< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

หัวใจในตะวัน NC 25+

เอลยา
5.0
<
>
บทที่ 1 ลูกสาวพระอาทิตย์

"เรื่องมันมีอยู่ว่า..."

เสียงแม่ขึ้นต้นเช่นทุกครั้งเวลาเล่าที่มาของพิณตะวัน เด็กหญิงหางเปียวัยสิบสองปี นอนหนุนตักแม่เล่นที่นอกชานของบ้านพักคนงานของเกาะนางรัง ลมทะเลพัดเอื่อยกำลังเย็นสบาย บ้านกระท่อมหลังกะทัดรัดขนาดสองห้องนอน อยู่กลางดงมะพร้าว สร้างแข็งแรงแน่นหนาจากไม้บนเกาะนี่เอง บ้านคนงานอยู่กันกระจายตามความกว้างของเกาะ

พ่อวัฒน์ของพิณตะวันเป็นหัวหน้าคนงานของเกาะแห่งนี้ ซึ่งมีคนงานอยู่ประจำนับร้อย เจ้าของเป็นเศรษฐีตระกูลมั่งคั่งร่ำรวยในกรุงเทพฯ พิณตะวันวิ่งเล่นซนไปทั่วเกาะตั้งแต่รู้ว่าเท้ามีไว้สำหรับเดินและวิ่ง เจ้าตัวมีเพื่อนเป็นเด็กชาวเลเต็มไปหมด... แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กน้อยเกลียดก็คือการถูกล้อว่าเป็น...เด็กที่พ่อกับแม่เก็บได้จากถังขยะ! ถูกล้อว่าเป็นฝรั่งขี้นกบ้าง บ้างก็ล้อว่าเป็นเด็กเก็บตก และอีกสารพัด

สาเหตุก็เป็นเพราะหน้าตาของพิณตะวันนั้นไม่มีส่วนไหนคล้ายผู้เป็นพ่อกับแม่เลยนั่นเอง นายวัฒน์กับนางจินดานั้น มีผิวสีน้ำตาลเข้มเพราะเกิดอยู่กับทะเล แต่ลูกสาวกลับมีผิวขาวละเอียด ใบหน้าเรียวเล็กมีเค้ากระเดียดไปทางเลือดผสมแม้ไม่มาก แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เจ้าตัวถูกล้อว่าเป็นลิงเผือกเพราะผิวขาวจัดถ้าหากเปรียบเทียบกับเด็กชาวเกาะที่กำเนิดกลางทะเลผิวเป็นสีดำแดงหรือที่เรียกว่าผิวสองสี บ้างก็ตัวดำเป็นเหนี่ยง ทำให้เด็กหญิงไม่พอใจจนมีเรื่องมีราวชกต่อยกับเด็กที่ล้อซึ่งเป็นเด็กผู้ชายอยู่เป็นประจำ ร่างเล็กเพรียวแข็งแรงแต่มีใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวใครในวัยเดียวกัน สามารถต่อยเด็กผู้ชายจนร้องไห้วิ่งแจ้นไปฟ้องพ่อแม่ จนต่อมาเด็กเกเรทุกคนต่างขยาด ไม่กล้าล้อเลียนเด็กหญิงอีก และแถมยกให้เป็นหัวหน้าแก๊งด้วย

"ตอนนั้นพ่อกับแม่กำลังออกทะเลหาปลา ตะวันกำลังจะตกดิน สีส้มอร่ามสวยงามเหลือเกิน แม่กับพ่อก็กำลังรอเวลาจะเก็บแหที่ปักทอดเอาไว้ เย็นวันนั้นเราสองคนจอดเรืออยู่ใกล้โขดหินนั่งมองตะวันกันเพลิน แม่ไม่มีลูกก็นึกอธิษฐานขอกับพระอาทิตย์ ว่าขอให้ได้ลูกสักคนเถ๊อะ เจ้าประคุ๊ณ"

จินดาเล่าอย่างคล่องปากกับเรื่องนี้ที่เล่ามานับครั้งไม่ถ้วน เธอก้มมองใบหน้าเรียวเล็กด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและเอ็นดู เจ้าตัวนอนหนุนตักใช้พัดใบตาลโบกให้แม่แย็บๆ ทั้งๆ ที่ลมทะเลก็พัดเย็นดี แต่เพราะเป็นเด็กที่มีนิสัยกตัญญู คอยดูแลเอาใจใส่แม่กับพ่อในสิ่งที่ตนพอจะทำได้ ซึ่งเห็นตัวเล็กแค่นี้ แต่ก็คล่องแคล่วปราดเปรียวและเป็นงานหลายอย่างแล้ว ต่างมือต่างเท้าได้ยามจำเป็น

พิณตะวันมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของแม่ด้วยดวงตาใสแป๋ว เพราะต่อไปจะเป็นตอนที่ชอบฟังที่สุด เพราะมันคือปาฏิหาริย์แห่งชาติกำเนิดของเจ้าตัว...

"ทันใดนั้น ขณะที่พระสุริยเทพกำลังทรงราชรถจะลาลับขอบฟ้า จู่ๆ ก็มีวัตถุกลมๆ ห่อด้วยผ้าขาวลอยลงมาจากท้องฟ้า หล่นลงมากลางแหของพ่อเข้าพอดี พระอาทิตย์ท่านได้ประทานลูกมาให้พ่อกับแม่ตามที่แม่ได้อธิษฐานเอาไว้อย่างไม่คาดฝัน ท่านศักดิ์สิทธิ์เหลือเกินลูกเอ๊ย แถมยังทรงประทานพิณลอยตามมาด้วย แม่กับพ่อถึงได้ตั้งชื่อให้หนูว่า พิณตะวัน ยังไงล่ะ"

เด็กน้อยยิ้มแก้มปริ ดวงตาคมขำ กลมโตใสเปล่งประกายวิบวับระยับงามเวลาชอบใจ แต่เวลาโกรธล่ะก็จะคมดุ จนคนที่โดนจ้องเขม็งต้องเมินสายตาไม่กล้าจ้องสบด้วยนานๆ

"เพราะตะวันเป็นเด็กวิเศษ เป็นลูกพระอาทิตย์ ตะวันเลยมีลักษณะไม่เหมือนเด็กคนอื่นแถวนี้ ตะวันเข้าใจแล้ว และก็รู้สึกสงสารไอ้ก้อง ไอ้โก้ ไอ้แหลม และอีกหลายไอ้ที่มันไม่รู้ ตะวันไม่โกรธพวกมันแล้วที่มันเคยล้อตะวัน คนไม่รู้เขาเรียกว่าฉลาดน้อย ตะวันฉลาดมากกว่า ก็จะต้องให้อภัยพวกมัน ตอนนี้พวกมันขึ้นมะพร้าวให้ตะวันทุกวัน ตะวันเลยให้อภัยมันทุกคนเลยจ้ะแม่ การให้อภัยเป็นสมบัติของคนดี ตะวันจำที่แม่สอนได้ทุกอย่างจ้ะ"

เด็กหญิงเอ่ยเสียงแจ่มใส จดจำสิ่งที่แม่สอนได้ขึ้นใจทุกข้อ จินดายิ้มเอ็นดูกับความฉลาดเฉลียว ปราดเปรียว คล่องแคล่วและกล้าแกร่งเกินวัยของลูกสาว

"เมื่อไหร่พ่อจะเอาพิณไปซ่อมให้ตะวันล่ะจ๊ะแม่ มันไม่มีสายแบบนั้นเมื่อไหร่จะได้เล่นเป็นเสียที"

เด็กหญิงเอ่ยถาม จินดานึกถึงเครื่องดนตรีที่ทำจากไม้ทาเชลแล็กจนสวยมันเงา ตรงก้านมีปลายงอนเป็นลักษณะอ่อนช้อยงดงาม มันอยู่ในกล่องของมันอย่างดี ตอนที่ลอยหวือลงมาจากเรือสำราญลำนั้น สามีเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิด ไม่ให้ใครเห็นเพราะความงามแปลกตาไม่เคยเห็นแถวนี้หรือแถวไหนมาก่อน ถือว่าเป็นสมบัติประจำตัวของพิณตะวัน...สักวันหนึ่งมันอาจจะมีประโยชน์กับลูกก็ได้

"พ่อขึ้นแผ่นดินใหญ่รอบหน้า เห็นว่าจะไปหาซื้อมาให้จ้ะ นี่ก็ดึกแล้ว พ่อของตะวันทำไมยังไม่มาอีก นายหัวเรียกไปที่เรือนใหญ่ตั้งแต่หลังอาหารค่ำแล้ว ไม่สบายแบบนี้ ทางโน้นคงจะต้องการมารับกลับ แต่ท่านดื้อ"

จินดาเอ่ยกับลูก พิณตะวันขยับตัวลุกขึ้นนั่งทันที

"ให้ตะวันไปดูให้ไหมจ๊ะ ตะวันวิ่งปรู๊ดเดียว เดี๋ยวก็รู้...นะ"

คนอยากวิ่งเล่นรีบเสนอตัว บนเกาะแห่งนี้มีไฟฟ้าใช้อย่างสะดวกสบาย เนื่องจากทางเกาะได้ทำการขอให้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าใช้บนเกาะ เกาะที่เป็นหมู่บ้านอยู่ด้านชายหาด ส่วนถ้ำที่เป็นที่อยู่ของนกนางแอ่นจะอยู่ด้านใน ซึ่งความจริงเป็นเกาะถ้ำหินปูนอีกเกาะแต่เชื่อมกันกับเกาะของหมู่บ้านด้วยสันเขาหินปูนมีป่าปกคลุมโดยรอบ

เรือนใหญ่ตั้งอยู่ด้านตะวันออก ห่างจากบ้านของพิณตะวันก็ไม่ไกลประมาณ 200 เมตร แต่ไม่เห็นกันเพราะมีทิวมะพร้าวและต้นไม้บัง บนเกาะมีต้นไม้ใหญ่เยอะมาก เพราะนายหัวเป็นคนรักธรรมชาติ เห็นว่านายหัวเป็นคนบุกเบิกเกาะนี้ตั้งแต่ตอนท่านยังหนุ่ม ตอนนี้ท่านแก่หง่อมแล้ว และกำลังไม่สบาย ที่นี่มีที่จอดเฮลิคอปเตอร์ด้วย เพราะพวกเจ้านายเดินทางด้วยเครื่องเหาะส่วนตัว ไม่ค่อยเดินทางเรือ เพราะจากเกาะถึงฝั่งก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมง เวลานี้มีเจ้าเครื่องนั่นมาลงเมื่อตอนบ่าย เห็นผู้ชายตัวโตๆ สามสี่คนเดินลงจากเครื่อง คงจะมารับท่านกลับเข้ากรุงเทพฯ นั่นเอง

"เอาสิลูก แต่ระวังเท้านะ เดี๋ยวจะไปเหยียบงูเงี้ยวเขี้ยวขอเข้า เอามีดไปด้วย"

จินดาเอ่ยอนุญาต บนเกาะนี้ทุกคนรู้จักกันดี ไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เกาะนี้ยังไม่เคยมีเรื่องการขโมยรังนกเหมือนเกาะอื่นที่เป็นข่าว พิณตะวันถูกสอนให้รู้จักการป้องกันตัวมาตั้งแต่วิ่งได้ ยิงหนังสะติ๊กได้เก่งและแม่นยำ เวลานี้พ่อได้สอนให้ใช้มีดด้วย เพราะเอาไว้ปาดตาล ปาดขั้วมะพร้าว เลยถือโอกาสเอาไว้ป้องกันตัวด้วย พ่อได้ซื้อมีดสั้นเล่มสวย ชนิดพกติดตัว มาให้จากตลาดบนแผ่นดินใหญ่ ตะวันเอาใส่ไว้กระเป๋ากางเกงเอาไว้ตลอด พกแล้วรู้สึกอุ่นใจเหมือนมีเพื่อนตาย

"ไม่ต้องห่วงจ้ะ ตะวันจะระวังตัว"

กล่าวเสร็จเจ้าตัวก็วิ่งปรู๊ดลงบันไดห้าขั้น หางเปียแกว่งกระด๊อกกระแด๊ก มองเห็นได้จากระเบียง จินดายิ้มพลางส่ายหน้า...ทูนหัวของแม่... ขอให้พระคุ้มครองลูกให้แข็งแรงและแจ่มใสอย่างนี้ตลอดไป... จินดาขอพรพระเช่นทุกครั้ง

เด็กน้อยแสนฉลาดปราดเปรียวนัก ไม่ได้รู้สึกมีปมด้อยกับการที่ได้รู้ความจริงว่าไม่ใช่ลูกที่แม่เบ่งออกมาจากครรภ์เหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่กลับมองโลกในแง่ดีว่าเจ้าตัวเป็นลูกสาวพระอาทิตย์ไปซะนี่... จินดาดีใจที่เธอไม่ต้องโกหกลูกสำหรับเรื่องนี้

*****

เอาไปค่า ตอนแรกก็มาอย่างเป็นทางการแล้วค่า... เริ่มตั้งแต่กำเนิดของลูกน้อยหอยหลอดกันเลยทีเดียว...

ขอเสียงต้อนรับ และเม้นต์ส่งกำลังใจให้นายหัววิลกับหนูพิณตะวันหน่อยค่า...จุ๊บๆ