สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาที่สูงเสียดฟ้า หมอกสีขาวขุ่นลอยปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขาราวกับม่านลึกลับที่บดบังโลกภายนอกเอาไว้
สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า “หุบเขาลืมเลือน”
ชื่อที่ผู้คนในยุทธภพต่างกล่าวขานกันด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น
“ว่ากันว่าผู้ใดก็ตามที่ก้าวเท้าเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้ จะไม่มีวันได้กลับออกไปอีกเลยตลอดกาล”
และด้วยเหตุนี้ หุบเขาลืมเลือนจึงกลายมาเป็นสถานที่ ที่ผู้คนหลีกเลี่ยง ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้แม้แต่เงา
แต่ทว่า ณ ใจกลางหุบเขาอันเงียบงันกลับมีเสียงบางอย่างดังขึ้น
เป็นเสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่เหยียบลงบนใบไม้แห้ง
“อย่าขยับ”
เสียงเย็นยะเยือกของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นเบื้องหน้าของเขาเป็นกวางตัวหนึ่งที่นอนหายใจรวยริน
เลือดสีแดงเข้มไหลออกจากบาดแผลบริเวณสีข้าง ที่มีลูกธนูหักครึ่งปักคาอยู่ในเนื้อ
เด็กหนุ่มคุกเข่าลงช้า ๆ ด้วยดวงตาคมกริบราวกับมีด ก่อนที่เขาจะกวาดมองบาดแผลอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้น ระหว่างปลายนิ้วเรียวยาวนั้นมีเข็มเงินอยู่สามเล่ม
วูบ!!
เข็มเล่มแรกพุ่งลงอย่างแม่นยำ กวางตัวนั้นสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่อาจขยับหนีไปไหนได้
เข็มเล่มที่สองและสามปักลงตามจุดสำคัญอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงไม่นานเลือดที่เคยไหลกลับหยุดลงทันที
เด็กหนุ่มดึงลูกธนูออกอย่างมั่นคงและระมัดระวัง จากนั้นเขาจึงหยิบสมุนไพรสีเขียวเข้มมาบดแล้วทาลงบนแผล
การเคลื่อนไหวของเขาแม่นยำราวกับหมอผู้ชำนาญ
ไม่นานนัก กวางตัวนั้นก็สามารถลุกขึ้นยืนได้ มันมองเด็กหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในป่า
สายลมพัดผ่านชายแขนเสื้อสีเทาหม่นของเด็กหนุ่ม เส้นผมสีดำสนิทยาวถึงกลางหลังถูกมัดหลวม ๆ
ใบหน้าของเขางดงามเกินกว่าจะพบเห็นได้บนโลกมนุษย์ ผิวขาวซีด ดวงตาคมเย็นราวกับสระน้ำลึก
เด็กหนุ่มอายุราวๆ สิบสี่หรือสิบห้าปี แต่แววตากลับสงบนิ่งราวกับคนที่ผ่านเรื่องราวบนโลกมนุษย์มามากมาย
เมื่อกวางเดินจากไป เขาก็ลุกขึ้นยืนช้า ๆ แล้วเดินไปยังลำธารใกล้ ๆ สายน้ำใสสะท้อนใบหน้าของเขา
เด็กหนุ่มมองเงาของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยพึมพำเบา ๆ “ผ่านไปสิบปีแล้วซินะ…”
น้ำเสียงนั้นดูเย็นชา และ ไร้อารมณ์ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องของคนอื่นอยู่
เด็กหนุ่มผู้นี้มีชื่อว่า “เหวินชุนเฟิง”
คุณชายสามของ ราชาเซียนโอสถแห่งหุบเขาโอสถ…ผู้ที่ควรจะเป็นคนที่ได้มีชีวิตอย่างสุขสบายที่สุดในยุทธภพ
แต่กลับถูกพามาทิ้งไว้ในสถานที่ที่ผู้คนเรียกว่า “ดินแดนของคนตาย” ตั้งแต่เขาอายุเพียงแค่สี่ขวบเท่านั้น
ความทรงจำในวัยเด็กผุดขึ้นมาในหัวอย่างเลือนราง เป็นภาพของสตรีผู้หนึ่งนางสวมชุดสีขาว ผมยาวสีดำขลับ ใบหน้างดงามและอ่อนโยน มือของนางอุ่นเสมอ
“เฟิงเอ๋อร์”
เสียงของมารดายังคงชัดเจนในความทรงจำคืนนั้นเป็นคืนที่ฝนตกหนัก ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นเลือด
เหวินชุนเฟิง ในวัยเด็กถูกกอดแน่นอยู่ในอ้อมแขนของมารดา ร่างของนางสั่นเล็กน้อย เลือดสีแดงไหลเปื้อนแขนเสื้อ
เด็กน้อยในตอนนั้นยังไม่เข้าใจว่ารอบข้างเกิดอะไรขึ้น เขาเพียงแค่ร้องเรียก
“ท่านแม่…”
มารดาของเขาลูบศีรษะเบา ๆ ด้วยดวงตาที่เคยอ่อนโยน แต่กลับเต็มไปด้วยความเศร้า
“เฟิงเอ๋อร์ ฟังแม่ให้ดี…”
นางพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “ต่อจากนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าเจ้าจะเก่งกาจเพียงใด…จงจำไว้ว่าอย่าให้ผู้ใดร่วงรู้เป็นอันขาด”
เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสงสัย “เพราะเหตุใดขอรับ…”
มารดายิ้มออกมาจาง ๆ พลางเอ่ย “เพราะว่าคนที่ฉลาดเกินไป…มักจะตายก่อนเวลาอันควร”
หลังจากนั้นไม่นาน มือของนางก็ค่อย ๆ เย็นลงภาพความทรงจำหยุดลงเพียงเท่านั้น
เหวินชุนเฟิงก็หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง ด้วยแววตาที่กลับมาเย็นชาดังเดิม
สิบปีที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขาแห่งนี้เพียงลำพัง แต่หุบเขาลืมเลือนกลับไม่ใช่สถานที่รกร้างอย่างที่ผู้คนคิด
ที่นี่เต็มไปด้วยสมุนไพรหายาก ตำราโอสถโบราณ และพิษที่แม้แต่หมอทั่วยุทธภพก็ไม่รู้จัก
เด็กหนุ่มที่เคยอ่อนแอจึงค่อย ๆ เติบโตขึ้นและเรียนรู้ทุกสิ่งที่หุบเขาแห่งนี้มอบให้
จนกระทั่งวันนี้ วันที่เข็มเงินในมือของเขาสามารถช่วยชีวิตคนได้หรือปลิดชีวิตคนก็ได้เช่นกัน
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังเป็นจังหวะมาจากทางปากหุบเขา เหวินชุนเฟิงจึงหันไปมอง
ก็พบว่ามีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังเดินโซเซเข้ามาทางตน เสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นพ่อค้าที่หลงทางมา
เมื่อเห็นเด็กหนุ่ม ชายคนนั้นก็ถึงกับตกใจ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างลนลาน พลางมองไปรอบ ๆ อย่างหวาดกลัว “จะ…เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ที่นี่คือหุบเขาลืมเลือนนะ!!”
เหวินชุนเฟิงเพียงมองเขานิ่ง ๆ แล้วเอ่ย
“แล้ว? ”
คำตอบสั้น ๆ กลับทำให้ชายผู้นั้นถึงกับพูดไม่ออก
ไม่นานนัก เขาก็ถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะเอ่ย “ข้าโชคดีจริง ๆ ที่ยังมีคนอยู่ที่นี่” เขานั่งลงข้างลำธารแล้วดื่มน้ำอย่างหิวกระหาย พลางเอ่ยต่อ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ผู้คนทั้งยุทธภพกำลังวุ่นวาย”
แต่เซียนไม่ตอบสิ่งใด ชายผู้นั้นจึงพูดต่อเอง
“ได้ยินมาว่าบุตรชายคนโตของราชาเซียนโอสถล้มป่วยอย่างหนัก” มือของเหวินชุนเฟิงหยุดนิ่งเล็กน้อยกับประโยคนั้น
ชายพ่อค้าจึงส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วเล่าต่อ “แต่ก็แปลกจริง ๆ ที่หมอทั้งแผ่นดินก็รักษาเขาไม่ได้ แม้แต่ราชาเซียนโอสถเองก็ยังหาสาเหตุไม่พบ”
“ว่ากันว่า…เขาใกล้จะตายแล้ว” ฮูหยินใหญ่ตอนนี้ตรอมใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว
สายลมพัดผ่านใบไม้จนเกิดเสียงซู่ซ่า
เหวินชุนเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเรียบ ๆ “อาการของเขาเป็นเช่นไร”
พ่อค้าผู้นั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา
“ได้ยินว่า…ตัวเย็นราวกับน้ำแข็ง เส้นลมปราณปั่นป่วนไปทั่วร่างกาย”
ดวงตาของเหวินชุนเฟิงหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
เป็นรอยยิ้มที่เย็นจนทำให้คนมองรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก จากนั้นเขาก็พึมพำออกมาเบา ๆ
“พิษเหมันต์วิญญาณเยือกแข็ง…”
พ่อค้าผู้นั้นขมวดคิ้วอย่างสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ”
แต่เหวินชุนเฟิงก็ไม่ได้ตอบ เขาเพียงลุกขึ้นยืนช้า ๆ สายลมพัดผ่านเสื้อคลุมสีเทา
ก่อนที่เด็กหนุ่มจะมองไปยังทิศทางของโลกภายนอก ดวงตาคมกริบส่องประกายบางอย่างออกมา
สิบปีที่แล้วที่คนพวกนั้นส่งเขามาที่นี่ เพื่อให้ตายอย่างเงียบ ๆ แต่โชคชะตากลับไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคิด
เหวินชุนเฟิงหยิบหน้ากากสีขาวจากอกเสื้อขึ้นมาแล้วสวมมันลงบนใบหน้า เสียงของเขาเย็นชาราวกับลมหนาว
“ดูเหมือน…ถึงเวลาที่ข้าจะกลับไปแล้ว” เขาเอ่ยเบา ๆ
พ่อค้าผู้นั้นถึงกับตกใจ แล้วเอ่ยขึ้น “เดี๋ยว!! พ่อหนุ่มเจ้าจะออกจากหุบเขาแห่งนี้งั้นหรือ”
เด็กหนุ่มไม่ได้หันกลับมา เขาเพียงเดินผ่านหมอกหนาไปทีละก้าว ก่อนจะทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ในสายลม
“มีคนป่วย…ทั้งยุทธภพรักษาไม่ได้ มีเพียงข้าที่รักษาได้”
หมอกสีขาวค่อย ๆ กลืนร่างของเขาหายไปทำให้หุบเขาลืมเลือนกลับมาเงียบงันอีกครั้งแต่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า
การจากไปของเด็กหนุ่มในวันนี้กำลังจทำให้จวนเซียนโอสถ และคนทั้งยุทธภพต้องสั่นสะเทือนอีกครั้งปีก่อนเขาถูกใส่ร้ายว่า “ไม่ใช่สายเลือดของราชาเซียนโอสถ และบิดาหลงเชื่อคำลวงนั้น”
จากนั้นเขาก็ถูกส่งไปตายในหุบเขาลืมเลือนเพียงลำพัง
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า…เด็กคนนั้นจะยังมีชีวิตอยู่ และกลับมาพร้อมความสามารถที่ทำให้ทั้งยุทธภพต้องสั่นสะเทือน
ในวันที่บุตรชายคนโตของฮูหยินใหญ่ล้มป่วยหมอทั่วแผ่นดินไร้หนทางรักษา เขาจึงกลับมา…ในฐานะ “หมอพเนจร”
เพื่อรักษาและ “ล้างแค้น”
แต่ทว่าท่ามกลางเกมอำนาจและความลับองค์ชายผู้เย็นชากลับจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา “ เพราะเขารู้ว่าข้าเป็นใคร”
ความจริงที่ถูกฝังมานานสิบปีกำลังจะถูกเปิดเผย และครั้งนี้…เขาจะไม่ใช่ฝ่ายถูกทำลายอีกต่อไป
ติดตามได้ในบันทึกการเดินทางของหมอพเนจร
