< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

วาสนาบันดาลรัก เล่ม 4 ตอนที่ 134-168

หอหมื่นอักษร
4.0
<
>
ตอนที่ 134 เข็มตำ

จวนเจี้ยนอานปั๋วเองก็คิดไม่ถึงว่าคนที่มาส่งโจ๊กล่าปาของจวนเจิ้นกั๋วกงจะเป็นหลัวเทียนเฉิง

ฮูหยินผู้เฒ่ามิใช่คนคร่ำครึจึงบอกให้ไปตามเจินเมี่ยวมาหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม รอกระทั่งหลัวเทียนเฉิงกล่าวลาก็ให้นางลุกไปส่ง

เจินเมี่ยวหนาวจนต้องถูมือไปมา แล้วกระชับคอเสื้อให้แน่นขึ้นมิให้หิมะร่วงตกใส่ “หลัวซื่อจื่อ มาหาข้ามีเรื่องใดหรือ”

หลัวเทียนเฉิงเบิกบานยิ่ง “คุณหนูสี่ เจ้าคิดแต่ว่าที่ข้ามาหาเจ้าเพราะมีเรื่องงั้นหรือ”

“อืม ที่แท้หลัวซื่อจื่อมาที่นี่เพียงเพื่อส่งโจ๊กล่าปาเท่านั้นหรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอตัวกลับก่อน หลัวซื่อจื่อเดินทางระวังด้วย” เจินเมี่ยวย่อกายคราหนึ่งแล้วหมุนกายเดินกลับเรือนตนทันที

อากาศหนาวเพียงนี้ นางกลับถูกท่านย่าเรียกมาเพื่อให้เดินไปส่งคุณชายใหญ่ท่านนี้ในขณะที่กำลังกินบัวลอยแป้งข้าวเหนียวอยู่ นี่ช่างเป็นการกลั่นแกล้งคนโดยแท้!

“คุณหนูสี่สกุลเจิน เจ้ากลับมาเดี๋ยวนี้!” หลัวเทียนเฉิงโกรธเสียจนหน้าดำคล้ำ

ท่าทีอ่อนโยนนุ่มนวลของนางมีไว้ให้ผู้อื่นดูเท่านั้นหรือ ครั้นพบเขาถึงได้มีแต่การประชดประชัน เพราะนางเชื่อมั่นว่าเขามิอาจทำอันใดนางได้หรือไม่ใส่ใจว่าเขาจะรู้สึกต่อนางเช่นไรกันแน่

ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุใด คิดแล้วก็รู้สึกมีโทสะทั้งสิ้น

เจินเมี่ยวหยุดฝีเท้าลง

หลัวเทียนเฉิงเผยรอยยิ้มขึ้น “ข้ามาเพื่อกล่าวขอบคุณสำหรับโจ๊กล่าปาที่เจ้าทำ รสชาติเยี่ยมมาก...”

เจินเมี่ยวอึ้งงันไป นางอยากจะยกมือขึ้นสัมผัสอีกฝ่ายเหลือเกินว่าเป็นไข้หรือไม่ แต่ก็อดกลั้นเอาไว้ และเผยรอยยิ้มดุจเดียวกันแก่เขา “ที่แท้หลัวซื่อจื่อมาเพื่อกล่าวขอบคุณนี่เอง เกรงใจเกินไปแล้วจริงๆ”

หลัวเทียนเฉิงอยากจะสอบถามเรื่องนายท่านรองสกุลเจิน ทั้งกลัวว่าเจินเมี่ยวจะรู้สึกสงสัยแปลกใจ จึงเดินไปพลางสนทนาเรื่อยเปื่อยกับนางไปพลาง เขาเอ่ยชักนำให้เจินเมี่ยวพูดเรื่องในจวนของตนขึ้นก่อนอย่างแนบเนียน

“ระยะนี้ หากท่านไม่มีธุระอันใดก็อย่าได้ลอบปีนกำแพงกระโดดเข้าหน้าต่างห้องข้าอีก ท่านลุงรองกำลังจะกลับมาแล้ว ถึงตอนนั้นภายในจวนคงมีคนมากมายพลุกพล่าน หากถูกพบเข้าคงมิพบจุดจบที่ดีแน่”

“ท่านลุงรองของเจ้า?”

“ใช่แล้ว ท่านลุงรองของข้าปฏิบัติหน้าที่อยู่นอกเมืองมาหลายปี ตอนนี้กำลังจะกลับเมืองหลวงแล้ว”

“อากาศเช่นนี้ คงเดินทางลำบากไม่น้อย”

เจินเมี่ยวครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ตั้งแต่วันที่ได้รับจดหมายก็ล่วงเลยมาเจ็ดแปดวันแล้ว ท่านลุงรองเดินทางมาจากหนานหยาง แม้จะมิใคร่สะดวกนักแต่ก็ควรจะถึงได้แล้ว”

“ท่านลุงรองของเจ้าเป็นคนเช่นไรหรือ” หลัวเทียนเฉิงเอ่ยถามอย่างคล้ายไร้เจตนาใด

ชาติก่อนนั้นจวนเจี้ยนอานปั๋วไม่เพียงไม่อาจเป็นกำลังเสริมให้เขาได้ แต่ยังกดทับฟางเส้นสุดท้ายของเขาไว้อีก

หลังจากองค์รัชทายาทถูกปลดแล้ว เจินเจี้ยนเหวินผู้สืบทอดแห่งจวนเจี้ยนอานปั๋วซึ่งดูท่าทีฉลาดปราดเปรื่องกลับเลือกยืนผิดข้าง!

ยามนั้นท่านย่าได้สิ้นไปแล้ว ท่านอารองก็อยากจะกำจัดเขาไปเสียเดี๋ยวนั้น เขายังมาทำลายชื่อเสียงตนเองอีก เมื่อไม่มีตระกูลพ่อตาคอยค้ำชู หลังจากฆ่าคนจึงถูกเนรเทศไปแดนไกลจนไม่ทราบต้องเผชิญโชคชะตาเช่นใดบ้าง

เจินเมี่ยวกะพริบตาปริบๆ “ท่านอารองเดินทางไปแดนไกลตั้งแต่ข้ายังเล็ก จึงไม่มีความทรงจำใดเลยสักนิด”

ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงบินพึ่บพั่บอยู่เหนือหัวดังลอยมา มีนกกระจอกหลายตัวโบยบินจากกิ่งไม้ซึ่งปกคลุมด้วยหิมะ

หลัวเทียนเฉิงมือว่องตาไวจึงดึงเจินเมี่ยวออกจากตรงนั้น นางพลันเห็นเกล็ดหิมะมากมายร่วงโครมลงมายังตำแหน่งที่นางยืนอยู่เมื่อครู่

“ขอบคุณท่านมาก”

หลัวเทียนเฉิงปล่อยมือแล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “เล็กน้อยดุจชูมือเท่านั้น ถึงหน้าประตูแล้ว เจ้ากลับเถิด”

“อืม ท่านก็ระวังด้วย” เจินเมี่ยวพยักหน้าให้เขาคราหนึ่งแล้วหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วพร้อมก้าวเท้าไปข้างหน้า

“ประเดี๋ยวก่อน” หลัวเทียนเฉิงจ้องแผ่นหลังของนาง ไม่ว่ามองอย่างไรก็รู้สึกขวางตายิ่ง

“หลัวซื่อจื่อยังมีเรื่องใดอีกหรือ”

พลันเห็นหลัวเทียนเฉิงเอ่ยด้วยใบหน้าดำคล้ำว่า “เจ้าย้ายกลับไปอยู่สวนเฉินเซียงแล้ว เหตุใดจึงมิเขียนจดหมายบอกข้า”

เจินเมี่ยวตกตะลึงไป ทั้งรู้สึกหัวเราะมิออกร้องไห้มิได้ “หลัวซื่อจื่อ คงไม่มีเรื่องใดให้มาหาข้าในระยะนี้กระมัง”

หากนางเปลี่ยนที่พักคราใดก็ต้องเขียนจดหมายบอกคู่หมั้นทุกคราไป เช่นนี้ดูจะแปลกประหลาดอยู่สักหน่อยกระมัง

เหตุใดพวกเขาจึงพูดคุยถึงพฤติกรรมอันผิดปกตินี้ด้วยน้ำเสียงแสนปกติได้เล่า

หรือการที่คู่หมายปีนกำแพง กระโดดเข้าหน้าต่างอันใดนั่นกลายเป็นเรื่องปกติของต้าโจวไปแล้ว           เจินเมี่ยวยกมือขึ้นกุมใบหน้าตนทันที แล้วเหตุใดนางจึงไม่ทราบเล่า

หลัวเทียนเฉิงมิอาจเอ่ยอันใดได้ต่อไปกับคำถามนี้ของนาง แต่กลับไม่พอใจอยู่ลึกๆ

เขาลอบเอ่ยในใจว่าหากไม่มีโอกาสให้ได้มาส่งโจ๊กล่าปาที่นี่พอดี เขาก็มิใช่ต้องใช้แผนเดิมหรอกหรือ

ถึงยามนั้นหากมาแล้วไม่พบใครก็แล้วไป แต่ถ้าถูกผู้อื่นพบเห็นแล้วมีข่าวว่าโจรบุกจวน เขาจะไม่รับผิดชอบเด็ดขาด!

“นกเอี้ยงก้นลายตัวนั้นของเจ้า...ยังสบายดีอยู่หรือไม่” หลัวเทียนเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันแปลกแปร่ง

เจินเมี่ยวถูกคำถามประหลาดนั้นทำให้มึนงงจึงได้แต่เอ่ยว่า “สบายมากอย่างยิ่ง กินมากจนอ้วนกว่าเมื่อก่อนอีก แต่ไม่ชอบอยู่ในกรงเช่นเดิม และชอบกระโจนเข้าใส่ข้า”

มีชีวิตอย่างสุขสบายปานนั้นเชียว?

ครั้นหลัวเทียนเฉิงทราบข่าวร้ายนี้แล้วก็อยากจะเอ่ยถามสักประโยคว่านกเอี้ยงก้นลายของเจ้ากวนประสาทยิ่ง...รู้หรือไม่

แต่เมื่อคิดได้ว่านั่นเป็นครั้งแรกที่เขาลอบปีนหน้าต่างเข้าหานาง ทั้งยังคิดจะฆ่านางอีกด้วย ทว่าอีกฝ่ายยังคงไม่ทราบเรื่องนี้จึงมิเอ่ยถึงมัน ทำให้เขาได้แต่เดินจากไปอย่างไม่สบอารมณ์

ครั้นเห็นด้านหลังที่ค่อยๆ ห่างออกไปของหลัวเทียนเฉิง เจินเมี่ยวกลับผลิยิ้มงดงามออกมา

ข้ายอมให้ท่านกระโดดไปมาตามใจชอบแล้วคิดไม่ดีอีก...มีจิ่นเหยียนของข้าอยู่ ท่านคงได้โมโหตายแน่!

เมื่อผ่านเทศกาลล่าปาไปก็เป็นเทศกาลวันตรุษ ทั่วทั้งเมืองหลวงตกอยู่ในบรรยากาศอันเป็นมงคลและเบิกบาน

ภายใต้ความน่ายินดีเบิกบานนี้ จวนเจี้ยนอานปั๋วกลับมีความปรารถนาชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้นมา เพราะวันเวลาที่นายท่านรองควรจะกลับถึงจวนนั้นใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ความรู้สึกนี้จึงพลุ่งพล่านขึ้นมาเรื่อยๆ

ทุกวันที่มาน้อมทักทายย่อมมิอาจขาดการพูดถึงเรื่องที่นายท่านรองจะกลับมาแล้วไปได้

ฮูหยินผู้เฒ่าส่งพ่อบ้านเจินที่ไว้ใจได้ไปคอยอยู่บนเส้นทางเข้าเมืองหลวงแล้ว หากนายท่านรองมาถึงเมืองหลวง พวกเขาย่อมต้องทราบข่าวนี้ในทันที

แม้แต่นายท่านผู้เฒ่ายังใช้เวลาในจวนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน

เจินเมี่ยวระลึกได้จากความทรงจำอันน้อยนิดที่มีต่อนายท่านรองของร่างเดิมว่าในบรรดาบุตรชายสามคนนี้ นายท่านผู้เฒ่าโปรดปรานบุตรชายคนรองที่สุด

ฮูหยินผู้เฒ่าให้ความสำคัญกับบุตรชายคนโต นายท่านผู้เฒ่าชมชอบบุตรชายคนรอง ครั้นคิดไปถึงบิดาของตนก็พลันเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมา

ทว่าเจินเมี่ยวก็ต้องทิ้งเรื่องราวแสนเล็กน้อยนี้ไปอย่างรวดเร็วเมื่อพ่อบ้านเจินที่ฮูหยินผู้เฒ่าส่งไปต้อนรับนายท่านรองได้นำข่าวคราวอันสะเทือนใจกลับมาแจ้งว่าช่องหุบเขาแคบที่คนเดินทางจากหนานหยางต้องผ่านเกิดหิมะถล่ม ผู้คนมากมายถูกทับถมอยู่เบื้องล่าง!

ตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่าทราบข่าวนี้ถึงกับทำถ้วยชากระเบื้องเคลือบสีชมพูในมือตกแตก ร่างกายสั่นเทาโงนเงน

เจินเมี่ยวเดินเข้าไปพยุงฮูหยินผู้เฒ่ารวดเร็วดุจลูกธนู ฮูหยินผู้เฒ่าหลับตาลงจึงค่อยๆ ปรับลมหายใจตนได้

นางหลีนั่งลงบนพื้น ร่ำไห้โหยหวนโดยมิสนภาพลักษณ์ใดๆ ของตน

นางอายุยังไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ หากต้องเป็นม่ายทั้งยังมีบุตรสาวอีกสองคน ภายหน้าจะทำฉันใดเล่า!

“หุบปาก ยังมิทราบว่าเจ้ารองเป็นเช่นไรด้วยซ้ำ เจ้าจะร่ำไห้ไปไย นางเจี่ยง ยังมิให้คนหิ้วนางออกไปอีก!” ฮูหยินผู้เฒ่าได้ฟังแล้วปวดใจยิ่ง ความใจดีที่มีจึงมลายหายไปชั่วขณะ

“ฮูหยินผู้เฒ่าๆ ท่านต้องคิดวิธีช่วยเหลือเขาให้ได้นะเจ้าค่ะ!” นางหลีวิ่งเข้าไปหาฮูหยินผู้เฒ่าด้วยน้ำตานองหน้า

คิดไม่ถึงว่าจะถูกเจินอวี้ฉุดไว้เสียก่อน “ท่านแม่ ยามนี้ท่านพ่อเป็นตายยังมิอาจทราบ หากท่านโวยวายจนทำให้ท่านย่ามีโทสะขึ้นมา นั่นจะยิ่งแย่กว่าเดิมไปอีก!”

นางหลีโกรธจนตัวสั่น “อวี้เอ๋อร์ มีผู้ใดพูดจากับมารดาเช่นเจ้าบ้าง”

เจินอวี้กัดริมฝีปากตนมิเอ่ยสิ่งใดอีก เพียงแต่ฉุดนางหลีไว้ไม่ปล่อยมือ

เจินปิงอุปนิสัยอ่อนโยนกว่า นางจึงเอ่ยเตือนว่า “ท่านแม่ ที่น้องสาวพูดก็มีเหตุผล ท่านเชื่อฟังวาจาท่านย่ากลับไปรอที่เรือนก่อนเถิด ท่านพ่อเป็นคนดีสวรรค์ย่อมคุ้มครอง”

มิรอให้บ่าวไพร่ลงมือ คนทั้งสองก็กึ่งฉุดกึ่งลากนางหลีจากไปเสียก่อน

นางเจี่ยงเห็นแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ

นางหลีช่างเป็นผู้มิรู้อันใดเลย เวลานี้ยังมองมิทะลุปรุโปร่งเท่าบุตรสาวทั้งสองด้วยซ้ำ

หากถูกบ่าวไพร่ลากตัวออกไปจริง ภายหน้าจะยืนอย่างมั่นคงในจวนได้อย่างไร!

“เจ้าสาม เจ้านำบ่าวไพร่จำนวนหนึ่งตามพ่อบ้านเจินไปและจ้างคนอีกจำนวนหนึ่งไปขุดหิมะถล่มที่ช่องเขานั้น ขุดจนกว่าจะรู้ว่ามีเจ้ารองอยู่ในนั้นหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าฝืนสงบใจกล่าวกำชับออกไป

เวลานี้นางมิอาจล้มได้

“ท่านแม่ ข้า...” ภายใต้แววตาอันคมกริบของฮูหยินผู้เฒ่านี้ นายท่านสามจึงได้แต่ฝืนพยักหน้ารับ “ลูกจะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ”

นายท่านผู้เฒ่าที่มิเคยสนใจกิจการใดภายในจวนกลับเอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะไปข้างนอกสักหน่อย”

ผู้คนมากมายในห้องต่างก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป

ถึงเวลานี้แล้ว นายท่านผู้เฒ่ายังคิดจะออกไปละเล่นชนนกแข่งสุนัขอีกหรือ?   

แต่ฮูหยินผู้เฒ่าที่เป็นภรรยาของเขามาหลายปีกลับเข้าใจดี จึงเอ่ยถามว่า “ท่านจะไปที่ใดหรือ”

หากเรื่องเกิดกับบุตรคนอื่นๆ นางอาจมิกล้าพูด แต่นี่เป็นเจ้ารอง อย่างไรก็ต้องสำคัญกว่านกและสุนัขเหล่านั้นของเขาแน่

“ข้าจะไปจวนหย่งอ๋อง ขอให้ท่านส่งองครักษ์ไปช่วย ชาวบ้านที่เราจ้างไปมิชำนาญและหากเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับพวกเขาย่อมมิง่ายต่อการไกล่เกลี่ย”

วาจานี้ของนายท่านผู้เฒ่าทำให้คนไม่น้อยต้องตกตะลึง

แววตาของผู้คนทั้งหลายที่มองเขาพลันเปลี่ยนไป

นายท่านผู้เฒ่ามิได้รู้สึกถึงแววตาที่มองเขาอย่างชื่นชมเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขาพูดเพียงประโยคว่า “ข้าไปก่อน มิต้องรอข้ากลับมากินข้าวเล่า” แล้วเดินออกจากประตูไป

“เจ้าสาม เช่นนั้นพวกเจ้าก็นำบ่าวไพร่จำนวนมากหน่อยล่วงหน้าไปก่อนเถิด” ฮูหยินผู้เฒ่ายกมือโบกไปมา “ข้าเองก็เหนื่อยแล้ว พวกเจ้าแยกย้ายเถิด”

เจินเมี่ยวมองฮูหยินผู้เฒ่าอย่างไม่วางใจคราหนึ่ง

ฮูหยินผู้เฒ่าโบกมือบอกใบ้ให้นางกลับไปเช่นกัน

เจินเมี่ยวมิเอ่ยอันใดให้มากความอีก นางเดินจากไปเงียบๆ

บรรยากาศโดยรอบของจวนเจี้ยนอานปั๋วพลันร่วงถึงจุดเยือกแข็ง มันเหน็บหนาวมากกว่าหิมะกองโตที่ตกมาหลายวันด้านนอกจวนนั่นเสียอีก

ครั้นยามพลบค่ำ เจินเมี่ยวกลับสวมเสื้อคลุมและรองเท้ายาวหนา ย่ำหิมะอันหนาแน่นไปยังเรือนหนิงโซ่ว

เมื่อได้ฟังสาวใช้มารายงาน ฮูหยินผู้เฒ่าก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างจึงรีบบอกให้นางเข้ามา

อาหลวนถอดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกตัวยาวให้เจินเมี่ยว ชิงเกอถือมันไปที่หน้าประตูแล้วสะบัดเอาเกล็ดหิมะที่เกาะอยู่จนร่วงกราว

“ท่านย่า ข้าตุ๋นน้ำแกงกระดูกหมูใส่หัวไชเท้ามา ท่านดื่มสักหน่อยเถิด” เจินเมี่ยวตักใส่ถ้วยด้วยตนเองแล้วยกไปให้ฮูหยินผู้เฒ่า

เป็นอย่างที่นางคิดไม่มีผิด อาหารค่ำที่ห้องครัวส่งมาให้ยังคงวางอยู่บนโต๊ะเช่นเดิม ยามนี้เย็นชืดไปหมดแล้ว

เดิมฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีความอยากอาหารสักนิด ทว่าเมื่อเห็นปลายจมูกที่หนาวเย็นจนแดงก่ำไปหมดของเจินเมี่ยวก็ใจอ่อนขึ้นมา จึงรับมาดื่มสองคำ

น้ำแกงหัวไชเท้าอุ่นๆ ทำให้สบายท้องยิ่ง ฮูหยินผู้เฒ่านวดคลึงฝ่ามือเจินเมี่ยว “เจ้าสี่ ข้างนอกหนาวเหลือเกิน ทางเดินก็ลื่น วันนี้มิต้องกลับเรือนแล้ว”

“ท่านย่า หลานก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน แม้ท่านไม่พูด หลานก็จะหน้าด้านนอนที่นี่อยู่ดี ข้างนอกนั่นหนาวเหลือเกิน” เจินเมี่ยวพูดพลางรับถุงผ้าใบหนึ่งมาจากมืออาหลวนแล้วล้วงของหลายอย่างออกมาจากข้างใน

“นี่คือ?”

เจินเมี่ยวยกของที่อยู่ในมือขึ้นชิ้นหนึ่ง “ท่านย่า ข้าจะทำผ้าคาดศีรษะให้ท่าน ท่านใส่สีนี้ดูเหมาะสมยิ่ง”

ฮูหยินผู้เฒ่ามองคราหนึ่งจึงพบว่าเป็นหนังจื่อเตียว[1] สีขนของมันละเอียดเล็กและเงางาม

“เวลานี้แล้วยังจะทำอีก ตาจะเสียเอา”

“ขาดอีกเพียงไม่กี่ที่แล้ว วันนี้ข้าจะทำให้เสร็จจะได้ให้ท่านลองใส่ดู” เจินเมี่ยวหยิบเข็มขึ้นมาลงมือเย็บ

ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้อาโฉวจุดตะเกียงเพิ่มขึ้นอีกหลายดวง

สาวน้อยก้มหน้าก้มตาเย็บปักอยู่เงียบๆ ภายใต้แสงไฟ

ฮูหยินผู้เฒ่ามองนางเช่นนี้แล้วจึงสามารถกดข่มความหวาดกลัวที่มีในใจให้สงบลงได้

นายท่านผู้เฒ่าแหวกม่านเดินเข้ามา

“หย่งอ๋องรับปากแล้วหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าลงจากเตียงเดินเข้าไปรับนายท่านผู้เฒ่าด้วยตนเอง นายท่านผู้เฒ่าสะบัดหิมะบนร่างตนพลางพูดว่า “ว่าไปก็ช่างบังเอิญนัก ฝ่าบาททรงส่งหลัวซื่อจื่อออกไปปฏิบัติภารกิจพอดีทำให้เขาพบเข้ากับเหตุการณ์หิมะถล่มนั้น ยามนี้จึงส่งคนฝีมือดีจำนวนมากออกไปตามหาแล้ว”

เจินเมี่ยวเพียงรู้สึกเจ็บที่ปลายนิ้ว โลหิตเท่าเม็ดมุกไหลออกมา         

------

[1] จื่อเตียว ชื่อภาษาอังกฤษคือเซเบิล (Sable) เป็นสัตว์ในวงศ์พังพอน มีขนสีน้ำตาลเข้ม