ตอนที่ 1: มรดกต้องห้าม
รถกระบะคันเก่าของภีมสั่นสะเทือนไปตามทางลูกรังที่เต็มไปด้วยโคลนแดงและหลุมบ่อลึก ท้องฟ้าแดงฉานค่อย ๆ กลายเป็นสีเลือดแห้งสนิท ขณะพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า หมู่บ้านบ้านห้วยขาแข้งเงียบสนิทผิดปกติ ไม่มีเสียงเด็กวิ่งเล่น ไม่มีเสียงหมาเห่า ไม่มีแม้แต่เสียงใบไม้ไหว มีเพียงสายตาของชาวบ้านที่แอบมองผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้เก่า ๆ สายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสงสารลึก ๆ ราวกับกำลังมองคนที่กำลังเดินเข้าไปในหลุมศพด้วยความเต็มใจ
เมื่อรถเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบที่นำตรงไปยังคฤหาสน์ ภีมรู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งที่กดทับอก
คฤหาสน์ไม้สองชั้นตั้งตระหง่านอยู่สุดซอย ตัวบ้านสร้างจากไม้สักเก่าแก่ที่ยังเหลือลวดลายฉลุไทย แต่สีแดงบนเสาและผนังกลายเป็นสีเลือดคล้ำแห้งสนิท ราวกับถูกทาใหม่ด้วยเลือดจริง ๆ รากไม้ดำ ๆ เลื้อยขึ้นปกคลุมผนังและเสาเหมือนเส้นเลือดดำที่ยังเต้นตุบ ๆ อยู่ใต้ผิวหนัง ราวกับบ้านยังมีชีวิต และกำลังหายใจ
เขาจอดรถหน้าบ้านพอดีกับที่แสงสุดท้ายของวันหายไปสนิท
ชายวัยกลางคนในชุดสูทเก่า ๆ ก้าวลงจากรถอีกคัน ใบหน้าซีดเซียวราวกับคนที่ไม่ได้นอนมานานหลายคืน เหงื่อแตกพลั่กแม้อากาศจะเย็นยะเยือก
“คุณภีมครับ… ผมคือ律師ผู้จัดการมรดก” เขายื่นกุญแจเหล็กหนักอึ้งให้ด้วยมือที่สั่นเทา “นี่คือกุญแจบ้านทั้งหลัง และเอกสารยืนยันสิทธิ์”
ภีมรับกุญแจมาแล้วถามตรง ๆ “เงื่อนไขคืออะไร?”
律師กลืนน้ำลายดังเอื๊อก มองซ้ายขวาราวกับกลัวใครบางคนกำลังยืนฟังอยู่ข้างหลัง
“คุณต้องอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ให้ครบ สี่สิบเก้าวัน นับจากวันนี้… ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม… และที่สำคัญที่สุด…”
เขาหยุดพูด น้ำเสียงแหบพร่า
“…ห้ามเป่าปาก… ห้ามผิวปาก… ในเวลาค่ำคืนเด็ดขาด ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าเสียงอะไรจะเรียกคุณ ไม่ว่าใครจะกระซิบข้างหูคุณ… แม้จะรู้สึกเหมือนมีปากของคุณเองอยากผิวปากก็ตาม”
ภีมหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน แต่ครั้งนี้เสียงหัวเราะของเขาดังไม่เต็มเสียง “กลัวผมเรียกผีเหรอ?”
律師มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและ… ความกลัว “คุณ… ยังไม่รู้จักปู่ของคุณจริง ๆ” แล้วเขาก็รีบขึ้นรถ ขับจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หันกลับมาแม้แต่ครั้งเดียว
ภีมหอบกระเป๋าใบเดียว เดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว ประตูหน้าเปิดออกด้วยเสียงดังแอ๊ดยาวนาน ลมเย็นยะเยือกพัดออกมาจากในบ้าน พาความชื้น กลิ่นไม้เก่าเน่าเปื่อย และกลิ่นเลือดฝาดจาง ๆ ที่ทำให้จมูกภีมขมวดคิ้วทันที
ภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักยังคงสวยงาม แต่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนา ภาพวาดพระโพธิสัตว์และเทพเจ้าที่แขวนบนผนังดูซีดจางจนใบหน้าหลุดรุ่ย ราวกับถูกเล็บมนุษย์ข่วนด้วยความแค้นอย่างแรง ใบหน้าของบางภาพถูกข่วนจนตาและปากหายไป เหลือเพียงรอยข่วนเป็นทางยาวสีน้ำตาลแดง
เขาวางกระเป๋าในห้องนอนใหญ่ชั้นสอง ห้องนี้มีเตียงไม้ขนาดใหญ่ มุ้งลายไทยเก่า ๆ ที่ขาดวิ่นเป็นทาง และหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นป่าไผ่ด้านหลังบ้านซึ่งตอนนี้มืดสนิทเหมือนหลุมดำ
คืนแรก ภีมเปิดไฟทุกดวงในบ้านเพื่อไล่ความมืด เขานั่งทำงานบนแล็ปท็อป แต่ใจไม่สงบ
ตีสองครึ่งกว่า ๆ
ไฟทั้งบ้านกะพริบวูบหนึ่ง… สองครั้ง… สามครั้ง…
แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้น
“ฟิ้ววว… ฟิ้ววว…”
เสียงผิวปากเบา ๆ แต่ชัดเจนราวกับมีคนยืนอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงสองเมตร ทำนองเพี้ยนเล็กน้อย เหมือนเพลงกล่อมเด็กโบราณที่ถูกบิดเบือนด้วยความเจ็บปวด ราวกับมีปากที่ถูกเย็บด้วยด้ายกำลังพยายามหัวเราะผ่านรอยฉีก
ภีมชะงัก มือที่พิมพ์อยู่บนแป้นหยุดนิ่งสนิท
เขาลุกขึ้นเปิดประตูห้อง ไฟทางเดินยังติดอยู่ แต่ลมเย็นยะเยือกพัดแรงจนผ้าม่านไหวสะบัดเหมือนมีมือกำลังดึง
ไม่มีใคร… แต่พื้นไม้ตรงทางเดินมีรอยเท้าเปียกสีน้ำตาลแดงเป็นทางยาว ราวกับมีใครเดินเท้าเปล่ามาจากชั้นล่าง
เสียงผิวปากดังขึ้นอีกครั้ง… ใกล้ขึ้นมาก… มาจากด้านหลังเขา
“ฟิ้ววว… ฟิ้ววว…”
ภีมหันขวับอย่างรวดเร็ว ทางเดินว่างเปล่า แต่เขารู้สึกได้ชัดเจนว่า… มีลมหายใจเย็นเฉียบพัดผ่านต้นคอ กลิ่นเลือดฝาดโชยแรงขึ้นมาทันที
เขาก้าวถอยหลังกลับเข้าไปในห้อง ปิดประตูเสียงดังปัง แล้วผลักโต๊ะหนัก ๆ มาอุดไว้ ตัวเขาสั่นเทา
แต่เสียงนั้นยังดังไม่หยุด… คราวนี้ดังจากในห้องเดียวกัน
“ฟิ้ววว… ฟิ้ววว…”
ทำนองเพี้ยนชัดเจนยิ่งขึ้น ราวกับมีปากกำลังยิ้มอยู่ข้างหูเขา
ภีมนั่งทรุดลงกับพื้น มือกุมหัวแน่น พยายามกลั้นไม่ให้ตัวเองผิวปากตอบโต้ตามสัญชาตญาณ
กฎห้ามผิวปาก… เริ่มกัดกินจิตใจเขาแล้ว
และเขารู้สึกได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า…
ที่มุมห้องมืดที่สุด มีเงาร่างหญิงสาวในชุดไทยสีครามยืนนิ่ง
ผมยาวดำสนิทปกคลุมใบหน้า
แต่ปาก… ปากนั้นถูกเย็บด้วยด้ายสีดำหนา ดิบ ๆ
ด้ายตึงจนมุมปากฉีกขาดเล็กน้อย
และเลือดสด ๆ กำลังไหลซึมช้า ๆ จากรอยเข็ม
เธอไม่ขยับ
แต่ดวงตาคู่นั้นจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา
เต็มไปด้วยความแค้นที่ถูกกักไว้มานานหกสิบปี
และปากที่ถูกเย็บนั้น… ค่อย ๆ ขยับ
ราวกับกำลังพยายามพูดอะไรบางอย่างผ่านด้าย
“…ทวง…”
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นในหัวภีม แม้ปากของเธอจะไม่ได้ขยับ
คืนนั้น ภีมนอนไม่หลับแม้แต่นาทีเดียว
และทุกครั้งที่ลืมตา…
เงาร่างนั้นก็ยังยืนอยู่ตรงมุมห้อง
ใกล้ขึ้นทุกครั้งที่เขาหลับตา
จบตอนที่ 1