คืนหนึ่ง ณ ระเบียงบ้าน อากาศเย็นยะเยือกเริ่มแผ่ปกคลุมทั่วหมู่บ้านเล็กๆ ในกลางหุบเขา สายลมหนาวพัดผ่านตัวของเธอ สิ่งที่เห็นตรงหน้ามีเพียงแค่ต้นไม้มากมาย และดวงจันทร์สีเลือด มันช่วงงดงามจริงๆ เธอยืนกวาดสายตามองอยู่สักพักพร้อมกับถอนหายใจแล้วจึงเอ่ยขึ้น
"พ่อกับแม่ให้ทุกอย่างกับณิชา แต่กับฉัน... พวกเขาไม่เคยเห็นฉันอยู่ในสายตา"
เธอขมวดคิ้ว เรื่องนี้มันทำให้เธอหงุดหงิดยิ่งนัก พี่สาวที่เธออิจฉามานานแสนนานกลับเข้ามาอยู่ในหัวอีกรอบ เสียงฝีเท้ากระทบพื้นเริ่มเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แต่เธอก็ไม่ได้ยินเสียงนั้นเพราะตอนนี้กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
"โซล ทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ลงไปกินข้าวล่ะ?"
เสียงของณิชาดังขึ้นจากด้านหลัง โซลรีบหันไปมองด้วยความตกใจ พี่สาวที่ยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ไม่มีแววของการดูถูก ไม่มีท่าทีเยาะเย้ย เหมือนณิชาพยายามเข้าหาเธอมาตลอด... แต่ยิ่งพี่สาวดีแค่ไหน โซลก็ยิ่งรู้สึกแย่ลงเท่านั้น
"หนูไม่อยากกิน แล้วมาตั้งแต่ตอนไหน" โซลพูดด้วยสีหน้าไม่ค่อยต้อนรับซักเท่าไหร่
"มาเมื่อกี้ ไม่ได้ยินเหรอ?"
"ไม่อะ"
"สรุปคือจะไม่กินข้าว?"
"บอกแล้วว่าไม่อยากกิน พี่ไปได้แล้ว โซลอยากอยู่คนเดียว" เธอก็หันไปมองทางอื่นทันที
"อืมๆ เข้าใจแล้ว อย่าอยู่ดึกมากนะ" พูดจบณิชาจึงหันหลังกลับตามที่คนน้องบอก แต่เธอไม่เข้าใจอย่างนึงว่าทำไมพักนี้โซลดูไม่ค่อยชอบตัวเธอซักเท่าไหร่ อาจจะคิดไปเองก็เท่านั้น
ในขณะที่ณิชาถึงห้องอาหาร แม่ของเธอก็พูดขึ้นว่า
"สรุปมันไม่มา?"
"ไม่มาค่ะแม่"
"บอกแล้วว่าไม่ต้องเรียก ปล่อยมันไป"
หลังจากนั้นไม่นานเสียงฝีเท้าเริ่มเดินลงมายังห้องอาหารมุ่งไปยังประตูบ้านพร้อมกับเปิดประตูออก
แม่มองเธอจากหัวจรดเท้าด้วยสายตาเย็นชาแล้วกล่าวว่า
“คิดจะไปไหน”
“โซลแค่อยากออกมาสูดอากาศค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ยังคงยืนนิ่ง
“ไปหาแฟนเหรอ? ชอบทำตัวลับๆ ล่อๆ ให้คนอื่นคอยตามหา” แม่หรี่ตามองเหมือนจับผิด
“ไม่มีแฟนค่ะ แค่ไม่อยากอยู่ในบ้าน”
“แฟนก็ไม่มีแล้วทำไมไม่อยากอยู่บ้าน? หรือว่าที่บ้านมันอึดอัดนักเพราะตัวเธอเองสร้างปัญหาขึ้นมา”
คำพูดของแม่บาดลึก โซลสูดลมหายใจยาว พยายามกดอารมณ์ไว้ แต่สุดท้ายก็กลั้นไม่อยู่ “ถ้าจะให้หนูทำตัวแบบพี่ณิชา... หนูทำไม่ได้หรอกค่ะ”
แม่ขมวดคิ้ว “นี่จะเปรียบเทียบตัวเองกับณิชาอีกแล้วเหรอ? ถ้าเธอทำตัวดีเหมือนพี่เธอ แม่ก็ไม่ต้องพูดอะไรเลย”
“ใช่ค่ะ พี่ณิชาทำอะไรก็ดีไปหมด ไม่ต้องคอยพิสูจน์ตัวเองซ้ำๆ”
แม่ชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังคงความเย็นชา “เธอจะโทษใครล่ะ โซล?”
“โซลไม่อยากโทษใคร แค่...” เธอหลบตา น้ำเสียงเริ่มสั่น “หนูแค่หวังว่าแม่จะมองเห็นหนูบ้าง เหมือนที่มองพี่ณิชา”
แม่ไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้โซลยืนอยู่กับความเงียบที่แสนหนักอึ้ง เธอไม่รอนานจึงรีบปิดประตูเพื่อที่จะออกไปสูดอากาศข้างนอก
ตอนที่โซลตัดสินใจออกจากบ้านท้องฟ้าขมุกขมัวเหมือนจะมีฝนตก กลิ่นดินชื้นจากฝนที่เพิ่งผ่านมาหลงเหลือในอากาศ หมู่บ้านเล็กๆ เงียบสงบเกินไป มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ที่ปลิวไปมาตามถนนดินลูกรัง เธอเดินไปเรื่อยๆ ด้วยใบหน้าหม่นหมอง เธอรู้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติในตัวเธอ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นแก้ปัญหายังไง ขณะที่เธอเดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง มีเสียงพูดของชาวบ้านที่นั่งจับกลุ่มกันคุยหน้าบ้าน
“ได้ยินมาว่าเงาสังเวยกำลังตามหาเจ้าของอีกครั้ง”
“จริงเหรอ พวกที่ถูกมันตามมักจะเป็นพวกที่มีความแค้นหรือความอิจฉาในใจใช่ไหม”
“ใช่ แต่ถ้าปล่อยไว้ไม่แก้ มันจะกลืนกินจิตใจจนคนๆ นั้นไม่เหลือความเป็นตัวเองเลย”
โซลชะงักฝีเท้าทันที คำว่า "เงาสังเวย" ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้น เธอหันไปมองกลุ่มชาวบ้าน พวกเขาทำหน้าเคร่งเครียดแต่ไม่ได้สังเกตว่าเธออยู่ใกล้ๆ โซลกำมือแน่น ภายในใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เธอรู้ว่าที่พวกเขาพูดถึงคือสิ่งที่เธอต้องการ
ในยามค่ำคืน หมู่บ้านเล็กๆ ดูเปล่าเปลี่ยวอย่างผิดปกติ ไฟถนนดวงเล็กที่เคยส่องสว่างกลับริบหรี่ลงจนแทบมองไม่เห็นทาง หลังจากเดินต่ออีกสักพัก โซลก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้เก่าโทรมหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมป่า บ้านหลังนี้เป็นของลุงหมอผีที่เธอเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้ว เธอเดินเข้าไปใกล้ประตูมากขึ้นแล้วจึงเริ่มเคาะ
ก๊อก.. ก๊อก.. ก๊อก..
ประตูเริ่มเปิดออกช้าๆ ทำให้ได้เห็นถึงหน้าของชายชราคนหนึ่ง เครายาวสีขาวอันยุ่งเหยิงปกคลุมตั้งแต่คางไปจนถึงกลางหน้าอก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยลึกที่บ่งบอกถึงชีวิตที่ผ่านความทุกข์และประสบการณ์มากมาย ดวงตาของเขาคมกริบและเป็นประกายแวววาวผิดมนุษย์ ดั่งดวงตาที่มองเห็นบางสิ่งที่คนทั่วไปไม่อาจเข้าใจ
"ลุงเป็นหมอผีใช่มั้ยคะ"
"...ใช่" เขานิ่งไปซักสักแล้วจึงพูด น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่มีพลังบางอย่างแอบแฝงอยู่ในคำพูด
"พอดีหนูอยากให้ลุงใช้ช่วยสังเวยเงาให้หน่อยได้ไหมคะ"
"เข้ามา" ทันทีที่เขาพูดจบก็เปิดประตูให้เธอเดินเข้ามา เธอพยักหน้าพร้อมกับเดินเข้าไปในบ้านของหมอผีอย่างกล้าๆ กลัวๆ
เมื่อเริ่มก้าวเท้าภายในบ้านจะได้ยินเสียงของพื้นไม้เก่าๆ ทำให้มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เหยียบในความเงียบนี้ช่างน่าอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ทั้งบานมีเพียงไฟดวงเดียวที่ห้อยจากเพดานมีแสงสลัวๆ และยังกระพริบเป็นระยะ ทั้งยังได้กลิ่นอ่อนๆ ของสมุนไพรกับควันธูปลอยอยู่ ของขลังที่อยู่เต็มทั่วบ้าน ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูพิลึกและลึกลับเหลือเกิน
"สนใจเงาสังเวยอย่างนั้นใช่ไหม.. แต่มันจะต้องแลกด้วยสิ่งที่มีค่าหนูยอมเหรอ?"
"ค่ะหนูสนใจ แต่ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม หนูยอมค่ะลุง" ทันทีที่พูดจบหมอผีก็พาเธอออกไปนอกบ้านเพื่อที่จะไปทำพิธี
ณ ป่าทึบที่มืดสนิท มีเพียงแสงสลัวๆ สีแดงจากดวงจันทร์มากระทบบนพื้นดิน เสียงลมพัดผ่านยอดไม้สูงส่งเสียงคร่ำครวญ หมอผีเดินนำหน้าไปอย่างมั่นคง ฝ่าพื้นดินชื้นและกลิ่นอับของใบไม้เน่า เมื่อถึงบริเวณที่เหมาะสม หมอผีวางเครื่องบูชาลงกับพื้น หยิบเครื่องสักการะขึ้นมา จากนั้นจึงท่องคำสาปด้วยเสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยอำนาจ
"อยู่นิ่งๆ" หมอผีสั่งเสียงเย็น เธอพยักหน้าด้วยความกลัว
หมอผีคมมีดลงบนแขนเธออย่างแม่นยำ เลือดสีแดงสดไหลออกมา มันทำให้โซลสะดุ้งและหลับตาปี๋เมื่อเห็นเลือดจากแขนของเธอมันเจ็บปวดแต่ยังพอทนได้ หมอผีใช้นิ้วปาดเลือดแล้ววาดสัญลักษณ์ประหลาดลงบนพื้น เสร็จแล้วปักเทียนแดงรอบวงกลมแล้วจึงจุดไฟทันทีด้วยความไม่รีรอช้า เขาหยิบกระจกขึ้นมาและวางไว้กลางวง แล้วหลับตานิ่งไปชั่วครู่ ท่องคาถาอีกซักครู่ก่อนที่จะทำลายวงกลมที่วาดเพื่อไม่ให้เหลือร่องรอยทิ้งไว้
"ลุง...พิธีนี้จะสำเร็จแน่นะคะ"
"ขึ้นอยู่กับความเกลียดชังในใจของเธอ ถ้าเธอมีมากพอ อาคมนี้จะแรงและสำเร็จ"
"มันจะมาเมื่อไหร่คะ"
"เมื่อเธอพร้อมจะยอมแลกทุกสิ่งอย่างโดยไม่มีหันหลังกลับ"
"หนูพร้อมจะแล้วค่ะ ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว"
"งั้นเตรียมใจให้ดี เพราะเส้นทางนี้...ไม่มีทางย้อนกลับ"
"แค่ขอให้หนูได้เห็นเขาพังพินาศ...มันก็คุ้มแล้ว" หมอผีไม่พูดอะไรต่อ เขาหยิบกระจกบานเล็กขึ้นมา พลางยื่นให้โซล
ทุกครั้งที่มองกระจกนี้ เธอจะเห็นภาพของสิ่งที่เธอปรารถนา" โซลรับกระจกไว้ เธอจ้องมองมันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"ขอบคุณค่ะลุง...หนูจะใช้มันให้คุ้ม" เธอหันหลังกลับพร้อมกับความหนักอึ้งในใจ หมอผียังคงยืนอยู่ที่เดิม มองเธอเดินออกไปจากป่าอย่างเงียบงัน ก่อนจะหายลับไปในความมืด...
เมื่อโซลกลับมาถึงบ้าน ทุกอย่างเงียบสนิท บ้านทั้งหลังตกอยู่ในความมืดมิด เธอนั่งลงบนเตียงในห้องของตัวเอง มองกระจกบานเล็กที่หมอผีให้มาแสงจันทร์จากหน้าต่างส่องกระทบกระจกจนเกิดประกายสลัว เธอจ้องมันอยู่นาน หัวใจเต้นแรง ความโกรธแค้นเริ่มท่วมท้นขึ้นมา
"ถ้าสิ่งนี้จะช่วยให้หลุดพ้นจากเงาของพี่...ฉันก็จะทำ" แต่ในจังหวะนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้โซลสะดุ้ง
"โซล...นอนไปรึยัง?"
รีบเก็บกระจกไว้ในลิ้นชัก "ยัง...พี่มีอะไรเหรอ?"
ประตูเปิดออก ณิชายืนอยู่หน้าห้อง เธอมองโซลด้วยสายตาที่อ่อนโยน "เป็นอะไรรึเปล่า? พี่ได้ยินทั้งหมดที่โซลพูดก่อนไป"
โซลกัดฟันแน่น ความรู้สึกขัดแย้งในใจเริ่มเพิ่มขึ้น เธอมองหน้าพี่สาวของเธอ แววตาของณิชาช่างบริสุทธิ์และจริงใจเกินไป
"ถ้าพี่เป็นหนู พี่จะรู้สึกยังไง...ถ้าทำอะไรไป พี่ผิดไปหมด"
เธอนิ่งไปสักพัก "พี่ขอโทษนะ"
"มันไม่เกี่ยวกับพี่เลย...มันคือสิ่งที่คนอื่นทำให้หนูรู้สึก และบางทีมันก็ยากที่จะเปลี่ยนความคิดนั้น"
ณิชานั่งลงข้างๆ โซล เธอเอื้อมมือไปจับมือของโซลไว้ "ถ้าโซลรู้สึกแบบนั้น พี่ก็เสียใจนะ พี่อยากให้โซลรู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พี่ก็อยู่ตรงนี้เสมอ"
โซลมองหน้าณิชา น้ำตาเอ่อคลอ แต่เธอก็รีบเช็ดมันออก "ไปเถอะ พี่ไม่ต้องห่วงหรอก หนูโอเค"
ณิชาลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินออกจากห้องไป แต่แววตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
เมื่อประตูปิดลง โซลก็หันกลับมาหากระจกที่เก็บไว้ในลิ้นชัก ความรู้สึกแค้นในใจเริ่มเบาบางลง แต่เงาแห่งความอิจฉายังคงหลงเหลืออยู่ เธอถอนหายใจแล้วกระซิบกับตัวเอง
"ทำไมมันถึงยากแบบนี้..." เธอทิ้งตัวลงนอน โดยที่ในใจยังสับสนกับความรู้สึกที่ขัดแย้งในตัวเอง...
หลายวันผ่านมาณิชาเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติหลังจากคืนที่โซลกลับมาจากการเดินเล่น เธอได้ยินเสียงเคาะประตูห้องของเธอกลางดึกทุกๆ คืน เงาที่เคลื่อนไหวในมุมมืดของบ้านทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวจนขนลุก บางวันเธอก็พบกับความโชคร้ายอย่างเช่นข้าวของในห้องของเธอที่กระจัดกระจายแต่ไม่มีใครเข้าไปในห้องเลย
ในคืนหนึ่ง ณิชาตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงเล็กแหลมคอยเรียกชื่อเธออยู่ซ้ำๆ จากนอกบ้านของเธอเอง เสียงนั้นคอยเรียกไม่หยุดมันทำให้เธอรำคาญขึ้นมาระดับหนึ่ง
"ณิชา.. ณิชา.." เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอีกรอบ
เธอจึงตัดสินใจจะไปดูที่ระเบียงหน้าห้อง เธอค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียง เดินไปเปิดประตูช้าๆ แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้เธอแทบหยุดหายใจ ภาพที่เห็นคือหญิงสาวประหลาดยืนอยู่หน้าบ้านทุกอย่างมันมืดมิดไปหมดทำให้เธอเห็นอะไรไม่ค่อยชัด เห็นเพียงแค่หญิงสาวสวมชุดนอนสีขาวที่เปื้อนเลือดอยู่นิดๆ ผมดำยาวปรกหน้า หญิงสาวคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองณิชาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ดวงตาเธอมีรอยแดงคล้ำเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมาหลายวัน แต่เธอรู้สึกคุ้นเคยกับหญิงสาวคนนี้เหมือนเคยเจอหรืออะไรซักอย่าง
“มีอะไรรึเปล่าคะ?” ณิชาถามด้วยความกังวลและสงสัยในเวลาเดียวกัน
หญิงสาวคนนั้นไม่ตอบ แต่เพียงแค่ยิ้มบางๆ ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนกับว่าเป้นเพียงแค่ภาพลวงตาหรือเงาอะไรอย่างงั้น ณิชายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพักใหญ่พยายามคิดว่าเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คนเมื่อกี้เป็นใครไม่ใช่น้องสาวเหรอ? แล้วเขาต้องการอะไรจากเรา ก่อนจะเดินกลับไปข่มตานอนต่อ แต่ในใจเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ
ผ่านไปไม่นานเธอได้ยินเสียงเคาะประตูแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คงจะเป็นแค่ลมเท่านั้น แต่ทันใดที่เสียงเคาะประตูนั้นหายไป.. เสียงฝีเท้าของใครไม่รู้เดินวนอยู่รอบๆ เตียงก็เริ่มดังขึ้น พร้อมกับเสียงแหลมที่เธอคุ้นเคยกระซิบข้างๆ หูของเธอว่า
"ทุกอย่างมันพึ่งจะเริ่มต้นขึ้น.."
ทันทีที่เสียงนั้นพูดจบณิชารีบสะดุ้งตื่นขึ้นมามองรอบๆ ห้อง แต่ก็ไม่เจอใครทั้งนั้น เธอไม่รู้ว่าคำพูดนั้นมันแปลว่าอะไร หรือมันอาจเป็นเพียงแค่ความฝันก็เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริงหรือผีเพราะยังไงเธอก็ไม่เชื่อเรื่องผีอยู่แล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างดูปกติดี เธอค่อยสบายใจหน่อยเรื่องเมื่อคืนยังคอยหลอกหลอนเธออยู่จนถึงเช้า ไม่นานเธอก็ตัดสินใจเดินลงมาที่ห้องครัว แล้วพบกับแม่ที่กำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่คนเดียว
“โซลยังไม่ตื่นเหรอคะแม่”
แม่ทำหน้าตึงๆ แล้วตอบเสียงเรียบ “ปล่อยให้น้องนอนไป น้องอาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอ”
ณิชาขมวดคิ้วคำพูดของแม่วันนี้มันปกติเหมือนอย่างเคย ปกติไม่เคยเป็นห่วงโซลแบบนี้ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ เธอเข้าไปในห้องน้ำเพื่อที่จะล้างมือพลางเงยหน้าขึ้นมองกระจกตรงหน้าภาพที่เห็นคือตัวของเธอเองแต่ในเงาสะท้อนมันดันยิ้มให้เธออย่างน่าขนลุก ในขณะนั้นเองเธอไม่กล้าขยับ ไม่กล้าหายใจ แต่ทันทีที่กระพริบตาเงาในกระจกก็กลับมาปกติ ทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น สมองมันกำลังหลอกอะไรเธออยู่รึเปล่า เธอใช้เวลาคิดทบทวนอยู่ซักพักก่อนที่จะตัดสินใจกลับไปนอนต่อที่ห้องอีกรอบหนึ่ง
"หนูกลับไปนอนก่อนนะคะแม่ ปวดหัวนิดหน่อย"
"นอนอีกแล้ว ทั้งวันเอาแต่นอนๆ ไม่ทำอะไรเลย"
ณิชาชะงักไปครู่หนึ่งปกติแม่ไม่พูดกับเธอแบบนี้ แต่ไม่อยากจะคิดเรื่องอะไรแบบนี้แล้วเธอจึงตัดสินใจขึ้นห้องไปนอนอีกซักรอบ ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงเธอได้รู้สึกถึงมือเย็นเฉียบแตะไปที่บ่าของเธอมันไม่เหมือนมือมนุษย์แต่อย่างใด เมื่อเป็นแบบนั้นเธอจึงสะดุ้งขึ้นอย่างรวดเร็วพลางมองไปรอบๆ ห้อง ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อและความสับสน แต่มีสิ่งหนึ่่งที่สะดุดตาของเธอมากที่สุดนั่นคือรอยเลือดสีแดงเข้มที่ปรากฏบนผนังห้องเธอที่เขียนคำว่า "ฉันอยู่ใกล้กว่าที่คิด" เขียนด้วยเลือดสดๆ กลิ่นเลือดฟุ้งกระจายทั่วห้อง ร่างของเธอเริ่มสั่นสะท้าน สีหน้าของเธอเริ่มขาวซีด
"ไม่...ไม่ใช่... ฉันไม่ได้ทำ... ทำไม..."
เธอรู้ได้ว่ามือของเธอมันมีของเหลวๆ ติดอยู่ จึงหันไปมองมือของตัวเอง สิ่งที่ปรากฏรอยเลือดติดอยู่ตามนิ้วและฝ่ามือ เธอรู้สึกขยะแขยงกับสิ่งที่เห็น แต่ไม่สามารถเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
"ทำไมเลือด... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..."
ขณะที่เธอเริ่มก้าวถอยหลัง เธอก็เห็นเงาสีดำที่เคลื่อนไหวไปในมุมห้อง เธอเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรจริงไม่จริงบ้าง เธอเริ่มรู้สึกว่าจะเป็นบ้า มันมีอะไรผิดปกติแน่ๆ ไม่นานนักเธอจึงจับหัวตัวเองและกรีดร้องออกมา
"ไม่...ฉันไม่ได้ทำ...ไม่ได้ทำ! มันไม่จริง!"
"เธอทำ...เธอทำมันเอง...เธอจะต้องรับผลของการกระทำ"
เธอสะดุ้งสุดตัว เธอเริ่มวิ่งออกจากห้องด้วยความหวาดกลัว ขณะที่เสียงกระซิบและเสียงหัวเราะคอยตามติด
"ไม่! ฉันจะไม่เป็นแบบนี้! ไม่ใช่ฉัน! ฉันไม่ได้ทำ!!!"
แต่เสียงกระซิบนั้นก็ไม่หยุดดังไปตามทางเดิน ขณะที่รอยเลือดยังคงปรากฏตามฝ่ามือและบนกำแพง แต่ทันใดนั้นณิชาก็ได้พบกับโซลที่อยู่ตรงข้ามห้องเธอ
"พี่ณิชา…พี่…พี่เป็นอะไรไปแล้ว? ทำไมมือพี่มีรอยเลือด?"
"เธอไม่รู้หรอก…เธอไม่รู้…พี่ไม่ได้ทำ.. ไม่ใช่พี่"
"เธอเป็นคนฆ่า… เธอทำให้มันเกิดขึ้น" เสียงแหลมพูดขึ้นอีกรอบ
"ไม่! ไม่ใช่!!"
"พี่เกิดอะไรขึ้น.."
"รอยเลือด..ในห้อง.." เมื่อณิชาพูดจบโซลรีบก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้องของพี่สาวแต่ก็ไม่พบรอยเลือดอะไรที่ณิชาพูดถึง
"เมื่อกี้..มันยังมี เชื่อพี่นะโซล"
"พี่คิดไปเองทั้งนั้น" ถึงแม้ว่าเธอจะรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ณิชาเห็นนั่นมาเกิดขึ้นมาจากตัวของเธอเอง เกิดขึ้นจากวิญญาณที่เธอให้หมอผีสังเวยขึ้นมาเอง แต่การได้เห็นพี่สาวตัวเองเริ่มเป็นบ้าแบบนี้มันชั่ง..สะใจจริงๆ
"พี่คงคิดไปเองจริงๆ สินะ.."
ณ ประมาณทุ่มสองทุ่ม ขณะที่โซลกำลังจะเข้าห้องน้ำเพื่อไปอาบน้ำอย่างมีความสุขเธอหันไปมองกระจกเธอสังเหตเห็นเงาข้างหลังเธอมันแสยะยิ้มอย่างน่ารังเกียจ เงาที่เธอให้หมอผีสังเวยขึ้นมานั้นเอง
"ถึงตาเธอแล้ว" พอพูดจบเงานั้นก็หายไปเพียงเสี้ยววินาที ทิ้งให้โซลยืนค้างอยู่ชั่วขณะ
"หมายความอะไรกัน..สิ่งที่มีค่าที่สุดเหรอ.."
"ไม่รู้แหละว่ามันคืออะไรแต่ตอนนี้ไม่อยากมีวิญญาณหลอนๆ ตามติดตัวแล้ว" เธอรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อที่จะไปพบกับหมอผี
วิ่งมาได้ซักพักก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้เก่าโทรมที่คุ้นเคย บ้านหลังนี้เป็นของลุงหมอผีที่เธอเคยมาพบเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน กลิ่นควันธูป ลอยมาแตะจมูกอีกครั้ง บรรยากาศรอบบ้านดูเงียบสงัดผิดปกติ มีเพียงเสียงนกกาเหว่าที่ร้องอยู่ไกลๆ โซลสูดหายใจลึกก่อนจะเคาะประตูไม้เก่าด้วยความลังเล ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ ลุงหมอผีโผล่หน้ามาด้วยสายตานิ่งลึก
“มาแล้วเหรอ... ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องกลับมา”
โซลเบือนหน้าหนีสายตาเขา “ลุงช่วยหนูได้ไหม หนูไม่อยากเป็นแบบนี้อีกต่อไป”
“ลุงจะพยายาม”
เขาเดินนำเธอเข้าไปในบ้าน ข้างในมีแท่นบูชาที่วางเครื่องรางและเทียนไขหลายเล่มกำลังจุดอยู่ เปลวเทียนสั่นไหวเบาๆ เหมือนรับรู้ถึงพลังที่มองไม่เห็น
“เงาสังเวยจะไม่ไปไหนจนกว่าเธอจะยอมรับทุกด้านของตัวเอง” หมอผีพูดขณะหยิบกระจกเล็กบานหนึ่งจากแท่นบูชา “ลองมองตัวเองในกระจกนี้สิ”
โซลรับกระจกมาอย่างลังเล ดวงตาเธอจ้องมองตัวเองในกระจก แต่สิ่งที่เห็นไม่ใช่ใบหน้าของเธอ เงาสีดำที่มีดวงตาแดงฉานจ้องตอบเธอกลับด้วยสายตาเกลียดชัง
“นั่นไงล่ะ ความกลัวของเธอ” ลุงหมอผีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
โซลตัวสั่นเทาแต่พยายามข่มใจ “หนูไม่อยากเห็นมันอีกแล้ว”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังมาจากเงาในกระจก ก่อนที่มันจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วพุ่งออกมาจากกระจก โซลล้มลงไปกับพื้นด้วยความตกใจ ลุงหมอผีรีบจุดธูปแล้วเริ่มท่องบทสวด เสียงสวดมนต์ก้องกังวานในห้อง โซลพยายามลุกขึ้นยืน ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตาแต่เธอไม่ยอมที่จะโดนพร่าชีวิตไปแน่ๆ
“ฉันยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง และฉันจะไม่ให้เธอกลืนกินฉันอีก!”
เงาสังเวยหยุดชะงัก ก่อนจะเริ่มสั่นไหวและแตกสลายไปช้าๆ ร่างของมันกลายเป็นเถ้าธุลีที่ลอยละลายหายไปในอากาศ โซลทรุดตัวลงหอบหายใจ หมอผีเดินเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“สำเร็จแล้ว”
โซลยิ้มอ่อนๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ แม้จะเหนื่อยล้าแต่เธอก็รู้สึกว่าหัวใจของเธอเป็นอิสระแล้ว แต่โซลคงจะลืมไปว่าเงาสังเวยไม่สามารถถอนกลับได้ เมื่อกลับถึงบ้านโซลจึงรีบอาบน้ำและรีบนอนอย่างสบายใจ แต่ในฝันของเธอนั้นเธอเห็นกระจกบานใหญ่บานหนึ่งพลางเห็นเงาสังเวยที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างมากแต่ครั้งนี้หน้าตามันน่าสยดสยองมากกว่าหลายเท่า
"ขอบคุณที่ปลดปล่อยฉัน...โซล ที่นี้ถึงตาของเธอแล้ว"
"เธอต้องการอะไร!"
"ฉันทำตามที่เธอขอแล้ว...แต่เธอยังไม่ได้จ่ายในสิ่งที่เธอสัญญาไว้"
"ฉันยอมเสียเลือดแล้ว! แกต้องการอะไรอีก!"
"เลือดน่ะ...มันก็แค่จุดเริ่มต้น ฉันต้องการลึกซึ้งกว่านั้น ความเจ็บปวด ความเกลียดชังที่เธอเก็บไว้"
"ฉันทำไปทั้งหมด...เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าฉันสำคัญ!"
"สำคัญ? หรือเธอแค่อยากให้ใครสักคนต้องเจ็บปวดเหมือนเธอ? เธอกับฉันไม่ต่างกัน"
"ไม่! ฉันไม่เหมือนแก!"
"แล้วเธอคิดว่าเธอเรียกฉันมาเพราะอะไร? เธอเรียกฉันมา...จากหัวใจที่เต็มไปด้วยความมืดของเธอเอง"
"หุบปาก! ฉันแค่ต้องการให้แม่ยอมรับฉันบ้าง!"
"เธอคิดว่าทำแบบนี้จะทำให้พ่อแม่ยอมรับเหรอ โซล? ไม่เลย...มันจะเผาผลาญเธอจนไม่เหลืออะไร นอกจากเงามืดแบบฉัน"
เธอสะดุ้งตื่น ไม่รุ้จะทำยังไงเลยกลับไปหาหมอผีอีกรอบเพื่อถอนคำสาปหมอผีจึงจัดการถอนคำสาปให้ หลังจากพิธีกรรมเสร็จสิ้น เงาที่คอยหลอกหลอนโซลดูเหมือนจะหายไป เธอรู้สึกโล่งใจครั้งแรกในรอบหลายเดือน และเชื่อว่าคำสาปที่ตามเธออยู่ได้จบลงแล้ว
แต่ในคืนนั้นเอง ขณะที่โซลนอนหลับ เธอกลับฝันถึงตัวเองที่ยืนอยู่หน้ากระจก ร่างในกระจกไม่ใช่เธอ แต่มันคือเงาที่เคยหลอกหลอนเธอ
“เธอคิดว่าทุกอย่างจบแล้วงั้นเหรอ? นี่มันแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น” มันยิ้มเยาะเย้ยและพูดด้วยเสียงเบาๆ
โซลสะดุ้งตื่นด้วยเหงื่อที่ชุ่มโชก หันมองรอบห้องอย่างหวาดระแวง แต่ไม่เห็นอะไรผิดปกติ เธอพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงฝันร้าย
เธอมองไปรอบๆ ห้องและพบว่าทุกอย่างดูสงบสุข แต่ในเงามืดของห้อง มีรอยขีดข่วนยาวเป็นทางบนผนัง และรอยเท้าเปื้อนเลือดที่เดินมาหยุดตรงเตียงของเธอ โซลก้มลงมองมือตัวเอง และพบว่ามือของเธอมีเลือดติดอยู่ราวกับเพิ่งก่อเหตุอะไรบางอย่าง เสียงกระซิบดังขึ้นในหัวของเธออีกครั้ง
“เธอไม่สามารถหนีเงาของเธอได้ เธอคือตัวฉัน และฉันคือตัวเธอ”