บ่าวในเรือนขุนปราบไพรีราชสงครามรีบเก็บข้าวของทั้งของนายตัว แลของตัวเองขึ้นเกวียนใหญ่สามเล่มไปรอข้ามแพ เมื่อได้รับคำสั่งให้ย้ายไปอยู่บ้านพระราชทานหลังใหม่ยังอีกฟากของแม่น้ำเจ้าพระยา หรือ กรุงรัตนโกสินทร์อินท์ อโยธยา พระนครใหม่ฝั่งเมืองบางกอกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงสร้างขึ้น
แม้ข้าวของมีค่าของท่านขุนปราบจะมีไม่มาก เพราะนายเรือนเป็นนักรบ ชีวิตวันๆ อยู่แต่สนามรบ หาได้มีเวลากินนอนอยู่บ้านเช่นคนอื่นเขา ทิ้งบ้านเอาไว้ให้บ่าวไพร่อยู่ ส่วนตัวนายไปกินนอนอยู่ชายแดนกาญจนบุรี ด้วยติดศึกใหญ่ศึกเล็กกับพวกอังวะไม่ได้ขาดจนบ่าวไพร่ไม่ได้เห็นหน้านายเรือนจวนจะห้าปีแล้ว
แม้แต่วันย้ายบ้านย้ายเรือนจากฟากฝั่งกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ท่านขุนก็หาได้มาสั่งการด้วยตัวเอง กลับให้ทหารเอาจดหมายมาแจ้งกับ คุณหญิงจรุงใจ ญาติสนิทเพียงคนเดียว ให้ช่วยเป็นแม่งานสั่งการบ่าวไพร่ในเรือน ให้เก็บของแล้วย้ายไปรอที่บ้านใหม่ ส่วนตัวท่านนั้นจะกลับมาพระนครเมื่อใดยังไม่มีกำหนด
“ไอ้อิน เอ็งเร่งให้บ่าวไพร่เก็บสมบัติของนายเอ็งลงหีบให้หมด บ้านพระราชทานหลังใหม่ของพ่อปราบที่ฝั่งบางกอก หลวงท่านแจ้งว่าสร้างเสร็จแล้ว”
“จะไม่รอท่านขุนกลับมาก่อนหรือขอรับ”
“ไม่ต้องรอ หลานข้ายังไม่แจ้งว่าเมื่อใดจะกลับ ด้วยมันมีข่าวเล็ดรอดออกมาว่าพระเจ้าปดุงสั่งเกณฑ์ไพล่พลครั้งใหญ่ หากฝั่งโน้นยกทัพมาจริงพ่อปราบต้องอยู่ยันศึก จึงให้เอ็งเก็บของแลพาบ่าวไพร่ไปคอยที่เรือนใหม่ ส่วนข้าจะไปหาพระดูฤกษ์ยามวันย้ายเรือนให้หลานข้าก่อน”
อิน หัวหน้าบ่าวไพร่ประจำเรือน แล้วยังเป็นคนสนิทของพระศรีสงคราม บิดาของขุนปราบไพรีราชสงคราม ตั้งแต่ครั้งอยู่เรือนเดิมที่กรุงศรีอยุธยารับคำสั่งของแม่นายจรุงใจ เร่งเก็บของที่มีอยู่ไม่มากเตรียมย้ายเรือน แลข้าหดหู่ใจนักที่แม่นายจรุงจิตเกิดมาสิ้นลมจากไปด้วยโรคฝีในท้อง ไม่มีโอกาสได้ย้ายไปอยู่เรือนพระราชทานของลูกชายที่พระนครใหม่ด้วยกัน
“พวกเอ็งเร่งขนข้าวของที่จะทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ลงจากเกวียนเร็วเข้า ของอย่างอื่นอย่าเพิ่งยกลงมาให้รอจนกว่าข้าจะทำพิธีเสร็จ แลไอ้ไหมเอ็งรีบยกถ้วยข้าวสารกับถ้วยเกลือตามปู่ขึ้นไปทำพิธีขึ้นเรือนใหม่ หาไม่จะอยู่กันไม่สุขสงบร่มเย็น”
“จ้ะปู่”
เกลียวไหม รีบเปิดไหข้าวสาร ไหเกลือ ตักข้าวตักเกลือใส่ถ้วยที่เตรียมไว้สำหรับพิธีขึ้นบ้านใหม่เดินตามปู่อินที่กำลังอุ้มพระพุทธรูปพอกปูนดำหยุดยืนรออยู่หน้าบันไดเรือนใหม่ พร้อมกับบ่าวในเรือนที่เหลือเพียงสิบชีวิตช่วยกันหอบหิ้วเครื่องบูชาสำหรับทำพิธีขึ้นบันไดเรือนไปพร้อมกัน
“เอ็งรอปู่ตรงนี้ก่อน ปู่จะไปดูทิศดูทางตั้งองค์พระให้ท่านก่อน”
หญิงสาวยืนถือถ้วยข้าวกับเกลือรออยู่ที่กลางเรือน พลางกวาดตามองไปรอบๆ เรือนหลังใหม่อย่างตื่นเต้น ด้วยเรือนหมู่พระราชทานหลังนี้ใหญ่กว่าเรือนเก่าที่ฝั่งกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรมากนัก แล้วยังมีหมู่เรือนมากถึงเจ็ดเรือนให้บ่าวไพร่ได้กวาดถูกันสนุกเชียว แลช่างน่าขบขันท่านขุนปราบนัก ตัวท่านมีเรือนออกจะใหญ่โตแต่ไม่เคยกลับมาอยู่ กลับทิ้งเรือนไว้ให้พวกบ่าวไพร่กวาดถูเล่นไปเสียอย่างนั้น
“ไหม ตามปู่มา”
เกลียวไหมเดินตามปู่ไปที่หอพระทางด้านขวาของศาลากลางเรือน แล้วรอให้พี่ๆ ตั้งโต๊ะหมู่บูชา และเมื่อปู่นิมนต์พระพุทธรูปขึ้นตั้งบนโต๊ะหมู่แล้วจึงวางถ้วยข้าวกับถ้วยเกลือลง แล้วรอให้ปู่จุดธูปเทียนบูชาพระจนเสร็จ
“นิมนต์พระขึ้นเป็นประธานเรือนเรียบร้อยแล้ว พวกเอ็งลงไปขนของขึ้นเรือนได้ ส่วนไหมเอ็งไปยกอ่างน้ำมา ปู่จะสรงน้ำพระ”
หญิงสาวรีบไปยกอ่างน้ำที่ พี่ขนุนหอม ผสมน้ำอบกับดอกมะลิยกมารอไว้ให้แล้ว ก่อนจะนั่งดูปู่ทำพิธีกะเทาะปูนออกจากองค์พระออกทีละนิดจนเห็นเนื้อองค์พระสีทองอร่ามด้านใน
พระพุทธรูปทองคำแท้ สมบัติประจำตระกูลของขุนปราบไพรีราชสงคราม ที่ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตกเพียงสิบวัน นายท่านที่มียศเป็นเพียง หมื่นปราบไพรี สั่งให้ปู่อินพาแม่นายจรุงจิต มารดาของท่านกับบ่าวไพร่หนีออกจากกรุงศรีอยุธยา ไปหลบภัยข้าศึกยังบ้านคุณน้าจรุงใจที่เมืองธนบุรีศรีมหาสมุทรเสียก่อน ปู่อินจึงนิมนต์พระพุทธรูปทองคำ พระประธานประจำเรือนหนีตายออกมาจากกรุงศรีอยุธยาด้วยกัน
เกลียวไหมจำเรื่องเล่าของปู่ได้ทุกคำ เพราะฟังมาทุกครั้งเวลาที่เราสรงน้ำพระในวันสงกรานต์ ที่ปู่จะเล่าถึงวันที่เร่งเอาขี้เถ้ากับดินโคลนมาผสมกับปูนพอกทับองค์พระทองคำไว้เพื่อความปลอดภัย
“ที่ข้าต้องพอกดินพอกปูนทับองค์ท่านไว้ ด้วยจะได้ไม่เป็นที่สังเกตของพวกโจร หากไปไม่รอดข้าจะส่งท่านลงสู่ก้นแม่น้ำไปเสียดีกว่าให้ไอ้พวกอังวะได้ไป แลในครานั้นก็จวนตัวนัก มือหนึ่งข้าอุ้มพระ ส่วนอีกมือข้าอุ้มเอ็ง พระก็ทิ้งไม่ได้ หลานน้อยคนเดียวของข้าก็ยิ่งทิ้งไม่ได้”
“ฉันก็นึกว่าปู่จะส่งหลานน้อยลงแม่น้ำ แลอุ้มพระทองคำหนีไปคนเดียวเสียอีก”
“บ๊ะไอ้หลานคนนี้! กูน่าจะเอาขี้เถ้าพอกพระยัดปากมึงเสียตั้งแต่วันกรุงแตก ไม่น่าอุ้มมาด้วยเลย!”
“ฉันหยอกปู่เล่นดอกหนา หากปู่ไม่เมตตาอุ้มฉันมา ฉันคงตายอยู่ที่กรุงเก่านั่นแล”
“ใครจะไปทิ้งเอ็งลง เพิ่งจะคลอดออกมายังไม่ถึงหกเดือนดี พ่อแม่ก็มาตายในการศึกเสียหมด เหลือแต่หลานน้อยไว้ให้ข้าดูต่างหน้า แลเอ็งจำไว้หนาเกลียวไหม ในกาลข้างหน้าถ้าปู่ตายไปแล้ว หากท่านขุนต้องย้ายบ้านย้ายเรือนไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ เอ็งต้องหาปูนมาพอกองค์พระทองคำไว้เช่นเดียวกับที่ปู่ทำ หากข้าศึกจวนตัวหาทางไปไม่รอดเอ็งจงตั้งจิตอธิษฐานฝากพระแม่คงคาแลพระแม่ธรณีให้ท่านช่วยดูแล แล้วจึงปล่อยองค์พระลงสู่แม่น้ำหรือฝังดินเสีย อย่าให้ศัตรูได้ท่านไปเป็นเด็ดขาด”
“จ้ะปู่”
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็สิบเจ็ดปีแล้วที่พระพุทธรูปทองคำองค์นี้ระหกระเหินมากับพวกเรา ชีวิตของบ่าวไพร่ในเรือนนี้จึงผูกพันกับพระพุทธรูปองค์นี้มากนัก ด้วยอุ้มหนีตายกันมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มลง จนมาสถาปนาเมืองธนบุรีเป็นกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรเป็นราชธานีแห่งใหม่
แลบัดนี้เราย้ายข้ามฟากมาอยู่บ้านพระราชทานหลังใหม่ของขุนปราบไพรีราชสงครามที่พระนครใหม่นาม “กรุงรัตนโกสินทร์อินท์ อโยธยา” ท่านก็ยังอยู่เป็นมิ่งขวัญให้กับพวกเรา แลคงเป็นเวลางามที่จะกะเทาะปูนดำออกเพื่อคืนความสง่างามให้องค์พระทองคำแล้ว หลังจากที่ท่านต้องแอบซ่อนองค์ไว้ใต้ปูนหยาบนานถึงสิบเจ็ดปี
