ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ในรอยร้าว 6 หวนคืน...

 

แอรอนที่นั่งฟังก็นึกคิด สิ่งที่เธอพูดมันก็จริงเพราะที่เขาสั่งไปคือการที่ต้องติดต่อหญิงสาวให้ทันสามวันแต่ดันไม่ได้เอ่ยว่าให้ทำงานภายในสามวัน 

“ฉลาดพูดดีนิ ได้ ฉันจะให้เวลาแค่สามวันเท่านั้นถ้าไม่มาทำงานให้ทันถือว่าทุกอย่างจบ!! ฉันไม่อยากเสียเวลากับคนที่มันหาเงินมาให้ฉันไม่ได้ มันไร้ค่า! เสร็จธุระแล้วใช่มั้ย” 

“ค่ะ” 

“เสร็จแล้วก็ออกไปฉันจะทำงาน” 

“ค่ะ” 

“ฮัลโหลนา” เสียงใสเอ่ยทักปลายสายยามเมื่อเจ้าตัวยอมรับการโทรของตนแล้ว 

“ว่าไงมุ” นาธินันท์ตอบรับกับเพื่อนสนิทที่โทรมาหา 

“วันนี้นาพอจะว่างมั้ย” เธอมีเรื่องที่จะให้หญิงสาวช่วยด่วนจึงต้องรีบโทรไปขอความช่วยเหลือ 

“อืม ว่างวันนี้วันหยุดพอดี มุมีอะไรหรือเปล่า” 

“พอดีว่ามุลืมของไว้กับวัฒน์ นาช่วยไปเอามาให้มุทีได้มั้ย” เพราะปัญหาที่ว่าเธอติดงานพอดีจึงไม่สามารถเข้าไปเอาได้ วินาทีนี้คิดได้เพียงว่าหญิงสาวเพื่อนสนิทคนนี้อาจจะช่วยได้ เพราะเธอเผลอลืมมันไว้บนรถอภิวัฒน์ตอนที่เขาอาสามาส่งจากที่บังเอิญไปเจอกันบนถนน 

“ลืมไว้กับวัฒน์หรอ” 

“ใช่ ตอนแรกก็กะว่าจะให้วัฒน์เอามาให้นั้นแหละ แต่ทีนี้เหมือนวัฒน์จะบอกว่าติดจัดงานวันเกิดของพ่อพอดี ต้องคอยยืนรับหน้างานตามคำสั่งเบื้องสูงเลยแวะมาไม่ได้ นาช่วยเข้าไปเอามาให้หน่อยนะ มุจะบอกวัฒน์ไว้ให้” เพราะมันตรงกับวันเกิดบิดาของอภิวัฒน์ทันทีเขาจึงเลี่ยงออกมาจากงานไม่ได้ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็แวบออกไปไหนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย นาธินันท์จึงเป็นทางเลือกที่สำคัญที่สุดตอนนี้ 

“ให้ไปตอนนี้หรอ แล้วจะเข้าไปได้ยังไงเราไม่มีบัตรเชิญหรืออะไรที่จะเป็นประกันว่าจะเข้าไปในงานนั้นได้สักหน่อย” ใช่ว่าเธอจะไม่เคยไปบ้านของอภิวัฒน์เลยแต่มุทิตาเองก็รู้ดีว่าจะเข้าไปได้ก็ต่อเมื่อมากับลูกเจ้าของบ้าน ซึ่งมันกลับกันกับครั้งนี้ที่มีงานเลี้ยงขึ้น ซึ่งบุคคลที่มาอาจจะไม่ใช่หมูๆ เธอจึงสงสัยว่าจะเข้าไปในนั้นได้ไงทั้งๆที่ไม่มีบัตรเชิญหรืออะไรเลยที่จะแสดงว่าจะเข้าไปในนั้นในยามนี้ได้ ทั้งเวลามันก็ไม่ใช่สี่ห้าโมงเย็นแต่มันกลับเป็นหนึ่งทุ่ม 

“เดี๋ยวมุบอกให้วัฒน์เอามาให้ตรงนั้นก็ได้” คำว่า 

‘ตรงนั้น’ 

ของหญิงสาวมันคือจุดที่มีเพียงแค่พวกเธอเท่านั้นที่รู้ว่ามันคือส่วนไหน 

“ตรงนั้นหรอ” ถ้าเป็นตรงนั้นมันก็อาจจะได้เพราะมันเป็นพื้นที่ที่น้อยคนนักภายในบ้านจะรู้ว่ามี ซึ่งที่พวกเธอรู้จักตรงนั้นได้เพราะเขานั้นแหละที่พามาดูเพราะการคะยั้นคะยอของมุทิตาที่เขาดันไปโม้ไว้ว่าบ้านของตนนั้นมีทางลับ 

“ใช่” 

“โอเคได้ เดี๋ยวนาจะเข้าไปเอามาให้” 

“ขอบใจจ้า” จากนั้นหญิงสาวก็วางสายไป เพื่อไปทำตามหน้าที่ของตนเองต่อ 

ตามจริงแล้วปัญหาของเธอมันไม่ได้อยู่ที่อะไรเลยนอกจากคนที่จะเอาของมาให้ก็เท่านั้นเพราะตอนนี้เขากับเธอแทบจะมองหน้ากันไม่ติดด้วยซ้ำ แล้วเธอต้องเข้าไปเอาของแทนมุทิตาอย่างนี้มันอาจจะทำให้รำคาญหรือเปล่า แต่ก็ชั่งเถอะจะรู้สึกยังไงก็ขี้เกียจคิดแล้ว  สักพักนาธินันท์ก็ออกไปนั่งรถแท็กซี่เพื่อเข้าไปเอาของให้เพื่อนสาว สาเหตุที่เธอเลือกนั่งรถแท็กซี่นี้เพราะว่ามันสะดวกในการนั่งรถเข้าไปกว่านั่งรถเมล์มา ซึ่งถ้าหากเธอนั่งรถเมล์มาก็ต้องลงตรงป้ายและยอมเดินเท้าเข้าไปเพราะเส้นทางนี้น้อยมากนักที่จะมีรถผ่านเข้ามาสักคันนึง 

“จอดตรงนี้แหละค่ะ” เสียงใสเอ่ยบอกโซเฟอร์ให้จอดตรงจุดที่ตนจะลง ก่อนจะเปิดกระเป๋าหยิบเงินขึ้นมาจ่ายให้กับคนขับ 

“ขอบคุณนะคะ” เธอเดินลงจากรถได้ แท็กซี่ก็ขับออกไปทันที ไม่มีรอให้เธอได้เอ่ยว่า “กรุณารอสักครู่ได้มั้ยค่ะ” เลยสักนิด แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากโชคดีอาจจะมีรถผ่านเข้ามาก็ได้ 

เธอเดินไปรอชายหนุ่มตรงที่มุทิตาบอก รอได้สักพักก็มีร่างหนาเดินออกมาจากทางลับพร้อมชุดสูทผูกเนคไท พอมาถึงเข้าก็ยืนกล่องสีเหลี่ยมจัตุรัสให้เธอทันทีโดยไม่พูดจากสิ่งใดเลย ในเมื่อเขาไม่อยากเอ่ยอะไรเธอเองก็จะไม่พูดเช่นกันก่อนมือจะเอื้อมไปหยิบของมาจากมือ แล้วหย่อนลงกระเป๋าพร้อมหมุนตัวเดินกลับทันที 

ร่างบางเดินออกห่างจากตัวเขาไปไกลแล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยังไม่กลับเข้าไปในงานทั้งๆที่สิ่งที่มุทิตาฝากมาให้กับนาธินันท์มันก็เสร็จแล้ว แต่ยามที่จะเหลียวหลังกลับนั้น สิ่งที่มันเข้ามาสะดุดตาก่อนเดินกลับเข้าไปเป็นกระเป๋าเงินใบสีเขียวมิ้นท์ที่มันล่วงอยู่ที่พื้น จึงหยิบขึ้นมาเปิดดูซึ่งมันก็เป็นไปตามคาดเพราะมันคือของหญิงสาว 

“ซุ่มซ่ามจังวะ” แม้จะหงุดหงิดแต่เขาก็เอามันหย่อนลงกระเป๋าเสื้อตัวหรูก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านเพื่อจะขับรถออกไปคืนสิ่งนี้ให้กับหญิงสาวที่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเดินได้ไปไกลขนาดไหนแล้ว 

นาธินันท์ 

จากที่เดินพ้นขอบรั้วบ้านของอภิวัฒน์แล้ว ตลอดทางเดินเธอก็คอยชะเง้อตามองหารถแท็กซี่ ที่เธออาจจะโชคดีมีรถขับผ่านเข้ามาภายในนี้บ้าง แต่จนแล้วจนรอดมองหาอยู่นานก็ไม่เจอ ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินต่อเพราะข้างทางนั้นมันเปลี่ยวมาก แม้ว่าจะมีแสงไฟจากรัฐบาลส่องลงมาแต่มันก็ไม่ได้เพิ่มความสว่างให้จิตใจเธอได้ชื้นขึ้นเลยสักนิด สาวเจ้าจ้ำเอาๆอย่างเต็มที่ไม่เหลียวหลังมองกลับมา แต่ทว่าจู่ๆก็มีแสงไฟที่ส่องออกมาจากแสงไฟหน้ารถคันหนึ่ง ที่มันปรากฏขึ้นต่อหน้าเธอดวงหน้ายิ้มแป้น มือหญิงสาวยกขึ้นโบกให้จอดก่อนจะชะโงกหน้าถามโชเฟอร์แท็กซี่ เวลานี้เธอคิดว่าตอนนี้ตนโชคดีจริงๆที่มีรถขับผ่านเข้ามา 

“ไปส่งที่...ได้มั้ยค่ะ” เสียงและคำตอบรับการสนทนาเป็นได้ด้วยดี เธอจึงเดินไปขึ้นนั่งหย่อนก้นลงที่เบาะหลังแล้วรถคันนั้นก็เคลื่อนที่ออกไปยังจุดหมาย... 

“ฮัลโหล” เธอมองรายชื่อที่มันปรากฏที่หน้าจอ เมื่อเห็นว่ามันเป็นชื่อของเขาดวงใจดวงนี้มันก็กระตุกวูบ ไม่เคยคิดว่าจะโทรมาเสียด้วยซ้ำแล้วใยครั้งนี้ถึงโทรมากัน 

“อยู่ไหน” เสียงทุ้มแข็งเอ่ยถาม 

“กำลังจะกลับบ้าน” ตอบออกไปเสียงเรียบๆ หาได้สนใจในคำถามของเขา แต่สนใจที่ว่าเขาจะโทรหาเธอเพื่ออะไรกัน 

“เธอทำกระเป๋าสตางค์หล่น” ไม่ยืดเยื้อรอให้หญิงสาวถามว่าโทรมาเพราะอะไร อีกอย่างเขาอีกก็ไม่อยากจะพูดเยอะให้มันยืดเยื้อมากความเวลาการสนทนา 

เมื่อเขาบอกจุดประสงค์มาเช่นนั้น หญิงสาวก็รีบค้นหาสิ่งที่เขาบอกว่ามันหล่นไว้ทันที ซึ่งมันก็จริงเธอหามันไม่พบ “เดี๋ยวฉันกลับไปเอา คุณอยู่ที่ไหน” 

“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันเอาไปให้ ส่งโลเคชันบ้านเธอมาก็พอจะได้ไม่ต้องเสียเวลา” เงินก็แทบจะไม่มีอยู่แล้วยังจะอยากนั่งรถไปมาอย่างนั้นอยู่นั้นแหละ คิดว่าตัวเองรวยมากนักรึไง “ไม่เป็นไร เดี๋ยว...” ยังไม่ทันพูดได้เต็มประโยชน์เต็มคำเขาก็ค้านขึ้นจนทำให้เธอถึงกับจุกไปเลย 

“อย่ามาโชว์โง่นาธินันท์ เธอเองก็รู้ตัวดีว่าตัวเองตอนนี้อยู่ในฐานะไหน รวยนักหรอถึงจะนั่งรถไปมาหลายรอบ” เขาพูดตามจริงหญิงสาวไม่ได้มีเงินมากมายพอให้มานั่งรถเล่นกลับไปมาเช่นนี้ ค่ารถก็ใช่ว่าจะถูกๆ ควรรู้สถานะของตนเองว่าตอนนี้มันเป็นอย่างไร 

“ส่งโลเคชันมาซะ” เขาส่งเธอเสียงเข้ม 

“ค่ะ...” จำต้องรับคำมาอย่างง่ายๆเพราะเธอยังจุกอยู่กับคำพูดของเขาที่มันยังวนเวียนอยู่ ใช่แล้ว เขาพูดถูก เธอมันไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่ดีมากจะมีเพียงก็แค่เงินจากการทำงานและค่าส่งเสียของบิดามารดาที่ส่งมาเดือนนึงก็ไม่กี่บาท เธอจึงต้องประหยัดเงินทุกบาททุกสตางค์แม้ว่าจะมีเหรียญหนึ่งบาทกำลังกลิ้งตกท่อ เธอก็ต้องวิ่งไปเก็บมาคืนกลับมาให้ได้ 

เธอส่งโลเคชันไปให้เขาเรียบร้อยแล้ว แล้วตอนนี้เธอก็มาถึงที่พักของตัวเองแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นเงาของเขาเลย ดีนะที่พอจะค้นหาเงินในกระเป๋าที่พอจะหล่นไว้เจอบ้างไม่อย่างนั้นเธอคงได้โดนลุงคนขับด่าเละแน่ๆ “ทำไมมายืนอยู่อย่างนี่ว่ะ ไอนา ทำไมแกไม่เข้าบ้าน” เสียงชายหนุ่มเมามายเอ่ยถามน้องสาวที่ยืนหน้าละห้อยอยู่ทางเข้าบ้านแต่ไม่ยอมเดินเข้าสักที จึงถามถึงเพื่อความกระจ่าง 

“ยืนรอกระเป๋าสตางค์ แล้วทำไมพี่นุเพิ่งกลับเนี่ย งานเลิกตั้งนานแล้วไม่ใช่หรอ” เธอมีพี่ชายอยู่หนึ่งคนที่อาศัยอยู่ด้วยกัน เขาเข้ามาทำงานในเมืองหลวงทำให้เธอจึงพอมีที่ให้พักอาศัยอยู่บ้างในช่วงเวลาศึกษาอยู่ แต่พี่ชายตัวแสบมันก็ดันมีข้อแม้ว่าต้องช่วยกันจ่ายค่าเช่าห้องคนละครึ่งซึ่งเธอก็ตกลงไม่ได้คัดค้านสิ่งใด แต่เรื่องมันไม่ได้มีแค่นี้ ไอพี่ชายตัวแสบของเธอมันดันชอบสังสรรค์อยู่บ้างเงินก็เลยไม่ค่อยมีเก็บ บางครั้งเธอก็ต้องบิดหูสั่งสอนเสียบ้าง 

“นี่ไปดื่มมาอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย จะกินอะไรมันนักหนา กินแล้วมันบินมันเหาะมันหาเงินมาให้พี่ได้หรอห๊ะ ทำไมไม่ส่งเงินให้พ่อให้แม่บ้างแทนจากการไปกินเหล้ากินเบียร์เนี่ย ใจคอจะให้เขาส่งมาให้กินทุกเดือนเลยหรือไงห๊ะ ไอพี่บ้า!!!” อดทนที่จะพูดถึงพี่ตัวเองไม่ได้จริงๆ จะดีมันก็ดีอยู่ที่ขยันทำงานแต่มันไม่ดีก็ตรงที่ได้เงินมาก็ไปหมดกับเหล้ากับเบียร์เนี่ยแหละ คิดแล้วมีน้ำโห จนต้องเผลอบิดหูมันไปสักฉากให้ตัวเกลียวไปเลย เผื่อจะจำสำนึกคุณค่าเงินได้บ้าง 

“โอ๊ย! โอ๊ย! โอ๊ย! เจ็บนะเว้ย” คงไม่มีพี่ชายคนไหนที่ดูมีอำนาจน้อยกว่าน้องเท่าเขาอีกแล้ว 

ยัยแม่ตัวดีนี่ก็เล่นบิดซะตัวเป็นเกลียวแทบหมุนไปตามมือที่บิดเลย นั้นแหละนิยามของคำว่ามีน้องสาวพี่สาวก็เหมือนมีแม่คนที่สองอยู่ในบ้าน 

“เจ็บสิดีจะได้จำ ไม่ใช่เอาเงินมาผลาญเล่นแบบนี้ ไม่สงสารตัวเองก็สงสารพ่อแม่บ้าง ทำงานงกๆไปวันส่งมาให้คนอย่างพี่ผลาญเล่นเนี่ยนะ ฮึ่ย พูดแล้วมันของขึ้น รีบเข้าบ้านไปนอนเลย แล้วก็ไม่ต้องออกไปไหนด้วยนะ ถ้าไปจะฟ้องแม่ให้แม่มาลากตัวกลับบ้านเลย คอยดูสิ” เมื่อเห็นว่าพี่ชายจะค้านเธอก็ดักทางเขาทันที 

“เอ่อ ทำตัวเป็นแม่อยู่นั้นแหละ เป็นแค่น้องนะเว้ย” 

“แล้วไง ก็พี่มันไม่ดีหนูก็เลยต้องคุมมันแทนไง มีปัญหาหรอ” 

“เอ่อ! ไม่มีก็ได้เว้ย” เขาไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับน้องสาวคนนี้จริงๆ แต่ที่เห็นปีกขาแข็งแบบนี้มันก็เป็นเพียงแค่กับเขาคนเดียวเท่านั้นแหละ ฮึ! ยามที่อยู่กับคนอื่นน่ะหรอ แทบจะเงียบเป็นเป่าสาก จนบางทีคิดไปว่าไม่ได้พาสาวเจ้ามาด้วย ทีคนอื่นเนี่ยนะเงียบเอาๆ ทีกับเขานี่ด่าเอาๆ มันกลับกันคนละขั้วชัดๆ ไอน้องลำเอียง!!! 

“แล้วก็ไม่ต้องไปไหนแล้วนะพี่นุ อย่าหาว่านาไม่เตือน” พูดตามหลังพี่ชายที่กำลงเดินเข้าบ้านไป และสิ่งที่เขาให้เอกลับมาคือมือหนาที่โบกสะบัดอย่างบัดๆ 

จากที่ลับร่างของพี่ชายตนเข้าไปในบ้านแล้ว นาธินันท์ก็ยังคงยืนรอชายหนุ่มอยู่อีกสักพัก จนมองเห็นแสงไฟหน้ารถที่ขับมุ่งมาทางเธอ เธอมั่นใจได้ว่าต้องเป็นเขาแน่นอนไม่มีสิ่งใดผิดไปจากนี้ได้เพราเธอจดจำทุกอย่างที่เป็นของๆเขาได้ดี 

“เอาไป” จอดรถดับเครื่องเรียบร้อยแล้วเขาก็เดินลงมายื่นกระเป๋าสตางค์ให้กับหญิงสาวที่ยืนรออยู่เบื้องหน้า สายตาของเธอที่มองมาที่เขา เขาแทบไม่อยากจะมองเห็นมันด้วยซ้ำแม้ว่ามันจะเป็นแววตาที่แสดงความขอบคุณต่อสิ่งที่เขาทำก็ตาม แต่สิ่งที่ทำมันก็เป็นเพียงแค่หน้าที่ของคนคนหนึ่งที่เจอของมีค่าของคนอื่นก็ควรที่นำคืนเจ้าของซะ 

“ฉันขอบคุณคุณมาก” และแล้วน้ำเสียงก็เปล่งออกมาจากลำคอของเธอ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเขาคงไม่อยากจะน้อมรับคำขอบคุณจากตนเองแม้เพียงนิดเดียว แต่ยังไงแล้วก็ยังอยากจะเอ่ยคำๆนี้ให้เขาแม้ว่ามันจะถูกหมางเมินดั่งอากาศธาตุก็ตาม 

“ฉันก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น เศษเงินแค่นี้ของเธอ ฉันไม่เอามันหรอ” 

มันคือสิ่งที่ถูกต้องเขาก็แค่ทำตามหน้าที่ที่ต้องทำก็เท่านั้น และใช่! จำนวนเงินแค่นี้เขาคงไม่คิดจะหุบไว้เป็นของตัวเองหรอก จำนวนเงินในกระเป๋าใบนี้มันก็เป็นเพียงแค่เศษเงินของผู้ชายคนนี้ก็เท่านั้น แม้ว่าจะรู้สึกจุกกับคำพูดของเขายังไง แต่มันก็คงจะทำอะไรไม่ได้เพราะทุกสิ่งที่เขาเอ่ยออกมามันคือเรื่องจริงทั้งหมด 

“แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณ แม้ว่าเงินในกระเป่าใบนี้เป็นจะเป็นแค่เศษเงินสำหรับคุณ” ตั้งแต่เรื่องราวอะไรหลายๆอย่างเกิดขึ้น เธอกับเขาก็แทบจะเข้าหน้ากันไม่ติด คำพูดที่เคยสนิทชิดเชื้อก็เริ่มถอยหากจากความสนิทสนมมากขึ้น กริยาแทนตัวก็เปลี่ยนไปเรื่องราวที่เกิดขึ้นมีเพียงแค่ตัวเธอเท่านั้นที่รู้ดีกว่าใคร 

“เก็บคำขอบคุณของเธอไปซะ ฉันคิดซะว่าก็แค่ทำบุญ” จากนั้นเขาก็เดินขึ้นรถกลับไปโดยที่ไม่เหลียวหลังมามองหญิงสาวที่ยืนนิ่งเลยสักนิด เธอจุกจนแทบจะพูดอะไรไม่ออก คำพูดถากถางของเขาที่พ่นออกมามันแสดงความดูถูกเธอย่างชัดเจน ทั้งๆที่เมื่อก่อนแทบจะไม่มีแม้แต่คำเสียดสีหรือคำให้ร้าย ซึ่งมันต่างจากปัจจุบันนี้ที่มันประทั่งเข้ามาเสียทุกอย่างแม้กระทั่งคำดูถูกที่เขาไม่เคยมีให้ใครคนไหนนอกจากเธอในตอนนี้ 

ฮึ! หรือเธอจะดีใจดีล่ะเพราะมันเป็นสิทธิ์พิเศษเพียงแค่เธอคนเดียว  ยามเมื่อเขาเคลื่อนรถออกไปแล้วเธอก็รีบหมุนตัวเข้าไปในบ้านทันที ซ้ำแรก เธออยากจะเดินเข้าบ้านตั้งแต่เขายื่นสิ่งที่เขานำมาให้เธอเสร็จด้วยซ้ำไปเพราะยืนอยู่ต่อไปมันก็คงไม่สิ่งใดดีขึ้น นอกจากคำถากถางที่ได้มาเสมือนเป็นของแถมคนเธออยากจะซ่อนตัวให้มันหายไปจากตรงนั้นเสีย 

“ยืนรอใครว่ะ ข้างนอก โครตนาน” เมื่อเปิดประตูเข้ามาพี่ชายสุดที่รักก็ยิงคำถามทันที 

“ก็บอกว่าแล้วยืนรอเอากระเป๋าสตางค์ รอคนเอามาให้มันก็ต้องนานสิ” 

“แล้วแกเอาไปทิ้งไว้ไหนซะล่ะ ซุ่มซ่ามไม่เปลี่ยน แล้วใครเอามาให้” 

“วัฒน์ ก็ทำร่วงไว้” 

“ไออนุวัฒน์อะไรของแกนั้นอ่ะนะ” เขาเคยได้ยินชื่อนี้อยู่บ่อยครั้งแถมเขาเองก็ยังได้เห็นหน้าค่าตาของชายหนุ่มบ้างแล้วเพราะบางครั้งที่เขาโผล่เข้าไปหาน้องสาวในมหาลัยก็เห็นยัยแสบมันก็อยู่กับใครแค่ไม่กี่คนซึ่งในนั้นก็เห็นมีเพียงแค่ชายหนุ่มคนเดียว แต่มันก็คงจะเป็นเขาแค่ฝ่ายเดียวเท่านั้นแหละที่มองเห็นไอหนุ่มหน้าอ่อนนั้นคนเดียวเพราะตลอดครั้งที่จะเข้าไปก็จะทักไลน์ไปบอกน้องสาวเขาก่อนแล้วเจ้าตัวก็จะเดินมาหาเขาเอง 

“เขาไม่ใช่ของหนู พูดใหม่ด้วย” เขาไม่ใช่ของของเธอและมันก็คงไม่มีทางเป็นของเธอได้ 

“นี่ยังไม่ดีกันอีกหรอว่ะ” เขาพอจะรู้เรื่องของน้องสาวมาบ้างเล็กน้อยเพราะวันนั้นเจ้าตัวกลับบ้านมาก็ร้องไห้โฮ่ พอถามก็เอาแต่บอกว่าทะเลาะกับเพื่อนตอนแรกก็คิดว่ามันผ่านมาตั้งนานแล้วก็คงจะจบแล้ว แต่ทว่ามันกลับไม่ใช่ 

“อืม” เธอตอบคำถามพี่ชายแบบเรียบๆเพราะไม่อยากจะโดนขุดเรื่องเขา เพราะรอบที่แล้วก็แทบจะตั้งโต๊ะแถลงข่าวกันไปทีแล้ว ดีนะที่เธอไม่ได้พูดอะไรออกไปจะพูดก็เพียงว่าทะเลาะกับเพื่อนก็เท่านั้นพอซักไซ้จนท้อใจก็เลิกไปเอง 

“ดึกแล้วพี่ไม่นอนหรอ หรือพรุ่งนี้หยุด” เธอหาเรื่องคุยอื่นเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ตอนนี้ 

“นี่มันเพิ่งกี่โมง ใจคอแกจะไม่ให้ฉันดูทีวงทีวีเลยหรอ” เขาเหลือบมองไปที่นาฬิกาแล้วพบว่ามันเป็นเพียงเวลาแค่สองทุ่มกว่าเท่านั้น 

“อ้าวหรอ” เธอเองก็ไม่ได้มองเวลาเหมือนกัน จึงได้แต่ทำหน้านิ่งๆส่งให้พี่ชายเท่านั้น จากนั้นก็เหวี่ยงตัวเองออกไปเพื่อขำระล้างร่างกาย 

“อะไรของมันวะ” เขาเองก็แทบจะตามอารมณ์น้องตัวเองไม่ทันจริงๆ 

มุทิตาหลังจาก 

ที่เรื่องทุกอย่างในร้านอาหารที่เธอทำงานอยู่ถูกจัดการอย่างลงตัวเรียบร้อยแล้ว เธอก็ได้เข้ามาทำงานภายในบ้านหลังนี้อีกครั้งจนวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์แล้ว 

เกือบสองสัปดาห์ที่เธอต้องทนมองหน้าซาตานในคราบเทพบุตรอย่างเขา ที่ช่วงนี้เขามักจะกลับบ้านมาในช่วงเวลาที่เธอยังไม่เลิกงานทุกที พอมาถึงแล้วบางก็สั่งให้เธอเอาโน่นนี้ให้จนเธอแทบจะเข้างานอีกทีไม่ทัน แล้ววันนี้มันก็เป็นอีกวันหนึ่ง ที่เป็นเช่นนั้น 

“ถ้าเสร็จแล้วดิฉันขอตัวนะคะ” เมื่อทำในสิ่งที่เขาสั่งเธอเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว ก็เอ่ยขอตัวออกไปทำงานที่ร้านอาหารทันทีเพราะหากไปช้ากว่านี้เธออาจจะเลทเวลาเข้างานได้ ซึ่งแค่ไปช้าเข้างานไม่ทันไม่พอเธอยังโดนหักเงินเดือนอีก โอ๊ย! นี่มันเวรกรรมอะไรของนังมุเนี่ย!!! 

“วันนี้ไม่ต้องไปทำงานที่นั้น” 

“อะไรน่ะคะ” เพราะคิดว่าตนเองคงจะได้ยินผิดไปจึงเอ่ยทวนซ้ำอีกครั้ง 

“ฉันบอกว่าวันนี้ไม่ต้องไปทำงานที่นั้น” 

“ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวทางนั้นจะวุ่นวาย หากว่าฉันไม่ไปเข้างาน” ใช่มันอาจจะวุ่นวายก็ได้หากว่าเธอไม่ไปเข้างาน 

“แต่ฉันสั่ง!! เธอต้องอยู่ดูแลกัณฑ์ธิราบนห้องคืนนี้” 

ใช่! เมื่อเขาพูดถึงชื่อหญิงสาวขึ้นมา เธอก็เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้เธอไม่ได้เห็นหน้าค่าตาของหญิงสาวเลย ตอนแรกก็คิดซะว่าเธออาจะออกไปทำงานพร้อมกับชายหนุ่มแต่พอเขากลับมาเธอก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของสาวเจ้า จึงได้แต่สงสัยไม่กล้าถามใคร ประกอบทั้งวันนี้ทุกคนในบ้านถูกสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นไปบนชั้นสองแม้แต่คนเดียวแต่เพราะอะไรตนก็ไม่รู้อีกแหละ จนมารู้ตอนนี้ว่าบนนั้นมีร่างบางอยู่ด้านบนแต่ทำไมทุกคนในบ้านถูกสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นไปบนนั้นละ 

“คุณกัณฑ์เป็นอะไรค่ะ” เพราะสงสัยจึงเอ่ยถามแต่ทว่าคำตอบกับไม่ใช่สิ่งที่ต้องการฟังสักนิด 

“เธอมีหน้าที่ทำตามคำสั่งฉัน ไม่ได้มีหน้าที่มาซักถามคำถาม อย่าทำอะไรเกินหน้าที่ ฉันเกลียดคนประเภทนี้ ที่ไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง!!” 

“ค่ะ” เธอแทบจะหุบปากตนเองไม่ทันเมื่อเขาส่งเสียงตวาดดังลั่นไม่พอใจขึ้นมาเสียดื้อๆ 

ท้องเปล่าวะ อารมณ์โคตรเข้าถึงยาก 

“โทรไปจัดการเรื่องงานทางนั้นของเธอให้เรียบร้อยซะ อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำสอง” เขาย้ำเตือนเธออีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่ลดลง 

เฮ้อ ซวยแล้วไอมุ 

พ้นร่างหนาของเจ้านายที่สะบัดตัวขึ้นไปด้านบนเรียบร้อยแล้วหลังจากที่เขาพ่นเสียงอันส่งอำนาจมาที่เธอ มุทิตาก็รีบต่อสายโทรศัพท์โทรไปบอกวิทยากรณ์เรื่องนี้ทันที เธอไม่รู้ว่าเขาจะว่าอย่างไรบ้าง บางทีการที่เธอโทรบอกเขาไปปุบปับแบบนี้มันอาจจะทำให้ร้านวุ่นวายได้ 

แต่ทว่าพอเธอลองพูดคุยกับเขาดูแล้วมันกลับผิดคาด เพราะจากที่เธอแจ้งเขาไป คำตอบที่ได้คือเขาอนุญาตเพราะที่ร้านไม่ได้มีลูกค้าเข้ามามากนักเหมือนวันอื่นๆ ซึ่งมันกลับตรงกันข้ามกับเธอเลย ทั้งๆที่เธออยากจะให้วันนี้มันวุ่นวายเสียเหลือเกิน เพราะมันอาจจะได้มีเหตุผลที่ว่าไม่สามารถทำหน้าที่ที่เจ้านายมอบหมายให้ได้จริงๆต้องขออภัย แต่ตอนนี้มันคงจะเป็นแค่ความฝันเสียแล้วละ 

สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องอยู่ทำงานต่อที่บ้านของเจ้านายขาโหด ต้องทำงานทุกอย่างตามปกติเพราะมันยังไม่ถึงเวลาที่เธอจะต้องขึ้นไปด้านบนตามคำสั่งของเขา เพราะเขาเป็นคนบอกกับเธอเองว่าหากว่าจะให้ตนขึ้นไปนั้นจะโทรเข้าสายมาเอง ซึ่งตอนนี้เธอก็รอจวนจะครบสามชั่วโมงได้แล้วก็ยังไม่มีวีแววว่าจะมีสายไหนโทรตอบกลับมาสักสายเดียว 

“ป้ามนให้มุช่วยมั้ยค่ะ” เมื่อพื้นที่ที่ตนได้ดูแลมันเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอจึงกวาดสายตามองหางานทำจนไปสะดุดเข้ากับร่างของหญิงวัยกลางคนที่เดินถือถาดอาหารที่ในถาดนั้นต่างมีอาหารหลากหลายสีสันเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ครบถ้วนเธอจึงเอ่ยเพื่ออาสาแทนเพราะป้ามนนั้นก็อายุมากแล้วจะขึ้นบันไดหลายๆขั้นก็คงจะลำบาก 

“พอดีเลย ป้ากำลังจะเอาไปให้คุณแอรอนเขาน่ะ มาพอดีก็เอาขึ้นไปให้เขาที่นะ ป้าจะไปเตรียมข้าวต้มให้คุณกัณฑ์” เธอยืนถาดอาหารในมือใส่มือของหญิงสาวร่างอวบตรงหน้าทันทีเพื่อเธอเอ่ยปากอาสา 

“คุณแอรอนหรอคะ แล้วเขาอยู่ที่ไหนคะ” 

“อยู่ที่ห้องทำงาน” ป้ามนตอบกลับก่อนจะเดินไปทางครัวเพื่อเตรียมอาหารให้กับอีกหนี่งชีวิต 

พอจบประโยค 

มุทิตาก็ทำหน้าตาเหลอหลาทันที เพราะตั้งแต่ทำงานมาเธอยังไม่เคยได้ขึ้นไปยังห้องทำงานของเจ้านายตัวเองเสียทีก็เพราะว่าเจ้าตัวหวงถิ่นตัวเองซะขนาดนั้นคนเป็นแค่ลูกน้องอย่างเธอใครมันจะไปกล้าเหยียบถิ่นของเขากัน แต่วันนี้เธอคงต้องไปเยือนถิ่นของเขาเสียแล้วละ 

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” 

เสียงเคาะประตูของมือข้างหนึ่งของหญิงสาวที่พยายามทำให้มันว่างยกขึ้นเคาะประตูเพื่อทักทายคนข้างในว่ามีคนมา ซึ่งกว่าที่เธอจะหาห้องทำงานของเขาเจอก็แทบจะแย่เหมือนกันเพราะบ้านหลังนี้มันไม่ใช่หลังน้อยๆ ห้องก็มีเป็นสิบๆห้องไม่รู้ว่าสร้างไว้เป็นโกดังเก็บของหรือยังไงมันถึงเยอะได้เยอะดีขนาดนี้ 

"ฉันเอาอาหารมาให้คะ" ร่างอวบเดินเข้ามาหลังจากได้รับคำอนุญาตจากชายหนุ่มแล้ว โดยที่มือทั้งสองข้างถืออาหารที่ป้ามนทำขึ้นมาสำหรับเขาไว้ ยามเมื่อเดินเข้ามาถึงเธอก็มองเห็นว่าเขาตอนนี้กำลังนั่งเคร่งเครียดกับกองเอกสารหลายเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน จนเเทบจะมองหาที่ว่างไม่เจอ 

“ฉันไม่กินเอากลับไปซะ” เสียงทุ้มเรียบเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ จนหญิงสาวที่ยกอาหารในครั้งนี้มาให้เขาต้องขนลุกซู่ แม้ว่าจะเคยได้เย็นน้ำเสียงเช่นนี้หลายครั้งเเล้ว เเต่ทว่าเธอก็ไม่ชินกับมันเสีย 

“แต่ป้ามนบอกให้คุณแอรอนรับประทานนะคะ ถ้าคุณไม่ทานป้ามนหรือแม่ของคุณอาจเป็นห่วงได้นะคะ” ป้ามนหรือนมของเขา เธอรู้ว่าชายหนุ่มรักหญิงคนนี้เพียงใดซึ่งหากเทียบก็คงจะเท่ากับมารดาของเขาเองก็คงจะรักไม่ต่างกันถ้ายกสองคนนี้ขึ้นมาอ้างอาจจะเป็นผลดีตอบกลับมาก็ได้ 

“แต่ฉันไม่กิน!!!” เสียงใสที่เอ่ยถึงบุคคลอื่นทำให้อารมณ์การทำอะไรหลายๆอย่างมันหมดลงและยิ่งได้ยินถึงสิ่งที่ยัยนั้นมันเอ่ยถึงผู้หญิงใจร้ายคนนั้นมันยิ่งทำให้เขาแทบอยากจะจับมาบีบคอเสีย!!! 

ตอนนี้อารมณ์ของเขาพุ่งขึ้นกว่าเดิมทำให้มุทิตาต้องหดตัวลีบด้วยความกังวลจากที่คิดว่าเขาอาจจะยอมกินอาหารในมือง่ายๆหากหยิบยกมารดาเขาขึ้นมาแต่ตอนนี้มันคงจะไม่ใช่อย่างนั้นเสียแล้วละ 

 

เอาอีกแล้วไอมุ 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันว่างไว้ตรงนี้นะคะ” เมื่อเลือกทางไหนไม่ได้เธอจึงใช้สายตากวาดมองหาที่ว่างเพื่อวางสำหรับอาหารถาดนี้ 

“......” ไม่มีเสียงตอบรับจากปากชายหนุ่ม เมื่อคิดว่าเขาคงไม่ได้ว่าสิ่งใดเธอจึงวางไว้เช่นนั้นเเล้วเดินออกไป แต่ทว่า 

“เพล้ง!!!” 

 

มาเเล้วจ้าา 

วันนี้นากับวัฒน์นะคะ 

 

มาเเล้วจ้าา 

วันนี้นากับวัฒน์นะคะ 

กลับหน้าเรื่อง

                                             

     ฝากนิยายของไรท์ตัวไม่น้อยนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมแขนของทุกๆคนด้วยนะคะ  และก็ขอบคุณเเรงสนับสนุนทุกคนด้วยนะคะ ไรท์จะพัฒนาฝีมือตัวเองยิ่งขึ้นค่ะ

 

#

 

ฝากรีดเดอร์ทุกคนกดไลค์เพจของไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

สามารถกดได้ที่ด้านล่างนี้เลยนะคะ

                                                                  

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น