ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
CHAPTER3

-3-

“ไอ้เก้า มึงเอางานช่วงเย็นไปนะ เดี๋ยวช่วงเช้ากูให้เด็กสับขึ้น”

“ซ้อมมาจะอาทิตย์แล้ว ทำไมตารางงานเพิ่งมาวะพี่” ผมมองกระดาษในมืออย่างเซ็งๆ

ปกติเวลาคณะไหนต้องการให้ดุริยางค์ไปเล่นให้ต้องมีการติดต่องานล่วงหน้า ที่สำคัญคือต้องบอกช่วงเวลาแล้วเอาตารางดำเนินงานมาให้ดูก่อน เราจะได้วางแผนงานของเราถูก แต่รอบนี้บริหารเล่นส่งแผนงานมาให้ก่อนวันจริงสองวัน และแผนที่ว่าดันผิดพลาดไปจากที่เคยคุยเกือบหมด พี่วินที่เป็นคนประสานงานเลยปวดหัวหนักกว่าใคร

“กูก็คิดว่าจะคุยกันเรียบร้อยแล้วเลยไม่ได้ว่าอะไร ที่ไหนได้...ผิดจากที่คุยไว้เกือบหมด” พี่วินถอนหายใจยาวแล้วนั่งกุมขมับ

ที่พวกผมคุยกันไว้ตอนซ้อมคือเราจะขึ้นเวทีช่วงเช้า เน้นโทนสบายๆ คลอไปกับการเดินชมบูธต่างๆ พอช่วงเที่ยงก็จะเลิกงานเพราะพวกนั้นจะขึ้นไปดูงานบนตึกแทน แต่กำหนดการที่ได้มาทำให้ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมด สรุปคือฝั่งนั้นต้องการให้เราเล่นดนตรียาว มีเวลาพักเป็นช่วง แถมช่วงเย็นถึงค่ำจะเป็นการแสดงคล้ายคอนเสิร์ตด้วย

“กูเทงานดีไหมวะเนี่ย” พี่วินพูดเสียงหน่าย พวกคนที่อยู่ในห้องซ้อมเองก็เงียบกริบกันหมด

ถ้าพูดตามหลักความจริงแล้วก็น่าจะเทนั่นล่ะ ในเมื่อทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงเราก็ไม่ผิด แต่ที่ต้องคิดมากคงเพราะแกเห็นว่าทีมผมซ้อมกันมาเป็นอาทิตย์แล้ว เพลงที่ซ้อมก็มีแต่เพลงเบาๆ ตามสไตล์งานทั้งนั้น แล้วพอหมดงานนี้กว่าจะถึงช่วงยุ่งยากอย่างงานรับน้องก็มีช่วงพักเป็นเดือน เพลงที่ซ้อมมาอาจจะเสียเปล่าก็ได้ เพราะคนขึ้นเวทีงานนั้นคงไม่เหมือนงานนี้ไปหมดทุกคน

“พวกผมไม่ได้ซีเรียสหรอก เราก็มีความสุขกับการเล่นดนตรีกันอยู่แล้ว ถึงไม่ได้เอาไปใช้งานจริงก็ไม่ได้มีปัญหา เก็บไว้ใช้งานหน้าก็ได้” ไอ้แซมที่เล่นกลองอยู่ลุกขึ้นแล้วเดินมาหาพี่วิน คนอื่นๆ ที่กำลังซ้อมหรือนั่งอยู่รอบๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยกันทุกคน

“ถ้าเฮียอยากเทก็เทเลย พวกผมโอเคหมดอ่ะ ถึงไม่ใช้งานนี้ก็เอาไปใช้งานอื่นได้อยู่ดี”

“อย่าคิดมากดิวะเฮีย เอาไงก็เอาเลย”

“ตัดสินใจเลยเฮีย”

ผมยืนพิงผนังดูพวกเพื่อนคุยกับพี่วินเงียบๆ สมองกำลังประมวลผลอย่างหนักเพราะสิ่งที่พวกนั้นพูดกำลังขัดกับความต้องการของผมเต็มๆ

“เป็นอะไร” โซหันมาถามแล้วมองไปที่นิ้วของผมซึ่งกำลังเคาะกำแพงอยู่ มันคงรำคาญเลยยอมละสายตาจากโทรศัพท์มาสนใจผม

“กำลังพยายามอยู่”

“พยายาม?”

“พยายามแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว”

“อะไรของมึง”

“ทำไมโง่อ่ะ” ผมเหยียดยิ้มมองเพื่อนเย้ยๆ พอเห็นมันทำหน้าเหมือนอยากเข้ามากระทืบแล้วก็อารมณ์ดีโดยไร้สาเหตุ

“เอาดีๆ”

“เหอะ…” ผมเบะปากก่อนจะหันกลับไปมองพวกที่คุยกันอยู่ “ที่กูเสนอตัวขึ้นเวทีนี้ก็เพราะพี่ภู”

“อืม”

“ถ้าไม่ใช่เพราะอยากเห็นเขาตอนอยู่ในคณะ กูคงเป็นคนแรกที่บอกให้พี่วินเท”

“อือ” โซมันพยักหน้า ส่งเสียงอืออาในลำคอเหมือนจะบอกว่าเข้าใจแล้ว “ทำงานไม่เป็นระบบแบบนี้ ใครก็อยากเททั้งนั้น”

“กูถึงบอกว่ากำลังแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวอยู่”

“แล้วแยกได้ไหม”

ผมตอบคำถามของมันด้วยการยันตัวออกจากผนังแล้วเดินเข้าไปหาพี่วิน โซมันหัวเราะในลำคอแล้วเดินตามมาโดยไม่ถามอะไรอีก คงรู้แล้วว่าคำตอบของผมคืออะไร

“พี่วิน”

แน่นอนว่าคำตอบของผม...

“ว่าไงมึง” พี่วินหันมาหาผม มือที่กำลังจะกดโทรศัพท์แคนเซิลงานหยุดชะงัก

“ไม่เทได้ไหม”

คือแยกไม่ได้เว้ย!

“ทำไมวะ” พี่วินทำหน้าเหวอ คนอื่นๆ เองก็ไม่ต่างกัน คงงงที่คนอย่างผมบอกจะไม่เทอยู่คนเดียว ทั้งที่ปกติคงเป็นคนแรกที่ขอบายเวลาเจอเรื่องยุ่งยากแบบนี้

“ผมมีเหตุผลที่ทำให้อยากไปเล่นให้บริหารอ่ะ” ไม่บอกตรงๆ น่าจะดีกว่า เดี๋ยวโดนบ่นหูชา “แต่ถ้าคนอื่นจะเทก็ไม่ว่าไร เดี๋ยวผมไปกับไอ้โซก็ได้”

“กูเกี่ยวไรวะ”

ผมเหยียบตีนเพื่อนไปหนึ่งทีข้อหาพูดมาก โซมันทำหน้าบูดก่อนจะถลึงตาใส่ผมแล้วหุบปากเงียบไม่พูดอะไรอีก

“ถ้าไอ้เก้าไปกูก็ไปอ่ะ” แซมยักไหล่แล้วพูดออกมาง่ายๆ ผมเลยหันไปยักคิ้วให้แล้วตบไหล่มันไปทีเป็นการขอบคุณ คราวนี้คนอื่นเลยเริ่มส่ายหัวหน่ายแล้วหันไปคุยกัน สุดท้ายก็หันมาด่าผมเป็นแถบ

“ถ้าไปก็ไปหมดอ่ะ กูยังไงก็ได้อยู่แล้ว ที่พูดเพราะคิดว่ามึงจะเทคนแรก จะไปก็ไม่บอกแต่แรก ให้พูดกันอยู่ได้ ไอ้ห่า”

“มีเหตุผลก็ไม่บอก ยืนหล่อกับไอ้โซอยู่ได้ ไอ้เวร”

“ไปก็ต้องไปกันหมดสิวะ พวกมึงไปกันสองคนก็ดังกันสองคนดิ”

“พวกเวร” ผมบ่นไม่จริงจังนักพร้อมกับชนหมัดกับพวกมันไปด้วย พอตกลงกันได้แล้วก็หันไปหาพี่วินที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ

“กูก็ตามใจพวกมึง กูแค่ติดต่องานให้ แต่เวทีมันของพวกมึง จะเอาไงก็เอา” พี่วินเดินมาผลักหัวผมจนเซไปทั้งตัว ผมเกือบหันไปฟ้องไอ้โซแล้วถ้าเขาไม่ได้จับหัวผมโคลงไปโคลงมาเสียก่อน “มึงนี่มันศูนย์กลางจักรวาลจริงๆ”

“แน่ดิพี่”

“เดี๋ยวกูไปเทรนไอ้พวกที่จะสับกันขึ้นเวทีเช้าก่อน พวกมึงก็ไม่ต้องเปลี่ยนเพลงหมดหรอก แต่เพิ่มเพลงสนุกๆ เข้าไปหน่อยก็พอ”

“โอเคพี่”

แล้วการซ้อมเพลงชุดใหม่โดยมีเวลาแค่สองวันก็เริ่มขึ้น…

งานวันจริงวุ่นวายกว่าที่คิดพอสมควร ความวุ่นวายเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเช้าที่พวกคนจัดงานวิ่งไปวิ่งมากันหัวหมุนเพราะจัดบูธไม่ทัน พอใกล้จะเปิดงานแล้วเด็กบริหารดันบอกว่าพวกที่มาดูงานจะมาถึงช้ากว่ากำหนดการ หลังจากนั้นไม่ทันไรอยู่ๆ พี่วินก็ตะโกนบอกว่าเครื่องดนตรีไม่พร้อม…เรียกได้ว่าปวดหัวกันครบทุกฝ่าย ดีหน่อยที่ผมได้มาดูเด็กปีหนึ่งซึ่งจะขึ้นเวทีเป็นครั้งแรกอยู่ข้างหลังเลยไม่ต้องไปวิ่งแก้ปัญหากับใครเขา

 “พร้อมนะมึง” ผมตบไหล่เด็กปีหนึ่งที่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างๆ มันสะดุ้งสุดตัว หน้าตาตื่นจนดูน่าหัวเราะ พอเห็นว่าเป็นผมก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้วส่ายหัวไม่หยุด

“ไม่พร้อมอ่ะพี่”

“ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม”

“ทำไมผมได้ขึ้นเวทีไวจังอ่ะพี่” ไอ้เปรมเบะปาก น้ำตาคลอจนดูน่าสงสารอยู่หน่อยๆ

“ปีที่แล้วกูได้ขึ้นเวทีตั้งแต่งานเปิดภาค” ผมผลักหัวมัน อยากจะบอกว่าตอนนั้นกูเกือบโดนลากไปซ้อมวงตั้งแต่วันรายงานตัวแล้วด้วยซ้ำ

“มันไม่เหมือนกันสักหน่อย”

“อะไรไม่เหมือน”

“ก็พี่มันไม่ปก…”

“หืม…”

“เอ่อ...ก็พี่มันไม่...ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้อยู่แล้วนี่หว่า” มันว่าแล้วหลบสายตา ผมเกือบตบหัวมันที่บังอาจคิดจะด่า แต่พอนึกได้ว่ามันกำลังตื่นเวทีก็ได้แต่เก็บความหัวร้อนไว้ในใจแล้วมองข้ามไป

“เอาเป็นว่ามึงก็ทำให้เต็มที่ อะไรผิดพลาดก็เก็บไว้เป็นบทเรียน”

“พี่จะอยู่ดูผมตลอดใช่ไหมอ่ะ” เปรมเงยหน้ามองผมน้ำตาคลอ มือมันจับชายเสื้อผมไว้แน่นเหมือนกลัวโดนทิ้ง

“แน่นอนสิวะ…”

“พี่น่าระ…”

“...ว่าไม่อยู่”

“...”

“ไอ้เปรม! เตรียมขึ้นเวที….มึงร้องไห้ทำไมวะ!” พี่วินที่น่าจะเดินเข้ามาตามเปรมทำหน้าตาตื่นก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาหา มือลูบหัวลูบหลังปลอบมันเป็นการใหญ่ ผมได้แต่มองงงๆ เพราะไม่เข้าใจว่ามันจะร้องทำไม…สงสัยกลัวจัดเพราะใกล้ถึงเวลาแล้วมั้ง

“พี่วิน...ฮือ…”

“เก้า มึงทำอะไรมันวะ” พอถามไอ้เปรมไม่ได้พี่วินเลยหันมาเล่นผมแทน นี่คือยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ อยู่ๆ โดนกล่าวหาเฉย

“ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

“พี่เก้า...บอกว่าจะไม่ดูผมอ่ะ” เปรมมันกระตุกเสื้อพี่วินฟ้องเป็นการใหญ่ ส่วนผมได้แต่มองบนเพราะงงว่าบอกความจริงแล้วกูผิดตรงไหนเนี่ย

“ไม่มีไอ้เก้าก็มีคนอื่นดูมึงเยอะแยะ” พี่วินอธิบาย มือใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำหูน้ำตาให้ไอ้เปรมไปด้วย “พูดเหมือนพวกดุริยางค์มีแค่ไอ้เก้าเลยนะมึง กูนี่อยู่กับมึงเยอะกว่ามันอีก”

“แต่…แต่ว่า…”

“กูถึงบอกว่ามึงมันศูนย์กลางจักรวาล” พี่วินหันมาบ่นผมที่ยืนกอดอกอยู่ เสร็จแล้วก็หันไปลูบหัวไอ้เปรมต่อ “มึงฟังกูนะไอ้เปรม…”

“ครับ”

“ถ้ามีรุ่นพี่ที่คอยดุคอยสอนจ้องมึงอยู่หน้าเวทีเพื่อคอยจับผิด มึงจะเกร็งไหม”

“เกร็งครับ”

“เออ…พวกกูถึงต้องแอบดูอยู่ข้างๆ ไม่ไปดูมึงหน้าเวที ยิ่งไอ้เก้ายิ่งแล้วใหญ่ มันเสียงดีสุด เก่งสุดเรื่องร้องเพลง ถ้ามันจ้องมากๆ มึงจะเป็นไง”

“ก็…”

“เข้าใจเหตุผลที่มันจะไม่อยู่ดูมึงยัง” พี่วินโยกหัวไอ้เปรมเป็นเด็กๆ พอมันพยักหน้าเข้าใจแล้วแกก็ยิ้ม “มึงเตรียมตัวได้แล้ว อีกสิบนาทีเริ่มงาน พิธีกรพูดเปิดงานจบมึงก็ขึ้นเวทีเลย”

“ครับ”

พี่วินเดินมาหาผมแล้วกอดคอให้เดินออกไปด้านนอกด้วยกัน พอพ้นสายตาไอ้เปรมแล้วพี่แกก็ถอนหายใจยาว

“ก็เข้าใจนะว่าพวกนักร้องมันมองมึงเป็นไอดอล แต่แม่งถึงกับต้องร้องไห้เลยเหรอวะเนี่ย”

“นั่นดิ” ผมหัวเราะขำๆ จริงๆ เปิดเทอมมายังไม่ได้ขึ้นเวทีเลยด้วยซ้ำ พวกมันก็ยังไม่เคยเห็นผมร้องเพลง แค่เข้าไปช่วยแนะนำนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง “ว่าแต่…”

“…”

“ที่พี่บอกมันเมื่อกี้…”

“เออ…” พี่วินยักไหล่แล้วยกยิ้มมุมปาก “ตอแหลแล้วมันสบายใจก็ตอแหลไปเหอะ”

“พี่นี่นะ…” ผมได้แต่ส่ายหน้าหน่าย จะว่ายังไงดี…คือไอ้ที่ผมไม่อยู่ดูมัน ไม่ใช่เพราะกลัวมันเกร็งแบบที่พี่วินว่าหรอก จริงๆ คือขี้เกียจอยู่เฉยๆ ต่างหาก เพราะนอกจากจะอยากเดินดูทั่วงานแล้ว…ผมยังต้องเดินหาคนด้วย

“สี่โมงมึงต้องกลับมาที่นี่นะไอ้เก้า” พี่วินหันมาย้ำผมอีกครั้ง

“โอเค”

ผมแยกกับพี่วินหน้าเวที หลังทักทายพวกที่ดูแลงานด้านหน้าแล้วก็เดินตรงไปด้านนอก ดูเหมือนงานของบริหารจะใหญ่กว่าที่คิด เพราะนอกจากจะมีดนตรีแล้วพวกนั้นยังตั้งบูธกันใหญ่โต ทั้งด้านวิชาการ ของกิน เล่นเกม ส่วนตัวบูธก็ทำจากเต็นท์สีขาวง่ายๆ ตั้งเรียงเป็นแถว ด้านหน้าสุดเป็นเวทีที่พวกผมใช้เล่นดนตรี แถมงานยังดูใหญ่โตกว่าเดิมเมื่อมีเด็กคณะอื่นมาเดินดูเป็นจำนวนมากด้วย

ตอนนี้พวกเด็กบริหารกำลังเข้าแถวเช็คชื่อกันอยู่ใต้ตึก ผมยืนหลบมุมอยู่ริมเสา เฝ้ามองคนที่เดินสับกันไปเช็คชื่อเงียบๆ ในบรรดาคนที่เข้าแถวกันอยู่เป็นทางยาวนั้นมีไม่กี่คนที่ดูโดดเด่นกว่าคนอื่น บางคนตัวสูง บางคนหน้าตาดี บางคนใส่ชุดประจำบูธที่ดูแตกต่าง แต่คนที่สามารถดึงดูดสายตาของผมได้มีแค่คนเดียว…

พี่ภูดูสูงกว่าใครเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางคนอื่นๆ ใบหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ของเขาขวางกั้นไม่ให้ใครเข้าใกล้ ถึงจะมีสายตาของผู้หญิงมองมากมายแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปคุยด้วยสักคน ยิ่งเมื่อดวงตาสีเทาแข็งกร้าวคู่นั้นหันไปมอง พวกที่จ้องมากๆ ก็แทบจะตัวสั่นแล้วหันหน้าหนีกันเป็นแถบ

ผมยืนมองเขาด้วยรอยยิ้ม ยิ่งเมื่อดวงตาคมตวัดมามองรอยยิ้มก็ยิ่งกว้างขึ้น ผมรีบโบกมือทักทาย แต่พี่ภูกลับทำสายตาเหนื่อยหน่ายแล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง

ถือว่าเป็นเรื่องดีได้หรือเปล่านะ…ที่ท่าทีที่เขามีให้ผมดูแตกต่างจากคนอื่น ถึงจะเชิงลบก็เถอะ

“ไอ้เก้า!”

ผมหันหน้าไปตามเสียงเรียก เห็นไอ้ทีที่เป็นเพื่อนสมัยมัธยมซึ่งเรียนอยู่บริหารวิ่งมาหา

“ไง”

“มึงมาทำไรวะ” มันถามทั้งที่ยังหอบอยู่

“มาเล่นให้คณะมึงนั่นล่ะ แต่กูขึ้นรอบเย็น”

“แล้วทำไมมายืนแถวนี้วะ ไม่อยู่กับพวกดุริยางค์เหรอ”

“ไม่รู้จะอยู่ทำไมเลยมาเดินเล่นดีกว่า แถมยัง...ได้เจอคนที่อยากเจอด้วย” ผมมองไปทางพี่ภูอีกครั้ง ไอ้ทีเองก็หันไปมองตาม หน้าตามันดูตลกเมื่อรู้ว่าผมหมายถึงใคร

“ที่บอกกูในไลน์นั่นเรื่องจริงเหรอวะ”

“มึงคิดว่าไงล่ะ”

“กูคิดว่าพูดเล่น…แต่ดูจากสายตามึงตอนนี้คงจริงแล้วล่ะ”

ผมไม่ได้ตอบอะไรแต่สายตากำลังจับจ้องไปที่พี่ภูซึ่งกำลังเดินไปที่บูธปลอดคนไม่ไกลนัก

“ไอ้ที”

“ว่า”

“ทุกคนต้องทำบูธเหรอวะ”

เพราะถ้ามีทางเลือก...คนอย่างพี่ภูไม่น่ายอมทำอะไรแบบนี้

“ใช่...มันเป็นงานใหญ่ของคณะอ่ะมึง เขาให้รวมกลุ่มกันทำบูธ จะชั้นปีไหนก็ได้ ขอแค่เปิดบูธทำกิจกรรมก็พอ” ไอ้ทีอธิบายเป็นฉากๆ

“แล้วทำไมพี่ภูอยู่ในบูธนั้นคนเดียววะ” ผมชี้ไปที่บูธของพี่ภูซึ่งหันหน้ามาทางนี้พอดี ในนั้นมีแค่เขาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่ได้มีคนเดินไปเดินมายั้วเยี้ยแบบบูธอื่น

“กูว่าพี่เขาน่าจะจัดคนเดียว” ไอ้ทีหันมาบอก “อาจารย์เขาไม่ได้กำหนดจำนวนขั้นต่ำ แค่บอกว่าสูงสุดกี่คน บางทีพี่เขาอาจจะทำคนเดียวก็ได้”

ไม่เหงาตายเหรอวะน่ะ…

ผมแยกกับทีเพราะเพื่อนมันมาตาม ได้ยินฝั่งนั้นพูดแว่วๆ ว่างานจะเริ่มแล้ว และมันก็เป็นเวลาเดียวกับที่มีพิธีกรเดินขึ้นไปบนเวทีพอดี ผมใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีในการตัดสินใจ สุดท้ายก็ก้าวเท้าออกจากข้างเสาแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปยังจุดหมายที่มองไว้

บูธของพี่ภูเป็นบูธภาพวาดซึ่งมีภาพสีน้ำแขวนไว้โดยรอบ และที่น่าแปลกใจคือ...ตรงที่พี่ภูนั่งอยู่มีอุปกรณ์สำหรับการวาดภาพวางอยู่ด้วย

“พี่วาดภาพเป็นด้วยเหรอ” ผมเดินเข้าไปหาแล้วก้มมองภาพที่พี่ภูกำลังวาดอยู่ ดูเหมือนจะเป็นวิวของที่ไหนสักที่ “ทำไมในบูธมีเก้าอี้ตัวเดียว”

ดูเหมือนที่นี่จะเป็นเหมือนบูธที่ให้คนเข้ามาชมภาพเฉยๆ...น่าจะอยู่ในหมวดกิจกรรม แต่ทั้งที่เขาเรียนบริหาร...ไม่รู้ทำไมถึงทำบูธโชว์ภาพวาดแบบนี้

“กูไม่ได้อยากให้ใครเข้ามาอยู่ในนี้นานๆ” พี่ภูพูดลอยๆ โดยไม่ละสายตาจากภาพวาด “รวมถึงมึงด้วย”

“พี่ไม่เหงาเหรอ” สิ้นคำถามของผม พี่ภูเงยหน้าขึ้นมอง เราสบตากันโดยที่เขายังนั่งอยู่ ผมเองก็ไม่ได้หลบสายตา ถึงแม้จะรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นดูดุกว่าเดิมหลายเท่าก็ตาม “ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนนะ”

“...”

“ผมเห็นใบประเมินวางอยู่หน้างาน พวกที่มาจากมหา’ลัยอื่นจะมาเดินให้คะแนนตามบูธใช่ไหม...” ผมยิ้มเมื่อเห็นว่าพี่ภูไม่ได้ตอบอะไร ดูก็รู้ว่าที่ผมพูดเป็นความจริง “ผมรู้ว่าพี่ไม่ถนัดเรื่องพวกนี้ ขอแค่พี่ยอมให้ผมอยู่ด้วย ผมสัญญาว่าจะไม่ดื้อ ไม่ซน แล้วก็จะอยู่ช่วยพี่จนเก็บบูธเลย”

“แล้วถ้ากูบอกว่าไม่...”

“ผมก็จะวนเวียนอยู่ในบูธนี่ล่ะ...เพราะมันไม่ได้มีกำหนดว่าเราจะอยู่ในบูธหนึ่งได้กี่นาที ถูกไหมพี่”

 พี่ภูมองผมด้วยสายตาเรียบเฉยไร้อารมณ์ ดูเหมือนจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าคำตอบของผมน่าจะออกมาแนวๆ นี้

“เก้าอี้”

“ครับ?” ผมกะพริบตาปริบๆ ด้วยความไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นคนหน้าดุขมวดคิ้วน้อยๆ เหมือนกำลังไม่พอใจผมก็ยิ้มกว้างก่อนจะวิ่งไปหาเก้าอี้จากด้านนอกอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานนักผมก็วางเก้าอี้ที่ขโมยมาลงแล้วนั่งมองคนที่กำลังลงสีภาพเงียบๆ

ดูเหมือนงานจะเริ่มแล้ว พวกคนจากคณะอื่นเดินผ่านไปผ่านมาเต็มไปหมด มีบางคนมองเข้ามาในบูธ แต่พอเห็นว่าใครนั่งอยู่ก็เดินจากไปเฉยๆ ผมชักเริ่มสงสัยแล้วว่าจะกลัวอะไรขนาดนั้น มีผู้หญิงบางคนมองเข้ามาแล้วก็ซุบซิบกับเพื่อน แต่พอทำท่าจะเดินเข้ามาแล้วก็เปลี่ยนใจเดินจากไปซะงั้น

“ทำไมพี่ถึงเปิดบูธแสดงภาพอ่ะ นี่งานบริหารไม่ใช่เหรอ” ผมหันไปถามเมื่อเห็นว่าพี่ภูหยุดมือเพื่อเปลี่ยนสี อาศัยจังหวะพูดแค่ตอนที่ว่างเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิเขามากเกินไป

“ไปอ่านชื่องาน” พี่ภูพูดสั้นๆ ผมพยักหน้าเข้าใจ ลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งออกจากบูธไปที่หน้าทางเข้า ถึงจะต้องมาขึ้นเวทีที่นี่แต่เอาจริงๆ ผมยังไม่ได้อ่านรายละเอียดอะไรมากมายเลยด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าเป็นงานที่บริหารจัดและจะมีคนนอกเข้ามาร่วมเฉยๆ

ผมคว้าโบชัวร์ที่วางอยู่หน้าทางเข้าแล้วเดินกลับบูธ สายตากวาดอ่านรายละเอียดในมืออย่างรวดเร็ว

‘งานเปิดโลกกิจกรรมบริหาร’

‘เพราะเด็กบริหารทำได้มากกว่าที่คุณคิด’

อย่างนี้นี่เอง...ที่จริงงานนี้ไม่ได้เป็นงานวิชาการของบริหารแบบที่ผมคิด แต่เป็นการรวมกิจกรรมของเด็กบริหารทั้งหมดเอาไว้ คงเพราะเอาแต่สนใจพี่ภูผมถึงไม่ได้สังเกตเลยว่าบูธอื่นๆ มีอะไรมากกว่าที่คิด

ผมเดินกลับไปที่บูธ นั่งลงตรงที่เดิมข้างๆ พี่ภู รอเวลาให้เขาละมือออกจากภาพแล้วถึงเริ่มพูด

“พี่ชอบวาดภาพระบายสีอะไรพวกนี้เหรอ”

“แค่ว่าง”

“เหมือนงานอดิเรกที่ชอบอะไรพวกนี้ป่ะ”

“...”

“พี่ทำหน้าเหมือนจะปฏิเสธเลยอ่ะ” ผมพูดยิ้มๆ แล้วยื่นหน้าไปมองภาพวาดที่เขากำลังลงสีอยู่ “ที่สวยได้ก็เพราะตั้งใจทำ แถมยังมีตั้งหลายภาพ...แบบนี้คงเป็นสิ่งที่ชอบสินะ”

 “...”

“พวกข้างนอกนั่นมองๆ แล้วก็ไม่ยอมเข้ามาสักที ไม่รู้จะกลัวอะไรพี่นักหนา” ผมเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน ไม่อยากพูดเหมือนรู้จักพี่ภูดีเกินไป กลัวว่าจากที่โดนหมั่นไส้อยู่แล้วจะกลายเป็นโดนเกลียดเอา

“หึ”

“พี่ภู...ถ้าพี่ยังน่ากลัวแบบนี้คนจะไม่กล้าเข้ามานะ เดี๋ยวตอนประเมินก็ได้คะแนนน้อยหรอก” ผมพยายามทำหน้าตาให้ดูจริงจังและจริงใจ ส่วนสมองก็พยายามคิดแผนการอย่างหนักหน่วง

พี่ภูวางพู่กันในมือลงแล้วหันมามองหน้าผม สายตาเฉียบคมหรี่ลงเหมือนกำลังประเมิน

“มึงจะทำอะไร”

รู้สึกเหมือนจะมีคนรู้ทันเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้วล่ะมั้งเนี่ย

“ผมจะช่วยพี่ตามสัญญาไง”

“นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้มึงยังอยู่ตรงนี้ได้ไม่ใช่หรือไง”

ผมยิ้มเมื่อเข้าใจสิ่งที่พี่ภูจะสื่อ ดูเหมือนเขาจะแคร์เรื่องคะแนนอยู่เหมือนกันถึงได้ยอมให้ผมวอแวอยู่ที่นี่แต่โดยดี

“งั้นพี่ก็ต้องให้ความร่วมมือกับผมหน่อย”

“อย่าคิดว่ากูจะทำอะไรไร้สาระ” พี่ภูมองผมด้วยดวงตาแวววาว เหมือนพร้อมจะถีบส่งทุกเวลาที่ผมทำให้เขาไม่พอใจ แต่ไม่รู้ทำไม...พอมองหน้าเขาคู่กับพื้นหลังเป็นภาพสีที่เขาทำขึ้นมันถึงได้ดูไร้ซึ่งความน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

แตกต่างแต่ลงตัว…

ใครบ้างจะได้เห็นพี่ภูในด้านนี้ ใครบ้างจะรู้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เขาชอบทำคืออะไร ทุกคนอาจเดินไปมาและมองผ่าน คิดว่าเขาเป็นคนน่ากลัวเลยไม่สนใจสิ่งที่เขาทำ ถึงอย่างนั้นผมก็ยังดีใจอยู่หน่อยๆ ที่ได้เป็นคนเดียวที่เห็นเขาในด้านนี้ มันอาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ผมจะไม่ยอมให้มันจบอยู่แค่นี้แน่นอน

ผมยื่นมือออกไปด้านหน้าโดยไม่รู้ตัว อีกแค่นิดเดียวก็จะได้สัมผัสใบหน้าของพี่ภู แต่ก่อนจะได้ทำแบบนั้นสมองก็สั่งให้หยุดทุกอย่างแล้วรีบดึงมือกลับมาก่อนอะไรๆ จะแย่ไปหมด

“ที่พี่ต้องทำ...ก็แค่นั่งอยู่เฉยๆ” ผมพูดแล้วนิ่งไป ผ่านไปสักพักพี่ภูก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมา แค่จ้องหน้าผมเงียบๆ…ไม่ตกลง ไม่ปฏิเสธอะไรทั้งนั้น “ผมถือว่าพี่ยอมรับแล้วนะ ห้ามเตะผมด้วย”

ผมแตะนิ้วชี้ลงในถาดสีโดยเลือกใช้สีแดงที่มีเยอะที่สุดก่อนจะยื่นนิ้วออกไปด้านหน้า แต่แล้วก็ต้องหยุดนิ้วลงครู่หนึ่งเมื่อมันกำลังจะสัมผัสแก้มของคนที่นั่งนิ่งเป็นก้อนน้ำแข็ง ผมสูดหายใจเข้าก่อนจะกดปลายนิ้วลงไปเบาๆ สัมผัสแรกที่รับรู้คือความเย็นของผิวหนัง และต่อมามันก็อุ่นขึ้นในทุกวินาทีที่ลากผ่าน ผมวาดนิ้วเป็นเส้นตรงไปด้านข้างช้าๆ โดยพยายามบังคับมือไม่ให้สั่นทั้งที่ใจเต้นแรงจนเจ็บไปหมด

คนที่ไม่เคยกลัวอะไรมาก่อนในชีวิต...อยู่ๆ ก็ไม่กล้าสบตาคนที่ชอบ ทั้งที่เขาไม่ได้ว่า ไม่ได้แสดงท่าทางอะไรออกมาด้วยซ้ำ

อันตราย...อาการเหมือนจะแพ้ทั้งที่เขายังไม่ได้ทำอะไรสักอย่างนี่มันอะไรกันวะ

ผมวาดเส้นสามเส้นบนแก้มพี่ภู พอครบแล้วก็เปลี่ยนไปทำอีกข้างโดยพยายามไม่สบตาเขาแล้วเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่นิ้วเปื้อนสีของตัวเอง

“ชอบกูขนาดนั้น?” เสียงเรียบเรื่อยของพี่ภูทำให้ทุกการกระทำหยุดชะงัก ผมหันไปมองเขาเป็นเชิงถาม ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ ถึงพูดออกมา แต่แล้วพี่ภูก็ให้คำตอบด้วยการจับนิ้วสั่นๆ ของผมเอาไว้

ผมสูดหายใจเข้าเมื่อนิ้วที่เปื้อนสีดำของพี่ภูแตะลงบนใบหน้า สมองกำลังบังคับให้ร่างกายหยุดสั่นแต่ก็ดูจะยากเสียเหลือเกิน

พี่ภูกำลังทำสิ่งที่นอกเหนือไปจากการคาดการณ์ของผม และมันกำลังทำให้ผมลำบาก...มากๆ

“มึงกำลังทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์” นิ้วชี้ที่ถูกย้อมทับด้วยสีชมพูกดลงบนจมูกผมอย่างแรงเหมือนกลัวว่ามันจะไม่ติด

พอได้ยินประโยคเรียกสตินั้นแล้วผมก็เก็บอาการอย่างรวดเร็ว สายตาสบกับพี่ภูนิ่งงันโดยไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติอะไรออกไปอีก

“จะไร้ประโยชน์หรือเปล่าผมไม่รู้...แต่ถ้ายังไม่ได้พยายามให้เต็มที่ผมคงถอยไม่ได้หรอก”

“งั้นเหรอ” พี่ภูถอนนิ้วออกไปจากใบหน้าผม เราสบตากันด้วยระยะห่างไม่ถึงสองคืบ

“ไม่รักไม่ผิดเพราะพี่ไม่เคยให้ความหวังผม”

“...”

“แต่ผมจะทำให้พี่รักให้ได้ และถ้าวันไหนพี่รักผมขึ้นมา บอกไว้เลย…”

“จะเอาคืน?”

“บอกไว้เลยว่าผมไม่เล่นตัวแน่นอน!” ผมยิ้มให้พี่ภูด้วยท่าทางมั่นใจสุดขีดแล้วลุกขึ้นยืน “เพราะงั้นถ้าใจตรงกันแล้วรีบบอกผมนะ”

ก่อนจะต้องรู้สึกแพ้มากกว่านี้ รีบออกไปทำงานก่อนน่าจะดีกว่า

ผมเดินออกไปหน้าบูธ และแทบจะทันทีที่ออกมาก็ได้รับความสนใจจากคนรอบข้างในทันที พวกเขาจ้องมองผมเหมือนมองตัวประหลาดก่อนจะหัวเราะคิกคักแล้วเดินเข้ามาใกล้

“เข้ามาชมก่อนได้นะครับ” ผมยิ้มการค้าแล้วผายมือเชิญให้คนเดินเข้ามาด้านใน ตอนแรกพวกนั้นก็ยอมเดินตามมาง่ายๆ แต่พอมองเข้าไปเห็นว่าใครนั่งอยู่ก็ชะงักไป

พี่ภูนี่ก็เป็นคนดังเหมือนกันนะเนี่ย…

ดีที่กลุ่มที่เข้ามาไม่ได้เดินออกไปเหมือนกลุ่มก่อนหน้า พวกเขาเดินดูภาพไปรอบบูธแล้วชี้ชวนกันดูนั่นนี่ พอเห็นแบบนั้นแล้วผมก็หันไปมองพี่ภูก่อนจะยักคิ้วให้เป็นเชิงอวด แต่เขาแค่มองกลับมานิ่งๆ แล้วมองผ่านไปราวกับไม่สนใจเลยสักนิดว่าจะมีคนเข้ามาหรือเปล่า

ถึงใบหน้านั้นจะเย็นชาแต่พอประกอบกับหนวดแมวสีแดงสามเส้นบนหน้าแล้วก็กลายเป็นสายแบ๊วไปเลย…และดูเหมือนหนวดแมวจะได้ผลมากกว่าที่คิดเสียด้วย

ผมอาศัยจังหวะที่ไม่มีคนเดินออกมานอกบูธอีกครั้งแล้วมองซ้ายมองขวา เป็นไปตามคาด...พวกที่มาจากมหา’ลัยอื่นและถือใบประเมินเริ่มทยอยมากันแล้ว…ถึงเวลาเริ่มแผนเสียที

“พี่วิน”

[ว่าไง]

“ช่วยไรหน่อยดิ”

คนฉลาดย่อมต้องใช้วิธีของคนฉลาด…

[ช่วยไรวะ]

“ให้ไอ้พวกที่อยู่บนเวที…”

และเผอิญว่าผมดันฉลาดมากด้วยดิ

-----------------

กลับหน้าเรื่อง

ขอบคุณมากๆเลยค่ะที่ติดตาม

ครมีคำถามตรงไหนหรืออยากพูดคุยอะไรเข้าไปที่

เพจ Chesshire. หรือ ทวิต @Chesshire04 ได้เลยน้า

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น