“ถ้านี่เป็นนิยายวายที่ฉันอ่านอยู่ ตัวเอกคงต้องเป็นอัจฉริยะที่ทำฟาร์มจนรวยระดับประเทศไปแล้ว ไม่ใช่ฉันที่ต้องมานั่งปั่นโปรเจกต์จบจนตาโหลแบบนี้”
น่านนิสิตชั้นปีที่ 4 คณะเกษตรศาสตร์ พึมพำกับตัวเองขณะฟุบหน้าลงกับกองเอกสารงานวิจัยเรื่องการปรับปรุงคุณภาพดิน มือถือที่วางอยู่ข้างตัวยังคงเปิดหน้าเว็บนิยายวายเรื่อง ‘ทะลุมิติไปเป็นเกอชาวนา’ ค้างไว้
เขารักการทำเกษตรพอๆกับที่รักการอ่านนิยายวาย แต่ใครจะไปคิดว่าความเหนื่อยล้าจากการอดนอนจะทำให้เขาวูบไป และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง กลิ่นอายของห้องแล็บและกลิ่นกาแฟก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นดินชื้นๆ และเสียงลมพัดผ่านกระท่อมไม้ไผ่ที่ดูเหมือนจะพังมิพังแหล่
“ฮึก... หลินอี้... เจ้าฟื้นแล้วหรือ”
เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าดังขึ้นข้างหู น่านหรือตอนนี้คือ หลินอี้เกอวัย 16 หนาวผู้มีร่างกายผอมบางซูบซีดค่อยๆลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏในสายตาคือใบหน้าของชายวัยกลางคนที่มีร่องรอยความลำบาก แต่แววตานั้นเปี่ยมไปด้วยความรักและความกังวล
ข้างๆกันนั้นคือชายร่างสูงใหญ่ที่ดูแก่กว่าวัย พ่อของเขากำลังยืนกุมมือแน่น สายตาจดจ้องมาที่เขาราวกับกลัวว่าลูกคนกลางคนนี้จะจากไปจริงๆ
“เจ็บตรงไหนหรือไม่” พ่อถามเสียงสั่น
หลินอี้พยายามขยับตัว แต่ความรู้สึกปวดร้าวไปทั้งร่างทำให้เขาต้องนิ่วหน้า นี่หรือคือร่างของเกอที่พ่อแม่รักนักรักหนา ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจนน่าตกใจ ยิ่งมองไปรอบกระท่อมที่แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากฟางแห้งๆ และความยากจนที่เกาะกินหัวใจของทุกคนในครอบครัว เขาก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่ความฝัน
เอาล่ะน่านนายอาจจะไม่ได้เกิดมาพร้อมระบบเทพเจ้าเหมือนในนิยายที่นายชอบอ่าน แต่สิ่งที่มีอยู่ในหัวของนายตอนนี้ คือความรู้เกษตรศาสตร์ระดับปริญญาตรีนะ
เขามองดูพี่ชายคนโตที่ยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่มุมห้อง แววตาของพี่ชายเต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่อโชคชะตา และน้องชายตัวน้อยวัย 4 หนาวที่นั่งกอดเข่ามองเขาด้วยดวงตาแป๋วแหวว
ความอดอยากที่พุ่งเข้าใส่ในทันทีที่ตื่นขึ้นมาทำให้หลินอี้รู้ว่าเขาไม่มีเวลามานั่งอาลัยอาวรณ์ชีวิตเก่า
“ท่านพ่อ ท่านแม่” หลินอี้เอ่ยเสียงแหบแห้ง แต่แววตาที่เคยมัวหมองกลับเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่น “ไม่ต้องกังวลไปจากนี้ไปเราจะต้องไม่อดอยากอีกแล้ว”
ในเมื่อเขาทะลุเข้ามาอยู่ในโลกที่การเกษตรคือรากฐานชีวิต และเขาก็คือผู้ที่ถือครองความรู้เกษตรสมัยใหม่ไว้เต็มสมอง ใครบอกว่าเกอร่างบางจะพลิกฟื้นครอบครัวที่ยากจนไม่ได้