ลูกมหาเศรษฐีโดนโจรเสือผาดบุกปล้น และจัดการเก็บพ่อของ มัสลิน อายุ 18 ปี ลาจากโลกนี้ไปคาเรือน ในจังหวะที่ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน กลับมาร่างสูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลา ผิดแผกจากโจรทั่วไปบุกเดี่ยวก้าวเข้ามาช่วยชีวิตเธอ นั่นคือเสือภีม
เสือภีม อายุ 35 ปี เป็นมหาโจร แห่งหุบเขาพยัคฆ์ เขาปล้นคนรวยช่วยคนจน ไม่รังแกคนแก ผู้หญิง เด็ก แม้จะเป็นโจรก็เป็นโจรที่แตกต่าง ขณะตรวจตราอนาเขตพื้นที่ก็เจอ เสือปลายแถวอย่างไอ้เสือผาด กับพรรคพวกกำลังบุกปล้นเรือนเศรษฐีในถิ่นตนเขาทนไม่ได้จึงได้ยื่นมือเข้าช่วย แต่ดันไปถูกใจ ผู้หญิงบนเรือนนั้นเข้าให้ เขาจึงไม่ส่งเธอให้ทางการ แต่อุ้มเธอขึ้นหลังม้า กลับชุมโจร!
เสือภีมชะงักงัน ร่างกำยำนิ่งค้างประดุจต้องมนต์สะกด มือหนาที่กำลังจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมไหล่ให้นางถึงกับสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คำอ้อนวอนแผ่วเบาที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางนั้นพุ่งทะลวงเข้าไปถึงขั้วหัวใจที่เคยแข็งกระด้างดั่งหินผา
"ไม่ไปได้ไหมจ้ะ... อยู่เป็นเพื่อนมัสก่อนได้ไหม"
"บ๊ะ! มิเกรงกลัวข้าเลยซักนิดเชียวหรือ!" เสือภีมโพล่งออกมาเสียงดังกลบเกลื่อนความประหม่า ใจพญาโจรยามนี้เต้นระรัวราวกับกลองศึกที่ถูกตีรัวยามเพลวาน มันดังกึกก้องอยู่ในอกจนเขาเกรงว่าหญิงสาวตรงหน้าจะได้ยิน
"ข้ากลัวผีมากกว่า"
"ข้าเป็นโจรนะมัสลิน! โจรที่ปล้นฆ่าคนมานับไม่ถ้วน เจ้าควรจะผลักไสข้า หรือไม่ก็กอดมีดไว้ข้างตัว ไม่ใช่มาเอ่ยชวนข้าให้อยู่เฝ้าไข้เฝ้านอนแบบนี้!"
"แต่มัสกลั ว... มัสกลัวความมืด กลัวความเงียบ และมัสก็กลัว... กลัวจะฝันเห็นท่านพ่อเลือดอาบอีก" มัสลินไม่ปล่อยมือจากชายเสื้อยันต์ของเขา นางกลับยิ่งกำมันแน่นขึ้น แววตาที่สั่นระริกคู่นั้นสะท้อนแสงจันทร์รำไรดูน่าสงสารจนเสือร้ายต้องพ่ายแพ้
เสือภีมถอนหายใจยาว สบถเบาๆ ในลำคอถึงความอ่อนแอของตัวเองที่พ่ายแพ้ต่อน้ำตาและคำอ้อนของ "เหยื่อ" ผู้นี้ เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งพิงหัวเตียงไม้สักข้างๆ ร่างบางที่นอนขดตัวอยู่
"เออๆ! อยู่ก็ได้! แต่อย่ามาหาว่าข้ารังแกเจ้าทีหลังนะแม่คุณ" เขาขยับท่านั่งให้มั่นคง พลางกอดอกหลับตาลงแต่หูยังคอยสดับฟังเสียงรอบข้าง
"ไม่เจ้าค่ะ มัสจะไม่โทษท่านแม้ครึ่งคำ" มัสลินยิ้ม
"นอนซะ ข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้แหละ ถ้าไอ้ผีห่าซาตานตัวไหนมันกล้ามาเข้าฝันเจ้า หรือมีโจรชั่วตัวไหนย่องขึ้นมา ข้าจะเชือดคอมันต่อหน้าเจ้านี่แหละ"
มัสลินค่อยๆ ขยับกายเข้าไปใกล้ร่างกำยำนั้นอีกนิด กลิ่นอายของว่านยาพุทธคุณและกลิ่นกายบุรุษเพศที่สะอาดสะอ้านของเสือภีมทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด นางค่อยๆ หลับตาลงอย่างอ่อนแรง
"ท่านเสือจ้ะ..."
"อะไรอีกล่ะ?" เสือภีมตอบทั้งที่ยังหลับตา แต่หัวใจยังไม่รักดีเต้นโครมครามไม่หยุด
"ขอบคุณนะคะ... ที่ไม่ทิ้งมัส"
คำขอบคุณสั้นๆ นั้นทำให้มุมปากของเสือกระตุกยิ้มขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
แต่มือหยาบกร้านที่เคยกุมดาบสังหารศัตรู กลับค่อยๆ เอื้อมไปตบที่ผ้าห่มเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอประหนึ่งเป็นการกล่อมเด็กน้อยให้เข้าสู่ห้วงนิทรา ท่ามกลางความเงียบของป่าใหญ่ และแสงจันทร์ที่สาดส่องเหนือดอยเชียงตุง
"อยู่กับมัสทั้งคืน อย่าทิ้งมัสไปไหนนะค่ะ"มัสลินทำตาออดอ้อน
"เออ! อยู่ก็อยู่! แต่ถ้าใครถาม ห้ามบอกนะว่าข้านั่งเฝ้าเจ้าจนสว่าง เดี๋ยวเสียชื่อมหาโจรหมด!" เขาบ่นอุบอิบพลางขยับท่านั่งพิงหัวเตียงไม้สักทองให้ถนัดถนี่ขึ้น
มัสลินค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ร่างกำยำนั้น กลิ่นอายของสมุนไพรและควันธูปจากตัวเขาทำให้ความหนาวเหน็บในใจจางลง นางเผลอเอาหน้าซุกเข้าหาต้นแขนแกร่ง ที่เต็มไปด้วยรอยสักอย่างลืมตัว เสือภีมถึงกับตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดจนเกือบหลุดมาด
"นี่... อย่าขยับเข้ามาใกล้ข้านักสิเจ้า ใจข้าไม่ใช่หินนะ" เขาพึมพำลอดไรฟัน แต่แขนข้างนั้นกลับขยับให้นางหนุนได้ถนัดขึ้นโดยไม่รู้ตัว "นอนซะแม่มัสลิน ข้าจะนับหนึ่งถึงสิบ ถ้าเจ้ายังไม่หลับ ข้าจะลงไปนอนข้างล่างจริงๆ ด้วย"
"หนึ่ง... สอง... สาม..." เสือภีมนับเสียงแผ่ว แต่พอถึง "เจ็ด" เขาก็ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของหญิงสาวที่เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว
เสือภีมขยับกายอย่างอึดอัดบนเตียงไม้ที่เริ่มเล็กลงถนัดตา เขาพยายามดึงสมาธิกลับเข้าสู่จุดศูนย์กลางของจิตเหมือนตอนท่องคาถา ทว่ากลิ่นแป้งร่ำจางๆ จากตัวมัสลินกลับลอยมาแตะจมูก รบกวนตบะที่เขาสั่งสมมานานปีจนแทบไม่เป็นสุข
"ฮึก... พ่อจ๋า..." เสียงละเมอแผ่วเบาปนเสียงสะอื้นทำเอาเสือภีมชะงัก ร่างเล็กๆ นั้นเริ่มขยับเข้าหาความอบอุ่นตามสัญชาตญาณ มัสลินซุกตัวเข้าหาแผ่นอกกว้างที่เต็มไปด้วยรอยสักและอักขระเลขยันต์ มือบางเกาะแขนล่ำสันของเขาไว้แน่น
"เจ้านี่มัน... ตัวอันตรายกว่าทหารทั้งกองทัพเสียอีกนะแม่มัสลิน" เขาพึมพำลอดไรฟัน แววตาดุดันเริ่มอ่อนแสงลงยามจ้องมองแพขนตาที่เปียกชื้นของคนข้างกาย
เสือภีมมองร่างที่สั่นเทาด้วยความว้าวุ่นใจ ยิ่งนางละเมอเรียกหาบิดา ใจที่เคยแข็งดั่งเหล็กกล้าก็พลันอ่อนย้วยลง "ร้องจนจะขาดใจตายตามพ่อเจ้าไปจริงๆ หรือไงวะ!"
