด้วยตัวคนเดียวล่ะ”

“นั่นสินะ ถ้าเธอไม่แข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้ล่ะก็ ฉันก็คงเสียใจแย่”

สีหน้าของภูติสาวหน้าหล่อ---อาสึกะนั้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าตนเสียใจจริงๆ เพื่อให้ลูนาร์แข็งแกร่งขึ้นเธอก็พร้อมที่จะรอ เพราะเธออยากจะต่อสู้กับลูนาร์และอยากให้ลูนาร์ถูกยอมรับอีกด้วย และข่าวของภูตินั้นก็มีเรื่องร้ายๆที่เกี่ยวกับมนุษย์มาให้อย่างมากมาย

“ฉันจะเก่งขึ้นเพื่อปกป้องคนอื่น และถ้าฉันเป็นอันตรายขึ้นมา จะมาปกป้องฉันใช่ไหม?”

“แน่นอนอยู่แล้ว ผมเป็นของลูนาร์นะ จะไม่ไปไหน จะอยู่ด้วยกันจนตัวตายเลย ...เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว ช่วยสร้างร่างกายให้ผมด้วยนะ”

ถึงจะดูเหมือนเด็กที่ห้าวหาญ แต่สุดท้ายก็ยังเป็นเด็ก คำขอของอาสึกะนั้นไม่ต่างอะไรกับคำขอแต่งงาน และถ้าเป็นแบบนั้นลูนาร์ก็อาจจะยินดีกับเธอด้วย เพราะในใจของลูนาร์ก็รักอาสึกะพอสมควร ถึงแม้จะเป็นผู้หญิงเหมือนกันแต่ความรู้สึกนั้นค่อนข้างจะรุนแรงเลยทีเดียว

อีกอย่าง ภูติสายฟ้าที่ถูกอัญมานั้น เป็นภูติที่มาจากโลกแห่งภูติซึ่งไม่มีร่างกาย ต่างจากภูติของโลกที่มีระดับความสามารถลดลงมาจากภูติทั่วไปถึงหนึ่งระดับอีกด้วย

นั่นหมายความว่า ถ้าลูนาร์สามารถหาหนทางที่จะสร้างร่างกายให้กับอาสึกะได้ อาสึกะก็จะอยู่ในโลกใบนี้ได้ตลอดไป แม้ความสามารถจะคงเดิมไม่ลดลง แต่เธอก็ไม่สามารถกลับโลกแห่งภูติได้อีกเป็นครั้งที่สอง

อาสึกะตัดสินใจแล้ว และราชาแห่งภูติผู้ปกครองโลกแห่งภูติและเหล่าภูติก็ยินยอมที่จะให้อาสึกะมาอยู่ที่โลกใบนี้

ราชาแห่งภูตินั้น คือภูติที่มีระดับพลังสูงอย่างไม่น่าเชื่อในหมู่ภูติด้วยกันเอง และยังเป็นตนที่ปกครองเหล่าภูติแต่ละธาตุอีกด้วย ราชาภูตินั้นก็เหมือนราชาของมนุษย์ ที่ไม่ได้มีคนเดียวนั่นเอง

หากราชาภูติอนุญาตก์ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล กลับกัน ถ้าราชาภูติไม่อนุญาตแล้วดึงดันที่จะมาโลกใบนี้ตามใจชอบ ก็จะถูกโทษทัณฑ์ และอาจจะพัวพันถึงตัวลูนาร์เองด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับอนุญาตทั้งการดำรงอยู่ในอนาคตและการอาละวาดในปัจจุบัน นั่นทำให้สาวห้าวสายดุอย่างอาสึกะดีใจจนถึงที่สุด อาสึกะที่เมินดูอัลลามานานจนทำให้มันโกรธและบุกเข้ามาโจมตี ก็สวนกลับด้วยการป้องกันที่มีความพิเศษอย่าง ‘กำแพงเวทมนตร์ผสานสายฟ้า’

การป้องกันที่ผสานเข้ากับเวทมนตร์ประจำธาตุอย่างฟ้าผ่า เวทมนตร์ป้องกันบทนี้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มพลังด้วยพลังของคำร่าย เดิมทีการป้องกันของกำแพงเวทมนตร์ก็สูงมากอยู่แล้ว และถ้ามีพลังเวทมนตร์มากพอก็จะต้านทานได้เป็นเวลานาน

แต่กระโจมตีของดูอัลลานั้นช่างรุนแรง หากไม่สามารถควบคุมกำแพงเวทมนตร์ได้อย่างดีที่สุดอาจจะส่งผลถึงตายได้ง่ายๆ แต่อาสึกะนั้นมั่นใจว่าตนป้องกันได้ เพราะตั้งแต่ที่เกิดนมา เวทมนตร์บทนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเธอ และยังตั้งรับการโจมตีของราชาภูติสายฟ้าได้ถึงสามครั้ง ก่อนที่มันจะพังทลายลง

แน่นอนว่าดูอัลลาที่มีพลังโจมตีน้อยกว่านั้นไม่มีทางทะลุผ่านเข้ามาได้ง่ายๆ แม้ว่าดูอัลลาจะเสริมพลังเข้าในคมเขี้ยวของมันมากแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็แทบจะเปล่าประโยชน์

คมเขี้ยวที่เต็มไปด้วยมวลพลังเวทมนตร์นั้นเข้าปะทะกับกำแพงเวทมนตร์ ในขณะนั้นเอง กำแพงเวทมนตร์ก็ได้ทำการโจมตีสวนกลับดูอัลลาด้วยสายฟ้าจำนวนมหาศาล ทั้งรุนแรงและรวดเร็ว หากเป็นสัตว์อสูรระดับที่ต่ำกว่านี้อย่างไวเวิร์น ก็อาจจะเผด็จศึกได้ในครั้งเดียว

แต่ดูอัลลานั้นแข็งแกร่ง และมีความพิเศษในตัวของตนซึ่งแม้จะเป็นดูอัลลาเหมือนกัน แต่ว่าก็มีความแตกต่างทางความเข้ากันได้ของเวทมนตร์และการต้านทาน มันเป็นสัตว์อสูรเพียงไม่กี่ชนิดที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์และอมนุษย์

และดูเหมือนว่าศัตรูตรงหน้า จะเป็นประเภทที่ทั้งสองต้องเหงื่อตก

“...ถึงจะได้ผลก็เถอะ ...แต่มันต้านทานเวทมนตร์สายฟ้าแฮะ...”

“ก็สงสัยอยู่หรอก ว่าทำไม ‘ฟ้าผ่า’ ของเธอถึงดูไม่ค่อยได้ผลเท่าไร”

แม้จะได้รับความเสียหาย แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้เป็นบาดแผลฉกรรจ์ อย่างมากก็แค่แผลที่รุนแรงในระดับหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งมันยังฟื้นฟูได้ด้วยความเร็วอีก

“มันมีเวทมนตร์ฟื้นฟูตนเอง! ดูท่าลางจะไม่ดีเลยวุ้ย”

“เป็นโชคร้ายในโชคร้ายจริงๆเลยนะเนี่ย เอายังไงดีล่ะอาสึกะ?”

“คงต้องหากำลังเสริมแล้วล่ะลูนาร์ ...พอผมให้สัญญาณ ช่วยยิงเวทมนตร์บางอย่างขึ้นบนฟ้าได้ไหม? เอาให้มันระเบิดระเบ้อ ตูมตามเลยนะ!”

“ภาษาอะไรของหล่อนยะนั่น… ได้สิ”

มานาที่ฟื้นฟูมา แม้จะลดทอนไปด้วยการอัญเชิญภูติและผลของ ‘ประกายแสง’ แต่ก็ยังมีจำนวนที่มากพอที่ีจะใช้เวทมนตร์ที่เผาผลาญมานาจำนวนมากได้อีกสามบทสบายๆ แต่ว่าเวทมนตร์ที่จะใช้ก็ไม่ได้เผาผลาญมานาขนาดนั้นเสียเท่าไร

ดูอัลลาที่สลายหมอกควันทิ้งนั้นได้แยกเขี้ยวขู่ แล้วพร้อมจะโจมตีใส่ภูติสายฟ้าอาสึกะอีกครั้ง และเธอก็ป้องกันด้วยวิธีเดิม ก่อนที่จะใช้เวทมนตร์ชนิดอื่นอย่าง ‘บรรจุเวทย์’ เคลือบสายฟ้าที่หมัดของตนแล้วชกออกไปอย่างรวดเร็ว

ความเร็วของภูติสายฟ้านั้น ถ้าเร่งจนถึงขีดสุดก็มีความเร็วเท่ากับสายฟ้า แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ หากเร่งความเร็วแค่นิดหน่อยก็พอจะเกินเสียงอยู่พอสมควร ดังนั้นการต่อยหมัดใส่ดูอัลลาที่ได้รับความเสียหายจากสายฟ้าอีกครั้งนั้นจึงเข้าเป้าเต็มๆ

“เอาเลย”

เพื่อไม่ให้ดูอัลลาสนใจเวทมนตร์ของลูนาร์มากเกินไป อาสึกะจึงยั่วโมโหมันด้วย ‘หมัดสายฟ้า’ ที่ใช้ ‘บรรจุเวทย์’ ในการใช้งานโจมตีเพื่อล่อลวงให้มันสนใจแต่เธอ และมันก็สำเร็จไปได้ด้วยดี

“ ‘จงผลิบาน ‘ดอกไม้ไฟแห่งอัศนี’ ’ ”

*ตู้มมมม*

ลูนาร์ยื่นมือไปยังท้องฟ้าที่ว่างเปล่า เมื่อร่ายเวทมนตร์ฉบับลดคำร่ายของเธอ ก็ปรากฏวงแหวนเวทมนตร์และมีสายฟ้าขนาดใหญ่พุ่งตรงออกมาอย่างรวดเร็ว เมื่อไปถึงจุดที่ต้องการก็เบ่งบานด้วยการระเบิดออกราวกับดอกไม้ไฟ

เวทมนตร์ผสมระหว่างธาตุเดียวกัน แม้ว่าจะผสมด้วยเวทมนตร์ที่อยู่ในระดับต่ำกับเวทมนตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ แต่การจะสร้างวงจรเวทมนตร์ให้กับเวทมนตร์บทนี้นั้นช่างยากเย็น เนื่องด้วยวงจรเวทมนตร์ของเวทมนตร์บทนี้นั้นช่างซับซ้อนเสียนี่กะไร

เวทมนตร์ชนิดนี้ส่งผลทันทีภายในหนึ่งวินาที พริบตาที่มันส่งสัญญาณเตือน ลูนาร์ก็พร้อมที่จะเข้าปะทะกับดูอัลลาเพื่อถ่วงเวลากำลังเสริม

“ถ้าเป็นกำลังเสริม...ก็คงไม่พ้นคนคนนั้น หรืออาจจะเป็นเอเมอรีย์ก็ได้...”

ไม่ว่าจะใครแต่ตัวเลือกช่างน้อยนิด ทว่ากำลังเสริมที่ตนคิดนั้นแต่ละคนล้วนแข็งแกร่ง หากผู้ที่มาไม่สามารถต่อกรกับศัตรูตรงหน้าได้ ก็คงต้องตามหากำลังเสริมใหม่โดยจำเป็นต้องถ่วงเวลาเพิ่ม

“เอาล่ะนะ ‘ข้าคือทายาทแห่งเทพสายฟ้า ผู้เคารพนับถือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ข้าขออ้อนวอนท่านผู้ยิ่งใหญ่ ประทานสายฟ้าอันทรงพลังให้ข้าผู้ต่ำต้อยด้วยเถิด ‘เทวอสนีบาต (อ่านว่า เท-วะ-อะ-สุ-นี-บาต)’ ’ ”

*เปรี้ยง!*

“เฮ้ๆ เล่นใหญ่ไปไหมน่ะ? มานามีพอเหรอ?”

“ใช้ได้รอบนึงก็น่าจะไม่พอใช้เวทมนตร์ระดับสูงอื่นๆแล้ว แต่ไม่ต้องห่วง ถ้ามานาที่ยังใช้ได้ก็ยังคงมีอีกมากโขเลย”

หากใช้เวทมนตร์ระดับสูงที่สามารถใช้ได้อีกล่ะก็ มานาคงลดฮวบ และไม่นานก็จะลดต่ำกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ ในตอนนี้คงมีเพียงสามสิบเปอร์เซ็นต์โดยประมาณ ดังนั้นจึงยังคงความสามารถของ ‘ประกายแสง’ และตัวของอาสึกะได้

แม้ว่าความจริงจะมีเวทมนตร์ระดับสูงบางบทที่ยังใช้งานได้ แต่เธอเสี่ยงใช้มานากว่าครึ่งที่มีในการใช้งานเวทมนตร์ประจำตระกูลบทที่ห้า เพื่อสร้างความเสียหายที่รุนแรงกว่าการใช้ ‘ฟ้าผ่า’ นั่นน่าจะเพียงพอต่อการก่อกวนดูอัลลาได้ไม่มากกว่าก็น้อย

หากดูอัลลาไม่มีการฟื้นฟูตนเอง การโจมตีของทั้งสองอาจจะได้ผลแม้จะต้องใช้เวลา แต่เพราะมีการฟื้นฟูตนเองนั่น ทำให้การโจมตีของทั้งคู่เปรียบเสมือนแมลงที่คอยก่อกวนมนุษย์ที่ทั้งเหนื่อยและร้อนไม่มีผิด

ผลของ ‘เทวอสนีบาต’ นั้นคือสายฟ้าที่รุนแรงยิ่งกว่า ‘ฟ้าผ่า’ หลายต่อหลายเท่า เต็มไปด้วยพลังของเทพสายฟ้าผู้กล้าแกร่ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้ไม่ได้ แต่ก็นับได้ว่าเป็นความเสียหายที่หนักพอตัว แต่กระนั้นก็มีข้อเสียที่สามารถใช้งานได้แค่สามวินาที ซึ่งมันก็เพียงพอแล้วต่อการถล่มศัตรูจำนวนหลายร้อยตัว

แต่ก็ยังคงเป็นโชคดี เพราะสายฟ้านั่นทำลายปีกของมันได้ข้างหนึ่ง ทำให้มันตกลงสู่พื้นดิน อาจจะต้องใช้เวลาสักพักแต่ถ้ามันอยู่บทพื้นก็สามารถสู้ได้ง่ายขึ้น และยังตัดทางหนีของมันได้อีก แม้จะดูเหมือนมันจะไม่หนีก็ตามที

“ ‘ฟ้าฟาด’ ”

‘ฟ้าฟาด’ เป็นการโจมตีคล้ายกับ ‘ฟ้าผ่า’ แต่มันเป็นการปล่อยสายฟ้าออกจากมือของผู้ใช้โดยตรง เช่นเดียวกับ ‘ดอกไม้ไฟแห่งอัศนี’ ซึ่งก็ผสมผสานเวทมนตร์มาจากเวทมนตร์นี้และ ‘บอลสายฟ้า’ นั่นเอง

สายฟ้าสีเหลืองทองพุ่งตรงเข้าหาดูอัลลา อาสึกะเสิรมความเร็วของตนขึ้น และเรียกใช้กระแสไฟฟ้ารอบตัวออกเป็นวงกว้างถึงหนึ่งเมตร เช่นเดียวกับเวทมนตร ‘เทพอัศนี’ ของลูนาร์ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรภูติสายฟ้าก็สามารถใช้งานได้ทุกตน หรือจะบอกว่าลูนาร์สามารถใช้งานเวทมนตร์ที่ทรงพลังของเหล่าภูติได้ก็ไม่ผิด

“ ‘ข้าคือเจ้า และเจ้าก็คือข้า ‘แยกร่างเงา’ ’ ”

เมดสาวที่อยู่เบื้องล่างนั้นร่ายเวทมนตร์ไร้ธาตุขึ้น สร้างร่างเงาจำนวนห้าร่างซึ่งเผาผลาญมานาอย่างมาก เธอหยิบขวดที่มีน้ำสีฟ้าออกมาแล้วดื่มมันรวดเดียว ก่อนที่จะออกคำสั่งกับร่างเงาของตน

“กำจัดศัตรูรอบๆให้ทีนะคะ”

ร่างเงาตอบรับคำสั่งที่แสนจะสุภาพก่อนที่จะออกไปต่อสู้ แม้ว่าระดับของความสามารถจะลดลง แต่ก็มากพอที่จะต่อต้านกองทัพสัตว์อสูรระดับต่ำนี่ และถึงจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เมดสาวก็ยินดีที่จะสู้เพื่อช่วยถ่วงเวลา และไม่แน่ว่าธาตุที่ตนถือครองอยู่อาจจะเป็นจุดอ่อนของอีกฝ่ายหรือเปล่าอีกด้วย

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะไอส์ สบายดีเหรอ?”

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะท่านอาสึกะ ก็อย่างที่เห็นแหละค่ะ”

สุภาพและงดงามสมกับเป็นเมด เมดสาว---ไอส์ตอบรับอาสึกะด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมและเคารพ นั่นไม่ใช่เพราะอาสึกะเป็นภูติ แต่เป็นเพราะอาสึกะเป็นเพื่อของเจ้านายของเธออย่างลูนาร์ต่างหาก

“จะช่วยด้วยอีกแรงค่ะ”

“โอ้! ระวังตัวด้วยนะ!”

“รับทราบแล้วค่ะ”

ไอส์ตอบรับอาสึกะ ก่อนที่จะถูกอาสึกะทิ้งเพราะตนเข้าโจมตีดูอัลลา ไอส์ไม่รอช้าตามหลังลูนาร์ที่วิ่งผ่านไปติดๆ ก่อนที่จะเบี่ยงตัวไปในเส้นทางตรงกันข้าม

ความเร็วของทั้งสองนั้นมีมากกว่าจึงทำให้ไอส์ต้องใช้เวทมนตร์เสริมความเร็วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ ‘จงรวดเร็วขึ้น ‘เร่งความเร็ว’ ’ ”

ผลลัพท์คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เป็นเวทมนตร์ที่เนโรใช้เป็นประจำ และเนโรก็ใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วและมีผลเป็นสองเท่าจากผลลัพท์เดิมสูงสุดอีกด้วย

ความเร็วของไอส์เพิ่มขึ้น ไอส์เข้าประชิดดูอัลลาจากอีกข้างโดยมีอาสึกะซัดกับมันซึ่งๆหน้า และมีลูนาร์จู่โจมจากด้านตรงกันข้าม

สายฟ้าไม่มีผลกับดูอัลลา ไอส์ที่รับรู้เรื่องนั้นจึงทดสอบด้วยการโจมตีด้วยฮัลเบิร์ดในมือซึ่งเคลือบไปด้วยเปลวเพลิงจากการ ‘บรรจุเวทย์’

*ฉั่วะ!*

แม้จะโจมตีเข้าเกล็ดของมัน แต่ดูอัลลาไม่ได้มีเกล็ดที่หนาเทียบเท่ากับมังกร แค่พลังป้องกันของมันก็คงจะต่ำสุดในระดับBเห็นจะได้

แต่กระนั้นมันก็ฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าผลลัพท์จะดีกว่าการโจมตีของอาสึกะ แต่ลูนาร์ที่ไม่ใช้สายฟ้าก็คงทำได้สองในสามที่ตนกระทำไป ดังนั้นจะบอกว่านี่ไม่ใช่จุดอ่อนก็คงได้

“ ‘จงกลืนกิน ‘คมเขี้ยวพสุธา’ ’ ”

หินขนาดใหญ่พุ่งตัวงอกจากพื้นดินออกมาด้วยปลายที่แหลมคม เสียบแทงร่างของดูอัลลาจนมันร้องโอดครวญ แม้บาดแผลจะใหญ่แต่ว่ามันก็ยังไม่มากพอ แต่มันก็ได้ผลดีกว่าการโจมตีปรกติทั่วไป ไอส์จึงคิดที่จะโจมตีต่อและถ้าใช้ดีๆ ก็สามารถผนึกการเคลื่อนไหวของมันได้อีกด้วย

ดูอัลลาที่โกรธจัดก็เปลี่ยนเป้าหมายมาให้ความสนใจกับไอส์ที่โจมตีใส่อย่างรุนแรง หนึ่งในหัวของมันอ้าปากกว้าง วงแหวนเวทมนตร์ที่แสดงออกมาให้เห็นนั้นเป็นสัญญาณว่าการโจมตีนี้อันตรายอย่างมาก

“ ‘จงปกป้องข้า ‘กำแพงปฐพี’ ’ ”

เวทมนตร์สายป้องกันที่มีขั้นตอนที่แบ่งออกหลายระดับ ยิ่งใส่วงจรเวทมนตร์ซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร เวทมนตร์ชนิดนี้ก็จะทรงพลังมากขึ้น รวมไปถึงการใช้งานมานากับเวทมนตร์ชนิดนี้ด้วย

ไอส์สามารถสร้างวงจรเวทมนตร์ของ ‘กำแพงปฐพี’ ที่ซับซ้อนอย่างมากได้ แน่นอนว่าเวทมนตร์ของเธออยู่ในระดับสูง มานาที่ใช้งานก็มากขึ้น และเธอยังเลือกที่จะสร้างให้แคบเพื่อป้องกันตนเอง โดยที่สร้างมันให้มีความหนาเป็นอย่างมากเสียแทน

แต่นั่นไม่สามารถป้องกันการโจมตีของดูอัลลาได้ทั้งหมด ไม่ใช่ว่ามันต้านทานเวทมนตร์สายฟ้า แต่มันกักเก็บพลังเวทมนตร์ที่ได้จากการโจมตีส่วนใหญ่ของอาสึกะเอาไว้ แล้วปล่อยมันทั้งหมดออกมา แม้ว่าการโจมตีของดูอัลลาจะถูกลดระดับลงไปสองระดับ แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะป้องกันได้ด้วยกำแพงธาตุดินเพียงเท่านั้นหรอก

*ตูมมมม*

การป้องกันนั้นพังทลายลงอย่างรวดเร็ว สายฟ้าที่เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตเข้าประชิดไอส์อย่างรวดเร็ว นี่อาจจะถึงตายได้ถ้ารับเข้าไปเต็มๆ และเธอเองก็หลบไม่ได้แล้วด้วย

สายฟ้านั้นรวดเร็ว มากเกินกว่าจะคำนวนไหวว่ามันรวดเร็วเพียงเท่าใด การโจมตีนี้จึงอันตรายต่อเธอที่เป็นมนุษย์ทั่วไปอย่างมาก แม้ชุดจะเป็นชุดที่สังตัดพิเศษและลงอาคมเอาไว้ก็ตาม ก็ยังไม่ใกล้เคียงกับคำว่าปลอดภัยอยู่ดีหากโดนการโจมตีนี้เข้าไป

“ ‘กำแพงเวทมนตร์’ อุหวา นึกว่าจะเอาอยู่ซะอีก ดูเหมือนจะเป็นศัตรูที่แพ้ทางกันสินะ”

หญิงสาวที่มีดวงตาและผมสีฟ้าสดใส ร่างกายที่งดงามและรอยยิ้มที่น่านับถือ มาริปรากฏตัวขึ้นระหว่างไอส์และสายฟ้านั่น

เธอเข้าใกล้ไอส์มากที่สุด แล้วยื่นมือออกไปเล็กน้อยก่อนที่จะร่ายเวทมนตร์ประเภทป้องกันอย่าง ‘กำแพงเวทมนตร์’ ออกมา เธอคนนี้เป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่ไม่จำเป็นต้องร่ายคำร่าย แต่ก็จำเป็นต้องเอ่ยถึงชื่อของเวทมนตร์ที่ตนต้องใช้อยู่ดี

เวทมนตร์ที่เข้ากันได้กับมาริคือเวทมนตร์รักษา อีกอย่างหนึ่งคือเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ เวทมนตร์ประเภทป้องกันและรักษาจึงเป็นจุดเด่นของมาริมากกว่าการโจมตีที่รุนแรง

แต่ก็ใช่ว่าจะโจมตีไม่เป็น เธอดันกำแพงเวทมนตร์ออกไปแล้วร่ายเวทมนตร์ใหม่อีกบท

“ ‘กำแพงศักดิ์สิทธิ์’ ”

กำแพงเวทมนตร์ที่ทรงพลังยิ่งกว่า ‘กำแพงเวทมนตร์’ ถูกสร้างขึ้น มันคือหนึ่งในเวทมนตร์ธาตุศักดิ์สิทธิ์ นอกจากจะป้องกันการโจมตีหลากหลายแล้ว ยังกักเก็บพลังเวทมนตร์จากการโจมตีของอีกฝ่ายได้อีกด้วย

มาริยกเลิก ‘กำแพงเวทมนตร์’ แล้วออกคำสั่งให้กำแพงศักดิ์สิทธิ์เข้าประชิดดูอัลลาในทันที กำแพงศักดิ์สิทธิ์ซึมซับพลังเวทมนตร์เอาไว้ทั้งหมด แล้วเข้ากระแทกใบหน้าของดูอัลลาอย่างรุนแรง

ด้วยความแข็งแกร่งที่ยากต่อการทำลาย ทำให้ปากของมันบาดเจ็บสาหัส เรียกได้ว่าน่าจะหักเหมือนกับมนุษย์ถูกก้อนหินฟาดใส่หน้าไม่มีผิด กรามล่างของมันไม่สามารถหุบได้ทำเอาดูสยองพอควรเลย

“มาริ! ดีใจที่เป็นเธอนะ!”

“ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีไหมคุณอาสึกะ?”

“หยุดคุยกันได้แล้ว มันจะโจมตีมาอีกแล้วนะ”

ลูนาร์กระโดดข้ามร่างที่ใหญ่โตของดูอัลลาแล้วเข้ามาสมทบกับทั้งสามคนในทันที แม้อีกฝ่ายนั้นจะโจมตีใส่ทั้งสี่คน แต่มารินั้นไม่ยอมให้มันทำอย่างนั้นอย่างแน่นอน

ก่อนที่ปากของมันจะอ้าออกกว้าง มาริร่ายเวทมนตร์บทหนึ่งที่ใช้โจมตีศัตรูตรงหน้าอย่างรวดเร็ว เวทมนตร์นั้นคือ

“ ‘ศาสตราศักดิ์สิทธิ์’ ”

เวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ประเภทสรรสร้างได้สร้างอาวุธประเภทของมีคมจำนวนมาก ลอยล่องอยู่บนฟากฟ้าจำนวนสิบชิ้น กว่าครึ่งนั้นคือดาบ อีกสามอย่างคือขวาน หอก และทวนตามลำดับ

หนึ่งในดาบสีทองโปร่งแสงนั่นแทงทะลุปากของมัน และแทงลงสู่พื้นจนปิดปากมันเอาไว้อย่างสนิท นอกเหนือจากนี้ อาวุธจำนวนมากมายก็จู่โจมเข้าใส่ดูอัลลา อาวุธทั้งหลายโจมตีเข้าที่กลางหลังของมัน และสังหารมันอย่างทารุณ ดาบนั่นแทงร่างของมันได้อย่างง่ายดาย มันเป็นเวทมนตร์ที่รุนแรงมากจนถ้าใช้กับมนุษย์ก็คงจะไม่เหลือสิ่งใดให้มองดูว่าเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน

เพียงพริบตา อาวุธศักดิ์สิทธิ์ของมาริก็สังหารศัตรูจนสิ้นลม แต่การโจมตีไม่จบลงแค่นั้น

*ตู้ม!!*

“! คราวนี้เป็นอีกฟากงั้นเหรอ? ทางนี้สัตว์อสูรก็แทบจะไม่ลดลงเลยด้วย...”

“ไปเถอะคุณมาริ ทางนี้พวกเราสามคนจะจัดการเอง”

“...ถ้าเจออะไรที่อันตรายอีกก็ทำแบบเมื่อกี้เลยนะ ถ้าไม่ใช่ฉันก็จะเป็นเอเมอรีย์ที่จะมาช่วยเหลือพวกเธอแทน อย่าตายนะ”

“ใครจะอยากตายกันล่ะนั่น?”

อาสึกะพูดอย่างติดตลก แต่ความจริงก็ไม่มีใครในนี้ที่คิดจะตายเสียตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และเป็นโชคดีที่มีร่างเงาของไอส์คอยสกัดการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรรอบๆอยู่

มาริมองไปรอบๆก่อนที่จะออกตัวไปตามเสียงที่ได้ยินเมื่อสักครู่ เพราะนี่เป็นงานของเธอ ไม่มีทางที่เธอจะยืนอยู่เฉยๆเป็นแน่

กลุ่มของลูนาร์นั้น เมื่อมาริหายลับไปด้วยความเร็วก็เริ่มตั้งท่าพร้อมโจมตีอีกครั้ง ในมือของลูนาร์และไอส์นั้นถือขวดมานาเอาไว้อยู่ ไม่มีทางที่พวกเธอจะต่อสู้โดยที่ไม่สูญเสียมานาเป็นแน่ ดังนั้นก็ต้องพึ่งพาน้ำยาฟื้นฟูนี้เท่านั้น

ส่วนอาสึกะนั้น มีพลังเวทมนตร์มากมายและยังฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว เธอเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่แค่กระดิกนิ้วก็สามารถลบล้างศัตรูตรงหน้าให้หายไปได้เป็นจำนวนมากได้ง่ายๆ นั่นก็เพราะศัตรูตรงหน้านั้นเป็นกลุ่มที่อ่อนแอด้วยล่ะนะ

“เอาล่ะนะ ถล่มมันให้ราบเลย”

“โอ้! ใจเต้นตึกตักเลยวุ้ย!”

“รับทราบแล้วค่ะคุณหนู”

กลุ่มของลูนาร์มีลูนาร์เป็นคนนำกลุ่มตั้งแต่ตอนที่มีอยู่แค่สองคน และอาสึกะก็ไม่เหมาะต่อการควบคุมหรือออกคำสั่งอีกด้วย ดังนั้นลูนาร์จึงถือว่าเป็นหัวใจสำคัญเลยก็ว่าได้

แล้วทั้งสามคนก็แยกกันไม่ใกล้ไม่ไกล เพื่อโจมตีและทำลายขบวนรบของศัตรูให้ย่อยยับอย่างเหนือชั้น และหยุดการคืนชีพของอันเดดทั้งหลาย

มาริไม่รู้มาก่อนว่ามีสิ่งมีชีวิตใดที่สามารถสร้างอันเดดขึ้นได้เช่นนี้ด้วย แต่เพื่อการไม่ประมาทเธอจึงออกคำสั่งให้คนของเธออีกหนึ่งคนช่วยทั้งสามสาวอยู่อย่างลับๆ

มารินั้นระแวงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในป่าแห่งนี้ หลายครั้งที่เธอพยายามสืบค้นและให้ริกส์เป็นคนไปลงพื้นที่เพื่อหาเบาะแส ในที่สุดก็พบถึงการดำรงอยู่ของคิเมร่า และที่สำคัญ...คิเมร่าถือว่าเป็นภัยอันตรายอย่างมาก ข้อมูลที่มีสัตว์อสูรหายไป กลุ่มนักผจญภัยระดับสูงถูกจ้างไปยังพื้นที่อื่น และการมาเยือนของผู้กล้าสาวที่เป็นดั่งอัจฉริยะคนใหม่

“หรือว่า...ทั้งหมดนี่เพื่อที่จะกำจัดโรงเรียนของฉัน และผู้กล้าคนนั้นไปด้วยกันเลยงั้นเหรอ?”

เบาะแสยิบย่อยแทบจะไม่จำเป็นต้องนำมาเชื่อม เพราะสามสิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่แทบจะสอดคล้องกัน ผู้วิจัยการตัดต่อพันธุกรรมนั้นเป็นคนที่มีความรู้สูง และผู้ที่มีความรู้สูงส่วนใหญ่มักจะทำงานอยู่ในโบสถ์ แม้กระทั่งกลุ่มที่ถูกเผาไปพร้อมกับผลงานการวิจัยก็เป็นคนของโบสถ์เช่นกัน

นอกจากนี้ คนที่เปิดรับจ้างนักผจญภัยระดับสูงจำนวนมากก็เป็นโบสถ์ และในขณะเดียวกันก็ส่งจดหมายส่งมอบตัวเนโร แวนเฮล์มผู้เปรียบเสมือนผู้กล้าของราชอาณาจักรแห่งนี้มา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งไหนก็เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์

ถึงตอนแรกจะสงสัยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ คงเป็นการคิดมากไปนั่นคือข้อสรุปของเธอ

แต่เมื่อเห็นซากศพนั่น เธอรู้ได้เลยว่าการวิจัยนั้นก้าวหน้าไปแล้ว ราวกับการโค่นล้มสถานวิจัยเมื่อไม่กี่ปีก่อนเป็นเรื่องโกหก อีกทั้งหลักสูตรการเรียนการสอนของเธอก็ไม่ได้ตรงตามที่ถูกบังคับใช้กับอีกโรงเรียนนึงเช่นกัน หากฝ่ายผู้มีอำนาจได้เอนเอียงไปทางนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องเก็บโรงเรียนแห่งนี้เอาไว้

“เรื่องอะไรจะยอมล่ะ จริงไหม?”

มาริยิ้มอย่างไม่หวั่นเกรง หากกล้าเผชิญหน้าตนคงตอกกลับไปอย่างรุนแรงโดยไม่สนหน้าอินหน้าพรหมใดๆทั้งนั้น และถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็คงเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์ อีกทั้งยังมีตำแหน่งที่สูงพอตัวอีกด้วย ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นทั้งหมดของโบสถ์เลยก็ได้

อีกข้อสรุปหนึ่งนั้นคือ ผู้ดำเนินการเป็นมือที่สาม ที่อาจจะมีการแทรกแทรงเข้าถึงวงในได้มากพอที่จะรับรู้ข่าวสาร แต่หลักฐานเองก็ยังไม่ชัดแจ้งและเอนเอียงมาทางข้อสรุปแรกเสียมากกว่า แต่ถ้าเป็นมือที่สามมาริคงตอบแทนให้อย่างดีโดยไม่มีข้อกังขาอย่างแน่นอน

“หวังว่าเรื่องจะจบก่อนถึงตอนเย็นนะ”

ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงเกือบๆจะชิดบ่ายสองเสียแล้ว เวลานั้นยังคงผ่านไป กลุ่มของลูนาร์นั้นทำงานตั้งแต่เช้าโดยไม่ได้พัก ตอนนี้แรงที่มีคงน้อยลง แม้จะได้อาสึกะมาเสริมทัพแต่ก็ยังลำบากอยู่ดี

“...ต้องติดต่อคุณเอ็ดเวิร์ดสินะ”

เวทมนตร์ ‘สื่อสาร’ เป็นสิ่งจำเป็น มากพอที่จะทำให้เธอทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาระบบของมัน และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้

“...แต่จะดีเหรอเนี่ย? ไปรบกวนการทำงานของคนอื่น...ให้หยุดสักวันก็แล้วกัน ไม่ก็ให้คนอื่นไปสอนแทนก็ได้… โอ้ย! ติดต่อเลยก็แล้วกัน!”

และแล้วมาริก็ติดต่อหาเอ็ดเวิร์ด ศึกครั้งนี้ไม่ได้มาแค่ทางเดียวแต่มาจากทุกทิศทาง กองกำลังถูกแบ่งเป็นหลายต่อหลายกลุ่ม มาริเป็นผู้ติดต่อสื่อสารและคอยวิ่งช่วยเหลือแต่ละบุคคล และเอเมอรีย์ก็เช่นเดียวกัน

หากได้เอ็ดเวิร์ดมาช่วยงานล่ะก็ อะไรอะไรก็คงจะง่ายกว่านี้

“...เอ๊ะ? ปฏิเสธเหรอคะ? ทำไมอ่ะ!?”

แต่ดูเหมือนการขอกำลังเสริมจากผู้ที่แข็งแกร่งอย่างสุดยอดอย่างเอ็ดเวิร์ดจะไม่ได้ผล เมื่อได้ยินเสียงที่ตื่นตระหนกเอ็ดเวิร์ดจึงให้คำแนะนำดีๆแก่มาริผู้เป็นหัวหน้าผู้มอบหมายงานที่ตนชอบให้

“เข้าใจแล้ว แกรนท์สินะ ได้ คนคนนั้นแข็งแกร่งแม้จะน้อยกว่าไอส์เล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในระดับB”

แกรนท์ยังพัฒนาได้อีกมาก แค่ความสามารถของเขาที่มีก็มากมายและมากพอที่จะเลื่อนไปยังระดับAได้ ทว่าผลงานกับวิธีประยุกต์ใช้ยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง การฝึกของเขานั้นช่วยเขาได้มาก และไม่นานเขาก็อาจจะก้าวข้ามไอส์ไปได้อย่างแน่นอน

มาริทำสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนที่จะแสยะยิ้มออกมา

“เอาล่ะ ใครกันนะที่กล้าวางแผนแบบนี้มาเผชิญหน้ากับฉัน? ถ้าเจอตัวบงการเมื่อไรล่ะก็ จะตอบแทนให้สาสมเลย”

แม้จะเป็นบุคคลที่เป็นเลิศในการรักษะและป้องกัน แต่เพราะอย่างนั้นการทรมานของเธอจึงโหดร้ายทารุณยิ่งกว่าคนอื่นอย่างมากโข

ไม่มีผู้ใดหยุดปีศาจตนนี้ได้ เว้นแต่ผู้ที่อยู่เหนือปีศาจตนนี้เท่านั้น

กลับหน้าเรื่อง

ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาติดตามรับชมผลงานน~า

และก็อยากให้ติดตามต่อไป แม้ว่าไรท์จะเริ่มเมาก็จะเขียนให้ช้าลงเพื่อซอร์ฟความเมาน~า

~♪ ~♫

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น