< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

เล่ห์ร้ายโฉมสะคราญ เล่ม 3 ตอนที่ 199-326

หอหมื่นอักษร
5.0
<
>
ตอนที่ 199 จูงมือตลอดทาง / ตอนที่ 200 แท่นพระบรรทม

ตอนที่ 199 จูงมือตลอดทาง

“ไปกันเถอะ” ฉินเย่หานกวาดตามองซูหลี จากนั้นจึงยื่นมือของตนไปตรงหน้าซูหลี

ใบหน้าซูหลีแข็งค้าง ในตอนที่เห็นมือเรียวยาวสะอาดตาข้างหนึ่งนั้น นางชะงักค้างไปไม่รู้ตัว

ในความทรงจำของนางนั้น ฮ่องเต้ที่ไม่ชอบการสัมผัสจากคนอื่น กระทั่งตอนที่หวงเผยซานรินชาถวาย ยังต้องระมัดระวัง ไม่ให้สัมผัสหัตถ์ของโอรสสวรรค์

คิดไม่ถึงตอนนี้เขากำลังยื่นมือมาหานาง

แน่นอนว่าซูหลีไม่ได้ดีใจแม้แต่น้อยที่ได้รับเกียรติเช่นนี้!

นางรู้สึกได้ถึงเพียงความกลัวเท่านั้น

“หืม?” เสียต่ำของฉินเย่หานดังขึ้นข้างหูซูหลี ซูหลีตื่นตะลึง และวางมือของตนลงบนมือใหญ่อย่างว่าง่าย จากนั้นก็รู้สึกได้ถึงมือแข็งแกร่งดึงนางขึ้น

เพียงแต่ซูหลีคุกเข่ามาตลอดทาง เท้าสองข้างปวดชาไปหมด ทันทีที่ถูกดึงขึ้นในทันทีเช่นนี้ นางถูกดึงขึ้นในทันที นางยังประคองตัวไม่ได้ซวนเซไปทันที

ซูหลีรู้สึกได้ถึงแรงของฉินเย่หานที่ดึงนางขึ้น แต่กลายเป็นว่าเขาดึงนางโผเข้าสู่อ้อมอกของเขา !

“อุ๊บ!” ซูหลีคิดไม่ถึงเลยว่าคนเย็นชาอย่างฉินเย่หาน ร่างกายจะร้อนฉ่า เพียงแตะเมื่อครู่นางก็ได้ยินเสียงฮึมฮัมอย่างพึงพอใจของฉินเย่หาน

พอใจ?!

นางต้องจินตนาการไปเองแน่นอน

“ฝ่า ฝ่าบาท?” ซูหลีรู้สึกว่าตนเองคงจะบ้าไปแล้ว เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนี้เพิ่มขีดจำกัดของนางขึ้นเรื่อยๆ

นางพยายามสลัดออกให้พ้นอ้อมอกฉินเย่หาน ควบคุมไม่ให้ร่างกายตัวเองแนบชิดกับฉินเย่หานจนเกินไป

ฉินเย่หานไม่ฝืน นางดิ้นรน ฉินเย่หานก็ผ่อนแรงลงปล่อยให้นางหลุดจากการเกาะกุม

ตอนนี้ซูหลีลนลาน นางถึงขนาดไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าการกระทำเช่นนี้ของฉินเย่หานแปลว่าอะไร

ทำได้เพียงก้มหน้างุดๆ พยายามสุดความสามารถที่จะไม่สบตาฉินเย่หาน

และเพราะเหตุนี้ จึงพลาดไม่เห็นรอยยิ้มบางๆ ของฉินเย่หาน

ตอนอยู่ในหอสุยอวิ๋น ตอนฉินเย่หานเห็นซูหลีกอดเอวจี้เหิงหรานแน่น เขาก็อยากจะทำเช่นนี้บ้าง

คิดไม่ถึงซูหลีจะพาตนเองเข้าสู่อ้อมกอดเขา

ร่างกายนางนุ่มนิ่ม เล็กจ้อยแบบบาง กอดไว้ในอ้อมอกทำให้รู้สึกสบายอย่างยิ่งทันที

นุ่มนิ่มเหมือนที่เขาคิดไว้

ทั้งนุ่มทั้งหอมนี่มันน่ากินชัดๆ

“ฝ่าบาท ใต้เท้าโจวยังรออยู่นะ!” ถึงแม้ซูหลีจะก้มหน้างุดๆ ตลอดเวลาก็ยังเห็นสายตาร้อนแรงของฉินเย่หานที่วนเวียนอยู่บนร่างนาง ทำให้นางยิ่งลนลานมากขึ้น

นางทำได้เพียงหาเรื่องชวนคุย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของฉินเย่หาน

“อืม” ฉินเย่หานเงียบไปเล็กน้อย กำมือนางแน่น ดึงให้นางลงจากรถม้าไปด้วยกัน

“ฝ่าบาท” โจวเหว่ยเห็นเงาคนปรากฏขึ้นตรงหน้ารีบร้อนส่งเสียงออกมา

“ให้คนเตรียมน้ำด้วย” ฉินเย่หานเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะดึงตัวซูหลีเข้าไปในตำหนักอวิ๋นซิน

โจวเหว่ยเหลือบสายตามองอย่างไม่ได้ตั้งใจ พลันเหลือบเห็นฉินเย่หานจูงมือซูหลี สีหน้าแปลกประหลาดทันที

เขาชะงักค้างอยู่นาน เมื่อเห็นซูหลีถูกฉินเย่หานดึงเข้าไปในตำหนักอวิ๋นซิน ก็ยังคงงุนงงทำอะไรไม่ถูก

นี่มัน นี่...

เหมือนเขาเห็นภาพมายา!?

คนที่รู้สึกเหมือนเห็นภาพหลอนเช่นกัน นอกจากโจวเหว่ยแล้วยังมีข้ารับใช้ทั้งหมดในตำหนักอวิ๋นซิน!

พวกเขามองเห็นฮ่องเต้ดึง...ไม่สิ ต้องบอกว่าจูง จูงคนผู้หนึ่งเข้าไปในตำหนักอวิ๋นซิน

ร่างกายสัมผัสกัน!

 แถมยังเป็น! ผู้ชายคนหนึ่งด้วย!

ตอนที่ 200 แท่นพระบรรทม

ในวินาทีนี้ ข้ารับใช้ทั้งหมดในตำหนักอวิ๋นซิน ควบคุมสายตาตนเองไม่ได้อีกแล้ว

คนที่ได้อยู่รับใช้ในตำหนักอวิ๋นซิน เป็นคนที่หวงเผยซานเลือกสรรเป็นอย่างดี ทุกคนล้วนแต่ละเอียดรอบคอบอย่างมาก

เพียงแต่ทุกสิ่งที่เห็นในวันนี้ เหมือนดังความฝันชวนตื่นตระหนกอย่างยิ่ง ดังนั้นคนพวกนี้จึงไม่อาจควบคุมสายตาตนเอง...

ส่วนฟากซูหลีนั้นลนลานยิ่งกว่าเดิม

นางเพิ่งจะเคยมาห้องบรรทมของฮ่องเต้เป็นครั้งแรกไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติก่อน

ตำหนักอวิ๋นซินเป็นห้องบรรทมของฮ่องเต้จึงสร้างขึ้นอย่างวิจิตรโอ่อ่า สิ่งที่ลอดเข้าในครรลองสายตานั้นล้วนเปล่งประกายเรืองรองสีทอง

บนพื้นปูพรมขนแกะหนานุ่มปักลายดอกไม้ซับซ้อน ซูหลีเอาแต่ก้มศีรษะมองลายดอกไม้จนรู้สึกเวียนศีรษะ

จนกระทั่งฉินเย่หานชะงักฝีเท้า นางถึงได้สติมาเล็กน้อย

“ฝ่า ฝ่าบาท” ในตำหนักอวิ๋นซินกว้างขวางอย่างมาก ลมรวยรินในฤดูร้อน ทำให้ซูหลีได้สติกลับมา

นางรู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาลนลานตื่นตระหนก จึงรีบควบคุมสติตนเองเอาไว้

ฉินเย่หานเหลือบสายตามองนางพบว่านางค่อยๆ ดึงมือของตนเองออกจากฝ่ามือของเขาอย่างระมัดระวัง

ฉินเย่หานชะงักไปเล็กน้อย เมื่อครู่เขาเพียงแค่อยากจะดึงให้นางลุกขึ้นเท่านั้นคิดไม่ถึงว่ามือน้อยๆ นี้จะทั้งนุ่มนิ่มเรียบลื่น จู่ๆ ก็ไม่อยากจะปล่อยมือออก

ดังนั้นถึงได้จูงนางมาจนถึงตำหนักบรรทม

ตอนนี้เห็นท่าทางกระเง้ากระงอดของนาง เขาชะงักไปก่อนจะปล่อยมือนาง

ทันทีที่คลายมือออก ซูหลีก็ถอนหายใจออกอย่างโล่งอก ในที่สุดหัวสมองก็ไม่ตึงเครียด

แต่ว่านางยิ่งหวาดกลัวฮ่องเต้มากขึ้นไปทุกที

ไม่รู้ด้วยเหตุใด นางถึงได้รู้สึกว่าฮ่องเต้ออกจะ..ประหลาดเล็กน้อย

“ฝ่าบาท เตรียมน้ำแล้วเพคะ” จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้น ทำเอาซูหลีใจสั่น เมื่อหันไปมองก็เห็นหวงเผยซานยืนด้านหลังตน

“คุณชายซู” หวงเผยซานเคยเห็นสถานการณ์ใหญ่โต หลังจากเห็นซูหลีแล้วเหมือนไม่ได้ตกใจอะไร

ที่จริงซูหลีไม่รู้ก็คือในตอนที่ฉินเย่หานเพิ่งจะดึงมือซูหลี หวงเผยซานตื่นตะลึงแต่เขามากประสบการณ์อยู่ไม่น้อย จึงมีปฏิกิริยาที่รวดเร็วอย่างยิ่ง ถึงตามหลังพวกเขาเข้ามา

“อืม” ฉินเย่หานกวาดตามองซูหลี หมุนตัวเตรียมจะไปอาบน้ำ

“อยู่รอที่นี่ ห้ามไปไหน” ซูหลีเพิ่งถอนจะหายใจ แต่กลับได้ยินประโยคเช่นนี้ ใบหน้านางค้างแข็งละลักละล่ำตอบ ถึงเห็นเงาฉินเย่หาน หายตัวไปในพระตำหนักบรรทมขนาดใหญ่แห่งนี้

ฉินเย่หานจากไป แรงกดดันข้างกายนางก็สลายหายไปในทันที

ซูหลีรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นเพียงแต่ในใจยังคงกังวลนางจะผ่านคืนนี้ไปได้อย่างไร

ตอนนี้นางถึงเห็นเบื้องหน้านางนั้นเป็นแท่นบรรทมขนาดใหญ่ พอคนนอนได้เจ็ดแปดคนเลยทีเดียว!

หัวเตียงของเตียงมังกรนี้เป็นมังกรทะยานสีทอง มีชีวิตชีวา งดงามตระการตาอย่างยิ่ง

บนเตียงนั้นมีผ้าห่มลายมังกรสีเหลืองสว่าง รอบเตียงแขวนด้วยม่านตาข่ายสีเหลืองและขาว ทำให้ผู้พบเห็นหวาดกลัว

ซูหลีมองดูเตียงมังกรหลังนั้น ก็คิดถึงภาพที่ตนเองและฉินเย่หานนอนลง

ทันใดพลันรู้สึกว่านางเป็นลมไปน่าจะดีกว่า

ถึงแม้ว่าเตียงจะมีขนาดใหญ่มาก แต่! แต่นี่เป็นแท่นบรรทม!

หากซูไท่ล่วงรู้เข้า ซูหลีเข้ามาในสำนักเต๋อซั่นได้ไม่นานอะไรก็ยังไม่ได้ทำ แต่กลับปีนขึ้นเตียงมังกร ไม่รู้ว่าในใจซูไท่จะคิดอย่างไร...

เพียงแค่ซูหลีลองคิดดูก็ยังปวดหัว!