Let me free [20+] ตีพิมพ์สำนักพิมพ์ Hermit Books
ตอนที่ 2 : ​Never ending story​ [100%] *แก้ไขคำผิด
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ตอนที่ 2 : ​Never ending story​ [100%] *แก้ไขคำผิด

Never ending story

 

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเวลาที่แดดเริ่มโรยรา บนเตียงด้านข้างว่างเปล่าเย็นชืดบ่งบอกว่าคนที่เคยนอนอยู่ตรงนี้ลุกออกไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อคืนผมหลับไปตอนไหน รู้เพียงว่าตอนนี้ร่างกายเคล็ดขัดยอกร้าวระบมไปหมด ไม่รู้ว่าผมขาดเซ็กซ์มานาน หรือเพราะอีกคนตายอดตายอยากกันแน่

ปลดปล่อยจนร่างกายแทบไม่เหลือน้ำใดๆ ให้หลั่งออกมาอีก ส่งผลให้ตอนนี้ช่องทางด้านหลังแสบจนแทบลุกจากเตียงไม่ไหว

แต่สุดท้ายก็กัดฟันลุกขึ้นมาได้สำเร็จ ของเหลวในร่างไหลย้อนลงมาตามเรียวขาด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก คนบ้าอะไรเก็บน้ำไว้ในตัวเยอะขนาดนี้ ผมคว้าเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่ปลายเตียงและลากสังขารเข้าห้องน้ำไป

ทันทีที่เห็นร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเองในกระจกทำเอาชะงัก รอยสีแดงคล้ำกระจัดกระจายไปทั่ว ทั้งรอยฟัน รอยจูบ รอยแดงเป็นปื้น บางรอยเลือดซิบก็มี แต่จะโทษใครก็ไม่ได้เพราะผมไม่ได้ห้ามเขาเอง เวลานี้จึงทำได้เพียงขยี้หัวตัวเองอย่างขัดใจเท่านั้น กัดฟันเปิดน้ำชำระคราบต่างๆ แม้มันจะแสบทั่วไปทั้งตัว

คงไม่ได้แวะเข้าไปที่สวนอีกนาน

เดินออกมาจากห้องพบเพียงความว่างเปล่า แว่วเสียงพูดคุยดังขึ้นด้านนอกจึงเดินตามเสียงไปออกสู่โถงของร้าน มีผู้ชายท่าทางโหดๆ นั่งรออยู่สองคน และคนแปลกหน้าอีกคนนั่งอยู่หลังเค้าน์เตอร์ รูปร่างกำยำ กล้ามแขนชัดจนแทบแหวกออกมานอกเสื้อยืดนั่นอยู่แล้ว ผมสีน้ำตาลอ่อนตัดสั้นใบหน้าคมคายแต่ออกเหลี่ยมไปสักหน่อยเงยดวงตาสีฟ้าขึ้นสบกับผม คิ้วหนาขมวดมุ่น ก่อนจะมองไปยังห้องสักด้านหลังเหมือนนึกอะไรออก

“ดีทำงานอยู่” เขาบอกผมเพียงเท่านั้น ก่อนก้มหน้าลงสนใจสมุดเล่มใหญ่ของเขาต่อ

ผมเหลือบมองไปทางที่ว่า ได้ยินเสียงเครื่องจักรบางอย่างกำลังทำงาน เดาเอาว่าคงเป็นเสียงเครื่องสักนั่นแหละ สรุปว่าผู้ชายคนนั้นเป็นช่างสักจริงๆ สินะ

ยืนนิ่งคิดอยู่ตรงนั้นสักครู่ ก่อนตัดสินใจถามสิ่งที่ต้องการออกไป “ผมจะกลับ ไปขึ้นรถได้ที่ไหน”

ชายคนนั้นเหลือบตามองผมอีกครั้ง ดวงตาสีฟ้าฉายแววประหลาดใจ แต่ก็เพียงครู่เดียวก่อนตอบกลับมา

“ดีไม่ได้บอกว่านายจะกลับ”

“ก็ผมบอกอยู่นี่ไง” ทำไมต้องรอคำอนุญาตจากคนพันธุ์นั้นด้วย

“นายจะไปได้ก็ต่อเมื่อดีอนุญาตแล้ว”

สรุปว่าผมยังคงเป็นนักโทษอยู่สินะ ไหนๆ แล้วทำไมไม่เอาโซ่มาล่ามขากันไว้ซะเลยล่ะ

“งั้นผมจะไปพูดกับเขา” เดินอ้อมเค้าน์เตอร์ไปหวังจะเข้าไปหาคนต้นเรื่อง แต่ชายร่างใหญ่กลับยืนขวางทางไว้เสียก่อน

“เขาทำงานอยู่ ฉันว่านายกลับไปนั่งรอดีๆ ด้านในดีกว่านะ” ดวงตาสีฟ้าจ้องอย่างไม่เป็นมิตรสักนิด

แต่เมื่อรู้ว่าทู่ซี้ไปก็เปล่าประโยชน์ ถึงได้เดินกลับเข้าไปในโซนบ้านพัก และทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น ท้องส่งเสียงร้องดังโครกคราก บ่ายโมงกว่าแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง แถมยังถูกขังไว้ที่ไหนก็ไม่รู้อีก

แต่ช่างเถอะ ใช่ว่าผมไม่เคยอยู่ในสภาพแบบนี้เสียหน่อย การใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวไม่ได้สบายสวยหรูหรอก จะอดบ้างหิวบ้างไม่ใช่เรื่องแปลกแต่คิดถึงขนมปังเก่าลดราคาที่วู๊ดวาร์ดคอนีย์ชะมัด

เมื่อไม่รู้จะทำอะไรตาก็พานจะหลับลงอีกรอบแต่เสียงใครบางคนเดินเข้ามาดึงสติผมไว้เสียก่อน หันไปมองจึงพบกับคนที่สร้างปัญหาให้ผม

ดีแลน

“ตื่นนานรึยัง” เสียงนิ่งถามขึ้นพลางเดินเข้าไปในครัว ทำราวกับเรื่องทุกอย่างปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น เหมือนไม่ได้เพิ่งพรากอิสระไปจากใครบางคน

“ไม่นาน” แหงล่ะ กว่าจะได้นอนก็เกือบเช้าแล้วนี่ยังดีที่ขุดตัวเองขึ้นมาจากเตียงได้

ไม่รู้ป่านนี้ที่วู๊ดวอร์ดคอนีย์ ร้านอาหารที่ผมทำงานพิเศษจะเป็นยังไงบ้าง คงวุ่นวายนิดหน่อยที่คนทำงานหายไปคนหนึ่ง มาร์คอาจจะเป็นห่วง แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกเขาชินแล้วกับการทำตัวเหลวไหลในบางครั้งของผม บางทีหายไปเกือบอาทิตย์จวนเจียนจะโดนไล่ออกอยู่รอมร่อ ก็ได้มาร์คนี่แหละช่วยพูดไว้

เสียงทำอาหารดังขึ้นเรียกความสนใจผมกลับมาอีกครั้ง

“ผมกลับได้หรือยัง”

“ไข่หรือแฮม” แทนที่จะตอบคำถามผม กลับถามคำถามแปลกๆ มาเสียอีก

“ผมมีงานต้องทำนะ”

“แฮมแล้วกัน เพราะไข่...ดูเหมือนว่านายจะได้มันไปแล้วเมื่อคืน”

ใบหน้าร้อนวูบเมื่อเข้าใจสิ่งที่เขาสื่อ คนกวนประสาทยกยิ้มกวนเบื้องล่างก่อนจะหันกลับไปสนใจกระทะต่อ

“ไม่ว่าคุณจะทำเป็นไม่ได้ยินอีกนานแค่ไหน แต่ยังไงผมก็ต้องกลับ” ผมลุกขึ้นยืน และเดินตรงไปหาเขา พิงโต๊ะกินข้าวจ้องแผ่นหลังร่างสูงเขม็ง “และใช่ เมื่อคืนผมได้มากมายพอแล้ว คุณเองก็ได้ไปเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจบเรื่อง ปล่อยผมกลับบ้านเสียที”

“ใครว่าฉันจบเรื่องกับนายแล้ว” คนพูดพูดโดยไม่หันมามองหน้ากัน ขะมักเขม้นทอดอะไรก็ไม่รู้บนเตา สร้างความไม่เข้าใจประเดประดังเข้ามาทุกทิศ ทุกการกระทำของเขาไม่มีเหตุผลเลย

“แล้วยังต้องการอะไรอีก บอกมาสิผมจะให้ แต่ถ้าจะถามเรื่องผู้ชายคนเมื่อคืนละก็เสียใจด้วย ผมไม่รู้จักเขา”

“รับไป” จานใบหนึ่งถูกยัดใส่มือทั้งที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ในนั้นมีแฮมร้อนๆ กับไส้กรอกทอดสี่ห้าชิ้น พร้อมขนมปังปิ้งเกรียมๆ อีกสองแผ่น อดเบ้หน้าเมื่อก้มลงมองมันไม่ได้จริงๆ

นี่เรียกว่าอาหารได้หรือไง อาหารกลางวันผมต้องการพลังงานมากกว่านี้ แต่ก็อย่างว่าแหละหน้าตาไม่น่าทำอาหารเป็นเท่าไหร่

ดูเหมือนคนตรงหน้าจะเข้าใจสิ่งที่ผมคิด

“มีเท่านี้ก็กินไปก่อนเถอะน่า อย่างเรื่องมากนักเลย”

“ผมไม่ได้เรื่องมาก” พึมพำตอบกลับไป ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว พักยกเถียงและเติมพลังงานก่อนแล้วกัน ในเมื่ออีกฝ่ายตั้งท่าเมินกันท่าเดียว เก็บพลังงานไว้ดีที่สุด

ดีแลนเดินถือจานตามมาติดๆ

“ทำงานอะไร” คนตรงข้ามที่กำลังกินอยู่เหมือนกันถามขึ้น ในเมื่อเรื่องของผมไม่ใช่ความลับอะไรจึงตัดสินใจตอบออกไปตามตรง บางทีการที่ผมพูดความจริงอาจทำให้เขาตอบคำถามผมบ้างก็ได้

“ผู้ช่วยเชฟ”

“ที่ไหน”

“ร้านอาหารแถวบ้าน” ขนมปังนี่แข็งจนปาหัวหมาตายด้วยซ้ำ แต่ดีแลนกลับนั่งกัดกร้วมๆ เอาเป็นว่าผมไม่เสี่ยงฟันหักดีกว่า จึงจัดการกับอย่างอื่นที่เหลือแทน

“ลาออกซะ” ปากที่กำลังเคี้ยวแฮมอยู่หยุดชะงักทันที เขาละเมออยู่หรือไง หรือว่าหูจะฝาดไป คงไม่ได้หมายถึงให้ผมออกจากงานจริงๆ ใช่ไหม แล้วมีเหตุผลอะไรที่ผมต้องเชื่อ

ผมยังคงกินอาหารต่อไป ทำเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็หยิบจานไปล้างโดยไม่รอเขาที่มีไส้กรอกกองสูงอยู่ในจาน

“หมดเรื่องแล้วผมจะกลับ” ผมบอกออกไปอีกครั้งแม้ว่าเขาจะทำเป็นไม่ได้ยินก็ตาม พูดจบก็หมุนตัวเตรียมออกจากที่นี่ แต่ยังช้าไปเมื่อแขนแกร่งคว้าเอวผมกระชากเข้าหาตัวเสียก่อน จนกระทั่งเสียหลักล้มนั่งลงบนตักเขา แรงกระแทกทำเอาแผลเก่าเมื่อคืนเจ็บจี๊ดขึ้นมา

กัดฟันแน่นด้วยความหงุดหงิด เจ็บก็เจ็บ หมอนี่ยังทำท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อนชวนโมโหเข้าไปใหญ่ กำแพงที่แสร้งว่าไม่รู้สึกอะไรเริ่มถูกทำลายช้าๆ

“จะกลับยังไง” เขาถามพลางจิ้มไส้กรอกเข้าปาก จนนึกอยากให้มันติดคอตายให้รู้แล้วรู้รอด

“โบกรถ แถวนี้คงพอมีคนใจดีพาผมกลับ”

“ฉันว่าแถวนี้ฉันใจดีที่สุดแล้ว”

ใจดีบ้าบออะไรกัน ถ้าดีจริงก็ปล่อยผมกลับบ้านสิวะ นี่มันเกินกว่าที่ผมจะทำหลังกลับจากสวนแล้วนะ เขาได้มากเกินกว่าใครไปแล้ว ไหนจะรอยบ้าๆ ตามตัวผมอีก เป็นแบบนี้จะหาคู่นอนที่ไหนได้ ถ้าคนหนึ่งเห็นว่ามีคนทำได้ มันก็จะมีรอยต่อๆ ไปไม่รู้จบ เรื่องนี้ผมพลาดเอง

“งั้นก็พาผมกลับ! ผมต้องกลับไปทำงาน”

“ฉันว่าเมื่อกี้ก็บอกไปแล้วนะ ว่าให้ลาออกซะ” ผมพยายามแกะมือเขาที่รัดเอวผมเอาไว้แน่น แต่ไม่เป็นผล คนพวกนี้แรงดีกันจริงๆ พับผ่า หรือมีแค่ผมที่อ่อนแออยู่คนเดียว แล้วดูคำพูดของเขาสิ คิดว่าเป็นเจ้าชีวิตกันหรือไง มีสิทธิ์อะไรมาสั่งผม

“ลาออกบ้าอะไร ปล่อยผมได้แล้ว สมองกระทบกระเทือนหรือไง” ดิ้นไปได้สักพักก็ต้องหยุดเพราะเหนื่อย แถมกล้ามเนื้อทั่วร่างก็พากันส่งเสียงโอดโอย

ในที่สุดเขาก็กินอาหารหมดจนได้ และยอมปล่อยผมแต่โดยดี ลุกขึ้นเอาจานไปล้าง เมินผมอีกครั้ง ดีแลนทำท่าจะเดินกลับไปที่ร้านสัก แต่ผมขวางทางเขาไว้และจ้องอย่างเอาเป็นเอาตาย อย่าหวังจะเดินกันได้ถ้ายังเคลียร์ไม่จบ

ดีแลนถอนหายใจช้าๆ ก่อนจะยอมเปิดปากพูด

“นายเห็นมากกว่าที่ควรจะเห็น ฉันไม่อยากเสี่ยงปล่อยนายออกไป รับประกันไม่ได้ว่านายจะไม่พูดเรื่องนี้กับคนอื่น”

เรื่องบ้าอะไรวะ ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเอาเรื่องไหนพูด

เรื่องที่เขาฆ่าคนตายหรือไง ใครล่ะที่โดนฆ่า ไหนล่ะหลักฐานนอกจากคำพูดผม ตำรวจแถวนี้ไม่เป็นมิตรพอจะฟังเรื่องเล่าไร้สาระหรอกนะ ถึงมันจะจริงก็เถอะ และอีกอย่างผมก็ไม่ได้อยากยุ่งเรื่องของเขาสักนิด ทำเหมือนผมจะได้เงินงั้นแหละถ้าเอาเรื่องนี้ไปพูด สมองวิ่งแล่นเร็วจี๋หาทางอธิบายให้เขาเข้าใจ

“คุณรู้จักผมแล้วนี่ คุณรู้ว่าจะเจอผมได้ที่ไหนถ้าผมเอาเรื่องของคุณไปพูด คุณขู่ผมได้” คนบ้าอะไรเรียกร้องให้คนอื่นข่มขู่ตัวเอง

“ฉันไม่รู้จักบ้านนายด้วยซ้ำ” เออ ก็จริง

“คุณก็พาไปส่งสิ ผมจะบอกทางให้”

“นายจะหนีฉันไปเมื่อไหร่ก็ได้ โลกใบนี้ไม่ได้แคบพอให้ฉันหานายจนเจออีกหรอก”

“ผมไม่คิดจะหนี! คิดว่าผมจะยอมทิ้งบ้าน ทิ้งชีวิตที่นี่ เพราะเรื่องที่ผมยังไม่รู้เลยว่ามันคือเรื่องอะไรเหรอ”

ผมตะโกนออกไปสุดเสียง แต่คนตรงหน้ายังคงนิ่งดวงตาสีเทาคู่นั้นยังคงเฉยชาแม้ผมกำลังร้อนรนอึดอัดแทบตายอยู่แล้ว ไม่เคยคิดว่าการอธิบายมันจะยากเย็นขนาดนี้เลย อันที่จริงชีวิตผมไม่เคยยุ่งยากมากขนาดนี้ด้วยซ้ำ

ขนาดแม่วันที่แม่ผมจากไป ผมยังไม่เสียเวลาคิดมากเท่านี้

“เสียใจด้วย ที่เรื่องบ้าอะไรไม่รู้ที่นายว่า มันเป็นเรื่องสำคัญมากของฉัน”

โว๊ย!! ก็ช่างหัวเขาสิวะ!

“และมันหมายถึงชีวิตของใครอีกหลายคน” น้ำเสียงและสีหน้าที่เขาพูดประโยคนี้ออกมา แม้ผมไม่เข้าใจความหมาย ตาจู่ๆ กลับทำให้ผมสงบลงอย่างน่าประหลาด

แต่คนแบบเขาเนี่ยนะเป็นห่วงคนอื่น

จะว่ายังไงดีล่ะ

จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาว่าเขาคงไม่ได้แย่อย่างที่คิด

แต่ก็แค่แวบเดียวเท่านั้นแหละ คนที่ฆ่าคนตายโดยไม่แสดงสีหน้าอะไรคงไม่ใช่คนดี

แล้วตอนนั้นเองที่ใบหน้าผู้ชายคนเมื่อคืนแวบเข้ามาในหัว เขาถูกพาตัวออกไปนี่ คงไม่โดนฆ่าตายไปแล้วหรอกใช่ไหม ถามดีหรือเปล่า... ไวเท่าความคิด ปากก็เอ่ยถามออกไปแล้ว

“ผู้ชายคนเมื่อคืนตอนนี้อยู่ที่ไหน” คำถามนี้ดูเหมือนจะอยู่เหนือความคาดหมายของดีแลน เพราะคิ้วหนากำลังเลิกขึ้นสูง

“เพิ่งนึกห่วงว่าที่คู่นอนตัวเองหรือไง”

“แค่อยากรู้ว่าเขาตายหรือยัง”

คนตรงหน้าส่งเสียง หึ ขึ้นในลำคอ ก่อนแสดงความไม่พอใจในสีหน้าเสี้ยววินาที

“มันยังต้องมีชีวิตอยู่อีกหลายวัน สิ่งที่ฉันต้องการยังได้ไม่ครบ” เขาอธิบายออกมาคลุมเครือ แต่ประโยคที่ว่า ยังต้องมีชีวิตอยู่อีกหลายวัน นั่นแปลกๆ ชอบกล

“แล้วถ้าเขาได้สิ่งที่คุณต้องการครบแล้วล่ะ” ผมว่าผมพอเดาคำตอบได้

“ก็คงเหมือนกับเหตุการณ์วันนั้นที่นายเห็นล่ะมั้ง” เสียงที่ตอบกลับมาเย็นชาซะจนเผลอกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอ

ผมกำลังเข้ามายุ่งกับเรื่องอะไร คนคนนี้พูดถึงความตายของคนอื่นได้หน้าตาเฉย อันตรายเกินไปที่จะอยู่ใกล้ เหมือนดวงไฟแผดร้อน

“แล้วถ้าคุณจบเรื่องกับผมแล้ว คุณจะทำแบบนั้นกับผมหรือเปล่า”

เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่กลัวคำตอบจากใครสักคน

เขาทำเพียงยิ้ม แต่แววนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตา รังสีบางอย่างแผ่ออกมาจนไม่อยากฟังคำตอบเสียดื้อๆ

“เป็นฉันจะภาวนาว่า ...ขอให้เรื่องนี้ไม่มีวันจบ”

 

>>>>>

กลับหน้าเรื่อง

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636973441316511097.jpghttp://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636973441316734995.jpg

ช่องทางการสั่งซื้อ 

www.hermitbookshop.com

 

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636987094938705895.jpghttp://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636987094938213556.jpg

ช่องทางการสั่งซื้อ

http://deerbookshop.lnwshop.com

 

 

 

 

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น