< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

สุด...ที่รัก

เมอรายา
2.5
<
>
บทที่ 1

บทที่ 1

“เฌอเอม ฉันอยู่ทางนี้” หญิงสาวร่างระหง ผมสั้นประบ่า ผิวขาวเนียนละเอียด จมูกโด่งเชิดรั้น อย่างคนเอาแต่ใจ กระโดดเหยงๆ โบกมือให้อัญญารัตน์จากท้ายรถตู้โดยสาร

อัญญารัตน์รีบก้าวไปหาเพื่อน โดยมีพี่ชายสุดหล่อเดินทอดน่องตามมาไม่ห่าง ทั้งสองกระโดดก่อนกันอย่างคนที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน

“คิดถึงเธอจังเลยสาวน้อยเฌอเอม” มารินญาพูดขึ้นเมื่อสวมกอดเพื่อนจนพอใจแล้ว

“ฉันก็คิดถึงแก ไปอยู่ญี่ปุ่นไม่กี่เดือน ดูดีขึ้นเป็นกอง” เพื่อนของเธอชื่อมารินญา เป็นลูกของน้ามินตรากับน้า คชากร ได้ทุนไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น โดยมารินญาเลือกเรียนด้านแฟชั่นดีไซด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หญิงสาวถนัดและสนใจมาตั้งแต่เด็ก

มารินญากับอัญญารัตน์อายุ 19 ปีเท่ากัน เพราะเกิดวันเดียวกัน พวกเธอจึงมักเรียกอีกฝ่ายว่าแฝดเสมอ ถึงแม้หน้าตา บุคลิก ท่าทางจะไม่เหมือนกันเลยก็ตาม

“ฉันสวยใช่ไหมละ แล้วนั่น” มารินญาเข้ามากระซิบข้างหูอัญญารัตน์ “ใช่พี่ต้นกล้าปะ” เธอเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อคม เดินตามเพื่อนมา เลยเดาจากเค้าโครงหน้าที่พอจำได้ลางๆว่าเป็นพี่ชายของเพื่อน

“ใช่จ๊ะ” อัญญารัตน์ยิ้มใหเพื่อนรัก แล้วหันไปกวักมือเรียกพี่ชาย “พี่ต้นกล้าทางนี้ค่ะ”

“สวัสดีค่ะพี่ต้นกล้า” มารินญายกมือไหว้ย่อเขาลงอย่างสวยงาม กฤษณะมองความทะเล้นของเพื่อนน้องสาวอย่างอึ้งๆ “จำเค้าได้ไหม เจอกันครั้งสุดท้ายน่าจะตอนที่เค้าอายุ 12 ขวบ นานเหมือนกันนะเนี่ย แต่พี่ต้นกล้ายังหล่อเหมือนเดิมเลยอะ” หญิงสาวยิ้มโชว์ฟันขาวเรียงตัวสวย

“เออ สวัสดีครับ โตไวเหมือนกันนะครับ” เขาตอบรับไปตามมารยาท

“สวยด้วยใช่ไหมคะ คิกๆ”

“มารี” อัญญารัตน์เรียกเพื่อนเสียงดุ

ส่วนกฤษณะตอนนี้นั้น ทำหน้าไม่ถูกแล้ว ตั้งแต่โตมาจนอายุปูนนี้ยังไม่เคยมีสาวน้อยที่ไหนกล้าหาญมาเต๊าะเขาแบบนี้มาก่อน ถ้าเป็นลูกของทหารในค่ายส่วนใหญ่มีแต่กลัวเขาจนวิ่งหนี

“อะไรละแก ไปกินข้าวกันเถอะ ฉันหิวแล้ว” เธอหันไปลากกระเป๋าใบใหญ่ แล้วก็กระเป๋าผ้าอีกใบที่สะพายบนไหล่

“เดี๋ยวพี่ช่วยครับ” เขาเข้าไปแย่งกระเป๋าลากใบใหญ่จากมือของเธอมาลากเอง

“ขอบคุณค่ะพี่ต้นกล้าสุดหล่อ” เธอยิ้มให้เขาจนตาหยี แล้วเดินไปคล้องแขนอัญญารัตน์ ออกเดินไปขึ้นรถพร้อมกัน มีเขาลากกระเป๋าเดินตาม ไม่รู้เธอขนอะไรมาบ้าง หนักฉิบ

“พี่ต้นกล้าไหวไหมคะ” เธอยังมีน้ำใจหันมาถามเขาอีก ชายชาติทหารอย่างเขา ถ้าบอกว่าไม่ไหวคงเสียชาติเกิด

“สบายมากครับ” เขาตอบเธอด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“โอเคค่ะ เค้ากลัวกระเป๋าแตก” เฮ้อ เขาจำได้ว่าเจอกันครั้งล่าสุดเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ตอนที่เธออายุ 12 ขวบ ยังไม่แสบและพูดมากขนาดนี้

เขายกกระเป๋าเธอวางท้ายรถ รถของเขาเป็นรถ Honda BR-V เจ็ดที่นั่ง สีเทา วางของเสร็จเรียบร้อย เดินมาเปิดประตูด้านคนขับ พลางสะดุ้งตกใจคนที่นั่งยิ้มให้เขาด้านหน้าคู่กับคนขับ เขาขมวดคิ้วหมุนไม่เข้าใจ แล้วหันไปมองอัญญารัตน์ที่นั่งอยู่เบาะหลังด้วยแววตาตั้งคำถาม

“เอ่อ เฌอเอมไม่ยากนั่งข้างหน้าค่ะ เอ่อ...” อัญญารัตน์ไม่รู้จะยกเหตุผลอะไรมาอ้าง เขารู้แหละว่าทำไมเธอถึงไม่อยากนั่งข้างหน้า น่าจะเป็นเพราะตัวแสบข้างตัวเขานี่แหละ นั่งยิ้มให้ขนาดนี้กลัวเขาไม่รู้หรือไงว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เฮ้อ เด็กหนอเด็ก

“พี่ต้นกล้าจะพาเราไปกินข้าวที่ไหนคะ” มารินญาถามขึ้น เมื่อรถเคลื่อนที่ออกสู่ท้องถนน

“ร้านอาหารแถวค่ายครับ” ชายหนุ่มตอบ โดยที่ไม่ได้หันมองคนถาม

“โอเคค่ะ ถึงแล้วปลุกด้วยนะคะ เค้าง่วง” พูดจบ เธอก็ปรับเบาะให้เอนลง เพื่อที่จะได้นอนสบายมากขึ้น

ชายหนุ่มมองคนข้างกายแวบหนึ่ง แล้วหันไปสบตาน้องสาวด้านหลัง ซึ่งเธอก็กำลังมองมาพอดี อัญญารัตน์หยักไหล่น้อยๆ แล้วก็เอนตัวหลับตาลงอีกคน เฮ้อ เขารู้สึกว่าตั้งแต่ได้ร่วมทางกับคนข้างกาย ไม่รู้เขาถอนหายใจไปกี่ครั้งแล้ว

“แฝดตื่นได้แล้ว ถึงร้านแล้วแก” อัญญารัตน์เขย่าตัวเรียกเพื่อนที่นอนหลับเป็นตุเป็นตะ

“ถึงแล้วเหรอเฌอเอม” มารินญางัวเงีย ลืมตาขึ้นมองไปที่เบาะคนขับเป็นลำดับแรก “พี่ชายแกล่ะ” เธอถามหากฤษณะ

“ลงเดินไปโน่นแล้ว บอกให้ฉันปลุกแก รีบลงไปได้แล้ว น้ำลายไหลย้อยแล้วเนี่ย” อัญญารัตน์หยิบทิชชูให้เธอเช็ดมุมปากตัวเอง หน้าอายชะมัด นอนน้ำลายไหลต่อหน้าผู้ชายแอบปลื้ม

เธอรีบเปิดประตูลงจากรถ เช็คความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผม แล้วรีบวิ่งตามอัญญารัตน์ที่เดินล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

“มีอะไรเด็ดๆแนะนำบ้างคะ ไปอยู่ญี่ปุ่นนาน คิดถึงอาหารไทยมาก มีส้มตำปลาร้าแซ่บๆไหม” เมื่อนึกถึงส้มตำ นำลายก็สอขึ้นมาทันที เสียงกลืนน้ำลายดังอึก จนเขาเงยหน้าจากเมนูขึ้นมองเธอ “แฮ่ๆ ขอโทษค่ะ” เธอเกาท้ายทอยแก้เขิน

“เป็นอาหารอีสานก็มีครับ อยากกินอะไรเป็นพิเศษอีกไหม นอกจากส้มตำ” เขาทำหน้าที่จดเมนูอาหาร ตอนนี้เขาอยากกินแค่ต้มแซ่บกระดูกอ่อนร้อนๆ กับปีกไก่ทอดเท่านั้น

“เค้าขอน้ำตกคอหมูย่างอีกที่หนึ่งค่ะ แฝดละเอาอะไร” เธอหันไปถามเพื่อนที่นั่งงอยู่ข้ากัน

“พอแล้วแก ตั้งสี่ห้าอย่างแล้ว เดี๋ยวกินไม่หมด” อัญญารัตน์บอกเพื่อนก่อนจะเปิดดูเมนูน้ำ

“เฌอเอมขอน้ำอัญชันมะนาวนะคะ” เธอเงยหน้าบอกพี่ชายที่กำลังนั่งจดรายการอาหารอยู่

“ของเค้าขอชามะนาวนะคะพี่ต้นกล้า” เธอแจ้งเมนูน้ำเขาบ้าง เขาได้แต่พนักหน้า ยังไม่คุ้นชินกับการแทนตัวเอง อย่างสนิทสนมของหญิงสาวเท่าไร จะบอกให้เธอเปลี่ยนการเรียกตัวเองก็ไม่กล้าบอก

รอซักพักอาหารทุกอย่างก็ถูกยกมาวางไว้ตรงหน้าทั้งสามคน เธอถือช้อนกับส้อมมองเขาอย่างรอคอย ไม่กล้าจ้วงตักอาหารก่อนเขา

เขาสบตาเธอนิ่งๆ อยากจะแกล้งเธอเหลือเกิน แสดงออกว่าอยากกินขนาดนี้ แต่ก็ยังมีมารยาทที่จะไม่ตักอาหารก่อนเขาซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในโต๊ะตอนนี้ เขาเสทำเป็นหยิบน้ำขึ้นจิบ พลางอมยิ้มอยู่คนเดียว เมื่อเห็นสายตาของคนตรงหน้าเริ่มขุนคลัก แสดงออกมาโมโหหิวเต็มพิกัดแล้วนะ

“ลงมือกินได้เลยครับ” ในที่สุดเสียงสวรรค์ก็ดังขึ้น เขาใช้ส้อมจิ้มปีกไก่ทอดขึ้นมาหนึ่งชิ้นวางในจานของตัวเอง แล้วตักอีกชิ้นวางให้น้องสาว เขาแกล้งเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ พลางยิ้มมุมปาก หญิงสาวมองตามส้อมของเขา แล้วก็มองปีกไก่ในจานตาละห้อย เขาอยากจะขำท่าทางการแสดงออกของเจ้าหล่อนเหลือเกิน แกล้งอ้อยอิงจนพอใจแล้ว เขาก็ตักให้เธออีกหนึ่งชิ้น ได้รับร้อยยิ้มสดใสแทนคำขอบคุณ หัวใจคนอายุเยอะกว่าเผลอเต้นแรงเพราะยิ้มของเธอ จนต้องขยับตัวเพื่อเรียกสติของตนเอง

“อร่อยมากเลยค่ะพี่ต้นกล้า ส้มตำก็แซ่บ ปีกไก่ทอดยิ่งหอม หวาน อร่อยเวอร์” เธอพูดเกินจริงไปเยอะมาก เขารู้ว่าเธอต้องการสื่ออะไร ยังอ่อนไปหนูน้อย หึหึ

“หวานตรงไหนแก ออกเค็มด้วยช้ำ” อัญญารัตน์ผู้ที่ไม่เข้าใจอะไรเลยถามขึ้นมา

เธอเอียงคอไปกระซิบเพื่อนเสียงเบา “หวานเพราะพี่ชายแกตักให้น่ะ คิกๆๆ”

“ไอ้บ้า” อัญญารัตน์ตีแขนเพื่อนรักดังเพี๊ยะ จนคนพี่ชายเงยหน้ามอง “แฮะๆ ไม่มีอะไรค่ะพี่ต้นกล้า”

ทั้งสามคนนั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย จนหมดเกลี้ยงทุกจาน ก่อนที่จะไปขึ้นรถกลับบ้านพักในค่ายของชายหนุ่ม หญิงสาวทั้งสองคนขอแวะร้านสะดวกซื้อ เพื่อซื้อของใช้ก่อน

“รกหน่อยนะครับ พี่อยู่คนเดียว” กฤษณะเดินนำหญิงสาวทั้งสองคนเข้ามาในบ้านพัก ชายหนุ่มยื่นมือไปกดเปิดไฟที่อยู่บริเวณประตูทางเข้า เขาเอาทุกอย่างวางไว้ในห้องรับแขก แล้วเดินเข้าไปในครัว รินน้ำสามแก้ว มาให้ทั้งตัวเองและหญิงสาวอีกสองคน

“ขอบคุณค่ะ” ทั้งสองคนกล่าวขึ้นพร้อมกัน บางทีเขาก็แอบคิด ว่าครั้งไหนซักครั้งที่แม่อบกับน้ามินอาจจะสลับลูกกัน เพราะบุคลิกของมารินญาเหมือนแม่อบสมัยสาวมาก ส่วนบุคลิกเรียบร้อย พูดเพราะของอัญญารัตน์ก็ช่างคล้ายกับน้ามินตราเหลือเกิน หรือบางทีเขาอาจจะคิดมากไปเอง

“ให้เฌอเอมกับยัยมารีนอนห้องไหนคะ จะเอาของขึ้นไปเก็บ” อัญญารัตน์ถามขึ้น หลังจากนั่งพักจนรู้สึกหายเหนื่อยแล้ว

“ห้องใหญ่ของพี่เลยตัวเล็ก เดี๋ยวกระเป๋าใบใหญ่พี่ยกขึ้นไปให้ก่อน ตัวเล็กกับเพื่อนอยู่ข้างก่อน พี่เข้าไปเก็บของแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวลงมาเรียก” ชายหนุ่มยกกระเป๋าลากใบใหญ่ของมารินญาขึ้นบันได โดยมีสองสาวนั่งลุ้นระทึกอยู่บนโซฟาห้องนั่งเล่น

ครืด ครืด ครืด                         

เสียงโทรศัพท์เธอดังขึ้น เธอจึงรีบยกขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นเบอร์พี่ชาย ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรหา วันนี้นึกครึ้มใจอะไรโทรมาได้

‘ฮัลโหลมารีอยู่ไหน’

พอรับโทรศัพท์ก็รีบเข้าประเด็นทันที

“อยู่บ้านพักพี่ต้นกล้าค่ะ พี่มาวินถามทำไม”

‘แชร์โลเคชั่นให้พี่หน่อย ตอนนี้พี่เพิ่งมาถึง’

“ห้ะ!!! แล้วมาทำไม่เนี่ย”

อยู่ดีๆพี่มาวินก็มาโผล่ชลบุรีเนี่ยนะ ถ้าจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาคิดถึง เธอคงเข้าข้างตัวเองมากเกินไป คงคิดถึงคนข้างๆเธอมากกว่า

‘อย่าถามมากน่า เร็วเข้า’

“แป๊บหนึ่ง เดี๋ยวบอกพี่ต้นกล้าให้”

‘อืม’

“แฝด พี่มาวินกำลังมา ห้องพี่ต้นกล้าอยู่ไหน” เธอลุกขึ้นยืน แล้วก้มหน้าลงบอกเพิ่อนที่ยังนั่งทำหน้าเอ๋ออยู่

“ห้องประตูสีขาว” อัญญารัตน์ชี้มั่วไปชั้นบนอย่างคนสติหลุด

เธอรีบวิ่งขึ้นบันไดไปเคาะห้องที่คิดว่าเป็นห้องที่มีประตูสีขาว ยังไม่ได้ยินเสียงเอ่ยอนุญาตเธอก็ถือวิสาสะหมุนลูกบิดประตูเข้าไป เห็นเขากำลังถอดเสื้อ เปลือยท่อนบนพอดี เธอทำตาโตเท่าไข่ห่าน เธอเข้าหาเขาราวกับละเมอ จนชายหนุ่มต้องดันหน้าผากเธอไว้

“เข้ามาทำไมครับ มีธุระอะไรกับพี่” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงขรึม ปล่อยมือจากหน้าผากมนของหญิงสาวแล้วก้าวถอยหลังไปหลายก้าว

“เอ่อ” เธอเริ่มมีสติ แต่ยังนึกไม่ออกว่าเข้ามาทำไม “อ้อ พี่มาวินค่ะ พี่มาวินกำลังมา ให้เค้าแชร์โลเคชั่นให้ แต่เค้าบอกว่าให้พี่มาวินคุยกับพี่ต้นกล้าเอง” เธอส่งโทรศัพท์ที่ต่อสายเสร็จแล้วส่งให้เขา

‘ครับพี่ต้นกล้า’

ฆฤณกรณ์รับโทรศัพท์ของเขาทันที

“มาวินอยู่ไหนตอนนี้”

‘อยู่ปั๊มแถว...’

“รอตรงนั้นแหละ เดี๋ยวอีกซักพักพี่พาน้องออกไปหาอะไรกินด้วย”

‘ได้ครับ’ แล้วเขาก็ตัดสายไป

“มารีลงไปบอกเฌอเอมว่าให้ขึ้นมาล้างหน้าล้างตา เดี๋ยวพี่พาไปหาอะไรกิน” เขาหันหลังให้เธอ เพื่อสวมเสื้อยืดที่เพิ่งเอาออกมาจากตู้

“เราเพิ่งกินมาเองนะคะ มารียังไม่หิวเลย” เธอโอดครวญ เพราะช่วงบ่ายกินไปเยอะ จึงยังรู้สึกอิ่มอยู่

“กินอะไรเบาๆรองท้องก็ได้ ลงไปได้แล้ว มัวแต่มองอยู่นั่นแหละ” เขาเอ่ยเสียงดุ

“ก็กล้ามท้องพี่ต้นกล้าแน่นดีอ่ะ เค้าอยากลองจับดู” เธอสาวเท้าเดินเข้าหาเขาอีกครั้ง

“หยุดอยู่ตรงนั้นเลย เด็กอะไรทะลึ่ง” เขาด่าเธอตรงๆ

“หง่า ไปก็ได้ แต่เซ็กซีจริงๆนะ” ยังไม่วายที่จะหันมาย้ำความเซ็กซี่ของกล้ามท้องชายหนุ่ม

“ทะลึ่งจริงตัวแสบ” จะไม่ให้เขาเรียกเธอตัวแสบได้ยังไง ดูแต่ละการกระทำของเธอ แสบใช่เล่น

“แฝดๆๆ” เธอตะโกนลงมาจากบันไดชั้นบนสุด แล้วรีบวิ่งลงบันไดมาอย่างไม่กลัวจะสะดุดซักนิด

“ช้าหน่อยสิมารี มีอะไร” อัญญารัตน์ดุเพื่อนด้วยความเป็นห่วงในความรีบเร่งของคนตรงหน้า

“เดี๋ยวเราออกไปรับพี่มาวิน แกลงไปนั่งรถกับพี่มาวินนะ ฉันจะนั่งกับพี่ต้นกล้า” คนเจ้าแผนการเริ่มวางแผนอีกครั้ง หลังจากเมื่อตอนกลางวันไล่เธอให้ไปนั่งเบาะหลังหนหนึ่งแล้ว

“เอาแบบนั้นจริงดิ พี่ชายแกดุจะตาย ไม่กระโดดขบหัวฉันหรือ”

“แกเอาอยู่น่าเฌอเอม ทำเป็นไม่เคยไปได้ แหม” เธอยิ้มล้อเล่นอัญญารัตน์อย่างคนรู้ทัน

“เออๆ เอางั้นก็ได้”

“อีกเรื่อง เกือบลืม พี่ต้นกล้าให้เราเอาของขึ้นไปเก็บ ล้างหน้าล้างตาแล้วค่อยออกไป”

“งั้นก็รีบขึ้นไป ฉันอยากล้างหน้าพอดี อีกอย่างพี่มาวินคงรอนานแล้ว”

“อันแน่” เธอยิ้มล้อเลียนเพื่อน

“อะไรละ รีบเดินไปเลย” คนเป็นเพื่อนเขินจนหน้าแดง

“ฮ่าๆๆๆ” เธอหัวเราะลั่นบ้าน

“พี่ต้นกล้าคะ เดี๋ยวเฌอเอมลงไปนั่งกับพี่มาวินเองนะคะ” พอรถจอดสนิทในปั๊มเธอก็รีบบอกพี่ชายก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ โดยที่ชายหนุ่มไม่ทันถามถึงเหตุผลที่เธอต้องลงไปแทนที่จะเป็นน้องสาวแท้ๆอย่างมารินญา

ชายหนุ่มหันมาหาเธออย่างต้องการคำตอบ “มองหน้าเค้าทำไมอ่ะ” เธอทำไขสือไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อสาร

“ทำไมต้องเป็นเฌอเอมที่ลงไปครับ” เขาถามเธอด้วยคำถามที่คิดว่าดีที่สุด

“เอ่อ ก็เค้าไม่รู้ทาง เฌอเอมรู้เลยอาสาลงไปนั่งกับพี่มาวินไงคะ พี่ต้นกล้าออกรถเลย เดี๋ยวพี่มาวินขับตาม”

กว่าจะกินมื้อค่ำเสร็จเวลาก็ล่วงเลยมาจนดึกมากแล้ว มาวินแยกไปพักโรงแรมใกล้ๆ โดยนัดเจอกันตอนเช้า เขาจะเป็นไกด์พาทุกคนไปเที่ยว

“พรุ่งนี้พี่พาไปเกาะนะ เตรียมตัวให้พร้อม เจอกันแปดโมงเช้า ออกเดินทาง พี่ฝากบอกมาวินด้วยนะ” เขาไม่ได้ระบุว่าฝากใครบอกฆฤณกรณ์ เพราะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว ว่าไม่ใช่น้องสาวของเจ้ามาวินแน่นอนที่จะทำหน้าที่นี้

ตอนเช้าฆฤณกรณ์ขับรถเข้ามาจอดไว้ในค่าย แล้วขึ้นรถของกฤษณะเพียงคันเดียว เขาทำหน้าที่ขับรถ โดยมี ฆฤณกรณ์นั่งข้างหน้าคู่กับคนขับ ส่วนเธอกับอัญญารัตน์นั่งเบาะหลัง เมื่อคืนเธอสารภาพกับอัญญารัตน์ไปแล้ว ว่าเธอชอบพี่ต้นกล้า เพื่อนของเธอตกใจไม่น้อย เพราะด้วยอายุที่ห่างกัน 16 ปี ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อความรักของเธอ แต่เธอก็ไม่แคร์ เพราะความรักเอาชนะทุกอย่างได้แน่นอน

การเดินทางข้ามเกาะในครั้งนี้ กฤษณะใช้บริการเรือเร็ว ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางเร็วกว่าเรือโดยสารที่ต้องรอออกตามเวลา แต่ถ้าโดยสารเรือเร็วจะใช้เวลาในการเดินทางแค่ยี่สิบนาทีก็มาถึงเกาะที่เป็นจุดมุ่งหมาย เธอได้โทรมาจองห้องพักไว้แล้ว จำนวนสองห้องนอน เธอบอกทุกคนแค่ว่าจองที่พักไว้แล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าที่ไหน การเดินทางไปที่พักและการเที่ยวชมรอบเกาะพวกเธอใช้บริการรถจักรยานยนต์ให้เช่า ซึ่งในครั้งนี้ฆฤณกรณ์กับกฤษณะทำหน้าที่ในการขับรถ โดยมีเธอกับอัญญารัตน์นั่งซ้อนท้าย

“เค้าขอไปกับพี่ต้นกล้านะ” เธอสะพายเป้แล้วรีบกระโดดขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานต์ยนต์ของกฤษณะ โดยที่ทั้งสามคนกำลังอึ้งกับความรวดเร็วของเธอ “ออกรถสิคะ เดี๋ยวถึงที่พักช้านะ” เธอจับเอวเขาแล้วเร่งให้ออกรถ

“แล้วเฌอเอมละ” เขาหันกลับมามองหน้าเธอ

“ก็ไปกับพี่มาวินไงคะ เร็วๆ เค้าปวดฉี่ เดี๋ยวสองคนนั้นก็ขับตามมา” กฤษณะตัดสินใจออกรถในทันที โดยที่หันมองกระจกหลังตลอดทางจนถึงที่พักที่หญิงสาวคอยบอกทาง

“ทำไมสองคนนั้นยังไม่ถึงอีก” เขาเอากระเป๋าเข้าไปเก็บในห้อง แล้วออกมายืนรอเธอหน้าห้องที่อยู่ข้างๆกัน

“เค้าก็ไม่รู้อะ เอาไงดีเค้าหิวแล้ว”

“งั้นก็ไปหาอะไรกินก่อน สองคนนั้นคงแวะหาอะไรกินเหมือนกันแหละ” เขาขับรถพาเธอหาร้านอาหารเพื่อฝากท้องมื้อแรกบนเกาะ

“เดี๋ยวพี่ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เขาวางโทรศัพท์กับกระเป๋าเงินแล้วก็กุญแจรถจักรยานยนต์บนโต๊ะ จากนั้นก็เดินไปเข้าห้องน้ำด้านในสุดของร้าน

เธอเห็นโทรศัพท์เขามีสายเข้า ซึ่งเป็นสายของอัญญารัตน์ เธอตัดสินใจกดรับสายโทรศัพท์ของเขา

“สองคนนั้นอยู่ไหนแล้วตอนนี้” เขาถามเธอหลังจากที่นั่งลงแล้ว

“เมื่อกี้เฌอเอมโทรเข้าโทรศัพท์พี่ต้นกล้าค่ะ เค้ากดรับแล้ว เฌอเอมบอกว่าเข้าที่พักแล้วค่ะ กำลังจะออกมาหาอะไรกินเหมือนกัน ให้เราเที่ยวกันก่อนได้เลย” เธอโกหกเขาไปคำโต เพราะเมื่อกี้เฌอเอมโทรมาบอกว่าหาที่พักม่เจอ เธอเลยเสนอให้เพื่อนหาที่พักอื่นเลย จะได้เข้าแผนที่วางไว้พอดี

“งั้นรึ” เขาไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เพราะคิดว่าน้องน้อยน่าจะอยากเที่ยวกับฆฤณกรณ์ตามลำพัง

รับประทานอาหารเสร็จ เขาก็พาเธอไปดำน้ำดูปะการังตามคำเรียกร้องของเธอ

“อยากมาดำน้ำดูปะการังแต่ว่ายน้ำไม่เป็นเนี่ยนะ” เขาถามเธอด้วยความฉุนเฉียว

“พี่ต้นกล้าดูแลเค้าได้น่า จะดุเค้าทำไม ขอเกาะหน่อยนะ” เธอกอดคอเขาไว้เหมือนลูกลิง แล้วให้เขาพาว่ายน้ำดูปะการังน้ำตื้น เขาสอนวิธีการดำน้ำให้เธอ แต่ก็คอยประคองคนว่ายน้ำไม่เป็นอยู่ข้างๆตลอดเวลา จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง เธอเริ่มเบื่อแล้ว จึงชวนกันขึ้นมานั่งพักบนเรือ

“ดำหมดเลยอ่า ดูสิ ทาครีมกันแดดให้เค้าอีกรอบได้ไหม” เธอขอความช่วยเหลือจากเขา เพราะไม่สามารถทาช่วงบริเวณกลางหลังถึง ตอนนี้เธออยู่ในชุดทูพีชเซ็กซี ท่อนล่างเธอใส่กางเกงยีนส์ขาสั้น ส่วนด้านบนเป็นเสื้อวันพีชลายจุดสีแดง เธอตั้งใจใส่มายั่วยวนเขาโดยเฉพาะแหละ แต่ดูเหมือนเขาจะเป็นฤๅษีจำศีล ถึงได้ไม่มีอาการตื่นเต้นกับชุดที่เธอใส่เลย แม้แต่คำห้ามปรามก็ไม่มี

“ทาเองก็ได้หนิ ก่อนมายังทาเองเลย” เขาพูดคล้ายปฏิเสธ ก็เขาไม่ใช้พระอิฐพระปูนนี่นา มีสาวมาใส่ชุดวาบหวิวต่อหน้าต่อตา ใครมันจะไปอดใจไหวบ้างละ ที่ทำเป็นไม่สนใจ ไม่ห้ามปราม เพราะอยากจะรู้ว่าเธอจะเอายังไงกับเขากันแน่ เด็กขี้ยั่วอ่อนประสบการณ์อย่างเธอ แต่เขากระดิกนิ้วก็อ่อนระทวยเป็นขี้ผึ้งลนไฟแล้ว

“เค้าทาด้านหลังไม่ถึง นะ ทาให้หน่อย ร้อนจนจะไหม้แล้วเนี่ย” เธอยื่นขวดครีมกันแดดให้เขา

ชายหนุ่มรับมาถือไว้ “หันหลังสิ” เขาสั่งเธอ ซึ่งหญิงสาวก็รีบทำตามแต่โดยดี เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับสติอารมณ์ที่ตอนนี้เริ่มกระจัดกระจายของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง บีบครีมกันแดดลงบนฝ่ามือ แล้วเอาไปทาตามหลังของเธอ ลูบไล้จนทั่วแผ่นหลัง มือไม้สั่นไปหมด พยายามบังคับมือตัวเองไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับตะขอชุดว่ายน้ำของเธอ

เธอเอื้อมมือมาด้านหลังปลดตะขอด้วยตัวเอง เขาชะงักไปทันที “ตรงนี้ด้วยค่ะ จะได้ไม่เป็นรอยไหม้” เธออธิบายให้เขาฟัง ชายหนุ่มเลยชโลมครีมเต็มแผ่นหลังของเธออีกครั้ง เพื่อนป้องกันผิวสวยๆของเธอให้พ้นจากแสงแดด ได้ยินเสียงครางเบาๆด้วยความพึงพอใจจากคนตัวเล็ก ต่อมความอดทนของเขาขาดผึงทันที

ชายหนุ่มโน้มหน้าเข้าหาซอกคอขาวผ่องของเธอ เป่าลมหายใจรินรสซอกคอขาวผ่อง กดจูบลงมาเบาๆ จนเธอรู้สึกขนลุกทั้งตัว แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามเขา ชายหนุ่มเริ่มได้สติอีกครั้ง จึงขยับตัวออกจากเธอ แล้วหันหลังกระโดดลงทะเลไปเลย เธอตกใจกับความรวดเร็วของเขาลืมตาโตมองดูเขาดำผุดดำว่ายอยู่ในทะเลย ยิ่งเขาทำแบบนี้ยิ่งเซ็กซีเข้าไปอีก โอ้ย ถ้าเมื่อกี้เขาจูบเธออะไรจะเกิดขึ้นน้า ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ กรี๊ด แค่คิดก็ฟินแล้ว เธอนั่งเหม่ออยู่คนเดียวจนชายหนุ่มปีนขึ้นเรือ

“ทะลึ่ง” เธอหันขวัญตามเสียงที่ได้ยิน เขาว่าเธอทะลึ่ง เขาเองก็ไม่ต่างกันหรอก หึหึ

“เมื่อไรจะขึ้นฝั่ง เค้าหิวแล้ว” ตอนนี้เกือบเที่ยงแล้ว บนเรือมีผู้โดยสารที่มาดำน้ำดูปะการังไม่กี่คน ตอนนี้ทุกคนขึ้นมาบนเรือครบแล้วด้วย

“งอแงเก่งจังเลยหึ อดทนบ้างสิ” เธอบ่นเก่งมาก บ่นได้ทุกอย่างจริงๆ หิวก็บ่น อิ่มก็บ่น จะเข้าห้องน้ำก็บ่น

“เขาบอกว่าเป็นทหารต้องอดทน ถ้าอยากให้เค้าอดทนก็ให้เค้าได้เป็น...” เธอกระเถิบเข้าใกล้เขาอีกนิด “ภรรยาผู้การทหารเรือสิ คิกๆ” หยอดเช้าหยอดเย็นขนาดนี้ ใครทนมารีได้ก็ให้มันรู้ไป

“ไปเอาคำพูดคำจาแบบนี้มาจากไหน เป็นเด็กเป็นเล็ก” เขาดุเธอทั้งน้ำเสียงและหน้าตา

แต่เธอก็หาได้เกรงกลัวไม่ “ไม่เด็กแล้วนะ ไม่เล็กด้วย ลองพิสูจน์ไหม” เธอเบียดหน้าอกเข้าหาเขา

“มารี ถ้ายังไม่หยุด พี่จะ...” เขาจะทำอะไรเธอดีละ จะไม่ทน จะโมโห จะโกรธ หรือจะอะไร ได้แต่คิดอย่างสับสน

“จะอะไรคะ” เธอเลิกคิ้วถามอย่างแสนกวน

“จะไม่คุยด้วยตลอดไป พี่ไม่ชอบผู้หญิงที่ให้ท่าผู้ชายก่อนแบบนี้ มันดูไม่งาม ไม่สมเป็นลูกสาวน้ามินตราซักนิด”

“ขอโทษค่ะ” เธอพูดได้แค่นั้น เพราะรู้สึกหน้าชากับคำพูดแสนร้ายกาจของเขา เธอแค่ชอบเขา เธอกลายเป็นคนที่ไม่น่ารัก ไม่เหมาะกับการเป็นลูกของแม่มินขนาดนั้นเลยเหรอ หญิงสาวขยับตัวห่างจากเขาทันที หยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นมาใส่ แล้วลุกออกนั่งไปนั่งลงบนเก้าอีกอี้ฝั่งหนึ่งของเรือ ไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย จนกระทั่งขึ้นฝั่ง

กฤษณะแทบอยากจะตบปากตัวเองซักพันครั้ง ตอนแรกแค่จะพูดแก้เขิน ที่โดนเด็กอายุไม่ถึง 20 พูดเกี้ยว แต่ไปๆมากลับเหมือนไปด่าเด็กมันซะอีก ไอ้ผู้การปากหาเรื่องเอ้ย

“พี่ต้นกล้ากลับก่อนก็ได้นะคะ มารีขอเดินดูของฝากแถวนี้ก่อน เดี๋ยวให้วินฯไปส่งที่ห้องค่ะ” เธอเลือกที่แทนตัวเองด้วยชื่อ เลือกที่จะไม่ซ้อนท้ายรถจักยานยนต์กลับห้องพักพร้อมเขา

ชายหนุ่มไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่เลือกที่จะเดินตามเธอไปเรื่อยๆ เธอเดินดูของในตลาดจริงดังว่า แต่ก็ไม่ได้เลือกซื้ออะไร เมื่อเดินจนสุดตลาดแล้วตะวันเริ่มบ่ายคล้อย หญิงสาวเลือกที่จะเดินเข้าร้านอาหารในบริเวณนั้น แล้วสั่งอาหารของตัวเอง โดยไม่สนใจชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้

พนักงานบริการมีท่าทางอึกอัก เพราะหญิงสาวเลือกสั่งอาหารเพียงรายการเดียวกับน้ำมะพร้าวปั่นอีกหนึ่งแก้ว

“เอาเหมือนกันสองที่ครับ” กฤษณะบอกพนักงานไป แล้วหันกลับมามองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า “โกรธอะไรพี่” เขาเลือกที่จะถามออกไปตรงๆ ปกติก็ไม่ค่อยได้งอนง้อใคร นอกจากยายน้องน้อยเฌอเอม แต่รายนั้นงอนอะไรก็บอก ไม่ใช่เงียบเก็บปากเก็บคำแบบนี้

“...” เธอเงียบ ไม่ตอบ ไม่มองหน้า ผินหน้ามองทะเลด้านข้าง

“ขอโทษ” เขากล่าวขึ้นเสียงจริงจัง บนเรือลำนั้นหลังจากที่เขาพูดจบ เธอก็มีอาการแบบนี้เลย เขาแค่หยอกเธอเล่นแก้เขิน ไม่คิดว่าหญิงสาวจะเก็บมาคิดมากแบบนี้ “ไม่ได้ตั้งใจจะว่า” เขาพูดขึ้นอีกครั้ง เพราะตอนนี้เธอก็ยังไม่ยอมมองหน้าเขาเลย แล้วทำไมเขาต้องแคร์เธอ ไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย แต่เขาก็ทำให้เธอโกรธไง คิดเองก็สับสนงุนงงเอง

“ขอบคุณค่ะ” มารินญารับแก้วน้ำมะพร้าวปั่นจากพนักงานบริการ แล้วก็นั่งดูดน้ำปั่นโดยไม่สนใจคนตัวโตตรงหน้าเลยซักนิด

ต่างคนต่างนั่งกินอาหารตรงหน้าของตนเอง โดยไม่มีใครพูดอะไรอีกเลย มื้ออาหารที่น่าอึดอัดผ่านพ้นไป เธอเรียกพนักงานมาเก็บเงิน แต่เขากลับควักเงินจ่ายให้เธอและของเขาด้วย เธอเลยเดินออกจากร้านก่อน แล้วเรียกจักรยานยนต์รับจ้างแถวนั้นให้ไปส่งที่พัก ในระหว่างที่เขารอเงินทอน จะไม่รอก็ไม่ได้ เพราะจ่ายธนบัตรใบละพันไป

“งอนเก่งจริงๆ” เขาบ่นคนเดียวระหว่างที่ขับรถจักรยานยนต์ตามหญิงสาวไป

พอถึงที่พักเธอก็เลือกที่จะเปิดประตูเข้าห้องของตัวเองทันที วันนี้เธอหมดแรงที่จะคุยกับเขาแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ตอนนี้เพลียจนจะหลับกลางอากาศได้แล้ว

เธอเข้าห้องน้ำชำระร่างกายของตนเอง รู้สึกถึงความร้อนของลมหายใจ เหมือนจะไม่สบาย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะปกติเธอเป็นคนแข็งแรงอยู่แล้ว ขนาดอยู่ญี่ปุ่นอากาศหนาวๆยังไม่เป็นอะไรเลย เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ก็ปีนขึ้นเตียงทันที โดยไม่สนสิ่งใดอีก

กฤษณะมองเห็นหลังไวไวของคนตัวเล็กเดินเข้าห้องนอน เขาก็เลยเข้าห้องนอนของตัวเอง อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเสร็จก็เดินวนอยู่ในห้องนอน ไม่รู้ว่าต้องจัดการอย่างไรดีกับคนที่งอนเขา จนไม่พูดไม่จาตลอดช่วงบ่าย โทรหาอัญญารัตน์ก็ไม่มีคนรับสาย แล้วก็ไม่โทรกลับด้วย

“เอาวะ คุยกันให้รู้เรื่องดีกว่าอึดอัดแบบนี้แหละ” เขาตัดสินใจเดินไปเคาะประตูห้องมารินญา เคาะหลายครั้ง แต่ไม่มีคนเปิด เลยลองหมุนลูกบิดประตู ปรากฏว่าไม่ได้ล็อค อยู่ห้องคนเดียวแต่ไม่ยอมล็อคประตู ชายหนุ่มถือวิสาสะเป็นประตูเข้าไป เห็นร่างน้อยๆนอนอยู่บนเตียง หายใจสม่ำเสมอ

“น่าตีจริงๆ ประตงประตูก็ไม่ล็อค” กฤษณะเดินเข้าไปหาหญิงสาวที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง “มารี มารี” เขาเขย่าตัวเรียกเธอเบาๆ ได้ยินเสียงครางอืออาตอบกลับ แต่คนหลับยังไม่ยอมลืมตาตื่น

“มารี ตื่นได้แล้ว ออกไปกินข้าวก่อน ค่ำแล้ว” เขาเขย่าตัวเธออีกครั้ง แต่คราวนี้คนตัวเล็กจับมือเขาไว้แล้วดึงลงไป เขาที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ล้มทับเธอทันที แต่ก็ยังไวพอที่จะใช้แทนดันที่นอนไว้ไม่ทิ้งน้ำหนักลงบนตัวเธอทั้งหมด

หญิงสาวค่อยๆลืมตาขึ้น ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนแทบจะไม่มีลมเล็ดลอดผ่าน โดยเฉพาะใบหน้าที่ห่างกันเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร เธอไม่ได้ตกใจอะไร กลับยื่นริมฝีปากมาแตะริมฝีปากของเขาซะอีก แตะนิดเดียวแล้วก็หันหน้าหนีทันที

“หึหึ” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ เมื่อรู้ว่าโดนแกล้ง เขาแกล้งกอดรัดหญิงสาวมากขึ้น พร้อมกับก้มหน้าลงมาเรื่อยๆจุดมุ่งหมายคือริมฝีปากอิ่มตรงหน้า แต่เหมือนเธอจะรู้ รีบหันหนี เขาเลยฉกจูบบริเวณซอกคอขาวแทน พลางขบเม้ม จนคนใต้ร่างสะดุ้งเฮือก

“พี่ต้นกล้าปล่อยมารีได้แล้ว” มารินญาเริ่มดิ้นรนขัดขืน ทั้งที่ตนเองเป็นคนเริ่มก่อนแท้ๆ

“หายโกรธแล้วเหรอ” ปากถามออกไป แต่จมูกยังคงซุกไซ้ไม่หยุด

“ปล่อยก่อนสิ ไม่ปล่อยจะโกรธจริงๆนะ”

“ใครเป็นคนเริ่มก่อนละ พอพี่เล่นด้วยแล้วจะหนีแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน” เขาต่อว่าเธอเสียงแหบพร่า

“มารีขอโทษ ไปกินข้าวกัน อยากกินอาหารทะเล” เธอเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง เพราะไม่คิดว่าเขาจะเล่นกับเธอ ตอนแรกคิดวาเขาผลักเธออกซะอีก

“เคยแทนตัวเองว่ายังไง”

“ยังไงคะ” เธอไม่เข้าใจคำถามของเค้า

“ก่อนหน้านี้เคยเรียกแทนตัวเองกับพี่ว่ายังไงทำไมไม่เรียกเหมือนเดิม” เขาอธิบายให้ชัดเจนขึ้น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอยากให้เธอแทนตัวเองแบบนั้น แต่เขารู้สึกคุ้นชินและสนิทสนมกับเธอดี

“ก็พี่ต้นกล้าบอกว่าไม่ให้เค้าแรด ให้ท่าผู้ชาย เพราะไม่สมกับที่เป็นลูกแม่มิน” เธออธิบายไปเสหลบตาเขาไป

เขาจับคางมนให้หันมองหน้าเขา จ้องเข้าไปในดวงตาสวย “พี่ขอโทษ ทีหลังจะไม่ว่าแล้ว”

“สัญญาแล้วนะ รู้ไหมเค้าเสียใจมาก”

เขาประทับริมฝีปากลงมาบนริมฝีปากของเธออย่างพอดี “สัญญาครับ” แล้วดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน ยื่นมือให้เธอจับ “ปะ พี่ก็หิวแล้ว”

“ติดต่อสองคนนั้นได้หรือยัง” เขาถามขึ้นเมื่อนั่งอยู่ด้วยกันในร้านอาหารซีฟู้ด

“ไม่ได้เลยค่ะ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พี่มาวินไม่ทำอะไรเฌอเอมแน่นอน”

“รู้ได้ยังไง”

“ถ้าเขาจะทำอะไรกันคงไม่ต้องมาถึงทะเลหรอกค่ะ เรียบร้อยตั้งแต่อยู่บ้านหลังเดียวกันที่มหาวิทยาลัยแล้วมั้ง” เธอพูดขึ้นด้วยไม่คิดอะไรมาก แต่คนฟังนี่สิ ต่อมความหวงน้องวิ่งขึ้นเป็นริ้วๆ “ทำไมทำหน้าอย่างนั้น อาหารไม่อร่อยหรือค่ะ”

“เปล่า รีบกินเถอะ จะได้รีบกลับ” เธอหยักไหล่ ไม่เข้าใจอารมณ์ขึ้นๆลงๆของเขา ไม่อยากสนใจด้วย เพราะตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจคืออาหารที่วางไว้ตรงหน้ามากกว่า

เธอแกะกุ้งได้จำนวนหนึ่งแล้วส่งไปให้เขา ชายหนุ่มมองหน้าเธอที่กำลังส่งยิ้มมาให้ “อร่อยนะคะ กินเลย ไม่ได้วางยาแน่นอน คิกๆ” ขนาดทำดี เธอยังไม่วายยั่วโมโหเขาอีก เก่งแต่ปากนะสิ พอเจอของจริงเข้าหน่อยก็ถอยไม่เป็นท่า

เขากินกุ้งที่เธอแกะให้จนหมด แล้วเลือกที่จะจัดการปูตรงหน้าให้เธอบ้าง ต่อให้เขาอยู่เมืองติดทะเลมานานแต่ก็ไม่คุ้นเคยกับการกินอาหารทะเลเท่าไร เพราะเวลาไปกินส่วนใหญ่ไม่ต้องนั่งแกะเองแบบนี้ ท่าทางจึงดูเก้ๆกังๆพิกล

“มานี่ค่ะ เดี๋ยวเค้าแกะเอง” เธอคว้าปูจากมือของเขาไปลงมือแกะแง ดูเธอจะชำนาญกว่าเขาอีก ระหว่างนั่งมองเธอแกะปูเพลินๆ เขาหยิบหอยแครงขึ้นมาแกะกินเรื่อยๆจนเกือบหมดจาน

“หอยอร่อยไหมคะ” เขาเลิกคิ้วกับคำถามของเธอ เธอยื่นปากชี้ไปบนจานของเขาที่มีเปลือกหอยกองอยู่จนเต็ม “อยากกินบ้าง” เธอยิ้มสดใสส่งมา เขาจึงแกะหอยแครงส่งให้เธอ เธออ้าปากรอ โดยยกปูตัวใหญ่ในมือให้เขาดู ว่าจับไม่ได้ ไม่มีมือว่าง เขาเลยยื่นมือส่งหอยเข้าไปในปาก เธออ้าปากงับ ริมฝีปากของเธอสัมผัสนิ้วเขาแผ่วเบา เพียงเท่านั้นก็เหมือนมีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนอยู่เต็มตัวของเขาแล้ว

“หืมมม อร่อยมากเลยค่ะ หวานที่สุด” เธอเคี้ยวไปยิ้มไป มือก็แกะเนื้อปูไปจนเสร็จ ตักแบ่งใส่จานให้เขาครึ่งหนึ่ง แล้วก็นั่งกินในส่วนของตัวเองอย่างมีความสุข จนอาหารเกลี้ยงโต๊ะ เธอใช้ทิชชูเปียกเช็ดมือ เช็ดปาก แล้วยื่นส่งให้เขาแผ่นหนึ่ง เขารับมาโดยไม่พูดอะไร

“กลับกันเลยไหมคะ เค้าง่วงแล้ว” เธอเริ่มปิดปากหาว สื่อสารให้รู้ว่าง่วงเต็มที่แล้ว

“นี่กินเสร็จจะนอนเลยเหรอ เดี๋ยวก็เป็นกรดไหลย้อนพอดี ไปเดินเล่นก่อนไหม เดี๋ยวพาไป” เขาเรียกพนักงานให้มาเก็บเงิน แล้วลุกขึ้นเดินนำเธออกจากร้าน เดินเล่นริมทะเลไปเรื่อยๆ ทะเลตอนกลางคืนช่างมืดมนหน้ากลัว ไม่เห็นสวยงามเหมือนตอนกลางวัน มองเห็นแสงไฟริมรี่กลางทะเล ซึ่งเป็นแสงไฟจากเรือประมงและ              เรือไดหมึก ลมพัดจากทะเลยิ่งทำให้รู้สึกเย็นยะเยือกและเหนียวเนอะหนะ เธอไม่เคยรู้สึกชอบทะเลตอนกลางคืนเลย มันเงียบเกินไป บวกกับเสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งที่ฟังดูน่ากลัวเกินกว่าจะเดินทอดหน่องแบบนี้ได้

“ทำไมพี่ต้นกล้าถึงอยากเป็นทหารเรือคะ ทะเลออกจากน่ากลัว” เธอเดินกอดอกของตัวเอง เพราะรู้สึกหนาวจากลมที่พัดมาปะทะร่างกาย เนื่องจากเธอสวมเพียงเสื้อยืดบางๆเท่านั้น เขาหันมามองเธอ ครู่หนึ่งเขาถอดเสื้อแจ็คเก็ตมาคลุมให้เธอ “ขอบคุณค่ะ”

“ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่อบ เคยพาพี่มาเที่ยวทะเล เคยพาไปดูเรือหลวงจักรีนฤเบศร พี่เลยถามพ่อกับแม่อบว่า ต้องทำอย่างไรถึงจะได้มาทำงานบนเรือแบบนี้ เพราะพี่รู้สึกรักและอยากทำงานบนเรือหลวงตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มาเยือน ท่านเลยบอกว่าต้องสอบเข้าเรียน พี่เลยมุ่งมั่นมาโดยตลอด สอบติดเตรียมทหารแล้วเลือกเข้าเรียนโรงเรียนนายเรือ จากนั้นก็เข้ารับราชการทหารเรือจนกระทั่งถึงตอนนี้” เขาเล่าไปยิ้มไปด้วยความภูมิใจในเส้นทางที่ตนเองเลือก

“เป็นทหารต้องทำงานหนักไหมคะ”

“ไม่มีอาชีพไหนสบายหรอกครับ ทุกอาชีพล้วนต้องทำงานหนักทั้งนั้น แล้วเราละเรียนต่ออะไรที่ญี่ปุ่น ได้ข่าวว่าได้ทุนจนจบปริญญาตรีเลยใช่ไหม” เขาเดินช้าลง เพื่อให้เธอก้าวตามทัน

“มารีเลือกเรียนด้านแฟชั่นดีไซด์ค่ะ อยากเปิดร้านตัดชุดเป็นของตัวเอง แล้วก็มีร้านกาแฟอยู่มุมเล็กๆใกล้กัน ในร้านกาแฟ มารีจะเอาหนังสือต่างๆไปวางไว้เต็มชั้นเลย แล้วก็หาต้นไม้กระถางเล็กอย่างพวกแคคตัส ต้นงาช้างแคระ แก้วแคระ แล้วก็ต้นไม่แคระอื่นๆมาปลูกให้เต็มหน้าร้านเลย”

“สรุปอยากเป็นเจ้าของร้านตัดชุดหรือเจ้าของร้านต้นไม้” เขาถามทีเล่นทีจริง

“เจ้าของทุกอย่างเลยค่ะ ฮ่าๆๆ”

“หึหึ กลับกันเถอะ ดึกแล้ว” เขาจับมือเธอไว้แล้วเดินไปด้วยกัน

เธอมองมือของตนเองที่ถูกกุมด้วยมือใหญ่ แล้วแอบยิ้มอยู่คนเดียว พอกลับถึงห้องก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันเข้าห้องของตัวเอง อาบน้ำเข้านอน

กฤษณะรีบโทรหาน้องสาวตั้งแต่เช้า แต่โทรไปก็ไม่มีใครรับ เขาเลยเปลี่ยนเป็นโทรหาฆฤณกรณ์ โดยนัดแนะเวลากันขึ้นฝั่ง เขากับมารินญาจะไปรอที่ท่าเรือ โดยเผื่อเวลาไว้ไปหาอะไรกินก่อนค่อยกลับ

เขาออกมารอหญิงสาวตรงบริเวณที่นั่งรอด้านหน้าของที่พัก แต่กลับเห็นเธอยืนหัวเราะกลับหนุ่มต่างชาติคนหนึ่ง เขานั่งจ้องอยู่นานเธอก็ยังไม่รู้ตัว จนเขากระแอมขึ้นเสียงดัง เธอเลยหันมามอง แล้วหันกลับไปพูดอะไรซักอย่างกับหนุ่มตาน้ำข้าวคนนั้นก่อนจะแยกย้ายกัน

“เขามาจีบมารีอะคะ แฮะๆ” เธอบอกว่าไอ้หนุ่มคนนั้นมาจีบเธอ แล้วยังไงต่อเขาต้องรู้สึกยังไง ต้องอาลาวาดไหม หรือปล่อยผ่าน “เขาน่ารักดีนะคะ” เธอยิ้มน้อยๆหันมองตามคนที่เดินจากไป แต่ก็ยังหันกลับมาโบกมือให้เธอเธอยกมือขึ้นโบกตอบ

“ไวไฟดีหนิ มาแป๊บเดียวก็มีคนมาจีบแล้ว” ปากเขานี่ไวกว่าสมองจริงๆ

“คะ อ่อค่ะ พอดีมารีสวย ไปกันเลยไหมคะ” เธอหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง แล้วไปยืนรอเขาที่รถจักรยานยนต์ เขาทำเรื่องคืนกุญแจเรียบร้อยแล้วก็เดินหน้าเครียดเข้ามาหาเธอ เขาขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์แล้วสตาร์ทรถทันที เธอจึงรีบปีนขึ้นเบาะหลังอย่างรีบเร่ง เพราะกลัวเขาจะทิ้งเธอไว้ที่นี่

“เราจะกลับกันเลยใช่ไหมคะ” เธอเอ่ยปากถามอย่างกล้าๆกลัวๆ ไม่ค่อยเข้าใจอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆของเขาเท่าไร

“แวะกินข้าวก่อน รอสองคนนั้น” เขาพาเธอแวะร้านอาหารใกล้ๆท่าเรือ กินข้าวเสร็จซักพักฆฤณกรณ์กับอัญญารัตน์ก็มาถึง

มารีแกหายไปไหน ทำไมโทรหาก็ไม่รับ” เธอถามเพื่อนทันทีที่เจอหน้ากัน แต่มารินญาก็ไม่ตอบแถมยังยิ้มทะเล้นใส่เธออีกต่างหาก

“มาครบแล้วก็กลับกันเลยพี่ต้องกลับไปเคลียร์งานด้วย” กฤษณะหน้าบูดบึ้งเดินลงเรือไปก่อน แล้วรับกระเป๋าสัมภาระตามลงไป จากนั้นก็ยื่นมือให้อัญญารัตน์กับมารินญาจับ ปิดท้ายด้วยฆฤณกรณ์ เมื่อเรียบร้อยแล้ว เรือก็แล่นออกจากท่า เพื่อไปส่งพวกเธอยังชายฝั่ง

“จะกลับเลยหรือว่าจะค้างที่นี่ก่อน” มาถึงบ้านพักในค่าย ขนของลงจากรถเรียบร้อยแล้ว กฤษณะก็เอ่ยถามทันที

“ผมว่าจะกลับเลยครับ พอดีต้องไปดูที่ฝึกงาน” ฆฤณกรณ์เอ่ยตอบ

“แล้วเราสองคนละ” ต้นกล้าหันมาถามเธอกับมารินญา

“กลับพร้อมพี่มาวินก็ได้ค่ะ จะได้ไม่ลำบากพี่ต้นกล้าไปส่งอีก” มารินญาพยักหน้าเห็นด้วย

“งั้นก็ขนของขึ้นรถเลยแล้วกัน กลับถึงบ้านโทรหาพี่ด้วยนะตัวเล็ก”

“ค่ะพี่ต้นกล้า” อัญญารัตน์ตอบรับพี่ชายทันที แล้วเดินเข้าไปสวมกอดพี่ชายก่อนที่จะผละออกมา

มารินญาก้าวเข้าไปหาชายหนุ่มบ้าง “อย่าลืมคิดถึงเค้านะ เดี๋ยวปิดเทอมหน้าจะมาหาใหม่ บนเกาะเมื่อกี้แค่ล้อเล่น ฝรั่งคนนั้นแค่มาถามทางเฉยๆ คิกๆ” แล้วเธอก็ผละตัวออกมา เดินขึ้นไปนั่งเบาะหลังแทนที่จะนั่งข้างหน้าคู่กับคนขับ

กฤษณะมองตามรถของฆฤณกรณ์ไปจนสุดสายตา ก่อนที่จะขนของเข้าไปในบ้านพัก เขามีเวลาพักวันนี้อีกหนึ่งวัน ก่อนที่จะเริ่มทำงานอีกครั้งในวันพรุ่งนี้