“สามสิบสี่....สามสิบห้า...สามสิบหก... สามสิบหก?”
“นี่มันอะไรกันเนี้ย นั่งเขียนตั้งนาน ได้แค่สามสิบหกหน้าเองเหรอ.. บ้าชะมัด ” ชลลดา ถอนหายใจ เอนหลังพักพนักพิงของเก้าอี้อย่างอ่อนอกอ่อนใจ
“มาตั้งเป็นเดือนแล้ว แต่ยังเขียนอะไรไม่ออกเลย แล้วจะเอางานที่ไหนไปให้ บก. ละเนี้ย เฮ้อ” สาวสวยครุ่นคิด เธอถอดแว่นตากรอบบางใสออกจากดั้งจมูกรั้นเรียวเล็ก แล้วนวดระหว่างคิ้วเพื่อคลายเครียด พลางหวนคิดถึงยี่สิบห้าวันก่อนจะมาอยู่ที่นี่
“เกาหลีเหรอคะบก ? ...” ชลลดาหรือ น้ำฝน นักเขียนอิสระของสำนักพิมพ์ร้อยใจเดียวกัน อุทานเสียงดังเมื่อรู้ว่าทางบริษัทต้องการทำนวนิยายสไตล์เกาหลีแบบที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ ซึ่งโปรเจคนี้ถึงกับลงทุนให้นักเขียนไปอยู่ศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ถึงที่นั่นเลยทีเดียว
“ช่าย.. แก สนใจรึปล่าวละยัยฝน คราวนี้บรรณาธิการบริหารท่านลงทุนสูงน่าดู นักเขียนที่จะไปก็ต้องแนวรักกุ๊กกิ๊กแบบแกนี่แหละและก็มียัยเพียงตา อีกคน รายนั้นสนใจแนวสยองขวัญแบบจูออน อ่ะ” อังกร ผู้เป็นบรรณาธิการประจำสายนวนิยาย และเพื่อนสนิทของพี่ชายผู้ล่วงลับของชลลดาเสนอสิทธิพิเศษให้กับเธอ
“นี่ไม่ใช่ว่าใครจะไปก็ได้นะเฟ้ย... อีกอย่างตอนนี้แกดูเฉาๆ ไปเปิดหูเปิดตาดูบ้างก็น่าจะดีนะ อย่างเกาหลีนี่มีอะไรน่าสนใจอยู่นา โดยเฉพาะผู้ชายหล่อๆ เผื่อจะหายอกหักไง เหอะๆ” ชายหนุ่มหยิกแกมหยอกแต่เธอหาได้รู้สึกขบขันไปด้วยไม่ ก็เพิ่งไม่นานมานี้เองที่เธอถูกสุทิน เพื่อนนักเขียนด้วยกันปฏิเสธความรักเนื่องจากสุทินหาได้คิดกับเธอแบบคนรัก แต่คิดแค่เพื่อนร่วมงานด้วยกันเท่านั้น แถมยังใจดีอธิบายด้วยเสียงอันดังและจีบปากจีบคอว่า
“ขอโทษนะน้ำฝน คือเราไม่ชอบผู้หญิงน่ะ” เป็นอันรู้กันว่าสุทินผู้ซึ่งสาววัยยี่สิบห้าอย่างเธอแอบชอบมานับปีได้ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเข้าประจำกรมรักษาป่าไม้เดียวกันเสียแล้ว เจ็บปวดเป็นที่สุดแต่คงจะน้อยกว่าขายหน้าที่ไม่มีเรดาร์ดันไปหลงรักเกย์ซะนี่ แถมเป็นข่าวดังประจำสัปดาห์ที่ใครๆ เขาก็รู้กันทั่วเสียด้วยสิ
“คะ บก. งั้นน้ำฝนขอไปนะคะ” ชลลดาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะอย่างแน่วแน่พอๆ กับใจที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองนับจากนี้ไป
“ดีแล้ว อ้อพี่ขอสองอย่างละกัน” อังกรทำน้ำเสียงจริงจังจนน้ำฝนชะงัก
“หนึ่งแกอย่าไปแอบทำศัลยกรรม กับอีกอย่าง”
“ ห้ามกินหมานะเฟ้ย ฮ่าๆ” อังกรหัวเราะล้อเลียน ทำให้น้ำฝนเผลอยิ้มค้อนวงใหญ่ที่หลงกลถูกแกล้งซะได้
“เอาละ ถ้าแกพร้อมก็เดินเรื่องได้เลย ไปอาทิตย์นี้แหละ”อังกรพูดจบก็หันหลังกลับไปตรวจงานเขียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทิ้งให้น้ำฝนยืนงง
“ห๊า บก.คะ ไม่เร็วไปเหรอคะนี่น้ำฝนยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย” เธอแย้ง
“ก็ไปเตรียมซะสิ อ้อเพียงตามันแพ็คกระเป๋าแล้วด้วยนะ” อังกรไม่แม้แต่จะเงยหน้ามาตอบ นี่เป็นลักษณะการทำงานที่ฉับไวและต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองของที่นี่หรือไม่เขาก็เป็นคนแปลกๆ ออกแนวแบบติสท์ๆ เธอคิดในใจ
“เฮ้อ...คะ” รับคำสั้นๆ แต่ในใจคิดว่าจะต้องเตรียมข้าวของส่วนตัวของผู้หญิงรวมถึงเสื้อผ้าที่น่ารักใส่ให้เหมาะกับบรรยากาศที่โรแมนติกของที่นั่นอย่างไรบ้าง ไอ้ครั้นจะไปช๊อปที่โน้นก็กลัวว่าจะแพงหูฉี่
วันแรกที่มาถึงหิมะก็ตกโปรยปรายดูแสนโรแมนติกเหมือนดังที่สาวเจ้าหวาดฝันไว้ แต่เหตุการณ์ดันไม่เป็นเหมือนใจออกแบบ พอลงถึงสนามบินกระเป๋าเดินทางของพียงตาก็ดันถูกสับเปลี่ยนจนต้องเดือดร้อนนั่งรอที่สนามบินเป็นเวลากว่าสามชั่วโมง แถมหนาวแทบขาดใจ สองสาวต่างสวมเสื้อโค้ทตัวเบ้อเริ่มจมูกก็แดงเหมือนกับตัวตลกในทีวียังไงยังงั้นเลย
“โรแมนติกมากมั้ยแก ?” เพียงตาหันมาถามประชด ผมสั้นหยิกหยองสีน้ำตาลอ่อนของเธอยิ่งขับให้หน้าดูตลกมากขึ้นไปอีก น้ำฝนกลั้นหัวเราะไม่อยู่
“หัวเราะไรฟะ” เพียงตาถามทำหน้างง
“เปล่า ฉันว่าแกดูเหมือนตัวไรน้า ที่อยู่หน้าร้านแมคโดนัลน่ะ ฮ่าๆ” น้ำฝนหัวเราะก๊าก
“เออ แกดูสวยโรแมนติกมากเลยนะ หน้าซีดปากม่วงยังกะผีเกาหลี” เพียงตาสวนกลับเข้าให้ ทั้งสองคนก็แซวกันเองอยู่สักพัก พนักงานสนามบินก็นำกระเป๋ามาคืนบอกว่ามีคนหยิบไปผิดเพราะสีหมือนกัน เรื่องราวก็เอวังด้วยประการละฉะนี้
เพียงตาให้ที่อยู่ห้องเช่าที่จะไปพักกับแท็กซี่ประจำท้องถิ่น เขาไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่โชคดีที่เพียงตาพอกล้อมแกล้มภาษาเกาหลีได้นิดหน่อย
“เขาว่าไงนะ” น้ำฝนถามเมื่อทั้งสองมานั่งอยู่ตรงเบาะหลังรถเรียบร้อยแล้ว แท็กซี่เริ่มขับสตาร์ทออก
“ไม่แน่ใจว่ะ ก็ประมาณว่าได้ๆ รู้จักที่อยู่ที่บก. เขียนให้จะพาไปส่งไรงี้แหละแก แหม” เพียงตาอ้อมแอ้มตัดบทกลัวเสียฟอร์มเพราะสนทนาตั้งนานแต่ได้ใจความกันไม่เท่าไหร่
“เฮ้ย จริงดิ แล้วแกแน่ใจนะว่าพี่เขาเขียนที่อยู่ถูกอ่ะ ถ้าผิดละแกเอ้ย หนาวตายข้างถนนแน่” น้ำฝนหวั่นใจ
“เออๆ แกนี่คิดมากจริงเชียวคงไปถูกแหละ ฉันไม่ปล่อยให้แกยืนหนาวตายหรอกไอ้นี่” เพียงตาตอบแต่ก็อดหวั่นใจมิใช่น้อย ท้องก็ร้องเพราะความหิวตลอดทาง
เกือบสามสิบนาทีแห่งความหวั่นใจแท็กซี่ก็พาทั้งสองเลี้ยวไปสู่ซอยเล็กๆ ที่หนทางปูด้วยอิฐดินมีกำแพงจรดเป็นทางเดินขึ้นเนินไปสู่ความมืดมิด เขาทำไม้ทำมือล้งเล้งบอกประมาณว่าต้องลงตรงนี้เพราะแท็กซี่ขึ้นเนินไปไม่ได้แล้ว สองสาวจึงต้องจำใจออกจากความอบอุ่นภายในรถมาเผชิญอากาศที่หนาวทารุนแถมลมก็พัดโกรกซะแรง
“นี่มันฆาตกรรมกันชัดๆ” เพียงตาตัดพ้อต่อโชคชะตา เมื่อหายตกตะลึงกับค่าโดยสารอันมหาโหดสองสาวก็ตุปัดตุเป๋ลากกระเป๋าใบโตเหมือนคนจะย้ายบ้านขึ้นเนินอย่างทุลักทุเล มองเผินๆ เหมือนซานตาครอสกำลังลากถุงของขวัญไปแจกเด็กก็ไม่ปาน
“มืดจังนะแก” น้ำฝนบ่น หันซ้ายแลขวา
“เออ เขาบอกให้เดินตรงขึ้นไปประมาณ ห้าร้อยเมตรจะถึงทางแยก แล้ว..ไรนะ อ้อ ก็เดินเลี้ยวขวาไปหน่อยจะเจอบ้านสองชั้นที่มีต้นคริสมาสต์กับรูปปั้นกวางเรนเดียร์สีชมพู” เพียงตาพยายามเบิ่งตาดูข้อความบนกระดาษในความมืด
“นี่ไงแก เจอแล้วๆ เย้ๆ” น้ำฝนตะโกนร้องด้วยความดีใจ แล้วทั้งสองกระโดดกอดกันตัวลอยตะโกนพร้อมกันเป็นจังหวะ “เย้ๆ”
สักพักไฟในบ้านทั้งหลังก็สว่างพร้อมกัน พรึบ!!
หลังจากถูกอบรมเรื่องส่งเสียงดังและเลี้ยงน้ำชาต้อนรับจากหญิงชราแม่บ้านประจำห้องเช่าแล้ว สองสาวจึงได้ถูกนำไปที่ห้องพักมุมบนสุดของบ้าน ห้องสองสาวเป็นแบบสองที่นอนปูกับพื้นและมีโต๊ะเล็กๆ ไว้เขียนหนังสือ กับตู้ไม้ลายธรรมชาติ
“น่ารักสมเป็นเกาหลีจริงๆ” น้ำฝนอดตื่นเต้นและชื่นชมกับเครื่องเรือนไม่ได้ ในขณะที่เพียงตากระโดดทอดตัวนอนยาวกับที่นอนอย่างไม่เกรงใจใคร
“โน โน แกอย่าเพิ่งเมาท์อะไร ขอฉันนอนก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” เพียงตายกนิ้วชี้ส่ายด๊อกแด๊กเป็นการห้าม สิ้นเสียงไม่นานเพียงตาก็หลับสนิททิ้งให้น้ำฝนนอนลืมตาซึมซับบรรยากาศที่แปลก แตกต่างและความคาดหวังในสิ่งที่โรแมนติกที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้านี้อยู่คนเดียว
เสียงนกอ้วนตัวน้อยร้องจิ๊กจั๊กอยู่ข้างหู น้ำฝนค่อยๆ กระพริบขนตางอนเพราะแสงอ่อนๆ ของพระอาทิตย์ยามเช้าสาดเข้ามาในห้องนอนสีขาว เธอนอนนิ่งและยังไม่อยากขยับตัว ผ้านวมหนาผืนอุ่นนิ่มสะกดให้ความรู้สึกเหมือนเกิดใหม่ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของต้นไม้หอมตรงระเบียงห้องและกลิ่นชาลอยมาตามสายลม เธอยิ้มและนอนฟังเสียงนกอีกสักครู่
“อ่าว ตื่นแล้วเหรอเข้าห้องน้ำสิเดี๋ยวลงไปกินข้าวกัน ป้าเขามาเรียกตั้งนานแล้ว เดี่ยวค่อยมานั่งเก็บเสื้อผ้ากัน” เพียงตาเดินเช็ดหัวออกมาจากห้องน้ำ เพราะเธอตื่นก่อนน้ำฝนนานแล้วจึงเตรียมตัวพร้อมลงไปข้างล่างเรียบร้อย
“อื่ม หนาวจังเลยเนอะ” น้ำฝนอดอ้อยอิ่งตามประสาคนชอบตื่นสายไม่ได้ จะว่าไปแล้วนักเขียนนิยายก็นอนดึกตื่นสายกันเป็นปกตินี่เนอะ ...นี่คือสมการในหัวของน้ำฝน
หลังจากอาหารเช้ามื้อแรกทำให้น้ำฝนและเพียงตาได้ความรู้เพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยคือ เจ้าของบ้านชื่อคุณซอนมินเป็นเพื่อนรุ่นน้องของบก.อังกร เขาเคยไปอยู่ที่เมืองไทยตั้งสามปีเลยพูดภาษาไทยได้บ้างและเข้าใจภาษาไทยด้วย บก.ขอให้เขาช่วยดูแลทั้งน้ำฝนและเพียงตาตลอดเวลาที่พักอยู่ที่นี่
“ผมจะ...พาคุณทั้งสอง เที่ยวให้ทั่วเกาะเลยครับ” เขาเสนอตัวอย่างมีไมตรีจิต “อย่า ได้เกรงใจนะครับ” ซอนมินพยายามพูดให้ชัดเกือบสำเนียงเขาเหมือนคนไทยแล้ว
“ผมเป็นเจ้าของบ้านพักที่นี่...เรามีแขกมาพักทั้งปีเลยครับ รับรองคุณทั้งสองคนไม่เหงา แน่นอน” เขาพูดถึงบ้านพักสองชั้นน่ารัก ที่มีเกือบสิบห้องทั้งหมดตกแต่งแบบตะวันตกผสมผสานศิลปะของเกาหลีได้อย่างลงตัว ฮา ซอนมิน เป็นคนสุภาพใส่แว่นและมีอารมณ์ขันน่ารักเขารู้สึกถูกชะตากับน้ำฝนแต่แรกแต่เพียงตาเมาท์ว่าเขาดูจืดไปนิด
“เขาก็น่ารักดีนะ ฉันว่าเหมาะกับแกดีออกน้ำฝน” เพียงตาแกล้งกระเซ้า ตามประสาเพื่อนรักที่อยากเห็นเพื่อนหายอกหัก
“บ้าแล้ว แกน่ะ พี่เขาไม่ได้คิดอะไรกับฉันซะหน่อย แต่ตี๋หล่อ ใส่แว่นสุภาพแบบนี้สเปคสาวไทยเลยนะเนี้ย เหอะ” น้ำฝนแกล้งทำท่าเพ้อ “เด๋วให้เป็นพระเอกนิยายซะเลยเป็นไง แก” เพียงตาทำปากเบะ
“โอ้ย คาแรกเตอร์แบบนี้มีเกลื่อนอ่ะ ทั้งหล่อทั้งเพอร์เฟคแบบนี้ส่วนมาก ได้เป็นแค่พระรองอะแก” เพียงตาคำนวน
“โอะ ไม่ยักรู้ว่าแกก็คอนิยายรักกุ๊กกิ๊กกะเขาเหมือนกันนะเนี้ย แอบอ่านนิยายที่ฉันเขียนละสิ” น้ำฝนหัวเราะขำเพื่อนสาวช่างคิด
“ฮื่อ ก็อ่านนะพล๊อตมันก็เดิมๆ อ่ะ หวังว่าแกจะเขียนได้ดีกว่านี้นะเพื่อน แบบแหวกๆ มั่ง” เพียงตาทำหน้าจริงจัง
“ได้ดิ เดี๋ยวแกคอยดู ฝีมือระดับน้ำฝน ชลลดาซะอย่าง ฮ่าๆ” น้ำฝนคุยโว ก่อนทั้งสองจะหัวเราะให้กับความน่าหมั่นไส้ของเธอเอง
ซอนมินพาสองสาวตะเวนเที่ยวทั่วเชจูทั้งอาทิตย์ ไปทุกที่ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ปกติเกาะเชจูก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเกาหลีใต้อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นเกาะเดี่ยวที่แยกออกมาการเดินทางๆ เรือใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมง และอากาศค่อนข้างอบอุ่นไม่หนาวเหน็บมากเหมือนพื้นที่อื่นๆ ดอกไม้สีสวยบานสะพรั่งเต็มเกาะไปหมด ฤดูที่ทั้งสองสาวมานี้ถึงจะเข้าฤดูหนาวแล้ว แต่ความสวยงามก็มิได้น้อยไปมากนัก กลับมีอากาศเย็นแบบโรแมนติคเหมาะมากสำหรับนักเขียนนิยายรักเช่นน้ำฝนแต่กลับเป็นว่า เพียงตาเขียนงานของเธอได้อย่างราบรื่นในขณะเดียวกันน้ำฝนกลับเขียนงานไม่ได้เลย เพราะเธอหมดสิ้นความรู้สึกโรแมนติก อาจจะเป็นเพราะเธอไม่เคยได้รับรู้มาก่อนเลยว่าความรักเป็นอย่างไร และเหตุการณ์อกหักรักวืดพึ่งผ่านมาก็มักเข้ามารบกวนอารมณ์มิใช่น้อย
“โอ้ย คิดไม่ออกเลยแก นี่ฉันจะทำยังไงดี ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วอ่ะ พี่อังกรก็โทร.มาจิกไม่ว่างเว้น ตายแน่น้ำฝนเอ๋ย” สาวสวยนอนเหยียดขายาวเรียวขาวนวลผ่องเหมือนสีของพระจันทร์วันเพ็ญเต็มเตียง แถมด้วยท่าบิดขี้เกียจติดต่อกันสี่กระบวนท่ารวด เพียงตาหันมาจากหน้ามาจากโน๊ตบุ๊คของเธอที่กำลังปั่นงานอย่างไหลลื่นปรื๊ด ลื่นปรื้ดจนน้ำฝนแซวว่าระวังไฟจะลุกแป้นพิมพ์ ก่อนจะขยับแว่นแล้วพูดแบบออกความเห็นว่า
“แก อาจจะต้องการมู๊ดก็ได้นะ ฝน” เพียงตาทำท่าครุ่นคิด “อื่มประมาณว่าประสบการณ์ตรง” น้ำฝนพยักหน้าเออออ
“พวกรักกุ๊กกิ๊กกับหนุ่มเกาหลีหน้าหยก...เหมือนโดมไงแก” เพียงตาแฟนคลับนัมเบอร์วันของนักร้องดังยกตัวอย่าง
“เออ นั่นสิ แต่แกคิดว่าฉันจะไปหาไอ้รักกุ๊กกิ๊กนี่มาจากไหนอ่ะ แล้วแต่ละคนพูดกับเขารู้เรื่องที่ไหน...ไหนจะต้องกังวลพวกหล่อเทียมแบบยกเครื่องหล่อจากมีดหมออีก ไม่เอานะแกฉันไม่นิยมหล่อด้วยมีดอ่ะ” น้ำฝนออกตัว
“โห ยังจะเรื่องมากอีกนะยัยน้ำฝน ก็แค่หาสักคนไว้ตี้ต่างว่าเป็นแฟน แกจะได้มีอารมณ์มีเรื่องราวไว้เขียนไง อย่าไปเลือกมากนักสิ นี่ฉันไม่ได้บอกให้แกไปหาพ่อของลูกในอนาคตสักกะหน่อยนะ” เพียงตาค่อน
“เออ ก็ได้ๆ แล้วจะไปหาที่ไหนละ แขกที่พักที่นี่แต่ละคนก็แก๊...แก่ แถมยังมาเป็นคู่สวีทฮันนิมูนกันอีกอ่ะ” น้ำฝนนึกหาเหยื่อไม่ออก
“อื่มม พี่ซอนมินไง น่ารักดีนะคราวนี้อาจจะไม่ได้บทตัวรองแล้วก็ได้ ฮ่าๆ” เพียงตาพูดเสียงดัง
“บ้าๆๆๆ เขาเป็นเพื่อนกับพี่อังกรนะเว้ย ดีไม่ดีเข้าหน้ากันไม่ติดพอดี แถมเขาอาจจะหาว่าผู้หญิงไทยแบบเราใจง่าย” น้ำฝนคิดหนัก “ไม่เอาๆ เอาคนที่ไม่รู้จักที่มาที่ไปกันดีกว่า ถ้าเกิดมีไรผิดพลาดขึ้นเราจะได้ชิ่งทันไงแก” ทั้งสองคนต่างพยักหน้าหงึกหงักเป็นอันตกลงว่าเหตุผลนี้เข้าท่าที่สุด
“งั้นรอแป๊บ” เพียงหันไปค้นหาข้อมูลในเวบไซต์ ก่อนจะบอกให้น้ำฝนรีบมาดู “นี่ไงๆ แกรีบมาดูเร็ว รับสมัครคู่เดทนัดบอดชายหญิง”
“เฮ้ย ใกล้ๆ แถวนี้เองนี่นา น่าสนใจแฮะ” เพียงตาอ่านเป็นภาษาเกาหลีแล้วแปลให้น้ำฝนฟัง
“จริงดิ ไหนๆ อื่มไปกันป่ะ แกไปเป็นเพื่อนฉันด้วยนะ” น้ำฝนตื่นเต้นเหมือนจะมีเรื่องสนุกๆ ให้ทำอีกแล้ว
“เออ เอาดิงั้นพรุ่งนี้ไปกันเลย” เพียงตาพยักหน้าเอาด้วย “ดีจัง ฉันจะได้เขียนนิยายรักๆ นี้ให้เสร็จไปซะที เฮ้อ” น้ำฝนโล่งอก เพราะเครียดเรื่องงานไม่คืบหน้ามาหลายวันแล้ว
เช้าวันต่อมาทั้งสองสาวต่างแต่งตัวให้น่ารักที่สุดเพื่อมาในงานเลี้ยงนักบอดที่จัดในโรงแรมเล็กๆ ใกล้สวนสาธารณะประจำเกาะ เพียงตาสวมชุดกระโปรงยาวลายดอกไม้สีเขียวน่ารักประดับเลื่อมเล็กๆ ส่วนน้ำฝนสวมชุดแซ็กสั้นประมาณหัวเข่าสีครีมอมส้มมีลูกไม้ซีทรูเก๋ตรงไหล่และช่วงบนอก รองเท้าคัชชูสีครีมมุกดูเรียบร้อยเก๋ไก๋ ทั้งสองสังเกตเห็นผู้คนที่มาในงานต่างยืนรอเวลาให้งานเปิด แต่ละคนส่วนมากเป็นวัยทำงานถึงวัยใกล้ฝั่ง ถือไม้เท้ายักแย่ยักยันมาก็มี บางคนหลานก็ขับรถมาส่งต่างแต่งตัวกันเต็มที่ใส่สูทผูกไทด์กันครบเครื่อง สองสาวแอบมองแล้วแซวนินทาแต่ละคนอย่างสนุกปาก เพียงตากับน้ำฝนหัวเราะคิกคักกันจนปวดท้องเมื่อเห็นคุณลุงคนหนึ่งใส่ชุดเสื้อกางเกงสีสดเหลืองเกินไปคงคิดว่ากำลังทันสมัย แต่ดูแล้วน่ารักดีเพราะทุกคนต่างตั้งใจและให้เกียรติสาวๆ และสาวๆที่มาก็ล้วนมีหลากหลายบางคนนัดบอดเพราะหน้าตาขี้เหร่มากๆ บางคนก็นัดบอดเพราะเป็นสาวใหญ่แต่ยังหาคนรู้ใจไม่ได้ แต่แก่มากๆ ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ น้ำฝนกับเพียงตาเป็นที่สนใจของหนุ่มๆ เป็นอันมากเพราะหน้าตาทั้งสองคนต่างก็น่ารักสะดุดตา แถมน้ำฝนยังสูงยาวเข่าดีร่างเพรียวระหงส์แบบนางแบบเลยทีเดียว สาวหลายๆ คนมองค้อน น้ำฝนจึงกระซิบบอกเพียงตาให้ไปหลบใต้ต้นไม้หน้าโรงแรมก่อนเมื่อถึงเวลาแล้วค่อยเข้าไป
เสียงโฆษกประกาศว่าถึงเวลาเริ่มงานทั้งคู่จึงเดินตามฝูงชนที่มีประมาณห้าหกสิบคนเข้าไปในอาคารที่จัดโต๊ะเป็นคู่ๆ แต่ละคู่ก็จะมีกระดานไม้กั้นไว้ไม่ให้มองเห็นคู่อื่นเวลาสนทนากัน ซึ่งแต่ละคู่จะมีเวลาประมาณสิบห้านาทีหลังจากนั้นก็จะขยับแถวที่แบ่งชายหญิงให้ไล่สลับคู่กันไปเรื่อยๆ ตามแต่ใครจะถูกใจใคร ถ้าเจอแล้วสนทนาถูกคอหน้าตาถูกใจก็ชวนกันออกจากงานไปได้เลย
น้ำฝนกับเพียงตาก็เช่นกันเมื่อถึงเวลาน้ำฝนเจอชายคนแรก อายุราวหกสิบหน้าตาใจดีเป็นคุณปู่เขาคุยกับเธอเป็นภาษาเกาหลีแต่น้ำฝนคุยไม่ได้จึงได้ใช้มือใบ้กันไปมา เขาบอกว่าถูกใจน้ำฝนอยากให้เธอไปเป็นคู่ชีวิตน้ำฝนบอกทำหน้าดูไม่จืดพูดไม่ออก พอดีระฆังหมดเวลาช่วยชีวิตน้ำฝนจึงยกมือไหว้แล้วรีบสลับคู่ ตาแก่ทำหน้างงๆ แบบเสียดาย
ทางด้านเพียงตาเจอคนอ้วนสิวเขลอะเขาดูดอมยิ้มไปขณะที่สนทนา สายตาและสมาธิของเพียงตาจดจ้องไปที่ริมฝีปากอวบอูมที่กำลังอมรูดอมยิ้มก้อนยักษ์สีแดงสดและน้ำลายที่กำลังจะหยดย้อยลงข้างปากอย่างไม่ลดละ
“หืม คุณเป็นคนไทยจริงๆ หรือฮ่ะ ดูแล้วเหมือนลูกครึ่งมากเลยนะผมว่า เอ่อมีเชื้อสายเขมรรึเปล่าเนี้ย หรือพม่า” หนุ่มสิวท่าทางมีภูมิเขาพูดอังกฤษได้ค่อนข้างดี แต่นาทีนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่า...แล้วสายตาเพียงตาก็จับจ้องที่หน้าผากมันเยิ้มเหมือนใครเอาน้ำมันหมูมาทาให้เขา ดูใต้ไรผมที่เปิดสูงนั่นสิ หมอนี่ใส่วิกปลอมรึเปล่าน้า สมาธิเธอเหมือนจะหลุดลอย
“นี่ๆ คุณ ได้ยินที่ผมถามรึเปล่า? ประเทศคุณเขาสอนภาษาอังกฤษกันใช่มั้ยเนี้ย..” พี่ชายไจแอนด์ทำปากเบะเหมือนดูถูกว่าผู้หญิงไทยสวยใสสงสัยจะไร้สมอง
“ไอ้อ้วนเอ้ย...หนอยหล่อตายล่ะ” เพียงตาคิดว่าเธอคิดเสียงดังจึงยิ้มซะกว้าง หนุ่มอ้วนเกาหลีทำหน้างง ก่อนจะพูดว่า
“ไอ้อ้วนเอ่ย อะไร? คุณยิ้มทำไมเนี้ย ฟังไม่เข้าใจเหรอ ทำไมไม่พูดเป็นภาษาอังกฤษ” ป๋าอ้วนทำท่าไม่ได้ดั่งใจ ก่อนระฆังจะบอกหมดเวลาเพียงตายิ้มแย่เขี้ยวอีกครั้ง ก่อนจะพูดเป็นภาษาไทยด้วยใบหน้าไมตรีจิตว่า “โชคดีนะ ไอ้หมูตอน!!” หนุ่มอ้วนบอกลาก่อนแบบรำคาญคนไม่พูดภาษาอังกฤษ เขาคิดว่าน่าจะมีการคัดสรรคนที่มีความรู้ทางภาษาด้วย ทำให้เสียเวลาเขาเป็นอย่างมาก
ด้านน้ำฝนพอสลับคู่ก็เจอหนุ่มใส่แว่นท่าทางเหมือนพนักงานบริษัททั่วไป เขาไม่ค่อยพูดก้มหน้าก้มตาทำให้ผมที่กระเซอะกระเซิงยิ่งปกปิดใบหน้าไม่เห็นชัดกันไปใหญ่ ปล่อยให้น้ำฝนชวนคุยอยู่ฝ่ายเดียวแต่เวลาน้ำฝนมองเหม่อด้วยความเบื่อเขาก็แอบมองเธอแบบโรคจิตหน่อยๆ จนน้ำฝนอดปอดๆ ไม่ได้เธอคิดว่าขอสักคนที่ปกติได้รึปล่าวเนี้ย
สลับคู่กันไปจนเกือบจะครบทั้งสองสาวไม่เจอคนที่ใช่เลย ตรงกันข้ามกับฝ่ายชายที่ต่างอยากออกเดทกับเธอทั้งคู่ทั้งนั้น งานนี้จึงเหมือนเป็นงาน “หาข้ออ้างปฏิเสธ” ของทั้งคู่เลยก็ว่าได้ กว่าจะเลิกงานได้เรียกว่าหอบ เลยทีเดียว
“เฮ้อ บ้าๆๆ นี่งานอะไรเนี้ย มีแต่คนไม่เต็มเต็ง” เพียงตาบ่นก่อนจะเขวี้ยงกระเป๋าถือแล้วกระโดดลงบนเตียงแบบหมดเรี่ยวแรง
“เฮ้อๆๆ ขอสักคนที่ปกติก็ไม่ได้” น้ำฝนกระโดดลงตาม ก่อนที่ทั้งสองจะหันหน้ามามองกันแล้วหัวเราะเสียงดัง ทั้งคืนสองสาวต่างแลกเปลี่ยนกันเมาท์ถึงชายหนุ่มหลากคาแรกเตอร์แบบไม่เกรงใจห้องอื่นกันเลย แขกคนอื่นต่างได้ยินทั้งสองสาวคุยสลับหัวเราะกันฮาเฮทั้งคืน!