“มึงเคยได้ยินไหม... หอร้างในป่าหลังมอ ที่ไม่มีใครกล้าอยู่ แต่ดันมีคนเห็น ‘ใครบางคน’ ยืนอยู่ตรงระเบียงชั้นเก้า”
เสียงของ ต๊ะ แทรกผ่านวงสนทนาในห้องพัก กลางค่ำคืนฝนพรำ ลมหนาวพัดรินรอบตึก ไฟหลอดนีออนบนเพดานกะพริบช้า ๆ คล้ายจังหวะหัวใจของใครบางคน
กลุ่มเพื่อนเจ็ดคนนั่งล้อมวงบนพื้น พัดลมตัวเก่าหมุนเอื่อย ๆ พัดกลิ่นอับชื้นออกทางหน้าต่างบานแคบ เสียงพูดค่อย ๆ เงียบหาย เหลือเพียงต๊ะที่ยิ้มบาง แล้วกระซิบต่อ
“คนที่อยู่... ไม่ใช่คน”
น้ำเสียงเขาเบาราวกับฝากคำเตือนไว้กับเงาห้อง
ภคิน นักศึกษาปีสามจากกรุงเทพฯ ขมวดคิ้ว “เฮ้ย อย่ามาโม้กูนะ มึงก็รู้ว่ากูไม่อินเรื่องผี”
เต้ เพื่อนสายฮาปากกล้าแต่ขวัญอ่อน เสริมพร้อมหัวเราะ “มึงไปเอามาจากกระทู้ผีหลอนพันทิปปะ กูเพิ่งอ่านมา”
“ไม่ใช่เรื่องแต่ง” ต๊ะตอบนิ่ง ๆ “กูเห็นเรื่องเล่าอย่างนี้... มาตั้งแต่จำความได้ แล้วส่วนใหญ่... มันก็ไม่ใช่แค่เรื่องเล่า”
ปิ่น สาวสายวิทย์ ชอบตั้งคำถาม “ถ้ามีจริง ทำไมไม่มีคนพิสูจน์ หอเก้าชั้นเอง ไม่น่ากลัวขนาดนั้น”
ก้อง หนุ่มนิ่งผู้รู้ตำนาน แม้ไม่เคยเข้าไปเอง พูดเสียงต่ำ “เพราะคนที่เข้าไป... ไม่มีใครกลับมาเล่าได้อีก”
มุก สาวเหนือรักอิสระ หยิบมือถือขึ้นมาส่องหน้า “งั้นพรุ่งนี้ว่าง ๆ ไปถ่ายคลิปกัน ลงติ๊กตอก ได้วิวเป็นแสนแน่”
ฝน สาวมั่น กล้าเล่นของ และคนรู้ใจของภคิน เอียงคอพลางลูบข้อมือ “ชั้นเก้า... ชั้นที่ไม่มีใครกล้าขึ้นไป...”
ภคินส่ายหน้า แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเย็นวาบไหลลงสันหลัง เหมือนมีใครซุ่มอยู่หลังม่าน
เพื่อนคนอื่นมักเล่าเรื่องผีแบบขำ ๆ แต่ต๊ะไม่เคยหัวเราะ ทุกครั้งที่พูด เขาจริงจังเกินกว่าจะคิดว่า “ขู่เล่น”
ยายของต๊ะเป็น “ม้าขี่” ร่างทรงของเจ้าผีเมืองในหมู่บ้านบนดอยสูง เขาเติบโตท่ามกลางเสียงกลอง เสียงสวด และพิธีกรรมแปลกประหลาดในห้องทรง
เขาเคยเห็นแววตาของยายเปลี่ยนไปไม่ใช่ของคน เคยเห็นผู้คนมากราบไหว้ด้วยน้ำตา ขอชีวิต ขอรักษา ขอให้ผีปล่อย และจำได้แม่นถึงคำเตือนของยายในวันที่ลมแรงพัดยอดไผ่สะบัดเหมือนจะหัก
“หอเก้าชั้นกลางป่า... บ่ใช่คนอยู่ อี่ผีมันขี่หออยู่เน้อ”
