Let me free [20+] ตีพิมพ์สำนักพิมพ์ Hermit Books
ตอนที่ 19 : ​If i lose you, I lose everything [100%] *แก้ไขคำผิด
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ตอนที่ 19 : ​If i lose you, I lose everything [100%] *แก้ไขคำผิด

If i lose you, I lose everything 

 

เสียงหัวเราะกรี๊ดกร๊าดของโลซ่าดังมาให้ได้ยินเป็นระยะ เมื่อเจ้าหมูน้อยกำลังวิ่งเล่นไถลลื่นไปตามถนนที่มีน้ำแข็งปกคลุม อากาศเย็นจัดในหน้าหนาวทำให้ทะเลสาบตรงหน้ากลายเป็นน้ำแข็งจนสุดลูกหูลูกตา สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง 

เราสี่คนนั่งรถมาเกือบสามชั่วโมงเพื่อชมทัศนียภาพสีขาวโพลนของทะเลสาบมิชิแกนที่ในฤดูหนาวแบบนี้ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง โชคเข้าข้างเราเมื่อมาร์คสามารถลาหยุดติดกันได้ถึงหนึ่งสัปดาห์เนื่องจากรับพนักงานใหม่เข้ามาเพิ่ม 

แต่หวังว่ากลับไปแล้วตำแหน่งงานของเขายังอยู่ก็แล้วกัน 

เจ้าตัวตอบตกลงทันทีเมื่อผมโทรหาเขาในคืนที่โจเซฟมาส่งผมที่บ้าน และผมไม่ได้อยู่รอเจอเขาในเช้าวันถัดไป ต้องขอบคุณเที่ยวรถรอบเช้าที่มาเร็วกว่ากำหนด ผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น 

แม้บรรยากาศตรงหน้าจะสวยงามหรือเสียงหัวเราะของเจ้าเด็กตัวป้อมจะสดใสเพียงใด แต่กลับไม่สามารถกลบความว่างเปล่าในใจที่กลืนกินพื้นที่โลกสีเทาของผมจนมืดมนยิ่งกว่าเดิมได้ 

“สรุปว่ามาเที่ยวหรือเปลี่ยนสถานที่อมทุกข์เฉยๆ” 

คำพูดรู้ดีจากคนด้านข้างเรียกสายตาผมกลับมาที่เขาอย่างไม่เต็มใจ เพราะมาร์คคาดคั้นเรื่องทุกอย่างจากผมเสียหมดเปลือก ไม่มีทางโกหกผู้ชายคนนี้ได้เลย เจ้าตัวหัวฟัดหัวเหวี่ยงใหญ่เมื่อรู้ว่าผมต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่ก็นั่นแหละ คนที่เพิ่งโดนทอมซ้อมมาย่อมโกรธมากกว่าเดิมเป็นธรรมดา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาจะไปช่วยอะไรได้เลย 

ช่วยได้อย่างเดียวก็คือเรื่องบ่นนี่ล่ะ ถนัดนัก 

“ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง พาโลซ่ากับจูเลียมาพักผ่อนแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ล่ะ” 

“อย่าเอามาเป็นข้ออ้าง วันหยุดเราไปเดินเล่นกันที่สวนสาธารณะเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องถ่อมาไกลตั้งสามชั่วโมง” 

“มันเหมือนกันที่ไหนเล่า” 

มาร์คส่ายหน้าช้าๆ อย่างเอือมระอา ก่อนที่เสียงหวีดร้องของโลซ่าจะดังขึ้น จนคนเป็นพ่อลุกออกไปด้วยความรวดเร็ว แต่เมื่อไปถึงเจ้าตัวอ้วนกลับหัวเราะเสียงดังลั่นที่ตัวเองล้มกลิ้งลงไป ภาพมาร์คจับโลซ่าอุ้มขึ้นมาและโยนไปบนฟ้าท่ามกลางเสียงหัวเราะของทั้งสามคมช่างเจิดจ้าจนผมอดยิ้มตามไม่ได้ 

นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วนับตั้งแต่ที่ผมออกมาจากบ้านหลังนั้น ไม่รู้ว่าป่านนี้ดีแลนจะเป็นอย่างไรบ้าง บาดแผลจะหายดีแล้วหรือยัง หรือตื่นมาอาละวาดที่ผมหายไปหรือเปล่า แล้ว.... 

เขาจะตามหาผมมั้ย? 

ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าที่ผมลากครอบครัวมาร์คมาที่นี่เพื่อจะหลบหน้าเขา เพราะคนอย่างดีแลนย่อมรู้อยู่แล้วว่าจะหาผมเจอได้ที่ไหน 

แต่เพราะผมยังไม่พร้อม 

ผมต้องการเวลาเพื่อจะคิดทบทวนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอยู่มันดีแล้วจริงๆ หรือ ผมพร้อมที่จะเห็นดีแลนบาดเจ็บแบบนี้อีกหรือเปล่า แน่นอนว่าคำตอบคือไม่ 

ภาพเลือดของเขาท่วมฝ่ามือผมยังจำได้ขึ้นใจ ฝันร้ายตามหลอกหลอนจนต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก กลิ่นคาวเลือดยังคละคลุ้งติดปลายจมูกผมอยู่เลย 

หัวใจผมไม่เข้มแข็งพอที่จะเผชิญกับเรื่องแบบนี้อีก แต่เตียงกว้างยามค่ำคืนที่ไม่มีเขามันก็เงียบเหงาเหลือเกิน ทุกครั้งที่สะดุ้งตื่นและกวาดมือไปด้านข้างแต่ไม่พบใคร ไม่ต่างจากตอนที่ต้องกลับบ้านเพื่อกอดตัวเองและหลับไปอย่างเมื่อก่อนเลยสักนิด แต่ตอนนี้รูกลวงในใจกลับถูกแหวะออกกว้างกว่าเก่า เพราะไม่มีเขาอยู่ในโลกของผมอีกแล้ว 

โลกของเราตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิง เหมือนกับที่มันเคยเป็นคู่ขนานกันมาตั้งแต่แรก สิ่งที่ผมนำติดตัวกลับมามีเพียงข้าวของของผมที่นำติดตัวไป เอาไปเท่าไหร่ก็นำกลับมาเท่านั้น แม้ผมจะอยากทำแบบนั้นกับความรู้สึกของตัวเองเหมือนกัน 

แต่ผมรู้ดีว่าทำไมไม่ได้ 

ถึงต้องแบกความรู้สึกบอบช้ำกลับมาด้วย 

ดีแลนไม่ได้ทำความผิด ที่ผมหนีมาก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เป็นผมเองที่ไม่เข้มแข็งพอที่จะต้องแบกรับความรู้ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากความอ่อนแอของตัวเอง 

ผมไม่สามารถเห็นแก่ตัวสั่งให้เขาเลิกทำงานที่เขาทำอยู่ได้ เพราะมันคือโลกของเขาก่อนที่เราจะเจอกัน ไหนจะยังโจเซฟ อลัน และทอมอีก คิดยังไงก็ไม่ควร 

แต่ใครจะรู้ว่าการตัดใจทั้งที่ยังรักทั้งสองฝ่าย มันจะเจ็บเจียนตายขนาดนี้ 

“ควิน!” ก้อนกลมบางอย่างเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วชนผมเข้าอย่างจังจนหงายหลังไปทั้งคู่ ผมที่กำลังตะเกียกตะกายด้วยความตกใจถูกกลบไปด้วยเสียงหัวเราะ และเสียงโวยวายที่ตามมา 

“โลซ่า อย่างวิ่งใส่อาแบบนั้นสิลูก!” จูเลียรีบเดินตามมาจับเราทั้งคู่ลุกขึ้นก่อนจะปัดเศษหิมะออกจากชุดลูกสาวตัวน้อย 

“ก็ควินเหงา” เด็กน้อยพูดพลางเอนตัวเข้ามาหาจนผมรับตัวเธอมากอดไว้ 

“ใครบอกว่าอาควินท์เหงา” 

“ก็อาควินทำหน้าเศร้า” 

คำพูดของเด็กไม่เคยโกหก จูเลียสบตาผมด้วยรอยยิ้มใจดี ก่อนจะยื่นมือมาลูบหัวลูกสาวเบาๆ 

“งั้นโลซ่าก็ต้องช่วยอาควินท์นะ เล่นกับอาควินท์บ่อยๆ อาควินท์จะได้ไม่เหงา” 

“โธ่จูเลีย ผมไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ” 

“ถ้าไม่ใช่เด็กแล้วหนีปัญหามาหลบอยู่ที่นี่ทำไม” อดกลอกตากับคำพูดของมาร์คที่เดินตามหลังมาไม่ได้จริงๆ 

“เงียบไปเลย” ได้แต่บ่นอุบอิบไปอย่างนั้นเอง 

และเพราะฟ้าในฤดูหนาวเริ่มมืดลงอย่างรวดเร็วเราจึงต้องกลับรีสอร์ตเพื่อผิงไฟอุ่นๆ สักที แม้เจ้าตัวเล็กจะอิดออดอยู่บ้างก็ตาม 

มื้อเย็นเราฝากท้องกับอาหารที่ทางรีสอร์ตจัดการให้ เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ที่ทุกคนดูแลตัวเอง จูเลียกินไปด้วยคอยเช็ดมุมปากให้เจ้าเด็กอ้วนที่กินยังไงก็เลอะไปด้วยรอยิ้ม เป็นมื้ออาหารที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอีกเช่นเคย ภาพความทรงจำเก่าๆ ยามไปเยี่ยมพวกเขาที่บ้านไหลกลับมาอีกครั้งจนอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้จริง 

ช่างเป็นครอบครัวที่แสนอบอุ่น ที่ผมไม่เคยมี 

ไม่นานจูเลียก็ขอตัวพาเจ้าตัวแสบที่พอกินอิ่มก็เริ่มง่วงหงาวหาวนอน แถมวันนี้ออกไปตะลอนทั้งวันจนแทบหลับคาชามข้าวอยู่รอมร่อขึ้นไปนอนก่อน จึงเหลือบเพียงผมกับมาร์คนั่งจิบไวน์ต่อกันสองคน 

จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ของมาร์คดังขึ้น เจ้าตัวยกขึ้นมาดูด้วยความแปลกใจ ก่อนจะยื่นหน้าจอโทรศัพท์ส่งให้ผม 

...ควินตัน... 

ชื่อโทรศัพท์ที่ปรากฏทำเอานิ่งจังงัง ในเมื่อมันเป็นเบอร์ของผมเอง แต่ก็พอเดาได้ไม่ยากว่าใครเป็นคนโทรมาเพราะผมทิ้งโทรศัพท์เครื่องนั้นเอาไว้ที่บ้านเขา และเบอร์นี้ก็โทรเข้ามาตั้งแต่วันแรกที่ผมหายตัวไปแล้ว เหลือบตาขึ้นมองมาร์คที่จ้องผมอยู่ก่อนแล้ว 

“เอาไง” 

“ปล่อยไว้แบบนั้นแหละ” 

“ไม่ต้องรับเหรอ” 

“ไม่ต้อง” 

“แต่เขาจะสงสัยเอาได้นะถ้าไม่รับ” 

“เราหายมาพร้อมกันขนาดนี้เขาก็คงไม่ต้องสงสัยแล้วล่ะ เพราะรู้อยู่แล้วถึงได้โทรมานี่ไง” 

เพราะมาร์คคือคนเดียวที่ผมเหลืออยู่ เขารู้อยู่แล้วว่าผมต้องกลับมาที่บ้าน ผมจ้องเจ้าโทรศัพท์เครื่องนั้นที่ดังต่อเนื่องอยู่สักพักก่อนที่มันจะแน่นิ่งไป ...ห้าสาย ก็ถือว่ามากสำหรับคนที่ไม่มีความอดทนอย่างเขาแล้ว เพราะแต่ละครั้งเขาคอยจนกว่าสายจะตัดไปเอง 

“จะหนีแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่” 

“....” ผมทอดถอนใจเมื่อได้ยินคำถามของมาร์ค ในเมื่อผมเองก็ยังไม่รู้คำตอบเหมือนกัน 

“รู้ใช่มั้ยว่าหนีไปตลอดไม่ได้” 

“รู้น่า” 

“กลายเป็นคนขี้ขลาดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ควินท์ คนก๋ากั่นที่นอนกับใครไม่เลือกหน้าที่สวนบ้าๆ นั่นหายไปไหนแล้ว” 

“เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ไหนกันเล่า” 

“เกี่ยวสิ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนนายคงก้าวต่อไปได้แล้ว ไม่มามัวนั่งเศร้าหยุดอยู่กับที่อย่างคนติดหล่มแบบนี้หรอก กับแค่ผู้ชายคนเดียวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต” 

“มันไม่เหมือนกัน” 

“ตรงไหนล่ะ” 

“.....” 

“ตรงที่คนก่อนๆ หน้านี้นายไม่ได้รักเขาเหมือนอย่างที่รักดีแลนใช่มั้ย” 

“....!!” ผมหันมองหน้ามาร์คด้วยความตกใจเมื่อเขาพูดสิ่งนั้นออกมา แต่เจ้าตัวกลับแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายราวกับคุณพ่อที่ต้องนั่งฟังเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของลูกสาววัยประถม 

“ดูไม่ออกก็โง่แล้ว สามวันมานี้นายทำตัวเหมือนคนไม่ได้เอาวิญญาณติดตัวมาด้วย ถึงจะหัวเราะได้แต่มันไม่ได้ออกมาจากใจ มันออกมาจากรูกลวงโบ๋ในอกนายมากกว่า” 

“....” 

“ไม่ใช่แต่วิญญาณหรอกมั้งที่ลืมเอามา หัวใจของนายก็คงทิ้งไว้ที่นั่นด้วย” 

ได้แต่กำก้านแก้วในมือแน่นเมื่อถูกคำพูดของมาร์คจี้ใจดำ ทั้งที่ผมคิดว่าตัวเองแสดงได้แนบเนียนแล้วเชียว 

“ไหนว่าห่วงกันไง ทำไมตอนนี้มาไล่ให้กลับไปล่ะ” 

“ไม่ได้ไล่ให้กลับไป แค่ไม่อยากเห็นนายหนีปัญหาแบบนี้ ฉันไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้ว่าพวกนายสองคนรู้สึกยังไงกัน ถึงแม้ผู้ชายคนนั้นจะอันตรายมากขนาดไหน แต่หาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะคนที่จะรับกระสุนแทนเราได้น่ะ เป็นฉัน ฉันยังอาจจะต้องคิดก่อนเลย” 

“ฉันจะบอกจูเลียว่านายพูดแบบนี้” 

มาร์คเอื้อมมือมาผลักหัวผมทันทีอย่างอ่อนใจ 

ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด ผู้ชายแบบดีแลนผมคงหาไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้ ก็เพราะเขาสำคัญขนาดนั้นไง ผมถึงเสียเขาไปไม่ได้อีก ทำไมที่ไม่มีใครเข้าใจนะ 

“เบื่อจะพูดกับนายแล้ว กลับไปนอนกอดเมียกอดลูกให้สบายใจดีกว่า เชิญนายกลับไปนอนในห้องว่างเปล่า กอดความเหงาไปคนเดียวเถอะ แล้วอย่าสะดุ้งตื่นวิ่งมาเคาะห้องฉันกลางค่ำกลางคืนทั้งน้ำตาอีกล่ะ” 

อยากอ้าปากเถียงว่าผมไม่เป็นอะไรที่ต้องกลับไปนอนคนเดียวแต่ทำไม่ได้ เพราะสิ่งที่เขาพูดมามันเป็นเรื่องจริง แม้จะน่าอายแต่ความฝันที่เต็มไปด้วยเลือดแสนน่ากลัวจนผมวิ่งไปเคาะห้องเขาในวันแรก และนอนเบียดกับโลซ่าที่เตียงเล็กแอบอิงความอุ่นจากเจ้าตัวกลมทั้งคืน 

บ้าชะมัด 

เกลียดตัวเองจริงๆ 

 

และแล้วอาทิตย์หนึ่งก็ผ่านไป จะว่าช้าก็ช้าหรือจะว่าเร็วก็เร็ว ที่ช้าเพราะช่วงเวลาตอนกลางคืนเหน็บหนาวและยาวนาน ไม่ใช่แค่เพราะว่าตอนนี้เป็นหน้าหนาว แต่เพราะฝันร้ายยามหลับใหลทำให้ฝืนตานอนหลับต่อไม่ลง ส่วนที่ว่าเร็วนั้นก็คงเพราะยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง 

“ตกลงว่าจะให้ถามบ้าบเรื่องงานมั้ย” มาร์คลดกระจกลงถามผม เมื่อผมลงมายืนส่งเขาหน้าบ้านเรียบร้อยแล้ว 

“ไม่ต้องหรอก หายหัวไปนานขนาดนั้นกลับไปคงโดนโยนออกมานั่นแหละ เดี๋ยวจะลองหางานอื่นแถวๆ นี้ดู” 

“หรือว่าจะมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงโลซ่าก็ได้นะจ๊ะควินท์” เสียงจูเลียดังแทรกออกมาจากในรถ เรียกรอยยิ้มได้ 

“จะเก็บมาพิจารณาก็แล้วกัน” 

ผมยืนโบกมือส่งให้สามคนพ่อแม่ลูกจนลับตา ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับโลกที่ผมทั้งรักและเกลียดในเวลาเดียวกันอีกครั้ง กลับมาอีกจนได้สิน่า... 

เพราะวันที่กลับมาผมตรงไปที่บ้านมาร์คทันทีไม่ได้แวะเข้ามาที่นี่ก่อน ดังนั้นครั้งสุดท้ายที่เหยียบที่นี่จึงเป็นวันที่หนีดีแลนมากับอลัน ...หนีมาเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ครั้งนี้ผมคงไม่ได้กลับไปอีกแล้ว 

ควานมือเข้าไปหากุญแจที่เคยซ่อนไว้แต่น่าแปลก พรมเก่าที่เคยใช้ซ่อนลูกกุญแจได้บันไดกลับหายไป รวมทั้งเจ้าลูกกุญแจดอกนั้นด้วย สัญชาตญาณเตือนภัยดังลั่นขึ้นมาทันที เป็นอันรู้กันอยู่แล้วว่าเมืองล้มละลายแห่งนี้น่ากลัว 

ถึงแม้ในบ้านจะไม่ได้มีของมีค่า แต่บางอย่างถ้าเอาไปขายคงพอได้ยาเสพติดกลับมาเสพพอประทังความอยาก 

ความไม่ชอบมาพากลทำให้ผมไม่กล้าเดินเข้าไปทางหน้าบ้าน แม้แต่ลองบิดลูกบิดประตู จึงเลือกเดินอ้อมไปทางด้านหลังแทน และก็เป็นอย่างที่คาดเมื่อบานประตูหลังบ้านไม่ได้ปิดสนิท เหมือนมันถูกเปิดแง้มไป 

ผมก้าวเข้าไปด้วยฝีเท้าแผ่วเบาเท่าที่จะทำได้ ถ้าตรงไปอีกนิดจะพบกับห้องครัว ที่นั่นผมสามารถมาอาวุธใช้ต่อกรกับใครก็ตามที่บุกเข้ามาในบ้านของผมได้ ขอแค่อย่าเจอมันก่อนก็พอ 

กระเป๋าเสื้อผ้าถูกกระชับกอดไว้แน่นราวกับมันจะช่วยเป็นโล่ป้องกันให้ได้ แต่ในบ้านกลับเงียบกว่าที่ผมคิด ไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ ให้ได้ยิน 

หรือว่าพวกมันจะออกไปแล้ว? 

ความชะล่าใจทำให้เดินผ่านห้องครัวไปแทนที่จะหาอะไรป้องกันตัว ภายในบ้านขมุกขมัวเพราะแสงด้านนอกส่องเข้ามาไม่ถึงด้วยหน้าต่างถูกม่านปิดไว้ มือคลำไปตามกำแพงเพื่อหาสวิตช์ไฟตามความเคยชิน จนกระทั่ง... 

....!!! 

ฝ่ามือเย็นเฉียบจากด้านหลังเอื้อมมาปิดปากผมไว้ด้วยความรวดเร็วท่ามกลางความเงียบ สติถูกกระชากออกไปจากร่างทันที พร้อมกับสะบัดตัวออกจากการถูกควบคุม แม้ใจจะอยากดิ้นและร้องโวยวายแต่กลับทำไม่ได้เพราะแรงรัดอย่างแน่นหนาจากด้านหลัง กระเป๋าเสื้อผ้าร่วงหล่นลงไปอย่างไร้ประโยชน์ ความกลัวครอบคลุมร่างกายจนสั่นเทิ้ม น่าแปลกที่ในเวลานี้ผมกลับนึกถึงใบหน้าของคนที่ควรจะลืมมากที่สุดขึ้นมา 

อยากให้เขามาอยู่ตรงนี้... 

ร่างกายกำยำเบียดเข้ากับแผ่นหลังของผมจนแนบสนิท ก่อนน้ำเสียงเย็นเยียบจะเอ่ยขึ้นข้างหูจนชาวาบไปทั้งร่าง 

 

“กลับมาได้สักทีนะ...”  

 

 

 

TBC. 

>>>> 

หูยยยยย เดาได้มั้ยใครมา 

... 

ติดตามข่าวสารได้ที่ เพจ 

www.facebook.com/ninyamanee/ 

ฝากกดถูกใจกันด้วยน้าา 

กลับหน้าเรื่อง

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636973441316511097.jpghttp://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636973441316734995.jpg

ช่องทางการสั่งซื้อ 

www.hermitbookshop.com

 

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636987094938705895.jpghttp://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636987094938213556.jpg

ช่องทางการสั่งซื้อ

http://deerbookshop.lnwshop.com

 

 

 

 

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น