< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

สมาคมผีหลอก

Vorapochmon
0.0
<
>
กระเป๋าตังผี

วันนั้นนิลศรีเข้าไปเดินเที่ยวในสวนลุมพินี ไม่ใช่เกิดอารมณ์สุนทรีหรือว่าอยากจะพักผ่อนออกกำลังกายแต่ประการใดทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะกำลังเครียดกับชีวิตของตนเองมากกว่าจึงทำให้นิลศรีพาตนเองมายังสถานที่ๆเรียกว่าเป็นปอดของคนกรุงเทพฯแห่งนี้

           ตอนนั้นนิลศรีกำลังตกงาน ความจริงจะว่าไปแล้วตอนนั้นนิลศรีกำลังทำงานอยู่แท้ๆ แต่ก็ต้องออกกลางคันเพราะงานที่นายจ้างใช้ให้นิลศรีทำมันไม่ถูกความรู้สึกของตนเองเสียเลย ก็คนอย่างนิลศรีมันเป็นพวกมีอุดมการณ์สูงส่งนี่ ก็เลยทำให้ทนไม่ได้ที่จะต้องทำอะไรที่มันขัดกับความรู้สึกของตนเองเช่นนั้น

           นิลศรียอมตกงานเสียดีกว่าที่จะทำอะไรที่มันฝืนกับความรู้สึกตัวตนเองอย่างที่ว่า เมื่อไม่รับคำสั่งให้ทำงานของผู้บังคับบัญชาสิ่งที่ตามมาก็คือการเชิญให้ออกจากงาน แม้อาจจะมีการท้วงว่าถ้าถูกไล่ออกจากงานอย่างนี้ก็น่าจะได้รับเงินค่าชดเชยจากการบอกเลิกจ้างสิ

           แต่นิลศรีไม่ได้เนื่องจากช่วงที่ให้ออกจากงานนั้นยังอยู่ในช่วงทดลองงานอยู่เลย จึงทำให้ไม่สามารถไปเรียกร้องเงินค่าชดเชยจากบริษัทผู้ว่าจ้างได้เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่นิลศรีในตอนนั้นก็คือทำใจ แล้วต่อจากนั้นจึงเดินอย่างเรื่อยเปื่อยมาที่สวนลุมพินีแห่งนี้ทั้งที่สถานที่ทำงานของนิลศรีอยู่ไกลจากที่แห่งนี้พอสมควรทีเดียว

ด้วยความที่จะต้องประหยัดเงินที่ค่อนข้างจะเหลืออย่างน้อยนิดสำหรับตนเองอย่างหนึ่งและอีกอย่างก็เพื่อระบายความรู้สึกที่กำลังคุกรุ่นด้วยโมโหโกรธากับผู้ว่าจ้าง และต่อตนเองว่าทำไมถึงช่างไม่มีความอดทนกับการทำมาหากินเอาเสียเลยนะ นิดๆหน่อยๆยอมพวกมันไปเสียมันก็มีงานทำมีเงินเดือนใช้อย่างไม่ต้องอนาทรร้อนใจแล้ว...

พอเดินมาถึงปอดของคนกลางเมืองหลวงแล้วนั้น หอนาฬิกากลางสวนลุมบอกเวลาเกือบจะ 5 โมงเย็นพอดี ผู้คนเริ่มหนาตา บ้างมาเดินเที่ยวเล่นเหมือนเช่นนิลศรี บ้างก็มาตั้งใจออกกำกายโดยเฉพาะและอีกมากมายหลากหลายที่เดินทางมาในตอนนี้

นิลศรีใช้เวลาหลาย 10 นาทีเหมือนกันกว่าจะเดินมาถึง หลังจากมาถึงความเหนื่อยเมื่อยล้าก็เข้าสู่ร่างกายพอสมควรทีเดียว คอแห้งอยากจะดื่มอะไรที่มันเย็นเพื่อแก้กระหาย มองไปด้านหน้าเห็นรถขายสารพัดน้ำกำลังให้บริการลูกค้าอยู่พอดี

แต่พอนึกถึงเงินในกระเป๋าแล้วทำให้ต้องคิดหนัก จึงตัดใจไม่คิดทำอย่างที่ความต้องการมันเรียกร้อง นิลศรีเดินเลี่ยงเข้าไปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ให้ความร่มรื่นและมีเก้าอี้ไม้วางอยู่เพื่อนั่งคลายความเมื่อยล้า ทว่ายังไม่ทันหย่อนก้นนั่งสายตาก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าสตางค์สีน้ำตาลใบขนาดปานกลางของใครก็ไม่รู้ตกอยู่

ไม่ต้องมีการคิดมากนิลศรีหันซ้ายและขวามองดูว่าคงไม่มีใครเล่นตลกแกล้งมาวางให้ตนเองหยิบขึ้นมาแล้วก็มาเฉลยว่าเป็นพวกแอบถ่ายพฤติกรรมของคนเรา อย่างที่เรียกแอบถ่ายล้อเล่นให้ตัวเราเป็นดาราจำเป็นทำอะไรที่ไปแสดงความไม่เข้าท่าให้พวกที่แอบถ่ายนั่นดูและเอาไปหัวเราะกันยังกับว่าตัวเรานี้เป็นตัวตลกอะไรอย่างนี้แหละ

แต่ว่าหลังจากที่สำรวจด้วยสายตาจนถ้วนถี่ดีแล้วว่าไม่มีใครหรือกล้องแอบถ่ายดีแล้ว จึงกลั้นใจหยิบกระเป๋าที่เห็นอยู่นั้นขึ้นมาเปิดดู ซึ่งหลังจากที่สายตาได้เห็นธนบัตรที่พับอยู่ในกระเป๋าใบนั้นแล้วนิลศรีก็เกิดความรู้สึกใจวูบขึ้นมาเสียอย่างนั้นเอง

เพราะเงินจำนวนที่เห็นมันมีจากการคะเนด้วยสายตาน่าจะร่วมหมื่นบาท เพราะอัดแน่นไปด้วยแบ๊งค์ห้าร้อยทั้งนั้นเลย ในตอนที่นิลศรีพบกับเหตุการณ์นี้เงินแบ๊งค์พันของไทยยังไม่พิมพ์ออกมาใช้แพร่หลายนัก หลังจากหายตกตะลึงกับจำนวนเงินแล้วนิลศรีก็สำรวจภายในกระเป๋าต่อไปก็พบกับบัตรเครดิต 2 ใบที่ต่างธนาคารกัน กับบัตรเอทีเอ็มอีก 2 ใบ 2 ธนาคารเช่นเดียวกัน

แต่เจ้าบัตรทั้ง 2 ประเภทนั้นมันไม่ได้เรียกร้องความสนใจของนิลศรีมากมายเท่าใดนัก เพราะสรุปในใจเอาเองได้เลยว่า ป่านนี้เจ้าของกระเป๋าเมื่อรู้ตัวว่าตนเองได้ทำกระเป๋าสตางค์หายแล้วเช่นนี้ล่ะก็ คงรีบโทรแจ้งธนาคารเจ้าของบัตรทั้งหมดเพื่อทำการอายัดเรียบร้อยแล้ว

ถ้าคิดจะเอาไปใช้หรือว่าไปกดเงินสดมาใช้ก็คงจะมีปัญหาตามมาเป็นแน่...

เงินสดดีกว่า นิลศรีสรุปอย่างนั้นแล้วก็รีบคว้ากระเป๋าใบนั้นไปหาสถานที่เพื่อนั่งหลบใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อทำการนับจำนวนเงินที่พบเพื่อให้แน่ใจว่ามีจำนวนเงินเท่าไหร่กันแน่ เพราะการคาดคะเนดูนั้นอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่มีอยู่

หลังจากที่ทำการนับดูจำนวนแบ๊งค์ห้าร้อยทั้งหมดที่พบในกระเป๋านั้นอย่างถ้วนถี่ดีแล้วก็พบว่ามันมีเงินอยู่ทั้งสิ้น 28,000 บาทพอดิบพอดีไม่ขาดเกิน

“คงจะเพิ่งรับเงินเดือนมา” นิลศรีสรุป

และคนรับเงินเดือนระดับนี้ต้องไม่ใช่พนักงานธรรมดาเหมือนดังเช่นตัวนิลศรี คงมีตำแหน่งในหน้าที่การงานระดับหัวหน้าหน่วยขึ้นไปเป็นแน่ นิลศรีสรุปความคิดของตนเองอีกหน ถ้าเป็นเช่นนี้เงินหายไปเพียงแค่นี้ก็คงไม่เดือดร้อนอะไรหรอกนะ

นิลศรีสรุปเข้าข้างตัวเองอย่างง่ายๆอีก

“งั้นเงินที่เจอนี่ก็ขอเถอะนะ…กำลังเดือดร้อนพอดีอยู่นี่...”

จิตฝ่ายชั่วมันคิดตัดสินใจให้นิลศรีอย่างนี้จริงๆในตอนนั้น

“ไม่ได้นะมันเป็นของคนอื่นเขา เราไม่ควรจะเห็นของๆคนอื่นมาเป็นของตนเองอย่างง่ายๆเช่นนี้”

จิตฝ่ายดีออกมาคัดค้านการตัดสินใจของฝ่ายชั่วอย่างทันทีเช่นกัน

เมื่อจิต 2 ฝ่ายในตัวของนิลศรีกำลังเกิดการขัดแย้งกันเช่นนี้จึงทำให้นิลศรีเกิดความลังเล ตัดสินใจอย่างไรทำไม่ถูกเลยทีเดียว ขณะที่ภายในของตนเองกำลังเกิดการสับสนอยู่นั้น นิลศรีก็ค้นกระเป๋าใบนั้นต่อไปพบกับบัตรประจำตัวประชาชน, บัตรอนุญาตขับขี่รถยนต์ตลอดชีพ, บัตรรักษาโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งและนามบัตรอีกหลายใบทั้งที่เป็นของเจ้าของเองกับของบุคคลอื่นๆอีก

“อีตานี่พกของในกระเป๋าสตางค์มากจัง” นิลศรีพึมพำกับตนเอง เพราะบัตรประชาชนที่พบนั้นระบุเจ้าของกระเป๋าสตางค์ใบนี้เป็นผู้ชายอายุดูจากปีเกิดมากกว่านิลศรีร่วม 10 ปี

“ป่านนี้เขาคงกำลังวุ่นวายแน่ถ้านึกขึ้นได้ว่ากระเป๋าสตางค์หายไปเช่นนี้” นิลศรีคิดอย่างต่อเนื่อง

“เอาเลยเงินในกระเป๋านั้นน่ะ เรากำลังเดือดร้อนนะ เจ้าของกระเป๋ามันจะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ…ท่าทางมันคงต้องมีเงินอยู่แล้วล่ะ เงินหายไปแค่นี้คงไม่ทำให้เขาเดือดร้อนมากนักหรอกน่า”

ฝ่ายชั่วมันยุยงภายในใจนิลศรีอีกแล้ว

ซึ่งนิลศรีก็เกือบที่จะทำตามเสียแล้ว แต่ฝ่ายดีก็คัดค้านอย่างทันทีเช่นกัน

“ไม่ได้นะของๆคนอื่นๆเอาของเขาไปอย่างนี้มันเท่ากับเป็นการยักยอกทรัพย์โดยตรงเลย…มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นขโมยหรือโจรเราดีๆนี่เอง”

“ขมงขโมยอะไรกัน เราไม่ได้ไปลักขโมยมาเสียหน่อย ก็ดันมาทำตกเอาไว้เองนี่ เราเก็บได้มันก็ต้องเป็นของๆเราสิ เอาไปเลยไม่ต้องคิดอะไรมากหรอกน่า”

“อย่านะ!”

“เอาไปเลย!”

“ไม่ หยุดกันได้แล้ว”

นิลศรีเผลอแผดเสียงออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจเพื่อระงับการตัดสินใจของตนเองระหว่างฝ่ายดีกับฝ่ายชั่ว ปล่อยเสียงออกมาแล้วนิลศรีก็ต้องหันไปมองรอบๆกลัวว่าจะมีใครนั่งอยู่แถวนั้นอาจจะมาว่านิลศรีบ้าเอาได้เพราะนั่งอยู่คนเดียว

แต่พอเห็นว่าไม่มีใครแล้ว ก็ถอนใจแล้วพินิจพิจารณารูปหน้าตาของเจ้าของกระเป๋าสตางค์ใบนี้ในบัตรประชาชน หน้าตาธรรมดาเหลือเกิน แต่ส่วนมากคนที่ถ่ายรูปติดบัตรประชาชนรุ่นขาวดำนั้นส่วนมากนั้นแม้จะตัวจริงจะดูดีอย่างไรก็ตามที แต่พอหน้าตาไปอยู่ในบัตรประชาชนแล้วก็พาลคล้ายกับพวกอาชญากรร่ำไป

นิลศรีลุกขึ้นเก็บของทุกอย่างใส่กระเป๋าเอาไว้ที่เดิม ยังไม่ตัดสินใจอะไรทั้งสิ้นขอเดินผ่อนคลายความรู้สึกของตนเองเสียหน่อยก่อน เคยอ่านในหนังสือกล่าวไว้ว่าถ้าเรานั่งอยู่เฉยๆแล้วคิดอะไรไม่ออกก็ให้ออกเดินแล้วสมองมันก็จะแล่นเอง

นิลศรีเดินไปได้สักครู่ภายในความรู้สึกชั่ว-ดีของตนเอง มันก็ยังโต้เถียงกันอย่างไม่ยอมหยุดกันเลยแม้แต่น้อย ทำให้นิลศรีต้องเดินไปด้วยความเครียดโดยตลอด แต่แล้วขณะที่กำลังหน้ามุ่ยด้วยการตัดสินใจอยู่นั้น

พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งเข้า พอเห็นปุ๊บก็ต้องนิ่วหน้าอย่างใช้ความคิดเพื่อทบทวนว่าเคยเห็นชายผู้นี้ที่ไหนซึ่งไม่นานก็นึกขึ้นมาได้ จึงไม่รอช้ารีบเข้าไปทักทายอย่างทันที

“คุณจักรวิทย์หรือเปล่า?”

“ครับ”

รับคำอย่างงงๆก่อนถามกลับบ้าง “เออมีอะไรหรือครับ?”

“คุณไม่รู้จักฉันหรอกค่ะ แต่ฉันรู้จักคุณ” นิลศรีบอก

“อ๋อ…” รับคำในลำคอแล้วหงึกหน้าคล้ายจะเข้าใจ แต่นิลศรีว่าเขาก็คงยังไม่เข้าใจอยู่ดีจึงตั้งคำถามต่อเนื่อง

“แต่ว่าคุณมีธุระอะไรกับผมรึเปล่าล่ะครับ?”

“กระเป๋าสตางค์ของคุณยังอยู่ดีหรือเปล่าล่ะ?” นิลศรีถามแทนการตอบ

เขาทำท่าอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ตบกระเป๋ากางเกงด้านหลังด้วยความเคยชินเพราะส่วนมากแล้วผู้ชายมักจะใส่กระเป๋าสตางค์เอาไว้กับกางเกงที่ตนเองสวมอยู่ทางด้านหลังเสมอ ซึ่งหลังจากมือของเขาไปกระทบให้แล้วก็เกิดอาการสะดุ้งแล้วอุทานออกมาอย่างตกใจ

“เอ๊ะกระเป๋าเงินผมไม่อยู่แล้วนี่!”

“นี่ค่ะ”

ไม่ต้องมีการให้เขาว่าอะไรต่อ นิลศรียื่นกระเป๋าสตางค์ที่เก็บได้คืนเจ้าของซึ่งก็คือคนที่อยู่ตรงหน้าในขณะนี้อย่างรวดเร็ว

“กระเป๋าของผมมันไปอยู่ที่คุณได้ยังไงล่ะครับ?” เขารับสิ่งที่นิลศรียื่นให้อย่างงุนงงแล้วจึงตั้งคำถามต่ออีก พร้อมกับกล่าวขอบคุณ

“คุณคงทำตกเอาไว้พอดีฉันเก็บได้ และก็บังเอิญที่คุณยังเดินอยู่ในบริเวณสวนลุมก็เลยโชคดีเจอกันนี่แหละ”

นิลศรีอธิบายให้เขาฟังเสียงเรียบๆ ในความรู้สึกนั้นก็เกิดอาการใจหายเหมือนกันเพราะจะว่าไปแล้วเงินในกระเป๋านั้นมันกำลังจะตกเป็นของตนเองอยู่แล้วแท้ๆแต่ก็ตอนนี้มันได้ลอยหนีไปต่อหน้าต่อตาเสียแล้ว

น่าจะดีแล้วล่ะ เพราะอย่างไรของสิ่งนั้นมันไม่ใช่นิลศรีอยู่แล้ว กลับไปสู่เจ้าของนั่นแหละดีที่สุด คิดปลงได้อย่างนั้นแล้วนิลศรีทำท่าจะเดินผละจากเจ้าของกระเป๋าใบนั้นไปตามทางของตนเองอยู่แล้วเชียว เจ้าของกระเป๋าสตางค์ก็เอ่ยเสียงเรียกไว้เสียก่อนพร้อมกับยื่นมือให้

“คุณครับอย่าเพิ่งไป อย่าหาว่าผมอย่างนี้อย่างนั้นเลยนะ…ช่วยรับรางวัลนี่ไปด้วยครับ” สิ่งที่อยู่ในมือของเขาคือแบ๊งค์ 500 สีม่วง 1 ใบ ซึ่งก็คือรางวัลที่เขาจะให้ตามที่บอกนั่นเอง พลางกล่าวสำทับ “ช่วยรับไปด้วยเถอะครับถือว่ามันเป็นเงินของคุณ”

เจ้าจิตฝ่ายชั่วมันบอกให้นิลศรีรีบรับอีกแล้วเพราะเงิน 500 บาทในตอนนั้นก็ช่วยการดำเนินชีวิตของตนเองได้อยู่ไปได้หลายวันทีเดียว แต่ทว่าฝ่ายดีในตัวนิลศรีมันคงมีมากกว่าจึงทำให้นิลศรีสั่นหน้าพร้อมเอ่ยเสียงเรียบๆ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันไม่ได้หวังอะไรกับการนี้หรอกฉันทำด้วยน้ำใจของคนไทยด้วยกันมากกว่าเพราะถ้าเป็นคุณพบกระเป๋าของคนอื่นเช่นนี้คุณก็คงต้องรีบหาเจ้าของแล้วคืนเขาเหมือนเช่นฉันทำอยู่นี้เหมือนกันแหละ”

เมื่อเห็นนิลศรีไม่ยอมรับจริงๆเขาจึงเก็บเงินของตนเองใส่กระเป๋าเอาไว้ดังเดิม พลางพูดเสียงเรียบๆอย่างชยเชย

“คุณเป็นคนดีมากครับ เอาเป็นว่าวันนี้แม้คุณไม่รับรางวัลตอบแทนของผมก็ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นผมขอหลอกคุณแทนก็แล้วกันนะ เหอะๆๆๆๆเหอออๆๆๆๆ...”

ว่าเสียงยะเยือกพร้อมแลบลิ้นปลิ้นตา ทำศีรษะยืดยาวขึ้นกว่า เท่านี้นิลศรีก็รู้แล้วว่ากำลังเผชิญกับอะไรอยู่ แหกปากคือสิ่งที่นิลศรีทำในตอนนั้นพร้อมรีบวิ่งไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว แบบที่เรียกว่าใส่ตีนหมาโกยไม่คิดชีวิต

โดยมีเสียงหัวเราะยะเยือกของผีตนที่กำลังหลอกตามไปติดๆ...