ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
CHAPTER4

-4-

ช่วงพักกลางวันเป็นเวลาที่บนเวทีไม่มีเสียงเพลง ทุกคนเดินไปเดินมาตามบูธเพื่อหาของกินเป็นส่วนใหญ่ ผมยืนกอดอกอยู่หน้าบูธ มองเวทีที่พวกดุริยางค์กำลังเตรียมตัวลงไปพักอย่างรอคอย แล้วพี่วินก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง พี่แกวิ่งขึ้นไปด้านบนก่อนจะกระซิบอะไรสักอย่างกับไอ้เต๊ะที่เป็นนักร้องบนเวทีคนล่าสุด ผ่านไปสักพักมันก็พยักหน้าแล้วหันมามองผมตามนิ้วที่พี่วินชี้ และอยู่ๆ พวกมันก็หัวเราะกันจนผมชักอยากจะหากระจกมาส่องหน้าตัวเอง

“ทุกท่านครับ” เต๊ะพูดออกไมค์เสียงดังจนสายตาของคนที่เดินไปเดินมาหันไปมองมัน “เนื่องจากช่วงพักเที่ยงบนเวทีจะไม่มีดนตรี ดังนั้นถ้าใครสนใจฟังดนตรีสดจากอดีตเดือนมหา’ลัยกับนักร้องอันดับหนึ่งของเรา อย่าลืมไปเยี่ยมชมบูธD01นะครับผม”

ผมชูนิ้วโป้งให้ไอ้เต๊ะจากนั้นก็ผงกหัวขอบคุณพี่วินก่อนจะหันกลับเข้ามาในบูธ และมันเป็นเวลาเดียวกับที่ไอ้เพื่อนหน้านิ่งเดินถือกีตาร์โปร่งเข้ามาหาพอดี

“ใช้งานกูอีกละ” โซบ่นแล้วหาวเสียงดัง แต่มันก็ยังเดินเข้าไปทักพี่ภูที่นั่งขมวดคิ้วอยู่แต่โดยดี

ผมให้ไอ้โซนั่งเก้าอี้ที่อยู่ข้างพี่ภู ส่วนตัวเองก็ยืนอยู่ข้างๆ พอเสียงกีตาร์เริ่มดังขึ้นคนที่มุงอยู่ด้านนอกก็เริ่มเข้ามาด้านใน…นั่นรวมถึงพวกที่ถือใบประเมินด้วย

“บูธนี้ไม่น่ากลัวนะ” ผมพูดแล้วยกยิ้ม พวกผู้หญิงที่หันมามองก็หัวเราะกันคิกคัก ไม่ตลกหน้าผมก็คงหน้าพี่ภูนั่นล่ะ 

“คือว่า...ภาพพวกนี้ขายหรือเปล่าคะ” ผู้หญิงที่ติดเข็มมหา’ลัยอื่นคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม ผมเลยหันไปมองพี่ภู พอเห็นว่าเขาพยักหน้าเลยหันมาตอบให้

“ขายครับ”

“ขายเท่าไหร่เหรอคะ”

คราวนี้พี่ภูพยักเพยิดไปที่กล่องสี่เหลี่ยมที่แขวนอยู่ด้านข้างซึ่งผมเองก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน

“ตามกำลังศรัทธาเลยครับ” ผมยิ้มการค้าแล้วชี้ไปที่กล่อง ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้า หยิบแบงค์ร้อยหย่อนใส่กล่องและหยิบภาพสีน้ำขนาดเท่าเอสี่กลับไป

พอเริ่มมีคนนำแล้วก็มีคนตามเองโดยอัตโนมัติ ผมไม่ต้องคอยตอบคำถามอะไรอีกคนก็เริ่มตามเข้ามากันเรื่อยๆ

เสียงกีตาร์เรียบเรื่อยของโซเปลี่ยนเป็นทำนองคุ้นหู ผมเดินไปอยู่ตรงกลางระหว่างมันกับพี่ภูที่ยังนั่งลงสีภาพอยู่แล้วเริ่มร้องเพลงไปตามจังหวะ

“อยากบอกกับเธอว่าฉันรู้สึกต่างไปแน่นอนจากวินาทีก่อน…”

“วิ้ดวิ้ววว”

ผมค้อมหัวเล็กน้อยให้เสียงปรบมือกับเสียงกรีดร้องเบาๆ ของพวกผู้หญิง แต่เสียงแซวไม่พึงประสงค์ของไอ้พวกดุริยางค์ที่เดินมาดูขอข้ามไปแล้วกัน

“อยากบอกว่ารักมันก็เท่านั้น

ก็เพราะว่าฉันรักเธอมากมาย

แต่ไม่ได้หวังหรือว่าต้องการอะไร

อะไรจากเธอ*”*

“อย่าลืมอยู่ดูดนตรีตอนเย็นนะค้าบบบ”

ผมได้แต่ส่ายหน้าให้ไอ้พวกที่ยืนโหวกเหวกอยู่หน้าบูธ แต่ก็ดีที่พวกมันช่วยร้องเพลงคลอจนคนหันมาสนใจมากขึ้น

“แต่ไม่ได้หวัง…” ผมหยุดชะงักกะทันหันเมื่อถึงท่อนสุดท้าย สายตาหันไปมองพี่ภูโดยอัตโนมัติ

[อยากบอกว่ารัก : Sin]

“หยุดทำไม” โซมันเงยหน้าถาม

“แค่คิดต่างจากเพลงนิดหน่อยว่ะ”

“ตรงไหน”

“บอกรักแล้วก็ต้องหวังสิวะ ถ้าไม่หวัง ไม่ต้องการอะไรแล้วจะบอกทำไม” ผมตอบคำถามโซแต่หันไปทางพี่ภู เขาเองก็เงยหน้ามอง ถึงจะไม่ได้แสดงอะไรออกมาแต่ผมก็รู้ว่าเขาเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการบอก

แค่นั้นก็พอแล้ว...สำหรับตอนนี้นะ

รูปภาพที่แขวนไว้ทั่วถูกขายจนหมดในเวลาหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ส่วนพวกดุริยางค์เองก็กลับไปหลังเวทีกันหมดแล้ว ตอนนี้เลยเหลือแค่ผมกับพี่ภูที่ยังอยู่ที่เดิม

“พี่กลับเลยป่ะ”

“รอเช็คชื่อเลิกงาน” พี่ภูตอบสั้นๆ แล้วเก็บของต่อ

“งั้นพี่ก็อยู่ดูผมขึ้นเวทีได้อ่ะดิ” ผมพูดด้วยความตื่นเต้นแล้วรีบเข้าไปช่วยเขายกของ

พี่ภูเดินนำออกไปด้านนอก เขาหยุดยืนอยู่ที่ตู้บริจาคซึ่งตั้งอยู่หน้างานพอดีก่อนจะเทเงินที่ได้ทั้งหมดลงไปในตู้ จากนั้นก็เดินต่อไปที่ลานจอดรถ ผมมองแผ่นหลังกว้างของคนใจดีด้วยความรู้สึกหลากหลาย จนเมื่อเดินมาถึงรถคันหรูแล้วเขาก็วางของที่ถือลงก่อนจะหันมาคว้าของจากมือผมไปใส่หลังรถ

“พี่ภู…”

“ว่าแล้วว่ามึงต้องเป็นตัวน่ารำคาญ”

“เดี๋ยวดิ” ผมหน้าเหวอ สงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิด แต่ก่อนจะได้พูดอะไรต่อคนที่ปิดหลังรถแล้วก็หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าเสียก่อน

“ไอ้กระต่ายน่ารำคาญ” สิ้นคำที่เหมือนจะด่า นิ้วชี้เปื้อนสีที่แห้งไปแล้วก็กดลงมาบนหน้าผากผมแรงๆ เหมือนจะตอกย้ำคำพูดว่ากระต่ายที่ว่าหมายถึงใคร ผมได้แต่เอามือกุมหน้าผากตัวเองแล้วมองตามแผ่นหลังของคนที่เดินล้วงกระเป๋ากลับไปทางเดิมเงียบๆ

ใจเต้นอีกแล้วว่ะ...ดาเมจแรงฉิบหาย

ผมยื่นหน้าไปส่องกระจกข้างของรถพี่ภู แล้วก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมใครๆ ถึงได้หัวเราะ ตอนโดนวาดหน้าก็มัวแต่เหวอ ไม่ได้สนใจเลยว่าจะโดนทำอะไรบนใบหน้าบ้าง ผมยกมือแตะขีดดำๆ บนแก้มแบบเดียวกับที่ผมวาดให้พี่ภูเบาๆ พอรวมกับจุดสีชมพูบนจมูกเลยดูเหมือนสัตว์อะไรสักอย่าง

ดูจากคำพูดแล้วคนทำคงอยากให้เป็นกระต่าย…

แต่แม่ง…

ทำไมต้องกระต่ายวะ

ไอ้สิ่งมีชีวิตก้อนๆ ขนๆ นั่นอ่ะ...

ผมโคตรเกลียดเลยเหอะ

“มาอยู่แถวนี้นี่เอง โทรศัพท์ก็ไม่รับ มาเตรียมตัวได้แล้วโว้ย!” เสียงพี่วินดังมาจากด้านหลัง ผมรีบหันไปหาทั้งที่ยังงงๆ อยู่ แต่แทนที่จะเจอหน้าโหดๆ กลับกลายเป็นโดนหัวเราะใส่อีกรอบ “มองไกลๆ กูก็ว่าตลกแล้วนะ มาเจอใกล้ๆ หนักกว่าเดิมอีกว่ะ ฮ่าๆ”

“ตลกตรงไหนวะ” ผมถามเสียงบูด นี่ถ้าไม่ใช่รุ่นพี่นะ...

“โอ๋ๆ มานี่มา...สรุปเป็นตัวไร แมว หมา กระต่าย หรือตัวเหี้ย”

“ตัวเหี้ยบ้านพี่มีหนวดเหรอ”

“ก็บอกกูดิตัวไรแน่ กระต่ายเหรอ” พี่วินหัวเราะจนนนตัวงอ ส่วนผมได้แต่ยืนกระดิกเท้าหงุดหงิดเพราะอยากเตะคน…ที่พี่แกพูดถูกก็ไม่ใช่ว่าตั้งใจอะไรนะ มันแค่รู้ว่าผมไม่ชอบกระต่ายก็เลยพูดต่างหาก

“อย่าทำหน้าบูดดิ แมวก็ได้ โอเคยัง” พี่วินว่าแล้วลูบหัวผมเหมือนจะปลอบ แต่จะดีกว่านี้มากเลยถ้ามันไม่ได้ลูบไปตบไปจนหัวชา “มึงแม่งเหมือนแมวเลยว่ะ ขึ้นเวทีไม่ต้องลบนะ ตลกดี”

“กระต่าย”

“หา…”

“เนี่ย…” ผมชี้หน้าตัวเอง “กระต่าย”

“เอาจริงดิ” พี่วินทำตาโต ท่าทางตกใจโอเวอร์จนน่าถีบ “มึงไม่ชอบกระต่ายไม่ใช่เหรอวะ ไอ้โซเคยบอกกูอ่ะ”

ไม่ต้องสืบละว่าพี่วินรู้ได้ไง

“ก็ไม่ชอบนั่นล่ะ...แต่เขาเรียก”

“อะไรนะ”

“ถึงเวลาเตรียมตัวแล้วไม่ใช่เหรอ” ผมตัดบทแล้วรีบดึงแขนเสื้อพี่วินให้เดินตามก่อนจะโดนถามอะไรต่อ ดูเหมือนพี่แกจะเพิ่งนึกออกเหมือนกันถึงได้รีบร้อนลากผมวิ่งเป็นการใหญ่

หายไปไหนแล้ววะ…

ผมหันซ้ายหันขวา พยายามมองหาคนที่เดินนำมาก่อนในระหว่างที่กำลังวิ่ง แต่มองยังไงก็ไม่เจอพี่ภู บูธของเขาที่เก็บของหมดแล้วก็ไม่มีใครอยู่ จนผมโดนพี่วินทิ้งไว้หลังเวทีแล้วก็ยังมองหาพี่ภูไม่เจออยู่ดี

“พี่เก้า ผมรอดูหน้าเวทีนะพี่” ไอ้เปรมวิ่งเข้ามาหาหน้าตาดี๊ดา ด้านหลังมันมีพวกที่ขึ้นเวทีไปแล้วยืนอยู่ด้วย

“ร้องเพี้ยนนะมึงอ่ะ”

“พี่ฟังด้วยเหรอ!” มันทำตาโต ท่าทางตกอกตกใจจริงจังจนน่าขำ ผมเลยหัวเราะใส่โดยไม่ได้ตอบอะไรไป ไอ้ได้ยินมันก็ได้ยินอยู่หรอกเพราะบูธก็อยู่แถวนี้ แต่ไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่เลยไม่อยากพูดเยอะ

“ไปหาที่หน้าเวทีไป” ผมออกปากไล่ เปรมมันเลยพยักหน้าหงึกหงักอย่างเชื่อฟังโดยไม่เซ้าซี้ต่อ

“เต็มที่นะมึง” รุ่นพี่ปีสามที่กอดคอไอ้เปรมอยู่โบกมือ พอผมพยักหน้าแล้วพวกนั้นก็พากันเดินออกไปทางหน้าเวที

ผมยืนรอเวลาอยู่ข้างเวทีอย่างสงบเสงี่ยม โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีแดดแล้วพวกที่อยู่หน้าเวทีเลยมารวมตัวกันมากกว่าเดิม ถึงจะยังมีบางส่วนเดินไปเดินมาอยู่ตรงบูธ แต่พอเริ่มงานเมื่อไหร่ก็คงมารวมตัวกันเยอะกว่านี้แน่

อย่าลืมว่าเวทีนี้มีอดีตเดือนมหา’ลัยคนดังอยู่ด้วย

“ยอมกลับมาแล้วเหรอ” น้ำเสียงนิ่งๆ ตามสไตล์ของเดือนที่ว่าดังมาจากด้านหลัง แต่ผมรู้ดีว่าภายใต้เสียงนิ่งๆ ของมันนั้นแฝงความกวนตีนเอาไว้มากมายมหาศาล “ทำไมยังไม่ลบหน้า”

“ไม่อยากลบ”

“ไอ้หน้าแมว...”

“กระต่าย”

“แมว”

“กูบอกว่ากระต่ายไง” ผมย้ำ

“อย่างงี้ก็ได้เหรอ” ไอ้โซทำหน้าเหม็นเบื่อ มันกลอกตาก่อนจะยกมือทาบหน้าผากผมเหมือนจะวัดไข้ “ไหวไหม”

“อะไรของมึง”

“มึงใช่เก้าเหรอ”

“ใช่สิวะ”

“ได้ข่าวว่าเกลียดกระต่าย” มันเลิกคิ้วแล้วหรี่ตาลงเป็นเชิงจับผิด

“พี่ภูเรียก”

“หืม”

ผมชักสีหน้าก่อนจะมองเพื่อนด้วยควาามหงุดหงิด ไม่ใช่ว่ามันไม่เข้าใจที่ผมบอก มองจากรอยยิ้มนิดๆ บนหน้าก็รู้แล้วว่ามันเข้าใจ แต่มันกำลังกวนตีนผมอยู่ต่างหาก

“เออใช่...มึงรู้ป่ะ” ไอ้โซทำหน้าตื่นเต้นนิดๆ แล้วเก็บอาการอย่างรวดเร็ว ส่วนผมได้แต่ขมวดคิ้วมองมันกลับไปด้วยความสงสัย

“อะไร”

“ภูชอบกระต่าย”

“อะไรนะ!” ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มือเขย่าไหล่เพื่อนไม่หยุด “มึงพูดใหม่อีกที”

“กูบอกว่าภูชอบกระต่าย”

ไม่ใช่แค่เห็นว่าวาดออกมาแล้วเหมือนกระต่ายเฉยๆ...แต่เพราะชอบกระต่ายเลยเหรอ

ทำไมต้องกระต่ายวะ…

“กูเกลียดกระต่าย” ผมครวญคราง อยากจะเตะนั่นเตะนี่ทำลายข้าวของให้หายหงุดหงิดโคตรๆ

“แล้วมึงเป็นตัวอะไร”

“เป็นกระต่าย” ผมตอบทันควัน พร้อมกับที่ได้ยินเสียงไอ้โซหัวเราะโดยที่มันไม่คิดปิด ถ้าเป็นปกติผมคงเปิดวอร์ไปแล้ว แต่นี่คือไม่มีอารมณ์

“เพื่อนกูพัฒนาจากคนไปเป็นกระต่ายเฉย”

“แค่เปรียบเปรยเว้ย!”

“เออ แค่เปรียบเปรยแล้วมึงจะซีเรียสทำไม”

“มึงเคยไม่ชอบอะไรมากๆ ป่ะ ไม่ชอบแบบไม่อยากพูดถึงอ่ะ” ผมหันไปถามมันแล้วทำหน้าตาจริงจัง

“เคย”

“เออ เข้าใจกูยัง”

“เข้าใจ แล้วสรุปมึงเป็นตัวอะไรนะ”

“กระต่าย”

“หึหึ”

“...”

ให้ตายเหอะ…ความรักทำให้คนตาบอดจริงๆ ว่ะ และดูเหมือนผมจะบอดสองข้างด้วยดิ

“ถึงเวลาแล้ว” ไอ้โซเตือน มันดันไหล่ผมให้เดินนำไปด้านหน้า “กลับไปเป็นไอ้เก้าคนเดิมก่อน เดี๋ยวค่อยเป็นกระต่ายต่อ”

“เหี้ย”

“นั่นมึง”

“กูเป็นกระต่าย” ผมกอดคอมันให้เดินขึ้นไปพร้อมกัน “กระต่ายเป็นเพื่อนเหี้ย ไม่รู้เหรอ”

“กูเป็นหมา” มันกระซิบบอกผม

แหม...แค่เมียตัวเองบอกว่าเหมือนฮัสกี้หน่อยยอมเป็นหมาเลยว่ะ

“แมวมาว่ะเฮ้ยยยย”

“กรี๊ดดดดดด”

ผมถลึงตาใส่ไอ้พวกเพื่อนที่ยืนอออยู่หน้าเวทีทั้งที่ยังยิ้มอยู่ ส่วนคนที่เดินอยู่รอบๆ พอเห็นว่าใครขึ้นเวทีมาก็เริ่มมุงเข้ามาหน้าเวทีมากขึ้น ตอนนี้เลยดูเหมือนจะกลายเป็นมินิคอนเสิร์ตไปแล้ว

“สวัสดีครับ” ผมกรอกเสียงลงไมค์ ได้ยินทั้งเสียงกรี๊ดและเสียงหัวเราะดังมาจากด้านล่าง “ใครที่อยู่แถวๆ นี้ ถ้าเดินจนไม่มีอะไรจะเดินแล้ว มาร่วมปิดงานแบบสนุกๆ ไปด้วยกันนะครับผม”

“ไอ้ห่า! มึงเป็นแค่ส่วนประกอบเล็กๆ ของงานไม่ใช่เหรอวะ!” รุ่นพี่คนหนึ่งตะโกนมาจากด้านล่าง เรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้างเป็นแถบ

“ไปบอกให้เขาเลิกเดินมาดูมึงอีก ไอ้นี่!” รุ่นพี่อีกคนตะโกนสำทับ

“เผื่อจะมีใครมาหาไอ้มือกลองกับไอ้มือเบสบ้างไง” ผมพูดแล้วชี้ไปที่เพื่อนสองตำแหน่งที่ว่า “สาวๆ...งานนี้ไม่ได้มีแต่มือกีตาร์นะรู้ยัง”

“กรี๊ดดดดด”

แหม...พูดให้คิด ไม่ได้พูดให้กรี๊ดมันหนักกว่าเดิม

“ขอแนะนำทีมก่อนแล้วกันนะ ผมเก้าครับ นักร้องนำ” ผมตัดบทเสียงกรี๊ดด้วยการเริ่มแนะนำตัว จากนั้นก็ปล่อยให้พวกที่เหลือแนะนำเอง ไอ้โซมันมองผมตาขวาง ผมรู้ดีว่ามันไม่อยากพูดออกไมค์ ปกติก็จะแนะนำให้อยู่หรอก แต่ครั้งนี้ปล่อยมันพูดเองด้วยความหมั่นไส้ล้วนๆ

ผมใช้เวลาที่เพื่อนกำลังแนะนำตัวกวาดมองด้านล่างเวทีอย่างรวดเร็ว นอกจากน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ดุริยางค์ที่ตามมาดูกันแล้วก็เป็นคนจากคณะอื่น พวกมหา’ลัยอื่นก็ยังอยู่กัน แต่ในบรรดาคนเหล่านั้นกลับไม่มีแม้แต่เงาของคนที่ผมมองหา

สงสัยจะไม่มาดูจริงๆ

ถึงจะเฟลอยู่หน่อยๆ แต่งานก็ต้องเป็นงานล่ะนะ

“ไอ้แมว! เหม่อไรมึง” เสียงไอ้แซมมือกลองที่ถามออกไมค์เรียกสติผมให้กลับคืนมาอีกครั้ง ในนขณะที่พวกด้านล่างเวทีหัวเราะแล้วชี้ไม้ชี้มือเรียกแมวกันใหญ่ และในวินาทีที่ผมกำลังจะปล่อยผ่านไปแล้วเริ่มร้องเพลง สายตาก็สบเข้ากับใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

พี่ภู! พี่ภูยืนกอดอกอยู่ตรงเสาไกลๆ นั่นไง!

ผมขยับยิ้มกว้างด้วยความอารมณ์ดี อยากกระโดดลงจากเวทีแต่ห้ามตัวเองไว้ทัน สุดท้ายเลยได้แต่กลับมาจับไมค์อีกครั้งด้วยอารมณ์ที่ต่างไปจากเดิม

“ก่อนอื่นเลย...ผมเป็นกระต่ายนะไม่ใช่แมว”

เกลียดไม่เกลียดเอาไว้ก่อน แต่ถ้าเขาชอบกูยอมเป็นก็ได้วะ แมนๆ อยู่แล้ว

“น่ารักอ่ะ!”

“น้องเก้าน่ารักจัง”

“ครับ รู้ตัวอยู่” ผมโบกมือให้คนด้านล่างที่ตะโกนขึ้นมา แต่ก่อนจะได้พูดอะไรต่อไอ้พวกที่เล่นเครื่องดนตรีอยู่ด้านหลังก็เริ่มเคาะดนตรีเทสเสียงกันเป็นจังหวะเบาๆ อย่างพร้อมเพรียง เหมือนมันจะทนไม่ได้ที่ผมพูดความจริง

“เบื่อพวกรับความจริงไม่ได้อ่ะ” ผมกรอกเสียงลงไมค์ ได้รับทั้งเสียงโห่และเสียงหัวเราะจากคนด้านล่าง

“ไอ้เก้า…”

ผมหันไปด้านหลังแล้วก็เห็นไอ้เบสที่เล่นเบสพยักเพยิดไปทางคนดู พอมองตามไปเลยพบว่าตรงนั้นมีน้องผู้หญิงกลุ่มหนึ่งกำลังชูป้ายกระดาษที่เขียนไว้ว่า ‘ขอเพลงสุดท้ายที่ร้องในงานเปิดภาคปีก่อนหน่อยค่ะ’

“เดี๋ยวดิ จะขอเพลงมันต้องรอช่วงขอก่อนไม่ใช่เหรอ นี่พวกผมยังไม่ได้ร้องสักเพลงเลยนะ” ผมพูดขำๆ แล้วมองไปที่ผู้หญิงกลุ่มนั้นที่กำลังกรี๊ดกร๊าดเพราะผมตอบพวกเธอ “แต่จะปฏิเสธก็ยังไงอยู่…”

ผมหันไปมองทีมเป็นเชิงถาม พอพวกนั้นพยักหน้าแล้วก็หันกลับมาพูดต่อ

“สำหรับใครที่ไม่ได้อยู่จนจบงานเปิดภาคปีที่แล้วหรือน้องปีหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาใหม่ มาร่วมฟังไปพร้อมๆ กันอีกครั้งนะครับ” ผมยิ้มก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ และสุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่คนที่ยืนพิงเสาอยู่  “ผมขอมอบเพลงนี้ให้คนที่กำลังไขว่คว้าหาความรักและคนที่กำลังได้รับความรัก”

เมื่อปีก่อนผมร้องเพลงนี้ในงานเปิดภาคเรียน มันเป็นเพลงที่ผมร้องเพื่อใครหลายๆ คนแต่ไม่ใช่ตัวเอง แต่มาวันนี้ผมจะร้องเพลงนี้เพื่อใครอีกหลายๆ คนที่ยังไม่ได้ฟัง…

รวมถึงเพื่อตัวเองด้วย

“มันคงเป็นความรักที่ทำให้ตัวฉันยังยืนอยู่ตรงนี้…”

ผมมองพี่ภูนิ่งงัน มีบ้างที่หันมาสนใจคนหน้าเวที แต่ผ่านไปครู่เดียวก็ต้องหันกลับไปมองคนๆ เดิมเพราะกลัวเขาจะหายไปจากสายตา

“จะให้เธอจนกว่าเธอจะรับ บอกรักเธอจนกว่าเธอนั้นจะยอม…”

จ๋าเคยบอกผมว่า เวลาเราทำอะไรก็ตาม ถ้าเราอินไปกับมัน เราจะทำได้ดีกว่าปกติ

ในช่วงชีวิตที่มีแต่คำว่าชนะ มีแต่คำว่าที่หนึ่ง ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าการมีความรู้สึกร่วมไปกับมันมันดีกว่าปกติยังไง ไม่ว่าจะทำอะไร ขอแค่อยากทำผมก็ทำได้ดีไปหมด ผมมีความสุขเวลาร้องเพลง รู้สึกดีที่ได้จับไมค์ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าการร้องเพลงที่มีความหมายตรงกับความรู้สึกของตัวเองให้ใครสักคนที่ชอบมันรู้สึกแบบไหน…

แต่วันนี้ผมรู้แล้ว

“ถ้ารอให้ฉันหยุดหัวใจ

ถ้ารอให้ฉันหันหลังเดินลับหายไป

ได้ยินไหม*…”*

เสียงดนตรีทั้งหมดเงียบลงอย่างเป็นใจ ผมละสายตาจากคนที่อยู่หน้าเวที หันไปมองคนๆ เดิมที่ยังไม่หายไปไหน

“คงต้องรอให้โลกหยุดหมุนไปก่อน”

[มันคงเป็นความรัก : แสตมป์]

วันนี้เสียงของผมอาจจะยังเข้าไปไม่ถึงใจพี่ ทำได้แค่พัดผ่านแล้วสลายหายไป แต่ผมเชื่อว่าวันหนึ่ง...ถ้าผมยังพยายามอยู่ เสียงของผมจะต้องเข้าไปถึงใจพี่ได้แน่นอน

พองานจบพี่บริหารปีสี่หลายคนก็รีบเข้ามาหาเรา ขอโทษขอโพยยกใหญ่ที่ไม่ทำตามขั้นตอน ดีที่พวกผมมันสายชิวกันอยู่แล้วเลยไม่มีใครว่าอะไร แถมฝั่งเขายังบอกว่าถ้าจะให้ช่วยอะไรจะช่วยเต็มที่ด้วย เรื่องปัญหาอะไรต่างๆ เลยจบไป

“พวกมึงกลับไปพักเหอะ อยู่มาตั้งแต่เช้า เดี๋ยวพวกกูจัดการของเอง” พวกดุริยางค์ที่ตามมาดูเฉยๆ เดินเข้ามาบอก พวกผมที่เพิ่งเล่นเสร็จมองหน้ากัน สุดท้ายก็พยักหน้าแล้วยกหน้าที่ให้พวกมันไป

“มึงจะให้กูไปส่งหรือเปล่า” ไอ้โซหันมาถามผม

“ไม่ต้องอ่ะ มึงกลับก่อนเลย” พอคุยกันรู้เรื่องแล้วผมก็หันไปลาคนอื่นก่อนจะวิ่งออกมาเป็นคนแรก ดีที่พวกมันกำลังวุ่นวายกันอยู่เลยไม่มีใครสนใจถามว่าทำไมผมวิ่งไปทางที่ตรงข้ามกับหอ

จุดหมายแรกที่วิ่งไปคือจุดที่เห็นพี่ภูยืนดูผมร้องเพลง ผมไม่แน่ใจว่าเขาหายไปตอนไหน แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าเขายืนอยู่จนถึงเพลงสุดท้าย ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่หันไปมอง ดวงตาสีเทาดุๆ คู่นั้นก็ยังคงจับจ้องมาที่เวทีเสมอ แม้จะไม่รู้ว่าพี่ภูมองผมหรือเปล่า…แต่แค่เขายืนอยู่ตรงนั้นตามที่ผมขอมันก็ดีมากแล้ว

หายไปไหนแล้ว…

ผมหันซ้ายหันขวา พยายามมองหาเงาร่างของคนที่นึกถึง แต่มองยังไงก็หาไม่เจอ ไม่รู้ว่าเขาเดินไปทางไหน

ครั้งนี้คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง...ไม่น่าละสายตาเลยว่ะ

ผมออกตัววิ่งอีกครั้ง มุ่งหน้าไปยังที่ที่รถพี่ภูจอดอยู่ ได้ยินเสียงเพื่อนต่างคณะทักทายอยู่หลายเสียง แต่เพราะกำลังรีบเลยไม่มีเวลาตอบพวกมัน ได้แต่ยกมือโบกไปมาเป็นเชิงขอโทษแล้ววิ่งต่อ

รถยังอยู่…

“พี่ภู!” ผมเรียกเสียงดังด้วยอารมณ์หงุดหงิด เพราะขี้เกียจหันหัวไปมาเพื่อมองหาเหมือนตอนแรก แค่วิ่งมาถึงนี่หลังจากแสดงเสร็จได้ก็เต็มกลืนแล้ว

“หนวกหู”

“โทษที” ผมหันไปยิ้มกว้างแล้วเดินเข้าไปหาคนที่โผล่มาจากด้านหลัง มือเขาถือกุญแจรถเอาไว้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ากำลังจะกลับแล้ว “ขอบคุณมากนะพี่ที่มาดูผมอ่ะ”

“ฆ่าเวลารอเช็คชื่อ” พี่ภูพูดหน้าตายแล้วเดินไปที่ประตูรถ

“จริงๆ พี่ทำเพราะจะขอบคุณผมใช่ไหม” คำถามของผมทำให้พี่ภูชะงักไป เขาเปิดประตูรถทิ้งไว้แต่ไม่ได้เข้าไปนั่ง “ผมแค่รู้สึกว่าพี่เป็นคนแบบนั้น”

“แบบไหน” เขาถามแล้วหันมาเผชิญหน้ากับผมเต็มตัว

“ไม่ชอบติดหนี้ใคร...แล้วก็ใจดี”

ดวงตาคมปรากฏวี่แววของความแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อกะพริบตามันก็หายไป

“กูไม่ชอบติดหนี้ใคร” พี่ภูก้าวเท้าเข้ามาหาผมก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกของเราเกือบชนกัน “แต่ไม่ได้ใจดี”

“อาจจะไม่ได้ใจดี...” ผมพยักหน้าเห็นด้วยแล้วจ้องกลับด้วยสายตาสงบนิ่ง “แต่ผมว่าพี่ไม่ใช่คนแบบที่ใครๆ เขาพูดกัน”

“ไร้สาระ”

“เออใช่ พวกนั้นแม่งไร้สาระ” ผมโยนขี้หน้าตาย ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเขาหมายถึงตัวเอง แต่เวลาพูดอะไรโง่ๆ แล้วได้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของพี่ภูแล้วมันคุ้มว่ะ อย่างตอนนี้ก็สีหน้าเอือมระอานี่ไง

อยากถ่ายรูปเก็บไว้จัง

พี่ภูเข้าไปนั่งในรถโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ ผมเองก็ไม่ได้ห้ามเพราะคิดว่าวันนี้ควรจะพอได้แล้ว แต่ก่อนที่เขาจะปิดประตูรถผมก็ใช้มือรั้งเอาไว้เพื่อถามคำถามที่คาใจเสียก่อน

“ผมมีอะไรจะถามพี่”

เหตุผลที่ผมต้องวิ่งตามหาขนาดนี้…

“อะไร” พี่ภูขมวดคิ้ว ท่าทางเหมือนจะบอกว่าถ้าพูดอะไรไร้สาระออกมาเขาพร้อมจะปิดประตูหนีบนิ้วผมทันที

“พี่ชอบกระต่ายเหรอ”

“...”

“ผมจริงจังนะ พี่ชอบกระต่ายเหรอ” ผมพยายามปั้นหน้าจริงจัง บอกตรงๆ ว่าคำพูดไอ้โซมันไม่ค่อยน่าไว้ใจหรอก ตอนนั้นยังตกใจอยู่เลยไม่ทันคิด แต่พอได้สติแล้วผมก็เห็นอะไรแปลกๆ อยู่หลายอย่าง อย่างเช่นการที่มันแอบยิ้มเยาะตอนผมเซ็งเรื่องกระต่าย...อย่าคิดว่ากูไม่เห็น “ไอ้โซบอกผมว่าพี่ชอบกระต่าย”

“…” พี่ภูถอนหายใจ มือข้างหนึ่งยกขึ้นเสยผมเหมือนคนไม่รู้จะพูดอะไร

“พี่ชอบจริงๆ เหรอ...ไอ้ตัวปุกปุยก้อนๆ นั่นอ่ะ” ผมกัดปากรอคำตอบด้วยความกังวลใจ ที่มาถามเขาไม่ใช่ว่าอยากให้ตอบว่าใช่นะ แต่โคตรจะอยากให้ตอบว่าไม่ใช่เลยเหอะ

“ทำไม”

“พี่เปลี่ยนเป็นตัวอื่นดีกว่า ไอ้ก้อนนั่นไม่เห็นน่ารักเลย” ถ้าคนมองแมลงสาบหรือจิ้งจกแล้วรู้สึกขยะแขยง เวลาผมมองไอ้ก้อนเดินได้นั่นมันก็เหมือนกัน ตัวบ้าอะไรยุกยิกๆ กลมๆ ดูแล้วเป็นก้อนๆ ยุบยับ แค่นึกถึงก็ขนลุกแล้ว

“...”

“เอาเป็นหมาแมวหรืออะไรอย่างอื่นก็ได้...”

“ก้อน…”

“อะไรนะ”

“หึ...ไอ้ก้อนงี่เง่า” สิ้นคำที่เหมือนจะด่า พี่ภูแกะมือผมออกจากประตูรถ ผมได้แต่มองเขาปิดประตูแล้วขับรถจากไปเงียบๆ โดยที่พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว และจนถึงตอนนี้ก็ยังพูดอะไรไม่ออกอยู่

เมื่อกี้…

เหมือนจะเห็นคนหน้าดุยิ้มขำว่ะ

ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง มือกดเลือกรายชื่อของคนที่ผมต้องการที่สุดในเวลานี้อย่างรวดเร็ว

[อะไรอีกอ่ะ]

“จ๋า!”

[เสียงดังหาอะไรคะ]

“จ๋าตั้งใจฟังดีๆ นะ...อันนี้เราจริงจัง”

[ค่ะ ว่าไง]

ผมสูดสายใจเข้าจนเต็มปอด แค่นึกถึงรอยยิ้มนิดๆ ที่เห็นเมื่อครู่ ไอ้ความรังเกียจขยะแขยงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ากระต่ายก็หายไปจนหมดสิ้น

“เราจะเปิดฟาร์มกระต่าย!”

[...]

“เอาเยอะๆ เลยนะจ๋า!”

[คุณคะ มาคุยกับคนแปลกหน้าที ดิฉันปวดหัว]

นอกจากพี่ภูจะทำให้ผมตาบอดแล้ว...เขายังทำให้ผมก้าวข้ามความเกลียดได้ด้วยว่ะ

โคตรคูล!

-------------------------

กลับหน้าเรื่อง

ขอบคุณมากๆเลยค่ะที่ติดตาม

ครมีคำถามตรงไหนหรืออยากพูดคุยอะไรเข้าไปที่

เพจ Chesshire. หรือ ทวิต @Chesshire04 ได้เลยน้า

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น