ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
CHAPTER6

-6-

ก๊อก ก๊อก

ก๊อก ก๊อก

ก๊อก ก๊อก

ตามมารยาทที่พึงมีหากเราไม่ใช่เจ้าของห้องและมีกุญแจอยู่กับตัวควรจะเคาะประตูก่อนสามครั้งไม่ว่าจะมีใครอยู่หรือไม่ก็ตาม และเมื่อได้รับคำอนุญาตหรือไม่ได้รับคำตอบจึงจะสามารถเปิดประตูเข้าไปได้ จริงๆ ผมควรจะต้องรออยู่หน้าห้องด้วยซ้ำเพราะไม่มีคีย์การ์ด แต่โชคดีที่ในกระเป๋าสตางค์ที่ได้มาดันมีของที่ต้องการอยู่พอดี

โซมันบอกว่าคอนโดนี้แจกคีย์การ์ดสองใบ ผมไม่รู้ว่าพี่ภูเตรียมการไว้แล้วหรือเปล่าถึงไม่ตอบรับ รอให้ผมค้นกระเป๋าแล้วเจอคีย์การ์ดสำรองเอง แต่ไม่ว่าจะเตรียมหรือไม่เตรียมก็ถือเป็นเรื่องดีทั้งนั้น

ผมเปิดประตูก่อนจะก้มลงหยิบของที่พื้นขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปพร้อมกับข้าวของเต็มสองมือ พอเข้ามาแล้วถึงจำได้ว่าผมเคยเข้ามาในนี้แล้วครั้งหนึ่งตอนที่พ่อไอ้โซอยู่กรุงเทพ โซมันบอกผมว่าพ่อมันขายห้องให้พี่ภูก่อนจะย้ายไปอยู่ภูเก็ตตั้งแต่ช่วงเปิดเทอม

หลังจากวางข้าวของลงบนเคาน์เตอร์แล้วผมก็หันไปสำรวจรอบห้อง สภาพโดยรวมไม่ได้แตกต่างจากห้องไอ้โซมากนัก ยังคงเหมือนครั้งที่ผมเคยเข้ามาหาพ่อซีอยู่ สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกันน่าจะเป็นบริเวณริมกระจกที่ใช้มองออกไปด้านนอก…ภาพเขียนสีน้ำที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณนั้นทำให้ผมคิดว่าพี่ภูน่าจะจริงจังกับการวาดภาพพอสมควร อย่างน้อยก็น่าจะเป็นงานอดิเรกที่ทำบ่อยๆ

“พี่ภู” ผมเรียกแล้วเดินเข้าไปหาคนที่นอนอยู่บนโซฟา เขาใช้แขนข้างหนึ่งพาดทับดวงตาไว้ ร่างกายไม่กระดุกกระดิกจนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าแห้งตายไปหรือยัง

“ห…”

“อะไรนะ” ผมขมวดคิ้ว นั่งยองๆ ลงข้างๆ โซฟาแล้วยื่นหูไปใกล้ๆ

“หิว”

“เออใช่ ผมทำมาให้แล้ว พี่รอแป้บ” ผมรีบลุกขึ้นยืน วิ่งไปตรงเคาน์เตอร์ที่วางของไว้

ตอนแรกผมไม่รู้ว่าพี่ภูจะกินตอนไหนก็เลยเอาใส่กล่องแล้วปิดฝามาอย่างดี คิดว่าถ้าเขายังไม่กินจะได้เก็บไว้ได้ตามคำแนะนำของพี่กีล์…แต่ให้เขากินเลยก็ดีเหมือนกัน เพราะพี่กีล์บอกว่าอาหารที่แช่ไว้นานๆ ไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่

ผมเทข้าวต้มหมูใส่ชามแล้วถือไปที่โซฟา ไม่ต้องรอให้เรียกคนที่นอนอยู่ก็ลุกขึ้นมานั่งด้วยตัวเอง

“ทำเอง?”

“แน่นอน” ผมยืดอกแล้วยกยิ้มรับด้วยความภูมิใจ “พี่เป็นคนแรกที่ผมทำให้เลยนะ”

“กินได้เหรอ” พี่ภูหรี่ตา จ้องชามข้าวต้มด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ

“พูดงี้…” เดี๋ยวโดนตีน

“...”

“พูดงี้ลองกินเลยดีกว่า เดี๋ยวก็รู้” ผมไม่ได้กลับกลอก แค่รู้ดีว่ากับใครควรพูดแบบไหนต่างหาก

พี่ภูตักข้าวต้มเข้าปากแล้วนิ่งไป ผมมองเขาด้วยท่าทางที่ไม่เปลี่ยนแปลงแต่สังเกตแทบทุกอย่าง ถึงจะไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้ดูพอใจ เอาเป็นว่านิ่งสนิทจนผมเริ่มกังวล

“ไม่อร่อยเหรอ” ผมทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยทำลายความเงียบก่อน ปกติก็เป็นคนมั่นใจกับทุกอย่างอยู่หรอก แต่ตอนนี้ความมั่นใจมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้

“เปล่า”

“อ้าว...แล้วพี่นิ่งทำไม”

“กำลังคิดว่ามึงโกหกหรือเปล่าที่บอกว่าทำให้กูกินคนแรก”

“โกหกแล้วได้ไรอ่ะ…” ผมเกือบจะกวนตีนต่อตามนิสัย แต่พอพี่ภูหันมามองด้วยสายตาดุๆ ปากมันดันหุบโดยอัตโนมัติ

เออดี...เขายังไม่ทันพูดอะไรก็หงอแล้ว รู้ตัวแต่ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน

ต้องขอบคุณที่พี่ภูไม่ได้มองเพื่อคาดคั้นอะไรต่อ เขาหันกลับไปยกชามขึ้นแล้วนั่งกินเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร ผมเลยได้ทีเดินไปหยิบชามของตัวเองมากินบ้าง

อร่อยจะตาย...ขนาดทำครั้งแรกนะเนี่ย ไม่เห็นชมเลย

“ทำหน้าอะไรของมึง”

“หา” ผมวางช้อนแล้วเงยหน้ามองพี่ภูงงๆ “ทำหน้าอะไร?”

“ก็แบบที่มึงทำอยู่” พี่ภูวางชามที่กินหมดแล้วลงบนโต๊ะ “เหมือนกระต่ายไม่ได้คำชม”

กระต่ายอีกละ…

ผมพยายามบังคับหน้าตัวเองไม่ให้บูดเบี้ยวตอนที่นึกถึงไอ้ปุกปุยนั่น

“อร่อย”

“หะ…”

“ขอบคุณ”

“...” ผมเบิกตากว้างมองคนหน้าดุที่ลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ และก่อนจะได้คิดอะไรมากกว่านั้นฝ่ามือกว้างก็วางลงมาบนหัวผมแล้วออกแรงขยี้เบาๆ

“ทำตัวดีๆ กูจะไปอาบน้ำ”

“พี่ให้ผมอยู่ต่อได้เหรอ” ผมรีบถามก่อนพี่ภูจะเดินเข้าไปในห้อง

“พูดเหมือนไล่แล้วมึงจะไป” สิ้นประโยคนั้นคนพูดก็หายเข้าไปในห้องนอน ปล่อยให้ผมนั่งเอ๋ออยู่บนโซฟาคนเดียว

อะ…

ไอ้เหี้ย!!!!

ขยี้หัว...เขาขยี้หัวผม…

ใจ มึงหยุดเต้นแรงเดี๋ยวนี้เลย

ผมเม้มปากแล้วเอามือทุบอกตัวเองแรงๆ เป็นการบังคับให้หยุดความรู้สึกทุกอย่าง เขาทำแค่นี้ยังเป็นขนาดนี้ แล้วถ้ายิ่งกว่านี้จะเป็นขนาดไหนวะ

แต่ว่า...ทั้งคำชม ทั้งคำขอบคุณนั่น ดูเหมือนมันจะฝังอยู่ในใจจนยากจะลบเลือนได้เสียแล้ว...

หลังจากหลับตานับหนึ่งถึงห้าเรียกสติตัวเองกลับมาแล้วผมก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้งก่อนจะหยิบชามสองใบไปล้างที่อ่าง ถึงจะไม่เคยทำมาก่อนแต่ก็ไม่ได้โง่พอจะทำไม่เป็น แต่ที่มันจะหลุดมืออยู่หลายรอบเป็นเพราะมือผมสั่นอยู่ต่างหาก

เออ สั่นทั้งตัวไปเลย เอากับมันดิ

ผมเดินกลับมานั่งที่โซฟาเมื่อล้างจานเสร็จแล้ว แต่นั่งได้ไม่นานก็ต้องลุกขึ้นอีกเพราะตัวสั่นใจสั่นไม่เลิก

โอเค...ผมกำลังเขิน แถมมันยังเป็นการเขินครั้งแรกในชีวิตด้วย แต่ตอนนี้ชักจะเยอะไปละ

ผมเดินไปเดินมารอบห้องเมื่อทำอะไรไม่ถูก และสุดท้ายก็มาหยุดอยู่ตรงโซฟาติดกระจก ภาพสีที่พี่ภูวาดทิ้งไว้ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ดึงดูดความสนใจของผมได้ มันเป็นภาพวิวด้านนอก มุมเดียวกับที่มองจากตรงนี้ เสียดายที่ยังลงสีไม่เสร็จ

คิดเยอะๆ จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน

“ทำอะไร”

“โซฟาตรงนี้นิ่มดีนะพี่” ผมเนียนนั่งลงบนโซฟาริมกระจกซึ่งอยู่ด้านหลังเก้าอี้วาดภาพโดยพยายามทำตัวให้เป็นปกติอย่างสุดความสามารถ

พี่ภูเดินมาจากด้านหลังแล้วนั่งลงข้างๆ ผม ถึงจะไม่ได้หันไปมองแต่ก็รู้สึกได้ว่าเขากำลังจ้องผมอยู่ด้วยสายตาจับผิด

“มีพิรุธ”

“พี่พูดเรื่องไร” ผมเลิกคิ้วก่อนจะหันไปมองด้วยสีหน้าที่คิดว่าปกติที่สุด แต่ใจนี่ยังเต้นกระหน่ำไม่หยุด ยิ่งได้ใกล้ก็ยิ่งเต้นแรง

“ช่างเถอะ”

“แล้ว...พี่เป็นอะไร”

พี่ภูเหลือบตามองผม จากนั้นก็เอนตัวลงนอนบนโซฟา ใบหน้าของเขาดูเหนื่อยล้าอ่อนแรงจนผมรู้สึกสงสารอยู่นิดหน่อย

“นอนน้อยเลยปวดหัว”

“ทำไมนอนน้อยอ่ะ”

“เมื่อคืนกูไปออกงาน ทั้งดื่มทั้งคุยงานแล้วยังนอนน้อยอีก ไม่แปลกที่จะวูบ”

ผมพยักหน้าเข้าใจ มองเขาด้วยความกังวล

“แล้วพี่โอเคยัง”

“ดีขึ้น”

โล่งอก...คือถ้าเขาไม่สบายแบบที่ต้องการการดูแล บอกเลยว่าผมทำไม่เป็น และถ้าเป็นแบบนั้นจริง ผมคงต้องมาเสียดายทีหลังแน่ เพราะโอกาสนั้นคงไม่ได้มีมาบ่อยๆ

“พี่มึนๆ แบบนี้บ่อยๆ ก็ดีเหมือนกันนะ”

“ทำไม”

“ก็พี่พูดกับผมเยอะขึ้นอ่ะ แถมยังยอมให้อยู่ในห้องด้วย”

พี่ภูเงียบไปในทันทีที่ผมพูดจบ สายตาที่จับจ้องอยู่บนเพดานยังไม่ขยับไปไหน แต่แล้วเขาก็หลับตาลงเงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไรออกมา

ไม่ตอบแสดงว่ายอมรับ

“พี่ไปซื้อของเวลานั้นทุกอาทิตย์เลยเหรอ ทำไมง่วงแล้วยังต้องฝืนไปล่ะ” ผมเปลี่ยนเรื่องเพราะอยากให้เขาคุยต่อ

“มันชิน”

“ต่อไปพี่คุยกับผมเยอะๆ แบบนี้ได้ไหม”

“...”

“พี่ไม่เหงาเหรอ”

“...”

“แต่ผมเหงาอ่ะ”

“หึ” พี่ภูส่งเสียงหัวเราะในลำคอ ถึงใบหน้าจะไม่ขยับแต่ก็ทำให้ผมยิ้มออก

“มีผมวนเวียนอยู่รอบๆ มีข้อดีหลายอย่างเลยนะ” ผมโฆษณาตัวเอง

“ลองว่ามา”

“หมายความว่าพี่ให้โอกาสผมใช่ป่ะ” ผมยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ขยับตัวไปมาจนพี่ภูต้องลืมตามองแล้วหรี่ตาลงเป็นเชิงบอกให้อยู่นิ่งๆ

“ถ้าพูดดีจะลองคิดดู”

“หนึ่งเลยคือพี่จะไม่เหงา”

“กูบอกเหรอว่าเหงา” พี่ภูเอียงคอมามองผม ดวงตาคู่นั้นไม่ปรากฏอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า ส่วนผมได้แต่ทำหน้าตึงก่อนจะหันหน้าไปทางเขาแล้วยกขาขึ้นมากอดไว้

“แต่ผมเหงานี่”

“เพื่อนเยอะแยะ”

“มันไม่เหมือนเวลาอยู่กับพี่” ผมพูดตามตรง สบตาพี่ภูนิ่งๆ ให้เขารู้ว่าผมพูดตามความจริงทุกอย่าง “มันแตกต่างกัน”

“งั้นมันก็เป็นข้อดีของกูไม่ใช่หรือไง”

เออว่ะ...ทำไมพูดอะไรไม่คิดแบบนี้วะ ตั้งสติหน่อย มึงหลุดเยอะไปแล้วไอ้เก้า

ผมยกมือตบแก้มสองสามทีเป็นการเรียกสติ แขนข้างหนึ่งกอดขาตัวเองไว้ นิ้วโป้งอีกข้างยกขึ้นขบกัดตามนิสัยที่ชอบทำเวลาคิดมากหรือต้องการตั้งสติเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้จิตหลุดไปไกลกว่านี้ และในตอนที่คิดว่าสติจะกลับมาสมบูรณ์แล้ว…ผมมองเห็นรอยยิ้มน้อยๆ จุดอยู่ที่มุมปากของพี่ภู ดวงตาคมดุทอประกายขบขันแบบปิดไม่มิด

“พี่ยิ้ม!” สิ้นคำพูดของผมใบหน้าของพี่ภูก็กลับไปเป็นแบบเดิมแทบจะทันที ผมได้แต่รีบเอามือที่กอดเข่าไว้ออกแล้วคลานเข้าไปหาเขา “โคตรเท่อ่ะ ขออีกที”

“อะไรของมึง” พี่ภูหันหน้าหนีผมกลับไปจ้องเพดานเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ผมไม่ยอมให้เขาหลบ ผมลุกขึ้นนั่งคุกเข่าบนโซฟาแล้วยื่นหน้าไปจ้องพี่ภู ดวงตาสีเทาดุที่มองกลับมาเหมือนจะดึงดูดให้ใครก็ตามที่ได้เห็นหลงใหลไปกับมันจนถอนตัวไม่ขึ้น

และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น…

“ยิ้มหน่อย เอาแค่มุมปากแบบเมื่อกี้ก็ได้”

“กูยิ้มตอนไหน”

“เมื่อกี้ยังยิ้มอยู่เลย” ผมบ่นแล้วขมวดคิ้ว แต่ก่อนจะได้พูดอะไรต่อฝ่ามืออุ่นของคนที่นอนพิงโซฟาให้ผมจ้องก็ยกขึ้นปิดปากผมไว้ก่อน

“ไม่บอกข้อดีของตัวเองแล้วหรือไง”

“ผมถ่วงเวลาเพื่อคิดอยู่” ผมพูดเสียงอู้อี้แล้วยอมผละหน้าออกมานั่งข้างๆ เหมือนเดิมตามแรงดันของมือพี่ภู

“ให้เวลาคิดสิบวิ”

ผมไม่ได้ดีใจเลยสักนิดกับประโยคที่เหมือนจะล้อเล่นด้วย เพราะรู้ดีว่ากับคนๆ นี้ไม่น่าใช่การล้อเล่น พี่ภูไม่ได้นับถอยหลังหรืออะไร แต่ผมคิดว่าเขาพร้อมจะปิดโอกาสผมจริงๆ ถ้าไม่ยอมพูดต่อ

“ผมเล่นดนตรีได้หลายอย่างแล้วก็ร้องเพลงเพราะด้วย อยู่กับพี่แล้วผมจะร้องให้ฟังบ่อยๆ เลย”

“กูเปิดเอาก็ได้”

“ผมเรียนเก่ง เล่นกีฬาได้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ทำได้ดีกว่าคนอื่น แล้วก็เรียนรู้ไวด้วย”

“ไม่ต้องการ”

“ผมเริ่มทำอาหารเป็นแล้ว…”

“กูทำเองได้”

“ผม…”

“พอหรือยัง” พี่ภูถามเสียงเรียบ ผมได้แต่เม้มปากแน่น ทั้งขัดใจทั้งหงุดหงิดที่พูดอะไรเขาก็ขัดไปหมด

“ยัง” ผมตอบชัดถ้อยชัดคำ และมันคงจริงจังมากพอเขาถึงได้ยอมขยับตัวนั่งตรงๆ แล้วหันมามองผม

“...”

“ผมไม่เหมือนคนอื่น”

“ไม่เหมือน?”

“ผมไม่เชื่อที่ใครๆ พูดเรื่องของพี่ ผมไม่ได้ชอบพี่เพราะหน้าตาหรือฐานะ ผมกล้าเข้าหาพี่ทั้งที่คนอื่นไม่กล้า และผมพร้อมทำทุกอย่าง...เพื่อให้ได้พี่มา”

“งั้นเหรอ…”

“อยู่กับผมแล้วทุกอย่างจะดีเอง เชื่อดิ” ผมยิ้มแล้วใช้นิ้วโป้งจิ้มอกตัวเองเป็นการยืนยัน

พี่ภูกรอกตา ท่าทางอ่อนอกอ่อนใจ มืออุ่นๆ ที่เพิ่งทำให้ผมใจเต้นรัวยกขึ้นมาด้านหน้า ก่อนจะผลักหัวผมอย่างแรงจนแทบกลิ้งไปด้านหลัง

“เหมือนกระต่ายจริงๆ นั่นล่ะ”

“เหมือนตรงไหนเนี่ย” ผมเอามือจับหน้าผากตัวเองแล้วขมวดคิ้วมุ่น

“ไอ้ก้อน”

“ผมชื่อเก้า”

“ก้อน”

“เก้า”

“หึ”

“พี่ยิ้มอีกแล้ว!” ผมพุ่งเข้าไปหาด้วยความรวดเร็ว อยากเห็นรอยยิ้มมุมปากนั่นใกล้ๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้พี่ภูไม่เปิดโอกาส เขาเอามือปิดตาผมไว้แล้วผลักออกด้วยความไวไม่แพ้กัน

รู้ทันอีก

“ก้อน”

“ถามจริง ก้อนคืออะไรเหรอ” ผมนั่งลงดีๆ แล้วเอาเข่าขึ้นมากอดไว้เหมือนเดิม ตอนแรกผมเข้าใจว่าพี่ภูเรียกผมแบบนั้นเพราะไม่รู้ชื่อ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่...เขาจงใจเรียกผมแบบนั้นชัดๆ

“คือมึง” ว่าแล้วก็เอามือจิ้มหน้าผากผมเป็นการย้ำอีกที ถ้าไม่ใช่พี่ภูผมคงไม่ยอมให้ทำหรอก แต่เพราะเห็นท่าทางที่ดูแตกต่างจากปกติของเขาผมเลยคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องดี โดนจิ้มนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่ปัญหา

“เวลาเรียกมันเหมือนเรียกก้อนอะไรไม่รู้อ่ะ ก้อนขี้ ก้อนไรเงี้ย”

“ก็เหมือนอยู่”

“พี่ภู!”

“ดูหน้าดิ” พี่ภูส่ายหน้า ถึงตาจะยังดุเหมือนเดิมแต่ก็ไม่ได้ดูเย็นชามากเท่าตอนแรก “กลมๆ ก้อนๆ ไปทั้งตัว”

“เดี๋ยวนะ…” ผมยกมือให้เขาหยุดพูด มือจับหน้าตัวเองโดยอัตโนมัติ “พี่ว่าผมอ้วนเหรอ”

พี่ภูเลิกคิ้วเหมือนจะบอกว่าไม่รู้ตัวเหรอ ทำเอาผมผงะจนต้องรีบลุกขึ้นวิ่งไปเข้าห้องน้ำเพื่อดูกระจกอย่างรวดเร็ว

เวรละ...ปกติกินแค่ไหนก็ไม่อ้วนไม่ใช่เหรอวะ แม่ง...ย้วยๆ แล้วจริงๆ ด้วย

ผมเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยความหงุดหงิด นึกโทษพยาธิในท้องที่บทจะตายก็ตายไปง่ายๆ ไม่บอกกล่าว ถ้าพี่ภูไม่เรียกแบบนั้นผมคงไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นก้อนแล้วจริงๆ

“ผมว่ามันก็ไม่ได้อ้วนมากนะ” ผมทิ้งตัวลงข้างพี่ภูเหมือนเดิม ถึงปากจะว่าแบบนั้นแต่ใจจริงก็เซ็งอยู่หน่อยๆ เวลาอะไรก็ตามเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจหรือวางแผนไว้ผมมักจะหัวเสียอยู่เสมอ จะให้หยุดกินก็ไม่ได้อีก

“ต้องจริงจังขนาดนั้นไหมเนี่ย” พี่ภูพึมพำ

“ก็ถ้าผมไม่หล่อแล้ว อะไรๆ มันก็ยากขึ้นไม่ใช่เหรอ…พ่อแม่พี่ต้องไม่ชอบคนหน้าตาไม่ดีแน่ๆ”

“คิดเยอะไปละ” พี่ภูดีดหน้าผากผมอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ ผมรีบยกมือกุมหน้าผากตัวเองไว้ อดคิดไม่ได้ว่าโดนเล่นงานจุดนี้บ่อยเกินไปแล้ว แต่จะอ้าปากด่าแบบที่ทำเป็นปกติก็ไม่ได้อีก สุดท้ายเลยได้แต่เบะปากไม่พอใจอย่างเดียว “เอาปัจจุบันให้รอดก่อนไหม”

“เออใช่…” ผมพยักหน้าเห็นด้วย เกือบลืมไปเลยว่าคุยทิ้งไว้ “อยู่กับพี่แล้วผมไม่เป็นตัวของตัวเองเลย”

“ยังไง”

“ผมดูโง่กว่าปกติอ่ะ” คิดอะไรช้าๆ ตามไม่ทัน ลืมตัวบ่อยๆ เรียกได้ว่าโคตรของความไม่ปกติ

“แล้วมันดีหรือไม่ดี” พี่ภูถามด้วยน้ำเสียงที่ดูราบเรียบเช่นเคย แต่ผมรู้สึกเหมือนเขากำลังกลั้นขำยังไงก็ไม่รู้

“ดีสิ...ผมฉลาดมาทั้งชีวิตแล้ว อยากเดินตามคนอื่นบ้าง” ผมสบตาพี่ภูแล้วยกยิ้ม “กับคนๆ เดียวก็พอ”

และใครคนนั้นก็นั่งอยู่ตรงหน้าแล้วด้วย…

พี่ภูถอนหายใจ ท่าทางดูจริงจังมากขึ้นแต่ก็ไม่ได้เย็นชาน่ากลัวอะไร ผมไม่แน่ใจว่าเพราะมองเขาออกแล้วหรือเปล่าถึงได้เห็นเป็นอย่างนั้น ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้แสดงอาการแตกต่างไปจากเดิมสักเท่าไหร่

บางทีอาจเป็นเพราะผมได้มาอยู่ใกล้กว่าคนอื่น

“ไม่กลัวเสียใจทีหลังหรือไง”

“กลัวสิ” ผมตอบ “แต่ผมไม่คิดว่าจะเสียใจ”

“ไปเอาความมั่นหน้ามาจากไหนเยอะแยะวะ” พี่ภูทำหน้าตาอ่อนอกอ่อนใจแต่ก็ยังยกมือวางบนหัวผมแล้วโคลงไปมา “ถ้าอยากถอยตอนไหนก็ถอยไปแล้วกัน กูขอเตือนว่าอย่าวางเดิมพันมากเกินไป”

คงไม่ทันแล้วล่ะ…

ผมจับมือพี่ภูที่วางอยู่บนหัวลงมาวางที่ตักก่อนจะมองมือข้างนั้นที่เจ้าของไม่ได้ชักหนีด้วยใจที่เต้นรัว

“พี่ให้โอกาสผมใช่ไหม”

“...”

ไม่ตอบแปลว่าตกลง

“ผมลืมบอกข้อดีของตัวเองอีกอย่าง” ผมเงยหน้ามองพี่ภูด้วยรอยยิ้ม “ผมเป็นกระต่ายให้พี่ได้”

“หืม”

“จริงๆ ผมก็ไม่ได้ชอบไอ้ตัวปุกปุยนั่นเท่าไหร่ แต่ถ้าพี่ชอบผมจะยอมเป็นให้ พี่คงทำงานหนักหรือไม่มีเวลาเลยไม่ได้เลี้ยงมันใช่ไหม ผมไปอ่านข้อมูลมา เขาบอกว่าสัตว์พวกนี้ต้องการการดูแลเอาใจใส่ เพราะแบบนั้นพี่เลยเลี้ยงมันไม่ได้ใช่ป่ะ” ผมเนียนจับมือพี่ภูลุ้นๆ เขาเองก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่พยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงบอกให้พูดต่อ “พี่เลี้ยงผมแทนไง ไม่ต้องดูแล ไม่ต้องมีเวลาให้ ผมมีปัญญาดูแลตัวเองได้ ตอนนี้ผมเป็นแค่กระต่ายก่อนก็ได้ แต่ถ้าวันไหนพี่อยากให้เป็นมากกว่านั้นพี่ต้องบอกผมนะ”

ผมเม้มปากแน่นโดยไม่กล้าพูดอะไรต่อเพราะต้องการคำตอบ ส่วนพี่ภูก็ไม่ยอมพูดอะไรเช่นกัน เขาทำหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาจนผมเริ่มทนไม่ไหว คิดจะเปลี่ยนเรื่องไม่ให้อะไรๆ แย่ไปกว่านี้ แต่แล้ว…

“อืม”

อืม...แปลว่าตกลง

“จริงนะ!” ผมถามย้ำ เผลอเขย่ามือพี่ภูด้วยความดีใจ “ห้ามคืนคำนะ”

“เออ” เขาตอบ

“ผมดีใจอ่ะ” ผมเกือบจะหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาจ๋าแล้ว แต่ก่อนจะได้ทำแบบนั้นพี่ภูก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังเสียก่อน

“แต่ในระหว่างนี้ กูมีเรื่องให้มึงเอากลับไปคิด”

“ครับ”

“มึงชอบหรืออยากเอาชนะกูกันแน่...หยุด ยังไม่ต้องตอบ”

ผมหุบปากฉับแล้วพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ พี่ภูหัวเราะหึในลำคอ มือที่ผมทำเนียนจับไว้ตั้งนานถูกยกขึ้นวางบนหัวผมอีกครั้ง

“อย่าพูดอะไรออกมาถ้ายังไม่แน่ใจ หรือถ้าคิดว่าแน่ใจแล้วก็เอากลับไปคิดอีก อย่าเอาอารมณ์ชั่ววูบมาตัดสิน เด็กแบบมึงมีตัวเลือกอีกเยอะ กูไม่ใช่คนดีที่จะรักษาน้ำใจมึงได้ตลอด เมื่อไหร่ที่มึงรู้จักกูมากขึ้น มึงอาจจะเกลียดกูไปเลยก็ได้”

“ไม่มีทาง”

“บอกว่าให้เอาไปคิดก่อนไง” พี่ภูพูดเสียงดุจนผมต้องเงยหน้ามองเขาหงอยๆ

“งั้นผมถามได้ไหมว่าทำไมพี่ถึงให้โอกาสผม”

“มึงน่าเอ็นดู” เขาตอบกลับโดยไม่เสียเวลาคิด มือที่วางอยู่บนหัวผมออกแรงลูบเบาๆ “เหมือนกระต่าย”

กูว่าแล้ว...มองกูเป็นสัตว์หน้าขนนั่นจริงๆ ด้วย

“พี่พูดไม่หมด” ผมชักสีหน้า

“รู้แค่นั้นก็พอ” ว่าแล้วก็ผลักหัวผมเบาๆ อีกทีก่อนจะเอามือออก “กลับไปได้แล้ว”

“ไล่อ่ะ”

“กลับไปก่อน กูมีงาน”

“พี่ไม่เห็นเย็นชาหรือโหดเถื่อนอะไรแบบที่ใครเขาพูดกันเลย” ผมอดพูดไม่ได้ จริงๆ มันก็ติดค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่แรกแล้ว ค้างถึงขนาดต้องเมมไว้ในโทรศัพท์ แต่ผมก็รู้ดีว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาอันเหมาะสมในการถามอะไรลึกๆ แบบนั้น เพราะงั้นเลยทำได้แค่ตอดนิดตอดหน่อยให้หายสงสัย

“ถ้ามึงไม่ได้สนใจกูมึงจะพูดแบบนั้นไหม”

“เรื่องนั้น…”

นั่นสินะ...ถ้าพี่ภูเป็นแค่คนธรรมดาที่ผมไม่ได้สนใจ ไม่ได้หลงชอบ แบบนั้นผมจะคิดเหมือนคนอื่นหรือเปล่า ถ้าดูจากลักษณะภายนอกก็คงใช่ แต่ถ้าเรื่องนิสัย…

“ถ้าภายนอกเย็นชาก็คงใช่ แต่ถ้าเรื่องนิสัยผมคงไม่เชื่อคำพูดคนอื่นหรอก ปากใครปากมัน ใครจะพูดอะไรก็ได้ มีแต่คนโง่ที่เชื่อคำพูดคนอื่นไปหมดโดยไม่ดูความจริง”

“ตอบดี”

“แต่เอาจริงๆ ถ้าผมไม่สนใจพี่ผมคงไม่ยุ่งอ่ะ ชื่อก็คงไม่จำ หน้ายิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีทางจำได้แน่”

“...” พี่ภูไม่พูดอะไรแต่ถอนหายใจยาว ท่าทางดูเหนื่อยหน่ายเสียเต็มประดา

“พี่ไม่ต้องห่วงนะ พอผมสนใจแล้วผมจริงจังมาก ปกติจะมีระดับความสนใจอยู่ ของพี่นี่สูงกว่าใครเพื่อนเลย ไม่น่ามีอะไรมาทำลายสถิติได้แล้วล่ะ”

“กูควรดีใจไหมเนี่ย”

“ต้องดีใจดิ ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ เลยนะ” ผมย้ำด้วยความมั่นใจแต่พี่ภูกลับส่ายหน้า

“อยู่กับมึงกูต้องถอนหายใจวันละกี่รอบวะเนี่ย”

“แต่พี่ก็พูดมากขึ้นด้วยไม่ใช่เหรอ” ผมเถียงพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปหาใกล้ๆ เขาเงียบไปไม่ตอบอะไร ใบหน้าราบเรียบอ่านยากเหมือนเคย แต่ผมคิดว่าพี่ภูรู้ตัวดีว่าสิ่งที่ผมพูดมันคือเรื่องจริง “พี่ให้สถานะผมเป็นกระต่ายของพี่แล้ว เพราะงั้นต้องพูดกับผมเยอะๆ นะ กระต่ายมันขี้เหงา”

“ใครบอกมึง”

“ผมบอกเอง”

“กลับไปได้แล้ว”

“พี่เปลี่ยนเรื่องอ่ะ” ผมพูดด้วยความไม่พอใจ...ยังไม่เห็นรับปากเลย

พี่ภูลุกขึ้นยืนพร้อมกับดึงแขนผมให้ลุกขึ้นด้วย ซึ่งผมเองก็ยอมลุกง่ายๆ เพราะไม่อยากให้เขารำคาญ

“ที่ทำอยู่นี่ไม่เรียกว่าเยอะหรือไง”

“หมายความว่าต่อไปก็จะเป็นงี้ถูกมะ”

“กลับไปหาเพื่อนไป” พี่ภูดันผมออกจากห้อง แต่ผมเอามือแปะไว้ตรงขอบประตูเขาเลยปิดไม่ได้ ตาคมมองผมด้วยความเหนื่อยใจเมื่อรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผมต้องการ “รับปาก พอใจยัง”

“พอใจมากเลย” ผมเอามือออกแล้วฉีกยิ้มให้พี่ภู ยอมเดินถอยออกมาแต่โดยดี

“ก้อน”

“ครับ” ผมหันกลับไปมองพี่ภูด้วยความแปลกใจ แล้วก็พบว่าเขากำลังยืนพิงขอบประตูและมองมาด้วยท่าทางที่ผมคิดไปเองว่าเท่โคตรๆ

“กูบอกตอนไหนว่าชอบกระต่าย”

ผมได้แต่ยืนงงอยู่กับที่ทั้งที่พี่ภูปิดประตูกลับเข้าห้องไปแล้ว และในขณะเดียวกันสมองก็ประมวลผลอย่างหนักเพื่อตีความคำพูดที่ได้ยินเมื่อครู่

บอกตอนไหนว่าชอบกระต่าย...บอกตอนไหน จะว่าไปพี่ภูก็ไม่เคยบอกผมนี่หว่าว่าเขาชอบกระต่าย คนที่บอกผมนั่นมัน…

“ไอ้เหี้ยโซ!”

--------------------------

กลับหน้าเรื่อง

ขอบคุณมากๆเลยค่ะที่ติดตาม

ครมีคำถามตรงไหนหรืออยากพูดคุยอะไรเข้าไปที่

เพจ Chesshire. หรือ ทวิต @Chesshire04 ได้เลยน้า

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น