< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

รักร้ายเจ้านายที่รัก 18

dadona
0.0
<
>
D.O.1

D.O.1

“นี่นังนับมีอะไรกินบ้าง”

เสียงพรทิพย์ตะโกนถามลูกเลี้ยงสาว

“มีผัดผัก แล้วก็ไข่เจียวค่ะน้าทิพย์” เสียงหวานเอ่ยบอกพรทิพย์

“ทำเป็นแค่นี้หรือไง ฉันเบื่อจะตายอยู่แล้วนะไอ่เมนูผัดผักทั้งหลายเนี่ย” พรฟ้าน้องสาวต่างมารดาพูดต่อว่านับดาวขณะที่เดินลงมาจากบันได

“พี่มีเงินแค่นี้แหละ ถ้าฟ้าอยากกินอะไรก็ไปซื้อเอาเองนะ” 

นับดาวเอ่ยบอกด้วยความเอือมระอา ตั้งแต่แม่เธอเสียไปด้วยโรคร้ายตอนอายุ 5 ขวบ ไม่ถึงปีนพดลบิดาของเธอนั้นก็แต่งงานใหม่กับพรทิพย์ ตอนยังไม่มีพรฟ้านั้นพรทิพย์ก็เลี้ยงเธออย่างดี แต่พอมีพรฟ้าพรทิพย์ก็เปลี่ยนเป็นคนละคน เหมือนจงเกลียดจงชังเธอนักหนา และไม่เคยเห็นเธอเป็นลูกมาตั้งแต่นั้นเลย

“คุณแม่คะ ดูมันพูดซิคะ” พรฟ้าฟ้องคนเป็นแม่

“นี่กล้าดียังไงมาพูดกับน้องแบบนี้ห๊ะ ” พรทิพย์ดุนับดาว

“พอๆ มีอะไรก็กินไปก่อนเถอะ บ้านเราไม่ได้มีเหมือนแต่ก่อนนะ จะไปทำงานไม่ใช่เหรอก็รีบไปเดี๋ยวเข้างานสาย” 

นพดลเอ่ยตัดลำคาญ แล้วหันมาพูดกับนับดาว ใจหนึ่งก็สงสารนับดาวที่ต้องมาคอยรับอารมณ์เกลียดชังของพรทิพย์และพรฟ้า เขาก็พอรู้ว่าพรทิพย์นั้นไม่ได้รักนับดาวที่เกิดจากภรรยาคนแรกเลย แต่จะให้เขาทำยังไงได้ถึงนับดาวจะเป็นลูกของเขาแต่พรทิพย์และพรฟ้าก็เป็นเมียและลูกเขาเหมือนกัน นพดลทำได้แค่คอยห้ามปรามในบางครั้งเท่านั้น

“ค่ะ งั้นนับไปทำงานก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”

เสียงหวานเอ่ยก่อนเดินไปหยิบกระเป๋าทำงาน เท้าเล็กก้าวออกจากบ้านทันที มือบางปาดน้ำตาที่ซึมออกมาด้วยความน้อยใจบิดา มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เธอจะโดนแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างแม่นั้นคอยรังแกอยู่เสมอแต่เธอก็ชินแล้ว แต่ที่ทำให้หญิงสาวน้อยเนื้อต่ำใจมาตลอดคือนพดลนั้นไม่เคยปรามสองคนนั้นจริงจังสักครั้ง

เมื่อห้าปีก่อนพ่อเธอก็มีธุรกิจเป็นของตัวเองเหมือนกัน ฐานะบ้านเธอก็ถือว่ามีกินมีใช้ระดับหนึ่ง แต่เพราะทั้งพ่อเธอและพรทิพย์นั้นต่างพากันไปเล่นการพนัน กว่าทั้งสองจะรู้ตัวนั้นเงินทองที่เก็บสะสมมาก็หมดหายไปแล้ว

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นทั้งพรทิพย์และพรฟ้ายังคงใช้ชีวิตสุขสบายด้วยความเคยชินโดยไม่ทำงานอะไรเลย พรฟ้านั้นเรียนมหาลัยปีสุดท้ายแล้ว แต่กว่าจะจบก็หลายปีเหมือนกัน เพราะถูกพรทิพย์เอาใจตั้งแต่เด็กเลยไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไหร่ ผิดจากเธอที่ต้องดิ้นรนทำงานส่งตังเองเรียนจนจบ

“ไม่เป็นไร สักวันมันต้องเป็นวันของนับ ใช่มั้ยคะแม่”

เสียงหวานพึมพำกับตัวเอง เท้าบางรีบเบียดเสียดกับผู้คนที่เดินทางไปทำงานเหมือนกันบนรถเมล์เพื่อเดินทางไปยังบริษัทที่เธอทำงานอยู่

 

เท้าเล็กของนับดาวก้าวเข้ามาในตึกของบริษัท เอ็นพีวีกรุ๊ป ร่างบางเข้าไปในลิฟต์แล้วกดขึ้นไปยังชั้น 15 พอถึงที่หมายนับดาวก็ก้าวไปยังโต๊ะทำงานเธอทันที

“สวัสดีค่ะพี่นารี” 

นับดาวเอ่ยสวัสดีนารีเลขาของประธานกรรมการบริษัท ส่วนนับดาวนั้นเป็นผู้ช่วยให้นารีอีกที

“สวัสดีจ๊ะ มาแต่เช้าเลยนะ”

“แหม แต่ก็ช้ากว่าพี่นารีนะคะ” ร่างบางเอ่ยอย่างสดใส ทำเหมือนว่าก่อนหน้านั้นไม่ได้เจอเรื่องสะเทือนใจมาเลย

“เดี๋ยวนับเตรียมเอกสารรายงานการประชุมเมื่อวานให้พี่หน่อยนะ คุณวาคิมเขาต้องการ”

“ได้ค่ะ” เสียงหวานเอ่ยตอบแล้วรีบไปจัดการเอกสารให้ทันที

บริษัทเอ็นพีวี กรุ๊ป ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์และส่งออกไปยังต่างประเทศ รายได้ในแต่ละปีนั้นเป็นกอบเป็นกำ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้แก่ตระกูลอนันต์ภิวัตน์ ซึ่งปัจจุบันประธานกรรมการบริษัทคือ วาคิม อนันต์ภิวัตน์ อายุ 30 ปี ลูกชายคนโตของภาคภูมิ อนันต์ภิวัตน์ และเกศมณี อนันต์ภิวัตน์

วาคิม อนันต์ภิวัตน์ ซึ่งรับช่วงต่อจากภาคภูมิ ถึงจะอายุยังน้อยแต่ก็สามารถทำให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นยอมรับได้อย่างง่ายดายเพราะวาคิมนั้นเป็นคนเก่งมีความสามารถ มีนิสัยสุขุม เด็ดขาด แต่ก็ใจดีมีเหตุผล จึงสามารถคุมทุกอย่างได้ หน้าตานี่ไม่ต้องพูดถึงลูกชายตระกูลนี้ถือว่าเสน่ห์แรงกันทั้งคู่ นอกจากใบหน้าที่คมหล่อแล้วหุ่นยังสมาร์ทได้มาตรฐาน ทำให้สาวๆติดกันตรึม แต่วาคิมนั้นไม่โสดแล้วเพราะพึ่งเข้าพิธีวิวาห์ไปกับแพรนิตแฟนสาวที่คบกันมาตั้งแต่มหาลัย และตอนนี้แพรนิตเองก็กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆอยู่ ทุกคนในบ้านต่างตื่นเต้นดีใจเตรียมรับขวัญหลานคนแรกกันยกใหญ่

“คุณนารี คุณนับดาวเข้ามาหาผมที่ห้องหน่อย แล้วก็ขอรายงานการประชุมเมื่อวานด้วยครับ”

เสียงอินเตอร์โฟนจากในห้องบอกด้วยน้ำเสียงที่มีอำนาจ

“ค่ะ ท่านประธาน” นารีเอ่ยตอบไป

เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วสองสาวจึงรีบบวางงานที่ทำอยู่แล้วเข้าไปยังข้างในห้องทันที

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

           “เข้ามา” เสียงเข้มดุดันมีอำนาจเอ่ยบอก

“นี่คือรายงานการประชุมเมื่อวานค่ะคุณวาคิม” นารีเอ่ยบอก

“ขอบคุณครับ ผมมีอีกเรื่องจะบอกพวกคุณสองคน สัปดาห์หน้าน้องชายผมจะมารับตำแหน่งรองประธานกรรมการ ผมจะให้คุณนับดาวไปเป็นเลขาให้ภาคินน่ะ”

เสียงเข้มของวาคิมเอ่ยอย่างหนักแน่น

“เอ่อ ดิฉันเหรอคะ” นับดาวเอ่ยถามเพื่อให้ความแน่ใจ

“ครับ ผมหวังว่าคุณจะไม่มีปัญหานะ”

“เอ่อ ไม่มีปัญหาค่ะท่านประธาน ดิฉันจะตั้งใจทำงานให้เต็มที่เลยค่ะ” เสียงหวานเอ่ย ใครจะกล้าไปมีปัญหากับท่านประธานล่ะ

“ดีครับ คุณนารีก็รับประกาศหาผู้ช่วยใหม่ด้วยนะครับ”

“ค่ะ”

เมื่อจบการสนทนาสองร่างบางก็ก้าวออกจากห้องทันที

“ทำไมต้องเป็นนับด้วยล่ะคะ” นับดาวเอ่ยถามนารีขณะนั่งลงที่โต๊ะทำงาน

“คุณวาคิมคงเห็นความสามารถของนับแหละ ถึงมอบงานนี้ให้นับไง” นารีเอ่ยอย่างจริงจัง ตั้งแต่ได้นับดาวมาเป็นผู้ช่วยงานของเธอก็เบาลงไปอย่างมากเลยทีเดียว เพราะนับดาวนั้นทำงานได้เป็นระเบียบเรียบร้อย และเรียนรู้ได้เร็ว

“จะว่าไปพี่ต้องเสียผู้ช่วยฝีมือดีไปจริงๆเหรอเนี่ย” นารีเอ่ย

“พี่นารีอย่าพูดให้นับเศร้าซิคะ ยังไงเราก็ยังอยู่บริษัทเดียวกันนะคะ” นับดาวบอก

“นั่นซินะ ป่ะตั้งใจทำงานกันดีกว่า” นารีบอก

“เอ่อ พี่นารีคะ คุณภาคินนี่เขาเป็นคนยังไงเหรอคะ” เสียงหวานเอ่ยถาม นารีน่าจะรู้จักภาคินมากกว่าเธอเพราะทำงานที่นี่มานานแล้ว ผิดกับเธอที่พึ่งทำได้ 1 ปีเอง

“เอ่ คุณภาคินเหรอ พี่ก็ไม่ค่อยรู้หรอกนะว่าเขาเป็นคนยังไง เคยเห็นแค่ผ่านๆเพราะนานทีจะกลับมาไทย”

นารีเอ่ยบอก เพราะภาคินนั้นไปเรียนต่อต่างประเทศได้หลายปีแล้ว ถึงจะจบแล้วเจ้าตัวก็ยังทำงานที่ต่างประเทศเพื่อหาประสบการณ์ นานๆทีจะกลับมาไทย ถึงกลับมาไทยก็ไม่บ่อยนักที่จะเข้าบริษัท

“งั้นเหรอคะ” เสียงหวานพึมพำ

“แต่ที่แน่ๆคือ คุณภาคินเขาหล่อมากเลยนะนับ คุณวาคิมว่าหล่อแล้ว คนน้องหล่อคมกว่าไหนๆ ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ ”  หญิงสาวสงสัย

“ขนาดไหนไม่รู้แต่ที่รู้คือ สาวๆคุณภาคินนี่ตามเป็นขบวนเลยแหละ นับเองก็อย่าเผลอไปตกหลุมรักเขาล่ะ”  นารีเอ่ยแซวนับดาว

“ไม่หรอกค่ะ อีกอย่างคนระดับนั้นไม่มองคนระดับนับหรอก”  เสียงใสเอ่ยอย่างไม่คิดอะไร

“แต่ก็ไม่แน่นะ นับเองก็สวยใช่ย่อย”  นารีเอ่ยมองร่างเล็กตรงหน้าที่สวยไม่แพ้ใครเลย ใบหน้ามน คิ้วเรียงสวย จมูกโด่งรั้น ปากสวยกระจับได้รูป ผิวขาวเนียนละออ ผมสลวยดกดำ เป็นใครก็ตกหลุมรักคนตรงหน้าแน่นอน

“นับว่าไม่หรอกค่ะ”

“ฮ่าๆๆ ไม่ก็ไม่ งั้นทำงานกันเถอะ” นารีเอ่ยพร้อมช่วยกันทำงานต่อจากที่ค้างไว้

17.00 น.

“ท่านประธานจะกลับแล้วเหรอคะ”  นารีเอ่ยเมื่อเห็นร่างสูงของวาคิมออกมาจากห้อง

“ครับ พวกคุณก็กลับกันได้แล้วนะครับ ไม่ต้องขยันกันขนาดนั้นก็ได้” 

วาคิมเอ่ยบอก ตั้งแต่ภรรยาเขาท้อง เขาก็จะกลับบ้านเร็วเสมอ ผิดกับแต่ก่อนที่โหมทำงานหนักจนไม่ได้พักผ่อน แต่อีกไม่นานเขาคงจะได้พักบ้างแล้วแหละเพราะเจ้าน้องชายตัวดียอมกลับมาช่วยงานเขาแล้ว หลังจากที่หนีไปทำงานที่ต่างประเทศโดยไม่ยอมกลับไทยเลย

“ค่ะ อีกสักครู่ก็จะกลับกันแล้วค่ะ” นารีบอก

“ครับ”

เมื่อร่างสูงของวาคิมเดินออกไปแล้ว นับดาวและนารีก็ทำงานที่ค้างต่ออีกไม่นานแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านทันที

“กลับดีๆนะนับ”  นารีบอกนับดาวด้วยความเป็นห่วง

“ค่ะ เจอกันพรุ่งนี้นะคะ” เสียงหวานของนับดาวเอ่ยบอก

“จร้า”

เมื่อแยกจากนารีแล้วนับดาวก็ก้าวขึ้นรถเมล์ด้วยความเหนื่อยล้า นี่ผ่านไปอีกวันแล้วเหรอเนี่ย ตกเย็นก็ต้องกลับไปเจออะไรเดิมๆที่บ้านอีก แค่คิดก็เหนื่อยใจแล้ว ใจหนึ่งก็อยากหนีไปให้พ้นจากคนพวกนั้น อีกใจหนึ่งก็ห่วงพ่อตัวเอง เพราะนพดลเองก็เริ่มแก่ตัวลง โรคต่างๆก็มารุมเร้า จะให้เธอเป็นคนอกตัญญูหนีพ่อไปเธอก็ทำไม่ได้ ยังไงเสียนพดลก็ไม่เคยทุบตีเธอเลย

“ทำไมกลับช้า”

ยังไม่ทันได้นั่งพักหายเหนื่อย เมื่อเข้ามาในบ้านพรทิพย์ก็เหน็บเธอแล้ว

“รถติดค่ะ เลยกลับมาช้า” เสียงหวานเอ่ยพร้อมก้าวขึ้นไปบนห้องนอนชั้นสอง

“แล้วก็รีบลงมาทำกับข้าวด้วย เดี๋ยวยัยฟ้ากลับมาจะหิว”  พรทิพย์ตะโกนบอก

“ค่ะ” เสียงหวานรับคำไม่อยากมีปัญหา นี่คือเรื่องปกติที่เธอเจอตอนอยู่บ้าน สองแม่ลูกนั้นหาเรื่องใช้เธอได้ตลอดทั้งที่นับดาวเองก็เหนื่อยจากการทำงานแล้ว แต่เพราะไม่อยากมีปัญหาได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำไปโดยไม่บ่นสักครั้ง