Let me free [20+] ตีพิมพ์สำนักพิมพ์ Hermit Books
ตอนที่ 5 : ​Stranger [50%] *แก้ไขคำผิด
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ตอนที่ 5 : ​Stranger [50%] *แก้ไขคำผิด

Stranger 

 

กว่าพายุจะสงบลงได้ก็ตอนที่เสียงโทรศัพท์ของดีแลนดังขึ้น ร่างสูงจึงจำต้องผละออกไปอย่างอ้อยอิ่ง หลังจากปล่อยให้ดังเป็นสายที่สามและฝ่ายนั้นไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้ ดีแลนจึงคว้ามารับอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ไม่วายฟัดแก้มผมจนหนำใจก่อนจะหายเข้าไปในห้องน้ำ แรงเสียดจากช่องทางด้านหลังทำให้พลิกกายนอนคว่ำแทน ระบมไปหมดทั้งตัว ร่องรอยที่เริ่มจางไปถูกแทนที่ด้วยรอยใหม่นับไม่ถ้วน 

ควรต้องคุยเรื่องนี้กันหน่อย 

ผมนอนนิ่งฟังเสียงน้ำอย่างเกียจคร้าน ไม่อยากแม้กระทั่งขยับตัว เพราะเคลื่อนทีก็เจ็บที คนตัวใหญ่นั่นไม่ผ่อนแรงให้กันเลย 

นอนตะแคงหน้าจ้องบานประตูห้องน้ำนิ่ง ทบทวนข้อเสนอของเขา มันง่ายไปหรือเปล่าที่ผมรับมันไว้ ...แค่เซ็กซ์? 

หรือเพราะผมเชื่อคำพูดพวกนั้นกันแน่ 

ชีวิต ที่เขาหมายถึง ใช่ ชีวิต ที่ผมต้องการหรือเปล่า 

ลองดูสักตั้งคงไม่เป็นไรใช่ไหม 

ปล่อยความคิดล่องลอยไปกับเสียงน้ำไหล ผมไม่ได้ใช้ชีวิตโดยใช้สมองตัดสินใจมากนัก เพราะความอยากมักมีอิทธิพลเหนือกว่า ผมถนัดใช้ความรู้สึกในการเลือก 

และครั้งนี้คงไม่ต่างกัน 

ดีแลนอันตราย...ใช่ผมรู้ 

แต่มีบางอย่างในตัวเขาทำให้ผมพยายามไม่มากพอที่จะหนีเขาไป 

ผมอยากอยู่ 

อยากรู้ว่าชีวิตที่มีใครสักคนมันเป็นยังไง... 

คลิก 

เสียงบิดลูกบิดดังขึ้น ก่อนประตูห้องน้ำเปิดออกเผยร่างกายสุดฮอตที่มีผ้าขนหนูพันปิดช่วงล่าง สายตาผมอ้อยอิ่งอยู่กับรอยสักของเขาเช่นเคย ทอดสายตาไปยังแนวสันหลังรอยสักแนวตั้งนั่นดึงดูดสายตาไม่แพ้ที่แผงอกเขา 

บางที...ถ้าผมเชื่อใจเขาได้มากพอ ผมอาจจะขอให้เขาสักให้ 

บางทีนะ 

“ทำไมคุณถึงเป็นช่างสัก” อยู่ๆ ก็อยากรู้ขึ้นมาเสียเฉยๆ 

ดีแลนขยับกายใส่ยีนสีซีดอยู่ครู่หนึ่ง คว้าเสื้อยืดติดมือมาหนึ่งตัวและเดินมานั่งบนเตียงด้านข้างผม เสยเส้นผมสีควันบุหรี่ชื้นเล็กน้อยไปด้านหลัง 

“ชอบ” คำตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความ ก็สมกับเป็นเขาดี แต่ผมอยากรู้มากกว่านั้น 

“ทำไมถึงชอบ” ผมยกมือข้างหนึ่งขึ้นไล้ไปยังต้นแขน ลากผ่านรอยสักสีดำของเขาไปมา โดยที่ดีแลนนั่งนิ่งๆ ปล่อยให้ผมสัมผัสตัวเขา 

“ไม่ง่วงแล้วหรือไง เมื่อกี้เห็นตาจะปิด” คนตรงหน้าเลี่ยงไม่ตอบ ผมจึงลดมือที่ไล้ผิวกายเขาอยู่ลง 

มันอาจเป็นคำถามที่ละลาบละล้วงเกินไป สำหรับคนที่เพิ่งเจอกันไม่กี่วัน แม้จะฟัดกันไปหลายรอบแล้วก็ตาม 

“เห็นคนแก้ผ้าตรงหน้าเลยหลับไม่ลง” ผมตอบกลับไปหน้าตาย จึงได้เห็นรอยยิ้มกว้างของคนยิ้มยาก ผมชอบนะถ้ามันเป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจเขาจริงๆ 

“ปากดี” เขาว่าพลางผลักหัวผมเบาๆ ผมทำเพียงยกมือปัดเขาออกและหันหน้าหนีไปอีกทาง งีบสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน แต่ดีแลนกลับรบกวนการนอนของผมอีกครั้ง 

“หิวหรือเปล่า” 

ส่งเสียงในลำคอปฏิเสธกลับไป จริงๆ แล้วก็หิวแต่ความขี้เกียจมีมากกว่า แถมลุกไม่ขึ้น เหนื่อยด้วยอยากนอนพักต่ออีกสักหน่อย 

“ฉันจะออกไปทำงาน นายนอนไปก่อนแล้วกันเที่ยงๆ จะมาปลุก” 

“อืม” ตอบรับพลางหลับตาลง แว่วเสียงประตูปิดเบาๆ 

ทำทุกอย่างราวกับเป็นเรื่องปกติทั้งที่ไม่มีอะไรปกติสักอย่าง แปลกที่ บนเตียงของคนอื่น ในบ้านของคนที่ไม่รู้จัก ทำสัญญาประหลาดไม่มีที่มาที่ไป แต่ในเมื่อชีวิตผมไม่มีอะไรจะเสีย ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของความรู้สึกต่อไปแล้วกัน 

 

 

หลังจากดีแลนออกไปผมก็งีบต่ออีกสักพักใหญ่ๆ จนธรรมชาติของร่างกายเรียกร้องให้ลุกเข้าห้องน้ำ จึงงัวเงียตื่นขึ้นมา ลากสังขารที่ดีขึ้นมากไปจัดการธุระส่วนตัวของตัวเอง จนกระทั่งเดินพันผ้าขนหนูออกมาจากห้องน้ำนั่นแหละถึงได้รู้ว่าผมไม่มีเสื้อผ้าติดตัวมาด้วยเลย เหลือบมองไปทางตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ของดีแลนอย่างชั่งใจ สุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกจึงค้นหาชุดง่ายๆ ที่พอใส่ได้ออกมาแก้ขัด จึงได้เสื้อยืดหลวมๆ กับกางเกงแบบผูกเชือกมาอย่างละตัว 

“ขอยืมก่อนแล้วกัน” พึมพำเบาๆ แม้รู้ว่าเจ้าของคงไม่ได้ยิน 

เดินออกมาจากห้อง ตรงเข้าสู่โซนร้าน วันนี้ไม่มีลูกค้านั่งรอแต่เสียงเครื่องสักดังมาจากห้องด้านในทำให้รู้ว่าเขายังทำงานอยู่ เบนสายตาไปหาใครอีกคนในห้อง แต่เขากลับไม่สนใจผมเลยทั้งที่เห็นผมแล้วแท้ๆ จึงจงใจเดินไปทิ้งตัวนั่งลงอีกฝั่งของเค้าน์เตอร์ 

“เกลียดขี้หน้ากันนักหรือไง” เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นก่อน ชายตรงหน้าเบือนสายตาขึ้นมาสบก่อนจะถอนหายใจเบาๆ 

“เปล่า” 

“คุณไม่อยากคุยกับผม” 

“ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร” อีกฝ่ายตอบกลับมาเสียงเนือย ดูท่างานของเขาจะน่าเบื่อเอาการ ถึงไร้ชีวิตชีวาขนาดนี้ 

“ผมควินตัน คุณล่ะ” 

“ฮาร์เปอร์” แต่อย่างน้อยเขาก็ยอมบอกชื่อตัวเอง คงตีสนิทได้ไม่อยาก และอีกอย่างผมไม่เคยเห็นเขาออกไปทำเรื่องโหดๆ กับดีแลนเลยสักครั้ง ถ้าเปรียบเทียบตามตำแหน่งเขาคงเป็นผู้จัดการร้านสักนี่สินะ 

“คุณดูแลที่นี่เหรอ” 

” แค่เรื่องตารางนัด” 

“ผมไม่เคยเห็นคุณออกไปทำงานข้างนอกเหมือนคนอื่นๆ” ลองหยั่งเชิงถามออกไปดู คิดว่าเขาคงรู้ว่าคนอื่นๆ ที่พูดนี่หมายถึงใคร ใบหน้าเฉยชาจึงเงยขึ้นมาสบตาผมอีกครั้ง ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นอ่านยากจนผมมองไม่เห็นอะไร 

“ไม่ใช่งานของฉัน” 

“แล้วงานของคนพวกนั้นคืออะไร ดูแล้วไม่เหมือนงานของช่างสักเท่าไหร่” 

ฮาร์เปอร์ไม่ตอบอย่างที่ผมคิดไว้ เขาก้มลงสนใจสมุดในมืออีกเช่นเคย ผมมองตามสายตาเขาไปถึงรู้ว่ามันคือตารางนัดในแต่ละวัน ซึ่งวันนี้ตารางของดีแลนเริ่มตอนสิบโมง ถึงได้มีโทรศัพท์โทรมาตามเขาสินะ นัดต่อไปคือตอนบ่ายสองและบ่ายสามโมงครึ่ง 

“เขาจะเสร็จตอนไหนคุณรู้มั้ย” เมื่อรู้ว่าไม่ได้คำตอบจากประโยคคำถามแรกแน่ๆ จึงเปลี่ยนเรื่องคุย ใกล้เที่ยงเต็มที กระเพาะจึงพากันร้องประท้วงระงม 

“อีกเดี๋ยวคงออกมาแล้ว” 

พยักหน้ารับเบาๆ รอดีแลนก่อนดีกว่า เพราะก่อนที่จะออกมาเขาบอกว่าจะเข้าไปปลุกผมตอนเที่ยง เวลาอาหารกลางวันพอดี 

มือเอื้อมหยิบสมุดภาพรอยสักมานั่งดูเล่นฆ่าเวลา มีตั้งแต่รอยเล็กๆ ลายเส้นไม่เยอะ สำหรับผู้หญิงไปจนถึงรอยสักใหญ่ๆ แบบที่พวกมาเฟียชอบใช้กัน ผมคงเข้าไม่ถึงพวกมันเท่าไหร่เพราะไม่มีรอยไหนถูกใจ แต่ดูไปเรื่อยๆ ก็เพลินดี 

“พวกนี้ดีแลนเป็นคนออกแบบเองทั้งหมดเลยเหรอ” 

“อืม มีบ้างบางครั้งที่ลูกค้าถือแบบมาเอง” ฮาร์เปอร์ตอบกลับมา 

“รอยสักของคุณ เขาเป็นคนสักให้หรือเปล่า” ผมพยักพเยิดหน้าไปทางแขนข้างขวาของเขาที่มีลวดลายสีสันต่างๆ เต็มแขน 

“ใช่” 

“กว่าจะเสร็จทั้งหมดนั่นคงเจ็บตายพอดี” แค่นึกภาพว่ามีเข็มทิ่มเราเป็นร้อยเป็นพันครั้งก็ขนลุกแล้ว แต่ฮาร์เปอร์กลับทำเพียงไหวไหล่เบาๆ 

“ถ้าถึงกับตาย นายคงไม่มีเพื่อนคุยอยู่ตรงนี้” 

ก็จริงของเขา 

“แล้วรอยสักของคุณหมายถึงอะไร รูปนกใช่มั้ยผมไม่ค่อยมีหัวทางด้านศิลปะ” 

ฮาร์เปอร์ยกยิ้มบาง ๆ พลางพยักหน้ารับ เขายกแขนพลิกไปมาเพื่อโชว์ให้ผมเห็นลวดลายทั้งหมด แม้จะมีบางส่วนที่หายเข้าไปในแขนเสื้อ 

“นกนางนวล มันบินไปทุกที่ที่มันอยากจะไป ไกลยังอีกซีกโลก อิสระเป็นของมัน ...และมันพาฉันมาถึงที่นี่” ผมเข้าใจสิ่งที่เขากำลังจะสื่อ 

อิสระ สินะ ...ผมเองก็อยากได้เหมือนกัน 

“อีกอย่างมันหมายถึงความหวัง ความรัก” ฮาร์เปอร์อธิบายต่อช้าๆ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเหมือนคิดว่ามันไม่เข้าท่า “สำหรับพวกผู้หญิงน่ะนะ แต่ฉันชอบการเดินทางมากกว่า ฉันถึงเลือกมัน” 

“คุณไม่ได้เกิดที่นี่เหรอครับ” 

“เปล่า ฉันมาจากแอริโซน่า” เรื่องใหม่ทำเอาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะดูเหมือนเจ้านกนางนวลนั่นจะพาเขามาไกลจริงๆ แต่ก็ช่วยอธิบายผิวสีเข้มของเขาได้ 

“คนละฝากกันเลยนะ” 

“สภาพอากาศก็แตกต่างกันสุดขั้ว ที่นั่นร้อนจัดส่วนที่นี่หนาว ต้องใช้เวลาปรับตัวพักหนึ่งเลย” 

“แล้วทำไมถึงย้ายมานี่ เมืองล้มละลายมีอะไรดึงดูดคุณล่ะ” 

เขาเหลือบตาสีฟ้าเจิดจ้ามองผมครู่หนึ่ง ราวกับกำลังคิดถึงเรื่องที่ไม่อยากจำมากนัก “มี ‘ที่ยืน’ สำหรับฉันล่ะมั้ง” 

ฮาร์เปอร์หันไปสนใจงานของเขาอีกครั้ง และครั้งนี้ผมตัดสินใจเลิกกวนเขาเสียที การได้คุยกับเขาครั้งนี้ทำให้รู้ว่าชายหลังเค้าน์เตอร์ไม่ใช่หุ่นยนต์เสียทีเดียว ก็แค่คนที่มนุษยสัมพันธ์ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ก็เป็นมิตร 

ผมหมุนตัวมองไปรอบๆ ฆ่าเวลา ทอดสายตาออกไปนอกร้านที่วันนี้ประตูเปิดกว้างตรงหน้า ทางกลับบ้านผมอยู่ข้างนอกนั่น แค่ก้าวออกไป ไม่ใช่เรื่องยากจนหาทางไม่ได้ ผมเพียงไม่หาต่างหาก เพราะผมเลือกที่จะอยู่ 

“ตื่นนานรึยัง” เสียงถามดังขึ้นด้านหลังจึงหมุนตัวกลับมา ดีแลนทำงานของเขาเสร็จแล้ว สาวสวยสุดฮอตที่ตามติดมาด้านหลังนั่นคงเป็นลูกค้าของเขา ดูเหมือนอากาศต้นฤดูหนาวไม่ได้ส่งผลต่อเธอเท่าไหร่ เพราะสายเดี่ยวรัดแนบเนื้อกับกระโปรงตัวจิ๋วคงกันความหนาวไม่ได้ 

“สักพัก....” เสียงตอบของผมชะงักไปเมื่อสาวสวยจูบลงบนแก้มดีแลน พลางกล่าวขอบคุณ 

อืม... เรื่องปกติของเขาล่ะมั้ง 

“มาเติมอีกสักสองสามครั้งก็น่าจะเสร็จ” เขาหันไปบอกเธอพลางบอกให้ฮาร์เปอร์รับเงิน 

“มันคงจะเสร็จนานแล้วถ้าคุณมีเวลาให้ฉัน...ทั้งวัน” 

คำพูดสองคำสุดท้ายทำเอาผมเบือนหน้าหนี คงไม่เหมาะเท่าไหร่ถ้าจะแอบดูการโอ้โลมต่อหน้าต่อตา ใช่ว่าผมไม่พอใจอะไรหรอกนะ แค่ขัดหูขัดตาเท่านั้นเอง 

ก็เขาให้สัญญากับผมแล้วนี่ 

“ฉันก็มีลูกค้าคนอื่นนะโซอี้” 

“โธ่ดี อย่าทำเหมือนเป็นคนอื่นคนไกลอย่างนี้สิ เมื่อก่อนเราเข้ากันดีจะตาย” 

ดี 

...* หึ ชื่อนี้ทุกคนเรียกได้ยกเว้นผมสินะ ทั้งที่หันหน้าหนีมาแล้วแต่ก็ยังคันยุบยิบแถวหน้าอกชอบกล หรือว่าผมควรหลบออกไปเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาดีนะ 

จนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่เราสามผม ผมจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปหาอีกคนที่เหลือแทน ลืมความตั้งใจก่อนหน้านี้ไปเสียสนิท 

“คุณพักกลางวันหรือยัง ผมหิวแล้ว อยากหาคนช่วยนำทางหน่อย” หันไปคุยกับฮาร์เปอร์ที่เงยหน้ามองผมสลับกับดีแลนคนละที และหันกลับไปหาดีแลนอีกครั้งอย่างรอคอย อะไรของเขา คุยกับผมสิ ผมเป็นฝ่ายถามเขานะ 

แต่ฮาร์เปอร์ยังคงรอคอยดีแลนอย่างสงบนิ่ง จนผมเป็นฝ่ายทนไม่ไหวตัดบทด้วยความหงุดหงิดใจ 

“งั้นไม่เป็นไร ผมไปคนเดียวได้” 

“งั้นเราไปหาอะไรกินกันบ้างดีกว่า ฉันหิวแล้วเหมือนกัน” เสียงโซอี้ชวนดีแลนดังขึ้นด้านหลังเป็นตัวเร่งให้ผมเดินออกจากร้านเร็วขึ้น แต่นึกอะไรบางอย่างได้ก็จำต้องหยุดฝีเท้าลงไม่ไกลจากหน้าร้าน 

ผมไม่มีเงิน 

บ้าจริง 

ได้แต่กัดฟันกรอดอย่างไม่พอใจที่ใครอีกคนไม่คิดจะรั้ง ในเมื่อเขาก็รู้ว่าผมไม่มีอะไรติดตัว 

อ้อ... 

หรือเพราะว่ารู้สินะ ถึงปล่อยให้ผมเดินออกมาอย่างอวดดี และคงรู้อีกว่าผมไปไหนไม่รอดนอกจากพึ่งเขา และมันก็จริง 

“ไม่ไปแล้วหรือไง” ท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องของเขาทำเอาผมนึกอยากหันหลังกลับ แต่ขาเจ้ากรรมดันพาตัวเองตรงดิ่งกลับเข้าไปยังห้องนั่งเล่นด้านหลัง กระแทกไหล่ใส่ร่างสูงเต็มแรง 

แว่วได้ยินเสียงถามของโซอี้ดังตามหลังมา แต่ผมไม่ใส่ใจจะฟัง มองไปทางไหนก็พาลหงุดหงิดงุ่นง่านไปหมด โมโหทั้งที่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร หิวก็หิวอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ นึกอยากกลับไปที่สวนระบายใส่ใครสักคน ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ช่างสักนั่น! 

ตัดสินใจเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาอะไรบรรเทาความแสบท้อง อย่างน้อยนมสักกล่องก็ยังดี แล้วรู้มั้ยว่าผมเจออะไรในตู้เย็น... 

เบียร์สองกระเป๋า ขวดน้ำอีกเป็นโผล่ แกลลอนนมที่ไม่มีอะไรอยู่ด้านใน กับหอมใหญ่เน่าๆ อีกหนึ่งหัว มือคว้าเจ้าหอมน่าสงสารเขวี้ยงลงถังขยะเสียงดังพลางกระแทรกประตูปิด หันกลับมาอีกครั้งก็พบร่างสูงยืนอยู่ในห้องนั่งเล่นแล้ว 

“ของสดหมดไปตั้งแต่เมื่อวาน ไม่มีอะไรเหลือให้กินหรอก” ดีแลนพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินมานั่งลงอีกฝั่งหนึ่งของเค้าน์เตอร์ครัว ผมเกลียดรอยยิ้มกวนประสาทนั่น 

“ผมอยากกลับบ้าน” 

“อะไรนะ?” เขาย้อนกลับมา 

“ผมต้องการของใช้ส่วนตัว เงิน เสื้อผ้า” อธิบายเพิ่มเพื่อให้เขาเข้าใจวัตถุประสงค์ของผม ผมอยู่โดยไม่มีอะไรแบบนี้ไม่ได้ 

“นายใส่เสื้อผ้าฉันก็ได้ และอยู่ที่นี่นายไม่ต้องใช้เงิน” 

“ช่าย เห็นได้ชัดเลยเวลาที่ครัวคุณว่างเปล่า ผมคงเสกอาหารกินเองได้ และเสื้อผ้าคุณก็เหมาะกับตัวผมน่าดู” 

ดีแลนเท้าคางฟังผมพลางหัวเราะออกมาเบาๆ นั่นยิ่งทำให้ผมหัวเสียเข้าไปใหญ่ 

“ช่างประชดประชันดี” 

“ฮาร์เปอร์ว่างอยู่ ให้เขาพาผมกลับไปก็ได้ คุณจะได้มั่นใจว่าผมไม่หนีไปไหน ส่วนคุณอยากไปกินอาหารกลางวันกับใครก็เชิญ” สาบานว่าไม่ต้องการใช้น้ำเสียงประชดสักนิด แต่มันออกไปเอง เลยกลายเป็นว่าผมกำลังทำตัวงี่เง่าน่ารำคาญอยู่ เวรจริงๆ 

“ฮาร์เปอร์มีงานต้องทำ ส่วนนายก็ต้องไปกินข้าวกลางวันกับฉัน” 

” แล้วแม่สาวสุดฮอตของคุณนั่นล่ะ เอาไปทิ้งไว้ไหน” นั่นไง ตอกย้ำความงี่เง่าของตัวเองเข้าไปอีก 

“หึหึ โซอี้กลับไปแล้ว ฉันไม่นิยมกลับไปกินกับคนเคยคั่ว ของมันเก่ารสชาติจำเจ” พูดหน้าตายออกมาได้อย่างไม่ยี่หระ เขาเป็นคนแบบนี้เองสินะแต่จะว่าเขาไม่ได้หรอก ในเมื่อผมก็ทำตัวเหมือนเขาเช่นกัน 

ก็ดี แฟร์ดีถ้าสักวันผมจะเบื่อเขาบ้าง 

“หมดคำถามแล้วหรือยัง ฉันหิว เดี๋ยวตอนบ่ายมีนัดกับลูกค้าต่ออีก ฉันต้องกลับมาให้ทัน” 

“ผมจะไปถ้าคุณสัญญาว่าจะพาผมกลับไปเอาของ” ผมต่อรองแม้รู้ว่าสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจคือเขา แต่ผมไม่อยากใช้เงินของเขาฟรีๆ ไม่อยากให้เขาหยิบยกข้อนี้มาเป็นหนี้บุญคุณ 

“จะเอาอะไรบ้าง” ดีแลนยังคงถามกลับมาด้วยท่าทางสบายๆ ไม่สนใจโลกเช่นเคย 

“เงินกับเสื้อผ้า” 

“แค่นั้น?” 

“แค่นั้น” เพราะที่บ้านไม่มีข้าวของสำคัญมากนักหรอก แค่สองอย่างนี้ที่ผมก็ใช้ชีวิตได้แล้ว ผมไม่มีโทรศัพท์เพราะถึงมีก็ไม่รู้จะโทรหาใคร ไม่มีของแทนใจอะไรของใครทั้งนั้น 

“โอเค” 

 

 

 

50% 

>>>> 

มีคนไม่พออกพอใจ XD 

มีคนแอบงี่เง่าประกาย แต่ก็ยอมเขาทุ๊กกกกกที 

ปล.อยากมาลงทุกวัน แต่กำลังใจไม่ค่อยมี เม้นคนละนิดจิตแจ่มใสน้าาาา จุ้บๆ 

กลับหน้าเรื่อง

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636973441316511097.jpghttp://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636973441316734995.jpg

ช่องทางการสั่งซื้อ 

www.hermitbookshop.com

 

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636987094938705895.jpghttp://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636987094938213556.jpg

ช่องทางการสั่งซื้อ

http://deerbookshop.lnwshop.com

 

 

 

 

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น