ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
Introduce [29/5/18] *แก้ไขคำผิด

Introduce 

 

ในชีวิตหนึ่งจะรู้สึกตัวเองไร้คุณค่าได้แค่ไหน การไม่มีตัวตน ไม่เป็นที่ต้องการของใคร แม้กระทั่งคนในครอบครัว ความว่างเปล่ากัดกิน ทุกอย่างเป็นสีเทา เบลอ พร่ามัว ไม่ชัดเจน ไม่ใช่ทุกคนจะมีจุดมุ่งหมายในชีวิต บางคนทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อพบว่ามันไม่ใช่ การเดินเซ ผิดพลาดในบางครั้งอาจทำให้ทุกอย่างพังยับไม่เป็นท่า แต่ใครจะรู้ผลลัพธ์กันล่ะ จนกว่าจะถึงเส้นชัย 

เหมือนชีวิตผม 

ชีวิตที่แสนน่าเบื่อจนอยากหนีไปให้ไกล ความเก็บกดในใจลึกๆ ไม่มีทางระบายออก ไม่มีใครเข้าใจ นอกจากตัวผมเอง 

ความเจ็บปวดซ่อนตัวลึกซ้อนทับถมจนแยกไม่ออก แทบดึงรั้งตัวตนไม่ขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นความเฉยชา เพิกเฉยต่อทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก 

ผมไม่สน ในเมื่อโลกใบนี้ยังไม่เคยสนใจผมเลยสักครั้ง 

...มันปล่อยผมทิ้งไว้ในบรรยากาศมืดมน 

แต่มีสถานที่หนึ่ง ที่ผมสามารถหลงลืมตัวตนที่เป็น ปล่อยทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างออกไปได้จริงๆ สร้างตัวตนจอมปลอมที่แข็งแกร่งขึ้นมาใหม่ เป็นที่สนใจ เป็นที่ต้องการ 

มันถูกเรียกว่าสวนเอเดน หรือสวนลับของคนบาป ที่นี่พวกเราเป็นเพียงแค่อีฟและอาดัมที่เผลอกัดกินผลแอปเปิลต้องสาปลูกนั้นเข้าไป 

สถานที่เสื่อมโทรมใหญ่ใจกลางเมืองตกต่ำ แหล่งมั่วสุมของคนทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้น ไม่ว่าข้างนอกคุณจะรวยล้นฟ้า ยิ่งใหญ่มีอำนาจมาจากไหน แต่เมื่ออยู่ที่นี่ ทุกอย่างเท่าเทียม คุณหาทุกสิ่งได้จากที่นี่เช่นกัน เหล้า ยา อาวุธ หรือแม้กระทั่ง... 

เซ็กซ์ 

และผมมาเพื่อสิ่งนั้น 

ร่างกายเบียดเสียดผู้คนมากมาย เคลื่อนย้ายไปตามเสียงเพลง ไม่จำเป็นต้องเต้น เพียงแค่โยกเบาๆ ก็สามารถดึงดูดสายตากระหายได้โดยรอบ เพียงแค่ทิ้งสายตาไปที่ใคร คนคนนั้นแทบถวายให้ทั้งชีวิต 

และผมคือ ‘ควินน์’ คนนั้น คนที่โจษจันและเป็นที่ต้องการของคนทั้งสวน ขาประจำไม่มีใครไม่รู้จักผม พวกเขาต่างกระเหี้ยนกระหือรืออยากได้ผมทั้งนั้น เพียงแต่ไม่ใช่ใครก็ได้ ...เพราะผมเป็นฝ่ายเลือก 

ในจังหวะโยกกายเชื่องช้าตามเสียงเบสหนักๆ ฝ่ามือหยาบคู่หนึ่งแตะเข้าเอวผมและลูบไล้จาบจ้วง แต่มันก็เพียงภายนอกเท่านั้น ซึ่งผมไม่ถือสาและไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมองด้วยซ้ำ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก 

...ถือเสียว่าแจกให้ฟรีๆ เพราะมันจะได้แค่นั้น 

ปล่อยให้มือสกปรกนั่นลูบไล้จนพอใจ ก่อนจะแทรกกายเบียดออกไปจากตรงนั้น หาใครสักคนช่วยกอดปลอบ และตอกย้ำตัวตนว่าผมยังมีชีวิตอยู่บนโลกโสมมใบนี้ ไม่ใช่แค่ซากเน่าเปื่อยที่ยังมีชีวิต 

ใครก็ได้ ที่ไม่ใช่ใครก็ได้ 

ผมบอกแล้วไงว่าอย่าได้แคร์ อย่าคิดว่านี่เป็นครั้งแรกหน่อยเลยน่า 

เพราะหากว่าเราเผลอไผลก้าวเข้าไปครั้งหนึ่งแล้ว 

... 

เราจะกลับมาอีก 

 

ผมยันกายสะบักสะบอมจากกิจกรรมเมื่อช่วงดึกลุกขึ้นจากเตียง กวาดมือโดยรอบหาเสื้อที่สามารถใส่คลุมกายได้ แรงเสียดทานด้านหลังส่งผลให้เจ็บแปลบ บ่งบอกความรุนแรงที่ใครอีกคนมอบให้ไม่ยั้งมือ เสียงครวญครางดังลั่นสลับกับลมหายใจกระตุก กวาดต้อนรวมตัวตนของผมเข้าด้วยกัน ประกอบกายเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้ง ก่อนแตกสลาย 

ร่างยาวเหยียดด้านข้างยังคงหายใจสม่ำเสมอ ผมก้าวผ่านร่างนั้นไปเพื่อตรงเข้าห้องน้ำชำระร่างกายตนเอง ก้มมองผิวกายขาวสะอาดไร้มลทิน เพราะนั่นคือข้อตกลงเพียงข้อเดียวที่ผมมี ...ห้ามทิ้งร่องรอย 

สายน้ำอุ่นลดลงหัวไล้ผิวกายจรดปลายเท้า ความเหนอะหนะด้านในยังคงอยู่เพราะผมหมดแรงและหลับเป็นตาย ใครอีกคนก็ไม่ได้ใส่ใจจะทำความสะอาดให้กันอยู่แล้ว ผมไม่ถือ เพราะเราแค่เพียงสนุกร่วมกัน 

ขาเรียวแยกออก ปลายนิ้วกดแทรกเข้าช่องทางด้านหลัง กวาดต้อนของเหลวขาวขุ่นภายในให้ไหลย้อยมาตามเรียวแขน จนถูกสายน้ำชะล้าง แต่ร่องรอยสัมผัสเมื่อคืนยังคงอยู่ ส่งผลให้ลมหายใจติดขัด ร่างสั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์ ปากทางบวมเป่งไวสัมผัสจนเสียงครางเครือเล็ดลอดจากลำคอ มือซ้ายยันกายกับผนังห้องน้ำ หัวตกลู่ลงจนสายน้ำไหลผ่าน ในขณะที่มือขาวยังคงขยับทำความสะอาดตนเอง 

ไอน้ำลอยคว้างพาให้อุณหภูมิในร่างพุ่งขึ้นสูง จนร่างทั้งร่างผวาเมื่อปลายนิ้วสะกิดเข้าจุดกระสันโดยไม่ได้ตั้งใจ ปากเผยอหอบรับเอาอากาศเข้าเฮือกใหญ่ บดฟันขบปากล่างระบายความเสียว จนนิ้วที่สองเบียดแทรกเข้าไปได้สำเร็จ เรียวขาสั่นระริกเพราะถูกดูดดึงเอาเรี่ยวแรงไปจนหมดเมื่อคืน ควานล้วงด้วยความเร่งรีบ เพราะกลัวอารมณ์ที่ถูกกดไว้จะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความบอบช้ำจากกิจกรรมบนเตียงยังไม่หายดี 

หลังจากจัดการตัวเองเสร็จสิ้นแล้ว ผมก็ไม่มีธุระอะไรที่นี่อีก ไม่มีคำทักทาย ไม่มีอำลา ไม่จำเป็นต้องรู้จักแม้กระทั่งชื่อ เพราะสิ่งที่เราต้องการมีเพียงแค่เซ็กซ์ ผมจำหน้าพวกเขาแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ ทำไงได้ล่ะ ก็มันมีอะไรให้ทำมากกว่านั่งจ้องหน้ากันทั้งคืน 

พาร่างตัวเองออกมาจากตึกนั้นได้สำเร็จ ในเวลากลางวันแถบนี้แทบร้างผู้คน ผมเดินไปขึ้นรถประจำทางเพื่อกลับบ้าน 

‘บ้าน’ ที่ไม่มีความอบอุ่นของคำว่าครอบครัว 

ผมเติบโตมาด้วยตัวคนเดียว พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังเด็ก เด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจด้วยซ้ำในวันที่พ่อเก็บข้าวของออกจากบ้านไปและไม่กลับมาอีก เด็กน้อยคนนั้นเฝ้าแต่ถามแม่ของเขาว่าพ่อไปไหน เมื่อไหร่จะกลับบ้าน แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาเสมอนั้นคือความเงียบ ผมโตมากับแม่ ปากกัดตีนถีบหาเลี้ยงตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ จนแม่เริ่มออกไปทำงานไกลจากบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ แม่ต้องค้างที่ทำงานเพราะกลับบ้านไม่ไหว เริ่มกลับบ้านน้อยลง ทิ้งให้ผมอยู่คนเดียวมากขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งที่แม่ไม่กลับมาอีกเลย 

แต่ก็ต้องขอบคุณแม่ เพราะเธอเลือกที่จะทิ้งผมไปในวันที่ผมสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว ชีวิตนี้จึงไม่เลวร้ายมากนักอย่างที่มันควรจะเป็น ผมทำงานเป็นผู้ช่วยพ่อครัวในร้านอาหารอิตาเลียน งานน่าเบื่อแต่ความเป็นมิตรของคนที่นี่ช่วยผมไว้ มันจึงไม่น่าเบื่อมากนัก 

ผมให้โอกาสตัวเองได้นอนพักสองชั่วโมงและรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปทำงาน ร้านอาหารอยู่ห่างจากบ้านผมไม่กี่ช่วงตึก เดินเพลินๆ ประมาณสิบนาทีก็ถึงแล้ว ที่นี่การสัญจรลำบากหากไม่มีรถส่วนตัว การได้ทำงานใกล้บ้านจึงเป็นโชคของผม 

“ไง สภาพอดหลับอดนอนเหมือนเคยนะ” เพื่อนร่วมงานทักขึ้นเมื่อผมเหยียบเข้าไปหลังร้าน และหันไปคว้าเสื้อคลุมขึ้นใส่ ไม่สนใจประโยคทักทายข้างต้น 

“ไปที่นั่นมาอีกแล้วหรือไง การไปบ่อยๆ ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตนายมีความหมายมากขึ้นมาหรอกนะ” 

“พอได้แล้วน่ามาร์ค รู้อยู่ว่าพูดแล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา เพราะฉะนั้นก็เลิกพล่ามเรื่องพวกนี้สักที นายหยุดฉันไม่ได้หรอก” ผมรู้ว่าสายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่ก็แค่ในฐานะพี่ชายเท่านั้น มาร์คมีครอบครัวแล้วและมีลูกสาวที่แสนน่ารักหนึ่งคน ความเป็นพ่อที่มีอยู่ในตัวสูงเกินเหตุทำให้ความเข้มงวดนั้นเผื่อแผ่มาถึงผมด้วย แต่แน่ล่ะ ผมเป็นน้องชายที่ดื้อพอควร 

“มันจะทำให้นายติดโรคเข้าสักวัน” 

“เดี๋ยวนี้เขามีสิ่งที่เรียกว่าถุงยางขายแล้วนะ นายรู้จักไหม” ให้ตายสิ เขาคิดว่าผมโง่จนขนาดไม่ป้องกันตัวเองหรือไง 

มาร์คส่ายหน้าช้าๆ และหันกลับไปสนใจกับการเตรียมวัตถุดิบตรงหน้าของเขาต่อ เราทำงานร่วมกันที่นี่เข้าปีที่สองแล้ว มาร์คทำงานอยู่ก่อนหน้าผมแล้วสองปี เท่ากับปีนี้เข้าสู่ปีที่สี่ของเขา ทำงานก้นครัวมาร่วมสี่ปี แค่คิดก็น่าเบื่อจะแย่ ผมไม่คิดจะทำที่นี่ไปจนตาย อิ่มตัวเมื่อไหร่ก็หางานใหม่ ชีวิตตัวคนเดียวไม่มีอะไรต้องคิดมาก 

ผมหันกลับมาสนใจงานของตัวเอง ไม่มีอะไรมากเพราะมาร์คอยู่ที่นี่แล้ว หน้าที่หลักๆ ของผมคือช่วยหยิบจับสิ่งของส่งให้เชฟ ช่วยทำอาหารง่ายๆ สองสามอย่าง ถึงมันจะดูเหมือนแค่นั้นแต่นั่นก็ทำให้ผมไม่มีเวลาแม้แต่จะคุยเล่นอะไรอีกเมื่อร้านเปิด จวบจนใกล้จะปิดร้านนั่นแหละถึงได้มีเวลานั่งพัก 

“รีบไปไหนหรือเปล่า จูเลียให้ชวนนายไปกินข้าวที่บ้าน” มาร์คทักขึ้นในขณะที่ผมกำลังถอดผ้ากันเปื้อนออก จูเลียคือภรรยาของมาร์ค เป็นแม่บ้านที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ผมเลยเจอ แต่ใช่ว่าในชีวิตผมจะเจอแม่บ้านบ่อยนักนี่ เพราะแม่บ้านเพียงคนเดียวที่ผมมีก็ทิ้งผมไปนานแล้ว 

“ไม่ดีกว่า ฉันอยากกลับไปนอนพัก ฝากขอบคุณจูเลียด้วยนะ ไว้ว่างๆ จะแวะเข้าไป” 

“อืม พักที่หมายถึงพักจริงๆ นะ” 

“รู้แล้วน่า” 

ผมโบกมือส่งให้มาร์คไวๆ และหมุนตัวเดินกลับบ้าน อยากทิ้งตัวลงบนเตียงจะแย่อยู่แล้ว รอยยิ้มที่เคยมีประดับใบหน้าเลือนหายไปทันทีเมื่อละจากมาร์ค บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรให้อารมณ์ขันมากนักหรอก อากาศช่วงปลายตุลาหนาวเย็นจนต้องกระชับอ้อมแขนแนบลำตัว พ้นหัวมุมตึกไปก็เป็นถนนเข้าสู่บ้านผมแล้ว แต่เพียงหางตาจับความผิดสังเกตบางอย่างได้ 

อีกฟากหนึ่งของถนน ชายบางคนกำลังทำท่าทางลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงซอกตึก ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเมืองนี้ และไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผมอีกเช่นกันที่จะเข้าไปยุ่ง แต่ขาเรียวที่กำลังก้าวกลับต้องชะงักเพราะชายสามคนที่พุ่งออกมาจากมุมมืด 

ชายลุกลี้ลุกลนคนนั้นถูกสองในสามคนนั้นคว้าตัวไว้ได้ และการทำร้ายร่างกายก็เริ่มต้นขึ้น จนกระทั่งปืนกระบอกหนึ่งจ่อเข้ากลางหัวเขา ร่างกายเย็นเฉียบทำเอาผมก้าวขาไม่ออก ทั้งที่ควรหลีกหนีจากเรื่องนี้ให้ไกลแต่กลับทำไม่ได้ ก่อนที่เสียงดังลั่นจะกระชากเอาสติที่มีของผมออกจากร่าง ร่างสะบักสะบอมนั่นล้มลงกระแทกพื้นแน่นิ่ง โชคดีที่ความมืดทำให้ผมไม่เห็นกองเลือดใหญ่โตนั่น และตอนนั้นเอง ชายคนที่สาม... ที่ทำเพียงยืนพิงกำแพงสูบบุหรี่และมองเหตุการณ์ตรงหน้านิ่งๆ มาตลอด เบือนสายตามาทางผม 

ดวงตาคมดุดันสีเทาอ่อนเหลือบแสงในความมืดมิดราวกับนักล่า ตรึงรั้งร่างผมไว้จนสั่นทั้งตัว ความกลัวคืบคลานจนก้าวขาไม่ออก สองมือกำจิกเล็บเข้าเนื้อแน่น ความอึดอัดคืบคลานเกาะกินจนเจ็บหน้าอกไปหมด และก่อนที่ผมจะขาดใจตายลงตรงนั้น เขากลับทำเพียงเบือนสายตากลับไปที่เดิม ในตอนที่พรั่งพรูลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกนั่นเองถึงได้รู้ตัวว่ากำลังกลั้นหายใจ 

ความกดดันแผ่มาถึงผมแม้ว่าเขาจะอยู่อีกฟากหนึ่งของถนนก็ตาม 

น่ากลัว 

ทันทีที่ควบคุมร่างกายของตัวเองได้อีกครั้ง ขาก็รีบจ้ำเดินกลับบ้าน ไม่ได้สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อกับชายคนที่ล้มลง มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ในเมื่อชีวิตของเขาถูกพรากไปแล้ว 

เสียงหัวใจยังคงเต้นเร็วระรัวเมื่อกระแทกบานประตูปิด หลังจากพ้นหัวมุมถนนมาผมก็วิ่งเต็มฝีเท้าจนถึงบ้าน 

ปลอดภัยแล้ว 

ให้ตาย นั่นคือการฆ่าคนครั้งแรกที่ผมเห็นเองกับตา ดวงตาทั้งสองข้างปิดลงแน่น กำหนดลมหายใจเข้าออกให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง สงบจิตใจให้นิ่งลงเหมือนเดิม มันไม่เกี่ยวกับผม มันก็แค่เหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่งที่ดำเนินพร้อมกับการหมุนไปของโลกใบนี้ ผมยังเป็นผม และคนพวกนั้นเป็นแค่ใครไม่รู้ที่เดินผ่านมา และผ่านไป ต่างคนต่างกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง 

ผมได้แต่ภาวนา 

... 

ถ้ามันจบลงแค่นั้น ก็คงดี 

 

 

 

>>>> 

เปิดเรื่องใหม่แล้ววว ฝากสายโหดไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ 

ชอบไม่ชอบเม้นบอกกันบ้างน้า เรื่องนี้ตั้งใจแต่งมากจริงๆ ค่ะ อยากรู้ฟีดแบค 

แหวกไปอีกแนวจากที่เคยแต่งผ่านๆ มา 

กลั้นใจนานมากว่าจะเปิดเรื่องเลยดีมั้ย >< 

ฝากติดตามด้วยนะคะ 

*คอมเม้นคือกำลังใจสำคัญจริงๆ นะคะ please ^^* 

 

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636973441316511097.jpghttp://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636973441316734995.jpg

ช่องทางการสั่งซื้อ 

www.hermitbookshop.com

 

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636987094938705895.jpghttp://cdn-th.tunwalai.net/files/member/1458077/images/636987094938213556.jpg

ช่องทางการสั่งซื้อ

http://deerbookshop.lnwshop.com

 

 

 

 

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น