ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 13 คำให้การที่ปราศจากเสียง

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 คำให้การที่ปราศจากเสียง

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 536

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 เม.ย. 2560 01:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 คำให้การที่ปราศจากเสียง
แบบอักษร

ตอนที่ 13 คำให้การที่ปราศจากเสียง

แสงสว่างที่อาจบังเกิดขึ้นจากข้อมูลใหม่ล่าสุด ทำให้เอกพลแทบหยุดหายใจ ระหว่างที่รอคอยคำตอบจากอีกฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อ

“โห! หล่อสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกเชียวล่ะครับคุณตำรวจ ผมเคยเห็นคุณเขาในหนังสือพิมพ์หรือทีวีนี่แหละครับ น่าจะเป็นพวกดาราหรือไม่ก็พิธีกร แต่งตัวโก้ ใส่สูท หน้าตาราศีจับ ท่าทางจะรวยอยู่ เห็นเปลี่ยนรถมารับส่งคุณหมอเรื่อยเลยครับ”

ข้อมูลจากปากคำพยานคนล่าสุด ถูกบันทึกลงสมองอันเต็มไปด้วยรอยหยักจำนวนมหาศาลของเอกพล พร้อมการประมวลผลซึ่งยังไม่ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ

“เขามาบ่อยหรือครับ มีภาพในกล้องวงจรปิดไหม ผมดูมาเยอะแล้วไม่เจอเขาเลย?” ผู้กองหนุ่มตั้งคำถามต่อไป เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมตามที่ตนต้องการ

“มาบ่อยครับ เกือบทุกวัน แต่คุณเขาไม่ค่อยได้ลงจากรถ ที่ผมเคยเห็นหน้าชัดๆ ก็ช่วงแรกๆ ที่เขามานั่นแหละครับ คุณเขาส่งคุณหมอแค่หน้าลิฟต์ตรงนี้ครับ เขาบอกว่าขึ้นไปด้วยกันมันดูไม่เหมาะ อู๊ยยย!! เป็นสุภาพบุรุษมากๆ ครับ พูดจาก็ไพเราะเพราะพริ้ง ขนาดผมเป็นแค่ยาม เขายังนอบน้อมด้วยเลยครับคุณตำรวจ คนดีๆ แบบนี้หายากครับ”

ดูเหมือนข้อมูลใหม่ที่ต้องการจะเริ่มขัดแย้งกับข้อสันนิษฐานของเอกพลที่ว่า คนรักของรจเลขอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมในครั้งนี้ ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ใช่ว่าจะโยนมันทิ้งไปเสียเฉยๆ

“...อาจจะมีก็ได้นะคะ คนที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่มีทางปริปากเรื่องอะไรออกมา อย่างคนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อคนรักไงล่ะคะ”

คำพูดของอริศราเมื่อครั้งที่เขากับธนูตามสืบคดีนี้ใหม่ๆ ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของเอกพล และเขาก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้ เพราะไม่ใช่แค่อาจจะมี หากแต่ต้องมีแน่ๆ จาก 1 ในจำนวนคนเป็นล้านๆ คน ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อคนรัก แม้ว่ามันจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นั่นคือเหตุผลที่เอกพลยังไม่ยอมปล่อยผู้ต้องสงสัยรายล่าสุดให้หลุดออกไปจากความคิด!!

เวลาเดียวกัน... ย้อนกลับไปที่มุมหนึ่งของร้านอาหารอันแสนวุ่นวาย โหวกเหวกไปด้วยเสียงของคุณลูกค้าจากโต๊ะเพียงโต๊ะเดียว

“ทุกคนอยากทานอะไรสั่งได้เลยนะคะ เดี๋ยวมื้อนี้หมอเป็นเจ้ามือเองค่ะ” รจเลขยิ้มแย้มบอกอริศรา และเหล่าเพื่อนๆ ฝีปากไม่ธรรมดาของเธอ หลังจากอธิบายเรื่องฟันคุดจนชายหนุ่มนามว่าธนู แกล้งพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจเรียบร้อยแล้ว

“จะดีหรือคะคุณหมอ ที่จริงพวกเราต้องเป็นคนเลี้ยงข้าวคุณหมอมากกว่านะคะ โดยเฉพาะตาบ้านี่” อริศราชะโงกหน้าไปถลึงตาใส่จอมกะล่อนพูดถูกกล่าวถึง ซึ่งยังคงนั่งเล่นบทผู้ป่วยฟันคุดอย่างแนบเนียนไร้ที่ติ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะน้องอ้อ อย่าคิดมากค่ะ สั่งเลยนะ อยากทานอะไรสั่งได้เลย” อีกฝ่ายยืนยันพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง โดยมีประยุทธ์ในคราบพนักงานเสิร์ฟยืนฉีกยิ้มรอรับออเดอร์อยู่ตรงหัวโต๊ะเช่นกัน

“โผขอราดหน้าทาเลที่นึงคับ” ธนูหันไปสั่งมื้อเที่ยงเป็นคนแรก แต่ไม่ทันที่ประยุทธ์จะได้จดรายการ

“ไม่ได้นะคะ ทานอาหารแบบนั้นฟันจะยิ่งอักเสบ เดี๋ยวหมอสั่งให้ดีกว่าค่ะ” รจเลขขัดขึ้น แล้วจึงหันไปสั่งอาหารเที่ยงของตนและธนูกับประยุทธ์แทนเจ้าตัว “ขอสลัดผักกับข้าวต้มปลานะคะ แล้วก็ช่วยต้มข้าวกับปลาให้เละๆ หน่อยค่ะ”

“ที่จริงคุณหมอน่าจะสั่งข้าวคะน้าหมูกรอบให้หมอนี่นะครับ แล้วก็กำชับเขาว่าขอข้าวเสาไห้เจ้าที่แข็งที่สุด ส่วนผักคะน้าช่วยหั่นเป็นท่อนใหญ่ๆ หมูก็เลือกชิ้นที่ทอดแล้วทอดอีกจนเหนียวใส่มาให้ด้วย” ชวินโพล่งขึ้น เหมือนจะแก้แค้นในสิ่งที่ธนูเคยทำไว้กับตนเมื่อชาติปางนู้น

“อ้ายจ้าวบ้า! แกจะฆ่าช้านเหรองาย” ธนูตั้งท่าจะหันไปทะเลาะกับชวินต่ออีกยก

“ไม่ได้นะคะ พูดเสียงดังจะยิ่งกระทบกระเทือนฟันให้ยิ่งอักเสบนะ” รจเลขขัดขึ้นอีก ทำให้ธนูจำต้องเงียบไป

“นี่แหละน้า เพราะนายชอบพูดมากปากไม่ดี กรรมก็เลยสนองให้ฟันคุดไงล่ะ” บัวบกได้โอกาสซ้ำเติมธนูตามที่ชายหนุ่มสั่งไว้

“เธอเองก็พูดจาพายร้อ น่าร้ากตายล่ะ” ธนูตอบโต้สมน้ำสมเนื้อ สมบทบาท และสมจริง จนบัวบกนึกโมโห

“ว่าไงนะยะ!!”

มวยคู่ที่ 2 เริ่มต้นยกแรก โดยไม่มีใครห้ามปราม รจเลขได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ มองคนทั้งคู่ทะเลาะกัน ชวินหันไปสั่งอาหารกับประยุทธ์ ลิชลนั่งขึ้นสนิมแน่นิ่งเหมือนไม่มีตัวตน ขณะที่อริศราแอบชำเลืองมองปฏิกิริยาอาการของคุณหมอผู้แสนดีอยู่เงียบๆ

...เปล่าเลย มันไม่ใช่คำสั่งของธนู ไม่ใช่สิ่งที่เขาขอร้องให้เธอช่วย แต่เป็นความต้องการของเธอเอง ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจที่จะทำเอง เพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างซึ่งค้างคาอยู่ในหัวใจของเธอ และเวลานี้อริศราก็คิดว่าเธอน่าจะได้คำตอบให้กับตัวเองแล้ว

กรุ๋ง กริ๋ง... กรุ๋ง กริ๋ง...

เสียงบางอย่างดังออกมาจากกระเป๋าหนังใบย่อมของรจเลขที่เธอหอบหิ้วติดตัวมาด้วย แล้วก็นับว่าเป็นโชคดีของ 6 หนุ่มสาวผู้วางแผนที่จะก่อวินาศกรรมทางเสียงให้กับร้านอาหารกลางกรุง เพราะเสียงข้างต้นที่ว่าคือเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของทันตแพทย์สาว ซึ่งเจ้าหน้าที่คลินิกติดต่อตามตัวให้กลับไปพบลูกค้าที่นัดหมายไว้ ด้วยเหตุนี้รจเลขจึงจำต้องสั่งสลัดผักแบบใส่กล่อง และขอตัวลากลับ โดยไม่ลืมจ่ายค่าอาหารทั้งหมดล่วงหน้าให้กับทุกคน

“เจ้าบ้า! เอาแว่นฉันคืนมาได้แล้ว” ลิชลตะครุบแว่นสายตาของตัวเองคืนมาจากธนู ท่าทางราวกับสิงโตที่หิวกระหายเหยื่อมาหลายวัน แล้วรีบย้ายโต๊ะหนีชามข้าวต้มของธนู ไปสั่งอาหารเที่ยงของตัวเองบ้าง

“อ้อ! ช่วยฉันกินหน่อยสิ เธอก็รู้ฉันเกลียดข้าวต้มเข้าไส้มาตั้งแต่ตอนขาเดี้ยง” ธนูเขยิบเข้าไปหาอริศรา ไม่หลงเหลือมาดผู้ป่วยฟันคุดให้เห็นแม้แต่น้อย แต่นั่นเองที่ทำให้ชายหนุ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติของหญิงสาว

“อ้อ... เธอเป็นอะไรไปน่ะ!?”

คำถามของธนูที่ดังขึ้นข้างหูเรียกสติของอริศราให้กลับคืนมา รวมทั้งเรียกให้ชวิน บัวบก รวมไปถึงลิชล และประยุทธ์หันมามองเธอกันเป็นตาเดียวอีกด้วย

“หา!? เอ่อ... มะ... มะ... ไม่ได้เป็นอะไร พอดีคิดนู่นคิดนี่เพลินไปหน่อย นายว่าอะไรนะ อ๋อ! จะให้ฉันช่วยกินข้าวต้มใช่ไหม นายเกลียดข้าวต้มมากๆ มาตั้งแต่ตอนเข้าโรงพยาบาลตอนนั้น ฉันจำได้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันกินข้าวต้มเอง ส่วนนายก็กินราดหน้าทะเลของฉันไปก็แล้วกันนะ ฉันสั่งมาให้นายนั่นแหละ“

อริศราละล่ำละลักคำแก้ตัว พร้อมกับหัวเราะกลบเกลื่อน แม้จะรู้ดีว่าอาการแปลกๆ ของเธอไม่มีทางรอดพ้นสายตาอันแหลมคมของธนูไปได้ก็ตามที

“เดี๋ยวไปกินไอติมกัน ไฮโซชวินจะเลี้ยง”

แต่ดูเหมือนเขาจะแกล้งทำเป็นไม่สนใจความผิดปกติของเธอเสียมากกว่า

“เจ้าบ้า! ใครบอกนายไม่ทราบ”

และพวกชวินเองก็เช่นกัน ทุกคนพยายามทำตัวตามปกติ ไม่ซักถาม ไม่ตอกย้ำ ไม่ซ้ำเติม เพื่อให้อริศราไม่ต้องรู้สึกสะเทือนใจไปมากกว่านี้

“อะไร! แฟนตัวเองอยู่ด้วยแท้ๆ ยังไม่ยอมเลี้ยง เกลือร่วงแล้วเนี่ย กะจะเปิดกิจการนาเกลือด้วยสิท่า”

ถึงอย่างนั้นคำพูดที่เคยเรียกเสียวหัวเราะได้ ก็ไม่สามารถสร้างได้แม้แต่รอยยิ้ม

“ฉันจะเลี้ยงทุกคนนั่นแหละยกเว้นนาย!”

มีเพียงแผนการ 108 กลวิธีขับไล่ความทุกข์ฉบับชั่วคราวเท่านั้น ที่พอจะมีเค้าลางว่าอาจจะประสบความสำเร็จได้บ้าง หากแต่ธนูก็ยังไม่วางใจ

“ฝากอ้อด้วย เดี๋ยวฉันจะตามไป” เขาบอกบัวบก แล้วรีบบึ่งมอเตอร์ไซค์ออกไปจากหน้าร้านอาหาร เพื่อล่วงหน้าไปจัดการกับเสื้อผ้าหน้าผม ก่อนจะมีผู้ไม่ประสงค์ออกนามถ่ายรูปสภาพปัจจุบันของเขาส่งให้บิดา และเรื่องจบลงตรงที่เขาถูกเทศนายาวตั้งแต่ชาตินี้ยันชาติหน้า

“ไปจ้ะอ้อ ไปรถคุณชวินนี่แหละ ไม่ต้องเกรงใจหรอก” บัวบกดึงมืออริศราไปที่รถเก๋งคันเก่งของชวิน และเลือกนั่งตรงเบาะด้านหลังด้วยกัน ปล่อยให้เจ้าของรถทำหน้าที่พลขับส่วนตัว โดยมีลิชลและประยุทธ์ออกรถตามไปติดๆ เป็นนัยถึงการร่วมใจกันฉลองศรัทธาแก่เจ้ามือในครั้งนี้

ทั้งหมดมาถึงห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ โดยใช้เวลาในการเดินทาง 30 นาที จากการจราจรที่ติดขัดบนถนนย่านธุรกิจการค้าสำคัญของกรุงเทพเมืองฟ้าอมร ยกเว้นธนูกับประยุทธ์ซึ่งอาศัยข้อได้เปรียบของพาหนะอย่างมอเตอร์ไซค์ ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยและช่องว่างระหว่างรถยนต์แต่ละคัน ด้วยความชำนิชำนาญชนิดห้ามลอกเลียนแบบ ดังนั้น เมื่อพวกชวินมาถึงด้านหน้าร้านไอศกรีมอันเป็นจุดที่นัดหมายกันไว้ จึงพบสองหนุ่มยืนรออยู่แล้ว

“ช้าชะมัด ฉันยืนรอจนพนักงานเขาจะจุดธูปไล่แล้วเนี่ย!” ธนูแกล้งกวนประสาทชวินทันทีที่เจอหน้า เวลานี้ชายหนุ่มกลับมาอยู่ในสภาพปกติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผมรองทรงเปียกๆ ปราศจากเจลและสีปลอมปนทั้งหลาย เสื้อยืดสีน้ำเงินสวมทับด้วยแจ็คเก็ตยีนส์ กางเกงขายาวสีดำ หรือแม้แต่รองเท้าผ้าใบสะอาดเอี่ยมคู่นั้น

“ทำไมไม่โทรบอกฉันล่ะ ฉันจะได้ซื้อธูปมาให้เขาทั้งลังเลย กำเดียวอาจจะไม่ยอมไป” ชวินตอบโต้กลับหน้าตาย และแน่นอนว่าจะต้องได้ของรางวัลเป็นใบหน้าบูดๆ กับกิริยาแยกเขี้ยวยิงฟังของธนู

“เจ้าบ้า!”

รวมทั้งประโยคเดิมๆ ที่ชวินได้ยินจนเริ่มชาชิน และเลือกที่จะปล่อยให้มันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาออกไป หากว่าอีกฝ่ายไม่หาเรื่องจนเขาสติแตก อวดพนักงานร้านไอศกรีมเจ้าประจำ ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ตกแต่งสไตล์สดใสวัยลุ่ย ด้วยโทนสีลูกกวาดของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในร้าน

“สองถ้วยนี้ช่วยแยกบิลด้วยนะครับ” ธนูบอกพนักงานเสิร์ฟปิดท้ายการสั่งเมนูของหวานของทุกคน อันเป็นความตั้งใจของเขาอยู่แล้ว แม้ชวินจะไม่เอ่ยปากก็ตาม

“ฉันแค่พูดเล่น นายคิดว่าเป็นเรื่องจริงหรือไง?” ชวินโพล่งขึ้นหลังคำพูดของธนู สีหน้าราบเรียบไร้ความรู้สึก จนไม่รู้ว่าพูดจริงหรือพูดเล่น

“อ้าว! งั้นเหรอ... ถ้าอย่างนั้นขอไอศกรีมถ้วยที่แพงที่สุดในร้านนะครับน้อง แล้วก็ช่วยเอาทองคำแท่งของร้านทองข้างๆ บดลงไปด้วยครับ” ธนูหันไปสั่งสาวน้อยพนักงานเสิร์ฟในชุดฟอร์มสีฉูดฉาดใหม่อีกครั้ง

“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว รอพ่อนายมาจ่ายดีกว่า”

ทั้งคำพูดและสีหน้าเอือมระอาของชวิน สร้างความขบขันให้กับทุกคนในโต๊ะ ไม่เว้นแม้แต่อริศรา พนักงานเสิร์ฟ หรือคู่ปรับอย่างธนูเองก็ตาม

“ขอเมนูเดิม แยกบิลเหมือนเดิมนะครับ” จอมกะล่อนยืนยันรายการเดิมของตนและอริศรากับพนักงานเสิร์ฟที่ยืนอมยิ้มรออยู่ เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงเพลงเพลงหนึ่งดังขึ้น

...มันเป็นเพลงที่พวกเราชาวไทย ชาวต่างชาติพลัดถิ่น และเหล่าแรงงานต่างด้าวเถื่อนล้วนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

“...ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย “

และมันก็ทำให้ทุกคนพากันงุนงง และต่างมองหาต้นเสียง

“หกโมงเย็นแล้วหรือครับเนี่ย!?” ประยุทธ์ถามขึ้นด้วยความสงสัย พลางมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง ซึ่งบอกเวลา 14 นาฬิกา และยังคงเดินหน้าไปอย่างเที่ยงตรง

“เปล่า! เสียงเรียกเข้ามือถือฉันเอง พ่อฉันสั่งให้เปลี่ยนจากเสียงไซเรนตำรวจเป็นเสียงเพลงชาติน่ะ” ธนูไขปริศนาคาใจของทุกคน ก่อนจะล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตออกมารับสาย “ครับ พี่เอก”

“เป็นไงบ้างน้องนู?”

คำเรียกขานของธนูและเสียงของเอกพลที่ดังลอดออกมา ทำให้อริศราซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ธนูถึงกับชะงัก

“เรียบร้อยดีครับ พรุ่งนี้พี่เอกลองแวะไปดูผลอีกทีนะครับ เดี๋ยวผมจะตามสังเกตการณ์เจ้าตัวเอง ถ้าเธอเป็นฆาตกรจริงจะต้องมีปฏิกิริยาอะไรแน่นอนครับ ยกเว้นว่าผมเล็งเป้าผิด ปล่อยให้คุณสุจริตลอยนวล” ธนูหัวเราะฝืดๆ ปิดท้ายคำพูดของตัวเอง แต่แล้ว... กลับมีเสียงแปลกปลอมดังมาจากคนข้างๆ

“ฮืออออ...”

เสียงร้องไห้ของอริศราเรียกให้ธนูหันขวับมามองเธอด้วยความตกใจ รวมทั้งพลอยให้ทุกคนในโต๊ะ พนักงาน ลูกค้าคนอื่นภายในร้าน และบุคคลปลายสายอย่างเอกพลตกใจไปด้วย

“ยัยอ้อเป็นอะไร เสียงอ้อใช่ไหม!?” เอกพลตั้งคำถามถึงเจ้าของเสียงคุ้นหู ซึ่งตนได้ยินอยู่ทุกวันมาเป็นเวลา 20 ปี

“อ้อ.... ใครทำอะไร บอกฉัน เดี๋ยวฉันไปจัดการให้” บัวบกที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งข้างๆ อริศรา ถามไถ่และกุมมือเพื่อนสาวคนสนิทของเธอไว้ ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

“ธนู! เอาโทรศัพท์ให้อ้อคุยกับพี่ที”

เสียงร้องไห้ของอริศราดังไม่หยุด จนพี่ชายอย่างเอกพลต้องตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์เสียเอง และทันทีที่คนเป็นน้องรับโทรศัพท์...

“อ้อ... เกิดอะไรขึ้น ตั้งสติดีๆ แล้วบอกพี่ ลืมที่คุณพ่อเคยสอนไปแล้วเหรอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องมีอยู่กับตัวคือสติ”

“...ฮือออ... ค่ะ... พี่เอก”

ทั้งคำพูดและน้ำเสียงปลอบประโลมของพี่ชาย เรียกสติของอริศราให้กลับคืนมาได้ในที่สุด ท่ามกลางความโล่งใจของทุกคน

“ไหนบอกพี่ซิว่าร้องไห้ทำไม?” เอกพลตั้งคำถามที่มีความหมายเดิมซ้ำอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเสียงร้องไห้ของน้องสาวเริ่มเบาลง

“คุณหมอ... เป็นคนร้ายจริงๆ... ใช่ไหมคะ เมื่อกี๊... ตอนที่คุณชวินพูดถึงเรื่อง... ฆ่าหั่นศพ อ้อเห็น... คุณหมอชะงักไปด้วย ฮืออออ...”

คราวนี้คำพูดของอริศราทำให้ทุกคนในโต๊ะพลอยชะงักกันไปหมด

“อ้อ! เปิดลำโพงมือถือซิ” เอกพลสั่งน้องสาว เสียงเครียดพอๆ กับใบหน้าในขณะนี้ และจุดประสงค์ของคำสั่งนี้ก็คือ…

“ธนูเห็นหรือเปล่า?” ผู้กองหนุ่มถามสายสืบรุ่นน้องผ่านลำโพงโทรศัพท์มือถือ

“ผมยืมแว่นของลิชลมาใส่อำพรางหน้าน่ะครับ เลยมองอะไรไม่ถนัด” ธนูเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน

“คนอื่นๆ ล่ะเห็นกันบ้างหรือเปล่า?”

คำถามของเอกพลทำเอาทุกคนในโต๊ะมองหน้ากันเลิกลั่ก

“ผมนั่งข้างๆ คุณหมอน่ะครับ เลยไม่ได้สังเกต” ชวินตอบคำถามขึ้นเป็นคนแรก

“ฉันก็เหมือนกันค่ะ” บัวบก ยืนยันคำตอบเดียวกัน

“ผมไม่ได้ใส่แว่น เลยมองอะไรแทบจะไม่รู้เรื่อง ถึงจะนั่งตรงข้ามกันก็เถอะ” ลิชลชำเลืองมองตัวต้นเหตุอย่างธนู ท่าทางเหมือนอยากลุกขึ้นถล่มอีกฝ่ายให้ราบ ชนิดไม่เหลือแม้เศษกระดูกป่นๆ

“เอ่อ... ส่วนผมรับบทพนักงานเสิร์ฟน่ะครับ มัวแต่หันไปหันมาจดรายการ ไม่ทันได้ดูเลยครับ ขอโทษจริงๆ นะครับ”

คำตอบของสมาชิกผู้อยู่ในเหตุการณ์คนสุดท้ายอย่างประยุทธ์ บ่งบอกว่ามีเพียงอริศราคนเดียวเท่านั้นที่พบเห็นความผิดปกติของรจเลข และไม่มีอะไรยืนยันได้ว่านั่นเป็นสิ่งที่เธอคิดไปเองหรือไม่

“ไม่มีใครเห็นบ้างเลยเหรอ?” เอกพลถามย้ำ ถึงอย่างนั้นก็มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา

“อ้อ... ไม่ได้คิดไปเองจริงๆ นะคะ ฮือออ...” อริศราบอกพี่ชาย แล้วปล่อยโฮออกมาอีกครั้งอย่างสุดจะกลั้น จนธนูต้องเก็บโทรศัพท์มือถือของตัวเองคืนมา และใช้มืออีกข้างกอดไหล่อริศราไว้หลวมๆ เป็นเชิงปลอบ

“ผมว่าอ้อคงไม่ได้คิดไปเองหรอกครับพี่เอก เพราะถ้าคิดไปเองน่าจะคิดเข้าข้างคุณหมอเธอมากกว่า” ชายหนุ่มปิดลำโพงโทรศัพท์มือถือ แล้วแสดงความคิดเห็นอันเป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดของเอกพลเช่นกัน

“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็แสดงว่าลูกสาวทั้ง 2 คนของคุณสุจริต ถูกฆ่าหั่นศพไปทิ้งที่ไหนสักที่สินะ” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่สรุปความเป็นไปได้ประการหนึ่งในขณะนี้ ทว่าสำหรับอีกประการหนึ่งแล้ว...

“แล้วทางคุณสุจริตเป็นยังไงบ้างครับพี่เอก?” ธนูเป็นฝ่ายตั้งคำถามบ้าง

“ขอเลื่อนนัดเป็นช่วงเย็น” เอกพลตอบขรึมๆ และยังคงฆ่าเวลาในการรอสอบปากคำคุณสุจริตด้วยการค้นหาพยานหลักฐานของคดีที่ตนรับผิดชอบ ซึ่งไม่ได้มีเพียงคดีเดียว!?

“เอายังไงต่อครับผู้กอง ไปต่อเลยไหมครับ?” จ่าอาวุโสซึ่งประจำตำแหน่งพลขับรถกระบะตราโล่ หันมาถามผู้กองมือดีแห่งกองปราบปรามถึงเป้าหมายถัดไปของการเดินทาง

“ครับ ตารางทุกอย่างยังคงเดิม”

คำยืนยันของเอกพลเป็นสัญญาณให้อีกฝ่าย ขับรถออกไปจากลานจอดรถของคอนโดมิเนียมหรูสถานที่พักอาศัยของรจเลข มุ่งหน้าไปตามถนนอันหนาแน่นด้วยรถยนต์เงินดาวน์เงินผ่อนทั้งหลาย ท่ามกลางตึกรามบ้านช่องสุดแออัดทั่วทุกหัวระแหง ผู้คนขวักไขว่ กับไอแดดที่แผดเผาให้พุพอง ซึ่งพยายามจะเล็ดลอดแทรกซึมเข้ามาภายในรถ โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่บริษัท THTW Handmade Export จำกัด ย่านชานเมือง ซึ่งผู้บริหารหลักถูกขึ้นบัญชีไว้ในแฟ้มข้อมูลของภูผาว่า อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพย์ติดข้ามชาติ!!

1 ชั่วโมงผ่านไป รถกระบะตราโล่ติดสัญลักษณ์กองปราบปราม ก็แล่นเข้ามาจอดเทียบที่ด้านหน้าร้านอาหารตามสั่งแบบเพิง มุงจาก เปิดโล่งทั้ง 4 ด้าน ขนาดประมาณ 3-4 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับบริษัทอันเป็นเป้าหมาย

“คุณตำรวจมีธุระอะไรคะ มาจอดรถบังหน้าร้านแบบนี้ ป้าคิดค่าปรับนะคะเนี่ย พูดจริงไม่ได้พูดเล่น” เจ้าของร้านวัยกลางคน เจ้าของมวยผมขมวดเป็นปม ผู้เป็นจ้าของร่างเล็กบางในชุดเสื้อผ้าลายดอกไม้ผูกเอี๊ยมสีเข้ม กับใบหน้าที่มีริ้วรอยมากกว่าควรจะเป็น ต้อนรับคุณตำรวจทั้งสองด้วยคำพูดที่ทำเอาอีกฝ่ายยิ้มฝืด

“ผมขอเวลาสักครู่เดียวเท่านั้นครับ มีเรื่องจะสอบถามคุณพี่สักหน่อยน่ะครับ” เอกพลชี้แจง พร้อมยกยอคุณป้าด้วยสรรพนามเรียกขานประเภทสรรพคุณชูกำลัง

“จะสอบถามอะไรหรือคะ ถ้าพี่รู้ล่ะนะก็จะบอกให้ แต่ถ้าไม่รู้ก็อย่าจับเข้าตะรางเสียล่ะ ลูกยังเล็ก พึ่ง 21 เอง” เจ้าของถิ่นไม่ยอมน้อยหน้า ส่งมุขคืนเสียงแปดหลอดจนถูกลูกค้าวัยรุ่นในร้านโห่ ฟังดูคล้ายมีขบวนบวชนาคแห่ผ่าน

“อะไรจ๊ะอะไร! โห่มาก เดี๋ยวเก็บค่าข้าวเพิ่ม 2 เท่าเลย แล้วต่อไปจะไม่ให้เชื่อด้วย จ่ายสดอย่างเดียว”

ประกาศิตเจ้าของร้านเป็นเหตุให้เสียงโห่ฮาป่าที่ว่าเงียบลงในบัดดล คงเหลือแต่เพียงเสียงสายลมเอื่อยที่พัดคลอเคลียตับจาก และต้นหญ้าเขียวขจีในท้องทุ่งด้านหลังร้าน ชวนให้นึกถึงกบ เขียด ปาด อึ่งอ่าง คางคก กับฝูงสัตว์เลื้อยคลานที่อาจแอบซ่อน รอเวลากลายพันธุ์เป็นวัตถุดิบในร้านอาหารเพิงพักแห่งนี้

“เอ่อ... คือผมได้รับรายงานว่ามีพลเมืองดีโทรศัพท์แจ้งว่า บริษัทฝั่งตรงข้ามกำลังถูกปองร้ายน่ะครับ คุณพี่พอจะทราบรายละเอียดเรื่องนี้บ้างไหมครับ?”

คำถามจากผู้องหนุ่มเรียกความสนใจของคุณป้าให้หันกลับมาที่เขาอีกครั้ง

“อู๊ยยยย!! คุณตำรวจถามถูกคนแล้วล่ะค่ะ พี่นี่แหละค่ะพลเมืองดีที่ว่า อยากทราบเรื่องอะไรเพิ่มเติมล่ะคะ ถามมาได้เลยค่ะ เชิญค่ะ เชิญ เชิญนั่งก่อนนะคะ ดื่มน้ำเย็นๆ กันสักหน่อย จะได้คุยกันแบบเย็นใจค่ะ”

โต๊ะเก้าอี้ไม้ขัดเงาอย่างดีภายในร้านถูกทำความสะอาดเสียหลายรอบ ก่อนที่เจ้าของร้านจะยกน้ำเย็นมาเสิร์ฟให้แก่คุณตำรวจทั้งสอง เป็นบริการอันประทับจิตติดตรึงใจ ราวกับว่าปลายทางของเรื่องราวทั้งหมดจะมีเงินรางวัลนำจับรออยู่อย่างไรอย่างนั้น

“คุณพี่พอจะจำรูปพรรณสัณฐานของผู้ต้องสงสัยได้ไหมครับ เขาเข้ามาซักถามเรื่องอะไร มีพิรุธอย่างไร พอจะจำได้บ้างไหมครับ?” ผู้กองหนุ่มจากกองปราบปรามเริ่มต้นคำถามที่ตนรู้คำตอบอยู่แล้ว หลังจากจิบน้ำเย็นๆ ตามมารยาทไปเสียคำหนึ่ง ทั้งที่ใจจริงอยากจะกระดกทีเดียวหมดแก้วให้หายร้อน

“จำได้แม่นยำเลยล่ะค่ะคุณตำรวจ เขาเป็นคนหนุ่ม อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับคุณตำรวจนี่แหละ หน้าตาหล่ออย่างกับพระเอกหนัง สูงยาวเข่าดี ผิวคล้ำหน่อยๆ เสื้อผ้าก็ใส่กางเกงยีนส์เสื้อยืดธรรมดาๆ พี่ไม่คุ้นหน้าหรอก รู้แต่ว่าไม่ใช่คนแถวนี้

เขามากินข้าวแล้วก็ถามนู่นถามนี่เกี่ยวกับบริษัทของคุณเหวิน บอกว่าอยากจะมาสมัครงาน มันจะเป็นไปได้ยังไงจริงไหมคะคุณตำรวจ หล่อๆ แบบนั้นน่าจะไปเป็นดารามากกว่ามานั่งประดิดประดอยงานฝีมือแบบนี้ คงจะตามสืบดูจนรู้ว่าลูกชายพี่ทำงานที่นี่ แหม! กะจะมาล้วงความลับ ฝันไปเถอะ ถึงจะรู้ลึกรู้เยอะก็ไม่มีวันจะปริปากบอกหรอกย่ะ คุณตำรวจรู้ไหม พี่น่ะอยู่ที่นี่มาตั้งแต่บริษัทยังไม่มีเลย แรกๆ ก็ไม่ได้ขายข้าวแกงหรอก แต่พอบริษัทมาเปิด ฯลฯ...”

คุณป้าสาธยายข้อมูลรายละเอียดตั้งแต่วันเกิดเหตุ ย้อนไปถึงช่วงก่อตั้งบริษัท เรื่อยมาจนถึงสถานภาพของบริษัทในปัจจุบันอย่างภาคภูมิใจ ขณะที่เอกพลนั่งมองต้นตอที่ทำให้คดียาเสพย์ติดถูกโอนย้ายมาอยู่ในมือเขา จากการที่นายตำรวจผู้รับผิดชอบคดีอย่างภูผา ซึ่งพยายามตามสืบคดีต่อแม้ถูกสั่งพักราชการ ถูกพลเมืองดีแจ้งข้อหาจนเดือดร้อนมาถึงผู้บังคับบัญชาอย่าง พล.ต.ต.เกรียงไกร

...และด้วยเหตุนี้เอกพลจึงจำต้องคัดสรรหน้าตาของคู่หูอยู่หลายชั่วโมง กว่าจะเลือกได้จ่าอาวุโสผู้มีใบหน้าและอากัปกิริยาอันน่าเชื่อถือ เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้

“อุ๊ย! นั่นไงคะ คุณหมอกับคุณเหวิน คงจะออกไปไหนกันแน่ๆ เดี๋ยวพี่ต้องรีบไปรายงานก่อนว่าคุณตำรวจจะมาช่วยดูแลความปลอดภัยให้พวกเราแล้ว”

คำพูดของคุณป้าเรียกให้เอกพลหันไปมองรถยุโรปสีดำสนิท ซึ่งกำลังแล่นออกมาจากประตูทางเข้าออกของบริษัท และค่อยๆ จอดเทียบตรงด้านหน้าร้านอาหาร เมื่อคุณป้ามหาภัยออกไปยืนกระโดดโลดเต้นโบกไม้โบกมือเรียกหา พร้อมกับลดกระจกไฟฟ้าลงเผยให้เห็นเจ้าของใบหน้าคมเข้มวัย 40 ในชุดสูทดำ


จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว