“การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าเห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่ควรจะเรียนเอาไว้ ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว เงินทองที่เก็บสะสมไว้ ให้เอามาใช้ไถ่บ้านไถ่เมือง”
— พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ก่อนเสด็จสวรรคต —
คำทำนายอันแม่นยำดุจตาเห็นเมื่อหลายสิบปีก่อน บัดนี้ได้ปรากฏเป็นจริงแล้วอย่างน่าสะพรึงกลัว ณ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
พุทธศักราช ๒๔๓๖ หรือ รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๒ ปีแห่งมหาวิปโยคที่ชาวสยามมิอาจลืมเลือน เมื่อมหาอำนาจตะวันตกอย่างฝรั่งเศส ผู้กระหายในการล่าอาณานิคม ได้ส่งเรือรบติดอาวุธทันสมัยฝ่าแนวป้องกันป้อมพระจุลจอมเกล้าและสันดอนปากน้ำเข้ามาอย่างอุกอาจ เสียงปืนเสือหมอบที่คำรามก้องกัมปนาทเพื่อปกป้องแผ่นดิน มิอาจต้านทานเกราะเหล็กและแสนยานุภาพของเรือรบ ‘แองกงสต็อง’ และ ‘โกแมต’ ได้
ในค่ำคืนที่สายฝนโปรยปรายดั่งน้ำตาฟ้า แสงไฟจากเรือรบผู้รุกรานได้สาดส่องกราดไปทั่วลำน้ำศักดิ์สิทธิ์ ปากกระบอกปืนหันเล็งเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง เป็นดั่งการ ‘รุกฆาต’ ที่บีบให้สยามต้องเลือกระหว่างการนองเลือดจนสิ้นชาติ หรือการยอมจำนนเพื่อรักษาเอกราชไว้ด้วยน้ำตา
และเมื่อกระสุนปืนใหญ่ไม่อาจหยุดยั้งศัตรูได้... สิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่เพื่อกอบกู้ชะตากรรมของแผ่นดิน ก็คือ "เงินถุงแดง" ตามพระราชดำรัสที่ได้ทำนายไว้... นี่คือช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์จะจารึกความเจ็บปวด และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย ที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อคำว่า "ไท"
ทว่า... ภารกิจรวบรวมเงินตราเพื่อไถ่แผ่นดินในเวลาเพียง ๔๘ ชั่วโมง มิใช่เรื่องง่าย เมื่อเล่ห์กลทางการเมืองและเงื่อนไขที่ซ่อนเร้นของมหาอำนาจ กำลังบีบคั้นให้สยามจนมุม
หม่อมราชวงศ์เกื้อกูล ข้าราชการหนุ่มแห่งกรมท่าผู้ยึดมั่นในศักดิ์ศรีและมันสมอง จำต้องลดกำแพงชนชั้นลงมาจับมือกับ แม่วาด วานิชสาวชาวจีนผู้เชี่ยวชาญการเงินและ "ความจริง" ที่ไม่มีใครกล้าเอ่ย คนหนึ่งใช้ "ชั้นเชิงทางการทูต" ถ่วงเวลาแห่งความตาย อีกคนใช้ "กลยุทธ์ทางการค้า" พลิกฟื้นมูลค่าเงินตราให้ครบตามจำนวน
ท่ามกลางวิกฤตที่ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อและศักดิ์ศรี... เขาและเธอจะร่วมมือกันเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ และถักทอความรักขึ้นท่ามกลางรอยร้าวของแผ่นดินได้อย่างไร?
นี่คือปฐมบทแห่งการกู้ชาติด้วยปัญญา... ใน "รอยกล... ร.ศ. ๑๑๒"
