เรียบเรียง Indigo Rainbow
แนะนำตัวละคร
เลิฟ :
เด็กสาวน่ารัก บอบบาง เพอร์เฟค ผู้ชายต่างก็หมายปองและตกเป็นทาสความน่ารักของเธอ และยังเป็นเด็กที่มีความมุ่งมั่น ตามหาความฝันของตัวเอง ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่เข้ามา เธอเลือกตามความฝันของตนเอง โดยมีครอบครัวเป็นกำลังใจและคอยสนับสนุน
วินซ์ :
หนุ่มหล่อ เท่ เพอร์เฟค ที่ได้รับการยอมรับจากสาวๆ ให้เป็นสามีในอุดมคติ แต่เขาเป็นคนที่ไม่สุงสิงกับใคร มีโลกความเป็นส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว รักความสงบ บางทีก็อาจดูเหมือนว่าเย็นชา แต่ก็ยังเป็นสเปคของสาวหลายหลายคนที่อยากจะได้เขามาครอบครอง
กู๊ด :
หนุ่มวิศวะ จอมกวน น่ารัก ใจดี หน้าตาดี แถมยังเอาใจเก่ง ไม่แปลกที่จะมีสาวๆ เข้ามาขายขนมจีบอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าสาวคนใดที่ได้พบเห็นรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ ความสุภาพอ่อนโยนแล้วละก็จะทำให้จั๊กกะจี๊ที่หัวใจไปตามๆกัน มันชั่งเป็นความละมุนที่ลงตัวเหลือเกิน
ลีย์ :
พี่ชายสุดหล่อ เท่ และแสนดีของเลิฟ ที่กำลังจะได้รับธุรกิจของครอบครัวมาสานต่อ เขาเป็นหวงน้องสาวมาก บางครั้งทำตัวดุ เย็นชาจนน้องสาวร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ต้องแพ้น้ำตาของน้องสาวตัวเอง เป็นจุดอ่อนที่แก้ไม่เคยหายจริงๆ
เชียร์ :
สาวสวยตัวแสบ ที่เพอร์เฟคไปทุกอย่าง เธอเป็นผู้หญิงที่มีดวงตาพิฆาต แถมรูปร่างของเธอจับได้ว่าสมบูรณ์แบบ ผู้ชายที่ได้สบตาต้องเหมือนถูกมนต์สะกดให้ไปหลงรักเธอจนถอนตัวไม่ขึ้น ถ้าเธออยากได้อะไรเธอต้องได้
........................
"เลิฟ"
"น้องเลิฟครับ" มือที่ใหญ่และหนา ลูบลงมาบนหัวของฉัน อย่างเบาๆ และทะนุถนอม เพื่อให้ฉันรู้สึกตัว
"..^ ^.."
"น้องเลิฟ ตื่นได้แล้วนะ ! " ฉันสะดุ้งตื่นยังตกใจเมื่อได้ยินเสียงพี่ลีย์ที่เริ่มแข็งขึ้น
"ค่ะ ตื่นแล้ว" ฉันขยี้หูขยี้ตา บิดขี้เกียจเพื่อให้ร่างกายกระตือรือร้นในยามเช้า
"ลุกขึ้นอาบน้ำ เสร็จแล้วรีบลงไปทานข้าวนะพี่กับพ่อรออยู่"
"ได้ค่ะ" ฉันตอบรับด้วยเสียงที่งัวเงีย พอลับหลังที่พี่ลีย์เดินออกจากห้องแล้วปิดประตู ฉันก็เลื้อยลงไปหาที่นอน เหมือนกับว่าที่นอนกำลังร้องเรียกหา แต่เหมือนกับพี่ลีย์รู้ทัน
"อย่าคิดที่จะนอนต่อนะเลิฟ พี่กับพ่อมีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย" อะไรกัน ที่บอกว่ามีเรื่องสำคัญ 
ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะเกิดความสงสัย กับหน้าที่ยุ่งๆ หลังจากตื่นนอน ฉันรีบลุกไปอาบน้ำและแต่งตัวอย่างไม่รอช้า และรีบวิ่งลงมาที่โต๊ะรับประทานอาหาร
ตึกๆตึกๆตึกๆตึก !
"อย่าวิ่งสิลูก เดี๋ยวก็ล้มไปหรอก" เสียงพ่อเตือนเพื่อให้ฉันระวัง
"มีอะไรกันหรอคะ ที่บอกว่าเรื่องสำคัญน่ะ"
"พี่ว่าเรากินข้าวกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยคุยกัน"
"แต่..."
"กินข้าวกันก่อนเถอะลูก" ฉันยังไม่ทันพูดจบ พ่อก็พูดขึ้นมาตัดบท เก็บความอยากรู้เอาไว้อีกหน่อยแล้วกัน พวกเรานั่งทานข้าวกัน คุยกันเรื่องต่างๆตามประสาพ่อลูกที่ไม่ได้เจอกันนาน แต่แล้วพี่ลีย์ก็พูดขึ้น
"เลิฟน้องอยากเรียนอะไรต่อหรอ"
"คือ...เรื่อง...นี้...."
"นั่นสิลูก อยากเรียนอะไร" ฉันยังพูดไม่ทันจบ พ่อก็พูดเหมือนอยากรู้ขึ้นมาทันที
"หลังจากที่เลิฟคิดมานานแล้ว เลิฟอยากเรียนจิตวิทยาค่ะ" ฉันตอบออกไปอย่างมุ่งมั่น
"โถ่ลูก" พ่อถอนหายใจอย่างรับฟัง
"เลิฟอยากเรียนจริงๆ นะคะพ่อ"
"พี่ว่านะ...."
"เลิฟไม่ฟังพี่ลีย์" ฉันเอามือปิดหูปิดตา ไม่รับฟังพี่ลีย์
"เรื่องนี้จริงจังนะน้องเลิฟ" พี่ลีย์เอามือขยี้ที่หัวตังเอง อย่างอารมณ์เสียและทำอะไรไม่ได้
"ที่เลิฟอยากเรียนจิตวิทยา เพราะเลิฟไม่อยากเครียดแบบพี่และพ่อ" ฉันพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแกล้งๆ
"ลูกไม่คิดที่จะมาช่วยงานบริษัทของเราบ้างหรอ"
"พ่อก็มีพี่ลีย์อยู่แล้วไงคะ พี่เค้าออกจะเก่ง หนูอาจเข้าไปช่วยบ้างเล็กน้อยเท่าที่ช่วยได้ แต่คงไม่เต็มที่นะคะ อีกอย่างหนูอยากเอาความรู้ที่ได้จากการเรียนไปช่วยเหลือคนอื่น ให้พ้นจากความทุกข์ด้วย เพราะเลิฟไม่อยากเห็นพวกเขามีความทุกข์เหมือนพ่อกับพี่ เมื่อตอนที่เสียแม่ไป" ฉันก้มหน้าหลบสายตาของพ่อกับพี่ลีย์ และพูดความรู้สึกของฉันออกไป โดยมีน้ำตาที่กำลังจะเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของฉัน แต่ฉันก็ต้องเก็บกลั้นน้ำตานั้นไว้ไม่ให้มันไหลออกมา
"เลิฟพูดอะไรน่ะ ! " พี่ลีย์พูดขึ้นมาอย่าโมโห พร้อมกับเอามือที่หนาใหญ่ทุบลงบนโต๊ะอย่างแรงทำให้ฉันตกใจจนตัวสั่น น้ำตาฉันกลั้นเอาไว้ไหลทะลักออกมา
"ลีย์ พ่อว่าใจเย็นลงหน่อยนะลูก น้องร้องไห้แล้ว"
"เอ่อ คือผมขอโทษครับ" พี่ลีย์สงบสติตัวเองลง และเดินมาหาฉัน
"พี่ขอโทษนะเลิฟ พี่ไม่ได้ตั้งใจ" พร้อมกับเอามือลูบหัวเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบและเรียกขวัญ
"พี่ลีย์ใจร้าย" ฉันพูดพร้อมเช็ดน้ำตาบนแก้ม
"อันนี้แค่เรื่องเดียวนะ ยังมีน้ำตา งั้นอีกเรื่องเราไว้คุยกันวันหลังเถอะ" พ่อพูดขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ
"ก็ดีครับพ่อ" พี่ลีย์ตอบรับด้วยความเต็มใจ
"อะไรกัน ยังมีเรื่องอะไรอีก ทำไมมีพี่กับพ่อรู้กันอยู่แค่สองคน มีเลิฟคนเดียวที่ไม่รู้อะไรเลย" ฉันพูดออกมาด้วยความน้อยใจ
"พูดออกมาเถอะค่ะ เพราะเดี๋ยวพ่อก็ต้องไปทำงาน พี่ลีย์ก็ต้องกลับไปเรียน กว่าจะเจอกันอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้"
"โธ่เอ๋ย ยัยน้องสาวทำเป็นน้อยใจไปได้" พี่ลีย์พูดพร้อมยกมือมาขยี้ผมเบาๆ อย่างเอ็นดู
"มันก็จริงจริงของลูกนั่นแหละ พวกเราไม่ค่อยมีเวลาคุยกันเลย" พ่อพูดขึ้นอย่างน่าเศร้า ๆ เมื่อฉันเห็นหน้าเศร้าๆ ของพ่อฉันก็ทนไม่ได้ ฉันต้องทำอะไรซักอย่างที่ไม่ทำให้พ่อเป็นแบบนี้
"พ่อคะ เชื่อหนูเถอะนะหนูอยากเรียนจิตวิทยาจริงๆ " ฉันยิ้มออกมาด้วยความร่าเริงเท่าที่ฉันจะทำได้ เพื่อให้พ่อมั่นใจ
"ตามใจลูก" พ่อพูดพร้อมยิ้ม
"อีกเรื่องละ คือเรื่องอะไร" ฉันถามเพราะความสงสัย
"เรื่องของเรานั้นแหละเลิฟ" พี่ลีย์พูดพร้อมเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม
"ห๊ะ เรื่องเลิฟ" ฉันพูดขึ้นอย่างตกใจ เรื่องของฉันอีกแล้วหรอ
"ฟังพ่อนะเลิฟ ตอนนี้ลูกอายุ 18 ปีแล้ว ลูกควรรู้เรื่องนี้"
"พ่อครับ...."
"เอาน่าลีย์ ยังไงสักวันนึงเลิฟก็ต้องรู้"
"ครับ" หลังจากสิ้นเสียงการตอบรับของพี่ลีย์ พ่อก็เริ่มพูดต่อ
"เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พ่อกับแม่ เคยตกลงกับเพื่อนสนิทที่เป็นคู่ค้ากับบริษัทของเรา ไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว"
"เรื่องธุรกิจหรอค่ะ" ฉันถามแทรกขึ้นมา
"ฟังพ่อก่อนสิ เลิฟ" พี่ลีย์ห้าม และพ่อก็เริ่มพูดต่อ
"บริษัทคู่ค้าของเรา เขาได้ช่วยเหลืองานทางธุรกิจของเราให้มาถึงจนทุกวันนี้ พวกเราได้ช่วยเหลือกันมาเหมือนญาติพี่น้องที่สนิทสนมกัน และอีกอย่างเขามีบุญคุณกับพวกเรามาก แต่ตอนนี้เขาได้ผันตัวไปทำธุรกิจอย่างอื่นแล้ว ลูกเลยอาจจะไม่รู้จัก"
"....."
"พวกเราสองคนเลยทำสัญญากันไว้ว่าจะให้ลูกของเราทั้งคู่ ได้หมั้นหมายกัน"
"อ้าว ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ต้องเป็นพี่ลีย์ที่ต้องเป็นคนหมั้นน่ะสิ ยินดีด้วยนะคะพี่ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาแฟน" ฉันพูดออกมาอย่างยิ้มเยาะ
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกลูก คนที่เป็นคู่หมั้นคือลูกต่างหาก เลิฟ จะให้พี่ลีย์หมั้นได้ยังไง ในเมื่อลูกของเพื่อนพ่อ เป็นผู้ชาย"
"....."
ห๊ะ ! นี่มันอะไรกัน ถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว คู่หมายคู่หมั้นอะไรกันไม่เข้าใจ แต่ทำไมต้องเป็นฉัน แล้วคนคนนั้นเป็นใคร สมัยนี้ยังมีคลุมฝูงชนแบบนี้อยู่อีกหรอ ไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด ทำไมกันล่ะ ทำไม ทำไม มีคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของฉันเต็มไปหมด แต่ไม่สามารถที่จะถามออกไปได้ เพราะฉันกำลังตกใจกับสิ่งที่ฉันกำลังได้ยิน
"เลิฟ ฟังพ่อพูดอยู่หรือเปล่าลูก"
"ค่ะ แต่เลิฟน่ะ..."
"มีอะไรหรอลูก"
"เลิฟจะไม่ยอมเด็ดขาด !!! " ฉันโมโหแล้วนะ ฉันจะไม่ทนเด็ดขาด ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย ฉันเอามือทุบลงที่โต๊ะรับประทานอาหารอย่างแรง จนมือเล็กๆ ของฉันเกิดรอยแดงขึ้น ทำให้พ่อและพี่ลีย์มองหน้าฉันยังตื่นตกใจ มันเป็นภาพที่ฉันไม่เคยแสดงให้พ่อกับพี่เห็นมาก่อน เขาคงรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจของฉันจริงๆ
"เลิฟ ฟังพ่อก่อน" เพราะพูดออกมาเพื่อเตือนสติของฉัน
"ไม่ เรื่องบ้าๆ แบบนั้นใครจะไปยอมกันคะ" ฉันค้านหัวชนฝา
"แต่ทั้งหมดนี้มันเป็นความต้องการของแม่นะ ! " พี่ลีย์พูดขึ้นหลังจากที่นั่งฟัง และเงียบมานาน
"พอเถอะลูก อย่าให้เรื่องมันเกินไปกว่านี้เลย"
"แม่หรอ..." ฉันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแทบจะไม่ได้ยิน ทำไมแม่ถึงเป็นคนให้ฉันไปหมั้นกับคนที่ฉันไม่ได้รัก แถมยังไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำไป เหตุผลของแม่คืออะไรกัน แม่จากไปแล้วทำไมต้องมีเรื่องแบบนี้ทิ้งไว้ให้ฉันอีก ฉันควรต้องทำยังไง
"แม่เขามีเหตุผล สักวันลูกจะเข้าใจมันเอง" พ่อพูดเพื่อให้ทุกอย่างค่อยๆสงบลง
"เดี๋ยวนะครับ อย่าว่าแต่น้องเลยครับ ผมเองก็ไม่เข้าใจ" พี่ลีย์ก็เกิดสงสัย ในสิ่งที่แม่ต้องการ
"ลูกก็น่าจะรู้นะว่าทำไม"
"ถ้ามีอยู่เรื่องที่ผมจะรู้ คือผมดูแลน้องสาวของผมได้ครับ" พี่ลีย์ตอบอย่างจริงจัง
"พี่ลีย์..."
"หวงน้องสาวขึ้นมาทันทีเลยนะไอ้เสือ" พ่อพูดพร้อมขำเบาๆ ทำไมท่าทีของพี่เขินและแก้ตัวไม่ทันเป็นภาพที่น่ารักมากทีเดียว ทำให้ฉันเผลอยิ้มแล้วขำออกมาอย่ามีความสุข
ฉันเองไม่สนใจหรอกว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น คู่หมั้นคนนั้นของฉันจะเป็นใคร เราคงไม่ได้เจอกันง่ายๆ แน่ๆ ฉันสัญญา ฉันจะไม่มีวันที่จะใช้ชีวิตร่วมกับใครถ้าฉันไม่ได้รักเขาจริงๆ ยังไงก็ตามเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้วกันนะ ฉันคิดอะไรต่อมิอะไรไปมากมายบนที่นอนของฉันเองจนเผลอหลับ
"เลิฟ"
"ใคร ใครเรียก" ฉันเดินตามเสียงที่เรียกนั้นไป
"เลิฟ ทางนี้"
"ใคร เลิฟถามว่าใคร" ฉันเดินมาเรื่อยๆ จนพบต้นเสียง ฉันพยายามเดินเข้าไปใกล้ๆ แต่มันก็ไม่ถึงสักที เขาคนนั้นเป็นผู้ชายร่างกายสูง แต่ฉันเห็นหน้าเขาไม่ชัดเลย เขาเป็นใครกันนะ
"ฉันรอเธออยู่นะ คู่หมั้นของฉัน" พอเขาพูดจบเขาก็ค่อยออกห่างไปอย่างเร็ว
"ใครกันน่ะ อย่ามาพูดบ้าๆแบบนี้นะ ! " ฉันวิ่งตามไปวิ่งยังไงก็ไม่ทัน จนฉันหกล้มลง จึงทำให้ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝัน
"โอ๊ย.." ฉันพูดออกมาเหมือนคนละเมอ
อะไรกัน ฉันฝันแบบนั้นได้ยังไง หรือว่าฉันกำลังคิดมาก มันก็คงใช่จริงๆ นั่นแหละที่ฉันคิดมากไปเอง แต่ว่าคนนั้นเขาเป็นใครกัน เอ๊ะ! เขาเข้าฝันฉันได้ด้วยหรอ เป็นผีใช่ไหม เป็นผีแน่ๆ เลย ว้าย!
"ไปให้พ้นนะ ชิ่วๆชิ่วๆ ! "
"เป็นอะไรไปน่ะเลิฟ" พี่ลีย์ถามฉันมาเดินผ่านมาหน้าห้อง
"อ่อ เปล่าค่ะ พอดีเลิฟฝันร้าย เลยไล่ให้ออกไป ชิ่วๆ"
"เพี้ยนไปแล้วน้องพี่" แล้วพี่ลีย์ก็เดินจากไป
ไปให้พ้นเลยนะไอ้คู่หมั้นหน้าดำตัวดำ ดำไปหมดเลย ไม่เห็นอะไรเลย เป็นผีมาเข้าฝันทั้งทีไม่เห็นอะไรเลย ยังน้อยให้เลขหน่อยก็ยังดี แต่ถ้าเห็นหน้าสักนิดคงจะดีกว่า จะได้รู้ว่าหล่อไหม เฮ้ย! คิดบ้าอะไรของเธอเนี่ยยัยเลิฟ! อย่ามาเล่นตลกกับฉันแบบนี้นะ ท่องไว้นะ ท่องไว้ ว่า
"ไอ้คู่หมั้น ชิ่วๆ ไอ้คู่หมั้นชิ่วๆ"
