“หากจักรักข้า ก็จงรักเยี่ยงคนรักกันเถิด… อย่าได้รักกันอย่างทาสรักเลย”
“คำพูดของข้ามีค่าพอให้ท่านรับฟังกระนั้นรึ”
“เคารพ... แลรักเกินกว่าที่บ่าวจักพึงมีให้นายด้วยหรือไม่”
“ความซื่อของมึงมันน่ากลัวนัก… มึงคิดว่าท่านจักยอมลงมาลำบากกับมึงไปทั้งชีวิตรึ”
***
จุลศักราช ๑๐๒๐
ย่างเข้าปีที่สามแห่งการครองบัลลังก์ของขุนหลวงพระองค์ใหม่ ยุคที่ผู้คนในอีกหลายร้อยปีให้หลังจะยกย่องว่าเป็นยุคทองของอยุธยา แผ่นดินที่ถูกกล่าวขานว่าเรืองรองด้วยศิลปวิทยาการ ทัพเรือสำเภาค้าขายทอดสมอเรียงราย เมืองท่าที่วัดวังสุกสกาวด้วยความมั่งคั่งนี้ ถูกจารึกอยู่ในบันทึกของผู้มีอำนาจเขียนประวัติศาสตร์
แต่เรื่องราวที่ตกทอดไปนั้น ล้วนเป็นเพียงภาพจากสายตาชนชั้นนำไม่กี่ตระกูล พวกที่แทบไม่ต้องขยับทำอะไร แค่ยืนรับลมเย็นจากเจ้าพระยาอยู่บนเรือนสูง ก็มีอันจะกินไปทั้งชาติ มีบ่าวนับสิบนับร้อยคอยเฝ้าปรนนิบัติ
ใต้พรมที่แสงเรืองรองของประวัติศาสตร์ส่องไปไม่ถึง มีซอกมุมอับมากมายที่ไม่เคยถูกเล่าขาน ตั้งแต่เรือนแพเก่า ๆ ริมตลิ่งที่โคลงเคลงตามแรงคลื่น ไปจนถึงเรือนไม้สักหลังใหญ่มั่นคง ที่อำนาจของผู้ชายยังครอบงำและหยั่งรากลึกลงไปเสมือนเสาหลักเมือง
บ่าวเป็นสมบัติของมูลนาย
เมียเป็นสมบัติของผัว
ลูกเป็นสมบัติของผู้ให้กำเนิด
ชีวิตของสตรีและเด็กตกอยู่ใต้กฎเกณฑ์ไร้ความปรานีที่บุรุษเพศกำหนด
‘ปิตาธิปไตย’ อยู่คู่กรุงมาตั้งแต่แรกสร้าง จนผู้คนลืมไปแล้วว่ามันคือสิ่งที่ควรถูกตั้งคำถาม มันเฟื่องฟูยิ่งกว่าศิลปวิทยาการหรือการค้าใด ๆ ทั้งปวง คล้ายกลิ่นคาวของเจ้าพระยา ที่หลอมรับน้ำจากคูคลองน้อยใหญ่ บังคับให้ไหลรวม ภายใต้กระแสอำนาจเชี่ยวกรากของมหานทีซึ่งโอบล้อมไปกว่าค่อนพระนคร
ผู้คนต่างคุ้นกลิ่นนั้นจนชินชา เลือกจดจำเพียงภาพความยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม ทั้งที่แท้จริงแล้ว กลิ่นคาวเดิมยังลอยอ้อยอิ่ง ให้ได้สูดสัมผัสทุกครั้งที่เข้าใกล้ หรือแม้เพียงหยุดฟังเสียงลมหายใจของเมืองนี้ให้ดี
***
ถึงผู้อ่าน
นิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความคิดวูบหนึ่งของผู้เขียน ขณะรับชมสารคดีว่าด้วยพระไอยการลักษณะทาส ซึ่งกล่าวถึงมนุษย์ในฐานะทรัพย์สิน หาใช่มนุษย์ผู้มีเลือดเนื้อและจิตใจไม่ โดยเฉพาะอำนาจของบุรุษเพศที่แผ่กว้างไร้ขอบเขตตามวาสนาและชาติกำเนิด มีอภิสิทธิ์กำหนดชะตาของสตรีและผู้อื่นใต้ปกครองให้ขึ้นสูงหรือตกต่ำได้ตามชอบใจ
ข้อเท็จจริงนี้ทำให้ผู้เขียนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หากครั้งหนึ่ง(เคย)มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ในพระนครแห่งนั้น สิ่งงดงามทั้งหลายที่ถูกคัดกรองส่งต่อมาถึงคนรุ่นหลัง จะเป็นจริงดังภาพที่เรารับรู้หรือไม่ กรุงเทพทวารวดีในวันวาน ซึ่งผู้เขียนสัมผัสได้เพียงผ่านเรื่องเล่าและภาพจำที่คนหลายชั่วรุ่นร่วมกันจินตนาการขึ้นใหม่จากซากปรักหักพัง จะแตกต่างจากกรุงเทพทวารวดีในวันนี้เพียงใด อิฐเก่าที่ผู้คนเฝ้าศึกษาเพื่อมุ่งหาสัณฐาน จะมีกลิ่นเช่นไร ให้สัมผัสเช่นไร ในวันที่ยังปิดทองอร่ามอวดอ้างความรุ่งโรจน์
แล้วบ่าวไพร่เรือนหมื่นเรือนแสน ผู้เคยมีชีวิตอยู่แต่แทบไร้ตัวตนในหน้าประวัติศาสตร์ พวกเขาใช้ชีวิตและดิ้นรนเลี้ยงปากท้องกันอย่างไรในบ้านเมืองที่แม้แต่ความคิดอ่านก็อาจไม่ใช่สิทธิ์ของตนเอง หากผู้เขียนมีโอกาสได้ยินเสียงของพวกเขา เสียงนั้นจะบอกเล่าความรู้สึกเช่นไร
ผ่านการศึกษาค้นคว้าเท่าที่ลูกหลานร่วมแผ่นดินผู้หนึ่งจะเอื้อมถึง จึงเกิดเป็นโลกสมมติใบนี้ขึ้น เพื่อชวนผู้อ่านร่วมเผชิญโครงสร้างอำนาจที่กดทับชีวิตผู้คน ผ่านสายตาของบ่าวไพร่ตัวเล็ก ๆ ผู้มีเลือดเนื้อ หัวใจ และความปรารถนาจะรักและปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองไม่ต่างจากผู้ใด ท่ามกลางกระแสเปลี่ยนแปลงของพระนคร ซึ่งถูกแรงอำนาจจากทั้งโลกตะวันตกและตะวันออกพัดพาไปพร้อมกัน
นิยายเรื่องนี้มีการพาดพิงถึงเชื้อชาติและทัศนคติบางประการที่อาจทำให้ผู้อ่านบางท่านไม่สบายใจ ทั้งนี้เพื่ออรรถรสและความสมจริงของเนื้อหา โดยเป็นมุมมองและพฤติกรรมปัจเจกของตัวละครภายใต้กรอบแห่งยุคสมัย ไม่ใช่ทัศนะเหมารวมของผู้เขียน ที่เคารพในความแตกต่างของมนุษย์และความสัมพันธ์ทุกรูปแบบอย่างสุดหัวใจ อีกทั้งตัวละครหลักทั้งหมดก็อาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์เช่นกัน
นัยนนท์ - ไพร่สังกัดมูลนาย
***
ผลงานชิ้นนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พุทธศักราช ๒๕๓๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้เขียนไม่อนุญาตให้คัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดในผลงานชิ้นนี้ ไปกระทำการที่ก่อให้เกิดรายได้ในเชิงพาณิชย์ทุกประการ การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นการกระทำที่มีความผิดทางกฎหมาย
***
