ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
CHAPTER2

-2-

“อันนี้แผนงานคร่าวๆ ของเทอมนี้”

“ตารางแค่นี้ก็แน่นแล้วนะ ยังเรียกว่าคร่าวอีกเหรอวะ”

“ปีหนึ่งมีตัวเด็ดๆ เข้ามาบ้างไหม”

“กูว่า…”

ขนาดเปิดเสียงสุดแล้วยังเอาไม่อยู่…หนวกหูโคตร

“เก้า มึงว่าไง”

ผมขยับเรดให้เข้าที่กว่าเดิม พยายามทำให้เสียงจากหูฟังดังเข้าหูให้ได้มากที่สุด เพราะไม่อยากจะฟังคนคุยกันจ้อแจ้น่ารำคาญ ใจจริงอยากหลับหนีไปเลยด้วยซ้ำแต่ก็โดนไอ้คนข้างๆ ที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่สะกิดตลอดเหมือนจะกวนตีน

“เก้า…”

ถ้าไม่ใช่เพราะโดนดักอยู่หน้าห้องตอนเลิกเรียน อย่าฝันเลยว่าผมจะยอมมาร่วมประชุมง่ายๆ แบบนี้

“ไอ้เก้า!”

“อือ…” ผมตอบรับเสียงยานคาง ยอมดึงหูฟังออกแล้วขยับตัวนั่งแต่โดยดี ขี้เกียจลีลามากความ เพราะรู้ดีว่ายังไงก็ต้องโดนเรียกจนกว่าจะยอมฟังอยู่ดี

“กูถามว่ามึงคิดยังไง” พี่วินเท้าเอวมองผม แม้แต่คนอื่นๆ ก็มองเหมือนรอคอยคำตอบเช่นกัน

“ทำไมต้องถามผมเนี่ย” ผมบ่นแล้วยกขาขึ้นมานั่งกอดบนโซฟา ไม่ลืมขยับตัวไปนั่งพิงไหล่โซไว้เผื่อโดนพี่วินหมายหัว

“มึงเหนื่อยสุดนะไอ้เก้า ตรงไหนหนักไปกูจะได้พยายามช่วย” พอเห็นพี่วินดูเป็นการเป็นงานผมเลยได้แต่หยิบกระดาษแผนงานมานั่งดูโดยไม่เล่นตัว

“อันนี้คือยังไม่หมดใช่ไหม”

“ใช่...นี่เพิ่งเปิดเทอมก็ยาวขนาดนี้แล้ว ยังไม่นับงานเร่งอีก พวกนักดนตรีสบายหน่อยเพราะมีตัวเปลี่ยนพอควร แต่นักร้องตัวหลักจบไปปีก่อนสองคน ตอนนี้เลยเหลือมึงคนเดียวแล้ว”

“ผมไหว...แต่ยังไงพี่ก็ต้องหาคนเผื่อไว้ด้วย ไอ้พวกที่เรียนว้อยซ์อ่ะ ถึงจะไม่แข็งแต่ก็ต้องป้อนงานให้พวกมันบ้างแล้ว ไม่งั้นเมื่อไหร่จะเป็น บอกตรงๆ ว่าจะให้ผมร้องคนเดียวหมดมันเกินไป ทั้งแรง ทั้งเวลา ไม่ได้ใช้น้อยๆ เลย” ผมบอกพี่วินไปตามตรง เข้าใจดีว่าคนเรียนเอกว้อยซ์ไม่ได้ร้องเพราะกันทุกคน บางคนร้องได้แต่เอนเตอร์เทนไม่เก่ง บางคนตื่นเวที อะไรหลายๆ อย่างมันทำให้หลายๆ คนไม่พร้อม แต่เรียนมาทางนี้แล้วยังไงก็ต้องทำตัวให้ชิน ถึงคนเอกผมจะน้อยยังไงก็ยังถือว่ามีอยู่ จะให้ร้องคนเดียวทุกเวทีคงได้ตายเข้าสักวัน อีกอย่าง...

“กูเข้าใจ เดี๋ยวจะเทรนคนขึ้นเวทีด้วย ส่วนของมึงเดี๋ยวกูดูงานแล้วบอกอีกที”

“เคพี่”

ถ้าผมต้องขึ้นทุกเวทีและต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการซ้อม แบบนั้นคงไม่มีเวลาเล่นเกมกันพอดี...ไหนจะต้องเจียดเวลาไปหาพี่ภูอีก แค่คิดก็บายแล้ว

“เกือบดูดีละ”

ลืมไปเลยว่ามีไอ้ตัวรู้ทันอยู่ข้างๆ อีกคน

“ใครจะไปเหมือนมึง ตัวเปลี่ยนก็เยอะ แถมยังไม่มีใครกล้าบังคับให้ขึ้นเวทีอีก” ผมหันไปกัดด้วยความหมั่นไส้แล้วทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดพิงมันไว้

ทั้งที่เป็นเดือนมหา’ลัยซึ่งน่าจะดึงดูดคนได้เยอะ อย่างน้อยถ้าลากไปขึ้นเวทีก็น่าจะมีคนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มีใครกล้าบังคับมัน ซึ่งต่างกับผมที่โดนลากไปลากมาเป็นว่าเล่นโดยสิ้นเชิง โชคดีที่มือผมเกาะมันแน่นเป็นปลิง ผลก็คือ...มันโดนลากตามผมไปด้วยตลอด ถ้าไม่นับเวลาที่มันแอบหายหัวไปหาพี่กีล์แล้วทิ้งผมไว้ลำพังน่ะนะ

“ปีนี้มึงเตรียมตัวมาเผชิญชะตากรรมกับกูได้เลย ปีก่อนมึงมีพี่กีล์ ปีนี้กูมีพี่ภู ถ้ากูไม่ได้ไปหา มึงก็ต้องอยู่กับกู!” ผมพูดอย่างเด็ดขาดโดยพยายามลดเสียงลงเพราะไม่อยากให้พวกที่ประชุมอยู่ได้ยิน

“ความหมายของมึง…” โซเหลือบตามองผมแล้วยกยิ้มมุมปาก “จะให้ช่วยกันหาเรื่องโดดว่างั้น”

“หึหึ”

“หึหึ”

“น่ากลัวง่ะ” เสียงกระซิบจากพวกที่ประชุมอยู่ดังเข้าหูผ่านๆ ผมรีบกระแอมแล้วเก็บท่าทีอย่างรวดเร็ว กลัวจะโดนคนรู้ทันโดยเฉพาะไอ้พี่วิน

“แล้วนี่มึงยังไม่กลับไปหาพี่กีล์เหรอ” ผมหันไปถามเพื่อนด้วยความแปลกใจเพราะเห็นว่าค่ำแล้ว ปกติอะไรก็ฉุดมันไว้ไม่อยู่ แต่พอมองใบหน้าบึ้งตึงยิ่งกว่ายักษ์ถึงได้เข้าใจ…

“กีตาร์เริ่มเรียนโทแล้ว กลับดึก”

ผมพยักหน้าเข้าใจ ไม่ได้ตอแยมันต่อเพราะขี้เกียจฟังมันงอแง พอเริ่มไม่มีอะไรทำก็ได้แต่เอนตัวลงนอนแล้วหลับตาลง

สรุปว่าการมาประชุมครั้งนี้ไม่ได้อะไรเลยนอกจากได้นอน...เพื่ออะไรวะเนี่ย

“มันฝากบอกว่าจะไปรับใครสักคน ให้มึงกลับเอง”

ผมกัดฟันกรอดเมื่อได้ยินคำพูดของพี่วินที่กำลังนั่งเกากีตาร์อยู่ เพราะตื่นขึ้นมาแทนที่จะเห็นหน้าเพื่อนเป็นคนแรก ดันเห็นแต่หน้ารุ่นพี่ที่กำลังคุยนั่นคุยนี่เฮฮากันอยู่ ส่วนไอ้เพื่อนตัวดีที่ไม่ยอมปลุกก็หายหัวไปแล้วเรียบร้อย

โดนเทเฉย…

“ผมกลับละพี่”

“เออ เจอกัน”

หลังโบกมือหยอยๆ ให้พี่ๆ เรียบร้อยแล้วผมก็เดินตัวเปล่าออกมาจากห้องประชุม

ตอนนี้ก็สามทุ่มกว่าแล้ว...ฟ้ามืดสนิท แม้แต่แสงดาวสักนิดก็ไม่มี ผมลากโอนิสึกะคู่โปรดไปตามทางช้าๆ รู้สึกดีที่ได้ดื่มด่ำบรรยากาศเย็นสบายยามค่ำคืน ไม่มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจเหมือนปกติ

ถึงจะเป็นช่วงกิจกรรมแต่ทางที่ผมใช้เดินกลับหอก็ค่อนข้างเงียบ น่าจะเพราะคนส่วนใหญ่มักจะทำงานกันใต้ตึกคณะตัวเอง ตอนนี้เลยไม่ค่อยเห็นคนมาเดินตามทางมากนัก

“อะไรวะ…”

ผมหยุดชะงักเท้าที่กำลังเดินกะทันหัน ถึงเสียงที่ดังขึ้นมาจะค่อนข้างเบาเหมือนบ่นกับตัวเองแต่ก็ไม่อาจเล็ดลอดจากหูผมไปได้ แล้วยิ่งเป็นเสียงคุ้นเคยที่อยากได้ยิน พลาดก็เหี้ยแล้ว

“พี่ภู!” ผมหันไปตามทางที่ได้ยินเสียง เห็นร่างสูงโปร่งของคนหน้าดุยืนอยู่ไม่ไกล พอได้ยินผมเรียกเขาก็ถอนหายใจแล้วหมุนตัวเดินไปอีกทาง “เดี๋ยวดิพี่!”

“...”

“พี่...ทำไมยังไม่กลับอ่ะ” ผมวิ่งเหยาะๆ ตามไปอยู่ข้างๆ แล้วเดินไปพร้อมๆ กับเขา พอสบโอกาสก็หาเรื่องชวนคุยทันที

“เรื่องของกู” พี่ภูตอบเสียงเย็น ตาดุๆ ปรายมองผมวูบหนึ่งจนอดรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไม่ได้

แม่ง...เกิดมาไม่เคยโดนใครมองแล้วตัวสั่นแบบนี้เลย

หัวใจเต้นแรงว่ะ…

“ชอบอ่ะ” ผมก้าวเท้ายาวๆ จนเกือบกลายเป็นวิ่งเพื่อให้เดินตามคนข้างๆ ทัน ปากพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปตามความรู้สึกโดยไม่คิดปกปิด

พี่ภูหยุดเดินกะทันหันจนผมต้องหยุดเท้าตามไปด้วย เขาหันมามองหน้าผมด้วยสายตาเป็นประกายแวววาวแหลมคมเหมือนอยากฆ่าให้ตาย มองไปมองมาแล้วก็เริ่มรู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ใจเต้นกระหน่ำรัวเร็วโดยไร้สาเหตุ

“มึง…”

“อื้อ” ผมตอบรับด้วยความกระตือรือร้นเมื่อเห็นพี่ภูหรี่ตามองขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง

“เป็นโรคเหรอ”

“อะไรนะ”

“มึงเป็นโรคเหรอ” พี่ภูย้ำคำถามด้วยใบหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ผมขมวดคิ้ว ก้มลงมองสภาพตัวเองเพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า พอได้คำตอบแล้วก็ส่ายหัวให้เขา

“ผมไม่ได้เป็นไรนะ”

“...”

“จะเป็นก็ตอนมาอยู่ใกล้ๆ พี่นี่ล่ะ” เป็นมากด้วย

“อะไรของมึง”

“เป็นอะไรไม่รู้ แต่พอได้อยู่ใกล้แล้วใจเต้นแรงแบบแรงโคตรๆ...แบบนี้เรียกว่าเป็นโรคป่ะ”

ผมมองใบหน้าเย็นชาเหมือนภูเขาน้ำแข็งอย่างมีความสุข รู้สึกอารมณ์ดีแค่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้านั้น...ถึงจะเป็นไปในด้านลบแต่ก็เป็นนิมิตหมายอันดียิ่งของการเริ่มละลายน้ำแข็งก้อนนี้

“Shit…” เสียงสบถภาษาอังกฤษดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ พี่ภูละสายตาออกจากหน้าผมแล้วมองขึ้นไปบนฟ้า มือที่เคยล้วงกระเป๋ากางเกงยกขึ้นเสยผมด้วยท่าทางเท่ๆ ที่ทำให้ใจผมเต้นกระหน่ำกว่าเดิม

“พี่แม่งเท่ว่ะ” ผมพูดสิ่งที่คิดออกไปง่ายๆ จนพี่ภูชะงัก เขาก้มลงมองหน้าผมแล้วขมวดคิ้ว ทำท่าทางเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่พูดออกมา สุดท้ายก็หันหลังแล้วเดินต่อโดยไม่สนใจอะไรอีก ผมเลยก้าวเท้าเดินตามหลังไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้สนใจว่าเขาจะเดินไปไหน รู้ตัวอีกทีแผ่นหลังกว้างที่มองมาตลอดทางก็พาผมเดินเข้ามาในร้านกาแฟของมหา’ลัยเสียแล้ว

ที่เดินมาเจอผมได้ก็เพราะจะมาที่ร้านนี้นี่เอง...

“สวัสดีครับ” พนักงานประจำร้านยิ้มแย้มต้อนรับอย่างเป็นมิตร พี่ภูเดินไปหน้าเคาน์เตอร์ กวาดตามองเมนูครู่เดียวแล้วก็สั่งด้วยน้ำเสียงเย็นๆ ตามสไตล์

“เอสเปรสโซ”

“ไม่ทราบว่าจะรับ…” ยังไม่ทันพูดอะไรต่อคนสั่งก็วางเงินไว้บนเคาน์เตอร์แล้วหมุนตัวเดินไปนั่งโต๊ะด้านในสุดอย่างรวดเร็ว เล่นเอาพนักงานหน้าเสียไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็หันมายิ้มให้ผมที่ยังยืนอยู่ตามมารยาท

“ผมเอาชาเขียวเย็นอย่างเดียว” ผมบอกเมนูที่ต้องการแล้วยื่นเงินให้ หลังจากนั้นก็เดินตามไปที่โต๊ะของพี่ภู “ผมนั่งด้วยนะพี่”

นอกจากจะไม่มองแล้วยังไม่ตอบอีก…ผมนั่งลงโดยไม่สนใจอะไร ถือว่าไม่ตอบคือตกลงก็แล้วกัน

“เห็นว่าอาทิตย์หน้าบริหารจัดงาน...” ผมลอบสังเกตท่าทีของพี่ภูเงียบๆ พอเห็นว่าเขาละสายตามามองผมวูบหนึ่งก็ขยับยิ้มแล้วรีบพูดต่อ “ผมไม่รู้ว่างานอะไร แต่ดูตารางงานร้องเพลงแล้วเห็นชื่อคณะพี่ พี่จะอยู่ในงานด้วยป่ะ”

“ทำไม…”

“ก็ผมจะได้ตัดสินใจถูกไง”

ว่าจะไปร้องเองดีไหม…

“ทำไมต้องเสือก”

ผมเงียบไปครู่หนึ่งกับประโยคคำถามที่ได้รับ ไม่ใช่ว่าใจเสียหรืออะไร แค่กำลังนึกว่าควรจะตอบแบบไหนดี

“เป็นคำถามที่ตอบยากมาก” ผมขมวดคิ้วครุ่นคิด เป็นเวลาเดียวกับที่พนักงานยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟพอดี พอได้แก้วชาเขียวมาแล้วผมก็รีบยกขึ้นดูดอย่างรวดเร็ว หวังให้สิ่งที่ชอบช่วยทำให้คิดออกว่าควรตอบอะไร

ทำไมต้องเสือก…

จริงๆ แล้วที่อยากรู้ก็เพราะจะได้ตัดสินใจถูก ผมไม่แน่ใจว่าพี่วินจะให้ขึ้นเวทีนั้นหรือเปล่า ถ้าคำตอบของพี่ภูคือเขาจะอยู่ในงานวันนั้นผมจะได้ขอขึ้นเวที เหตุผลหลักๆ เลยก็คืออยากเจอพี่ภู ดังนั้นคำตอบที่ถูกก็น่าจะเป็น…

“ผมอยากเจอพี่...ก็เลยต้องเสือก”

อืม...นี่ล่ะถูกสุด

พี่ภูสบตาผมด้วยดวงตาดุๆ อ่านยากเหมือนเคย ผมออกจะหงุดหงิดอยู่เล็กน้อยที่ไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกอะไรจากเขาได้เลย แต่ก็ยอมรับว่ารู้สึกยินดีอยู่เหมือนกันเมื่อเจอเข้ากับความท้าทายและแปลกใหม่แบบนี้

ก็ถ้าเขาไม่ใช่คนแบบนี้ผมคงไม่ชอบหรอก

“กูจะอ่านหนังสือ” พี่ภูว่าเสียงเรียบ คราวนี้ผมมองออกชัดเจนว่าเขากำลังสื่อว่าให้หุบปาก เลยได้แต่พยักหน้าแล้วเอนตัวพิงเก้าอี้ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเข้าโปรแกรมแชทเพื่อทักไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่ค่อนข้างสนิท

เรื่องให้เงียบผมถนัดอยู่แล้ว แค่ได้อยู่ใกล้ๆ ก็รู้สึกดีแบบที่ไม่เคยเป็น ดังนั้นต่อให้ไม่ต้องสื่อสารก็ไม่ใช่ปัญหา

ผมเสียบหูฟังข้างขวาข้างเดียวแล้วกดเปิดเพลงก่อนจะโยกหัวเบาๆ ไปตามจังหวะดนตรี ส่วนตาก็ยังจ้องคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนิ่งๆ พี่ภูกำลังอ่านเอกสารธุรกิจอะไรสักอย่างอยู่ ถึงผมจะมองไม่ออกว่าเขากำลังรู้สึกอะไรผ่านแววตา แต่คิ้วที่กำลังขมวดนิดๆ นั่นก็บ่งบอกอารมณ์ได้พอสมควร

ทำไมต้องเคร่งเครียดขนาดนั้นด้วยนะ ทั้งที่ยังเรียนไม่จบแท้ๆ ขนาดไอ้โซพ่อมันยังไม่ให้ทำงานหนักเลย มีแค่ช่วงปิดเทอมหรือเวลาว่างจริงๆ ที่พ่อมันจะให้ทำงาน แต่ถึงยังไงมันก็ไม่เคยต้องขนอะไรมาอ่านถึงมหา’ลัยเลยสักครั้ง

พี่ภูหลับตาค้างไว้ประมาณสามวิ ถึงจะไม่ได้นานอะไรแต่ผมที่มองอยู่ตลอดก็สังเกตได้ไม่ยาก

เขากำลังเหนื่อย

“พี่น่าจะพักบ้างนะ” ผมดึงหูฟังที่เสียบอยู่ออก ไม่ได้สนใจสายตาดุๆ ที่เบือนมามองเป็นเชิงไม่พอใจ “ผมพูดด้วยความหวังดี เห็นแล้วรู้ว่าพี่กำลังล้า ฝืนไปก็มีแต่แย่”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมึง”

“เกี่ยวดิ” ผมตอบทันควัน มันจะไม่เกี่ยวได้ยังไง “ก็ผมชอบพี่ ผมห่วงก็ถูกแล้ว”

“กูรำคาญมึง” พี่ภูพูดแล้ววางปากกาลง ตาที่ดุอยู่แล้วดูดุกว่าเดิมหลายเท่า

“ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ต้องรำคาญ แต่ผมก็ไม่ได้แคร์เท่าไหร่หรอก” ผมยักไหล่แล้วสบตาพี่ภูนิ่งงัน “ผมรู้ว่าจุดไหนมากจุดไหนน้อย ถ้าพี่รำคาญจริงๆ ตามปากว่าผมคงถอย…”

“งั้นก็ถอย…”

“ถอยไปให้ไกลกว่าเดิมนิดหน่อย”

“...”

“แต่ผมคิดว่าตอนนี้ตัวเองยังไม่ต้องถอยหรอก...เอาจริงๆ ผมยังไม่ได้ทำตัวน่ารำคาญเลยนะ” ไม่ได้เข้าไปวุ่นวายเกาะแกะสักหน่อย แตะยังไม่แตะเลย “ที่พี่พูดก็แค่อยากหาเรื่องไล่ผมอ่ะดิ พี่ยังไม่ได้รำคาญผมขนาดนั้นหรอก”

“มึงจะมารู้สิ่งที่กูคิดได้ยังไง” พี่ภูหรี่ตาลงก่อนจะเอนตัวพิงพนักแล้วยกมือขึ้นกอดอก

“ผมไม่ได้เพิ่งเจอพี่ครั้งแรก ทุกครั้งที่เจอกันผมสังเกตพี่มาตลอด” ถึงจะอ่านสายตาไม่ออก แต่ท่าทางทุกอย่าง หรือการแสดงออกบนสีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว “ผมมั่นใจว่าพี่ยังไม่ได้รู้สึกบวกหรือลบกับผมมากกว่าเดิม ผมพูดถูกไหม”

แวบหนึ่งผมรู้สึกเหมือนจะเห็นคิ้วเข้มของพี่ภูเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ แต่พอกะพริบตาทุกอย่างก็หายไปอย่างรวดเร็ว

“มึงมันตัวน่ารำคาญ” พี่ภูพูดย้ำ ผมแอบกัดริมฝีปาก ขัดใจที่โดนว่าซ้ำทั้งที่อธิบายไปแล้ว

“แล้วสรุปว่าพี่จะร่วมงานวันนั้นเปล่าอ่ะ” ผมเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียงอีกคนหัวเราะขึ้นจมูกทั้งที่หน้าตาไม่เปลี่ยนแปลงแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองแพ้

น่าหงุดหงิดชะมัด

“ทำไม…”

“ผมบอกเหตุผลพี่ไปแล้ว”

“แล้วทำไมกูต้องบอกมึง” คำถามใหม่ดังขึ้นพร้อมกับที่คนพูดลุกขึ้นยืน ผมขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดใจ หลังมองดูแล้วว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ก็รีบวิ่งตามพี่ภูออกไปด้านนอก

“ทำไมพี่ชอบถามคำถามที่คำตอบมันซ้ำเดิมอ่ะ” ผมวิ่งตามไปเดินข้างๆ อดถามสิ่งที่สงสัยออกไปไม่ได้

ทำไมถึงไม่เข้าใจว่าคำตอบมันง่ายขนาดไหน จะถามเรื่องแบบนี้ยังไงคำตอบที่ได้มันก็เหมือนเดิมนั่นล่ะ

พี่ภูหยุดเท้าลงข้างรถออดี้คันหนึ่งที่จอดอยู่ไม่ไกลร้านกาแฟนัก ผมไม่แน่ใจว่ามันคือรุ่นไหนเพราะไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้ แต่แค่มองก็พอจะรู้ว่าคงมีราคาพอควร

“รถสวย” ผมพูดลอยๆ ทั้งอยากหาเรื่องคุยแล้วก็ชื่นชมจริงๆ ด้วย แต่นอกจากจะไม่ดีใจแล้วพี่ภูยังหยุดเท้าแล้วหันมาทำหน้าตึงใส่ผมอีกต่างหาก

“ถ้ากูไม่ตอบคำถามที่มึงสงสัย มึงก็จะไม่เลิกยุ่งกับกูใช่ไหม”

“ถ้าผมตอบว่าใช่พี่จะตอบคำถามของผมหรือเปล่า” ผมถามกลับง่ายๆ ไม่ได้ตอบรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

“อย่ากวนตีน” พี่ภูหรี่ตา ซองบุหรี่ในมือถูกกำแน่นจนยับยู่ยี่

“ผมไม่ได้กวนตีน ก็แค่...อยากรู้จริงๆ ว่าพี่จะไปงานนั้นไหม”

“...”

“ถ้าพี่ตอบผมสัญญาว่าจะไม่ยุ่งแล้ว”

พี่ภูนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่าง ผ่านไปสักพักก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ผมแอบยิ้มเมื่อเห็นว่ามือที่กำซองบุหรี่ไว้แน่นคลายลงแล้ว

“ไป”

ตอบแค่นั้นคนหน้าดุก็หมุนตัวขึ้นรถไปโดยที่ผมไม่ได้ห้ามอะไรอีก

“ไว้เจอกันวันหลังนะพี่!” ผมโบกมือให้แล้วหันกายเดินจากมาก่อน ทันได้ยินเสียงพี่ภูสบถเบาๆ ดังตามมาก่อนจะปิดประตูรถพอดี

ผมบอกว่าจะไม่ยุ่งแล้วก็จริง แต่ไม่ได้บอกนี่หว่าว่าจะไม่ยุ่งนานแค่ไหน ก็แค่วันนี้จะยอมปล่อยไปง่ายๆ ก็เท่านั้น ส่วนไอ้เรื่องที่เขาบอกว่าถ้าไม่ยอมตอบคำถามแล้วผมจะไม่เลิกยุ่งใช่ไหม…จริงๆ แค่เดินมาถึงรถผมก็จะแยกตัวออกไปอยู่แล้ว ไม่ได้คิดจะตามติดจนกว่าจะได้คำตอบอะไรนั่นหรอก เอาเข้าจริงผมไม่คิดว่าจะได้คำตอบแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ ตอนอยู่ในร้านกาแฟเลยเพิ่มทางเลือกให้ตัวเองไปแล้ว

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดโปรแกรมแชทสีเขียวที่คุยกับเพื่อนทิ้งไว้ มือพิมพ์ข้อความที่ต้องการลงไปอย่างอารมณ์ดี

**KAO:** มึงไม่ต้องสืบให้กูแล้วนะ

ยังไม่ทันได้กดล็อคจอ แชทที่ผมทักไปก็ขึ้นว่าอ่านแล้วอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่ไอ้ทีตอบกลับมา

**TT:** ทำไมวะ

**KAO:** กูได้คำตอบแล้ว

**TT:** กูก็เพิ่งได้คำตอบจากรุ่นพี่มาเหมือนกัน กำลังจะทักบอกมึงพอดีเนี่ย

**KAO:** รุ่นพี่มึงว่าไง

**TT:** เขาบอกว่าต้องไปอยู่แล้ว เพราะงานนี้อาจารย์แกบังคับเข้าร่วมทุกคน มีเช็คชื่อก่อนเริ่มกับหลังเริ่มด้วย

ดูเหมือนผมจะรู้เรื่องเกี่ยวกับพี่ภูมากขึ้นอีกอย่าง...นอกจากจะเป็นคนที่รักษาคำพูดแล้ว เขายังเป็นคนที่ซื่อสัตย์มากด้วย ถึงจะไม่ชอบแต่ก็ไม่ได้โกหกผม แค่ยอมทำให้พูดออกมาได้ก็มั่นใจได้แล้วว่าสิ่งที่เขาพูดออกมาจะต้องเป็นความจริงแน่นอน

ส่วนเรื่องรักษาคำพูด...ผมพอจะเดาออกว่าถ้าไม่ใช่เพราะพ่อซีขอไว้ มือที่กำซองบุหรี่จนแน่นของเขาคงเปลี่ยนมากระแทกหน้าผมแทนแน่ๆ…ยิ่งคิดเรื่องพี่ภูมากเท่าไหร่รอยยิ้มของผมก็ยิ่งกว้างมากขึ้นเท่านั้น ไม่เคยคิดเลยว่าการได้ชอบใครสักคนจะทำให้ชีวิตมีสีสันมากขนาดนี้

ผมก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ไอ้ทีพิมพ์ถามมาเสียยืดยาว ขี้เกียจตอบก็ขี้เกียจ แต่เพราะต้องให้มันช่วยอีกนานเลยได้แต่พิมพ์ตอบไปดีๆ

**TT:** มึงถามเรื่องพี่ภูทำไมวะ

**TT:** มีปัญหาไรเปล่า

**TT:** ไม่ใช่มีเรื่องไรกันนะเว้ย ถึงมึงจะเพื่อนแต่นั่นพี่คณะกูนะ อย่ามีปัญหานะไอ้เก้า!

**KAO:** มึงเห็นกูเป็นคนยังไงเนี่ย

ผมขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ไม่เข้าใจว่านอกจากเป็นคนเก่งผิดมนุษย์แล้วตัวเองยังผิดอะไรอีก ทำไมเพื่อนทุกคนถึงชอบพูดเหมือนผมเป็นคนไม่ดียังไงก็ไม่รู้

**TT:** เป็นคนไม่ปกติ

**KAO:** .l.

**TT:** อย่ามาเนียน ตอบกูมาก่อนเก้า ไม่ได้มีปัญหาไรใช่ไหม กูบอกเลยว่าพี่ภูไม่ใช่คนที่มึงจะเล่นด้วยได้นะเว้ย ถึงกูจะเพิ่งรู้จักปีนี้ แต่ที่พวกรุ่นพี่เล่ามาแม่งโคตรไม่ธรรมดาอ่ะ

**KAO:** ยังไง

**TT:** ก็ปีก่อนเขาดรอปไปใช่มะ รุ่นพี่กูบอกว่าไม่รู้มีปัญหากับใครจนโดนพักการเรียนหรือเปล่า ตอนอยู่ปีสองก็เห็นว่ามีเรื่องต่อยตีกับคนอื่นบ่อยๆเหมือนกัน

**KAO:** มึงทำเหมือนตัวเองไม่เคยต่อยตีกับใครเลยนะไอ้ที

**TT:** ไม่เหมือนกันเว้ย! ของพี่ภูนี่กูได้ข่าวว่ามีคนตายเลยนะไอ้เก้า ตั้งแต่กลับมานี่เขาก็อยู่คนเดียวตลอดเลย ไม่มีใครกล้ายุ่งสักคน

**KAO:** กูขอจดก่อน

**TT:** จดไรวะ

**KAO:** จดเรื่องพี่ภู

**TT:** ?

**KAO:** เอาเป็นว่ากูไม่ได้มีเรื่องกับเขา

**TT:** แล้วอยากรู้ทำไมวะเนี่ย

**KAO:**ก็กูชอบเขา

**TT:** …!

**KAO:** กูถึงหน้าหอพอดี บายนะมึง

ผมวิ่งขึ้นห้องอย่างรวดเร็ว พอจัดของทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงก่อนจะจดบันทึกเรื่องราวของพี่ภูไว้ในโทรศัพท์ หลังจากนั้นก็เลื่อนอ่านข้อความในบันทึกของตัวเองด้วยความพอใจ

**สนิทแล้วค่อยถาม**

>เคยมีข่าวลือเรื่องชกต่อย มีเรื่องกับคนอื่นจนมีคนตาย ดรอปเพราะโดนพักการเรียน<

อืม…เหมือนขาดอะไรไป

**ตอนถามอย่าลืมบอกว่า ‘ไม่เชื่อ’ ด้วย**

ขึ้นชื่อว่าข่าวลือจะเชื่อได้สักแค่ไหนเชียว ยิ่งเล่าปากต่อปากยิ่งแล้วใหญ่ และเมื่อได้มาใกล้ชิดกับตัวจริง…ต่อให้ยังไม่นานผมก็รู้ว่าเขาไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้น อีกอย่าง…คนระดับนั้นถ้าจะปิดข่าวคงง่ายนิดเดียว แต่เขากลับไม่แคร์เลยสักนิด หรือต้องบอกว่าไม่สนใจเลยมากกว่า

ถ้าเป็นคนไกลตัวแล้วเชื่อก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคนใกล้ตัวนี่…

เชื่อก็ควายแล้ว

------------------

กลับหน้าเรื่อง

ขอบคุณมากๆเลยค่ะที่ติดตาม

ครมีคำถามตรงไหนหรืออยากพูดคุยอะไรเข้าไปที่

เพจ Chesshire. หรือ ทวิต @Chesshire04 ได้เลยน้า

แสดงเพิ่มเติม
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น