ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 ฉันทำดีแล้วใช่หรือไม่มาสเตอร์..ถ้านี่มันดีแล้วช่วยบอกฉันทีเถอะ...[100เปอร์]

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ฉันทำดีแล้วใช่หรือไม่มาสเตอร์..ถ้านี่มันดีแล้วช่วยบอกฉันทีเถอะ...[100เปอร์]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 211

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 เม.ย. 2560 22:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ฉันทำดีแล้วใช่หรือไม่มาสเตอร์..ถ้านี่มันดีแล้วช่วยบอกฉันทีเถอะ...[100เปอร์]
แบบอักษร

          ผมเริ่มฝึกเวทย์มนตร์อย่างมุ่งมั่นจากเหตุการณ์เมื่อคืนแล้วนั้นทำให้เทย์วอนนั้นรับรู้ได้ว่าตนนั้นไม่มีทางที่จะสามารถสู้คนพวกนั้นได้อย่างแน่นอน เขาสลัดความเจ็บใจหรือความรู้สึกต่างๆที่ไม่จำเปลี่ยนต่อการฝึกออกไปเสียให้หมด ทำใจให้โล่งเข้าไว้และมีสมาธิจำจ่ออยู่กับการฝึกให้มากที่สุด

          ปฏิญาณกับตนเองอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องปกป้องพวกน้องๆเอาไว้ให้ได้ไม่ใช่เพียงแค่แสซิโอแต่รวมถึงทุกๆคนในครอบครัวด้วยตามคำพูดของท่านพ่อที่เคยกล่าวฝากฝั่งเอาไว้กับตน’จนดูแลพวกน้องๆด้วยละ..เทย์วอน’ทุกถ้อยคำในวันนั้นเขาได้ยินฟังชัดในทุกๆคำและถือว่าประโยคนั้นเป็นประโยคที่มีความสำคัญกับเขามาก

          ผมเคยคิดว่าคนนั้นแข็งแกร่งมากพอแล้วที่จะปกป้องทุกคนในครอบครัวแต่นั้นก็คงเป็นประโยคของเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้จักโลกภายนอกมากมายเท่าใด โลกภายนอกนั้นมีสิ่งต่างๆมายมากที่เขายังไม่รู้และก็มีสิ่งๆต่างๆมากมายที่แข็งแกร่งกว่าตนด้วยเช่นกันแต่ในคืนที่ผ่านมาเขาตะหนักได้ว่ามันไม่พอเขาจะต้องพัฒนาตนไปเลื่อยๆเพราะอย่างที่บอกโลกภายนอกน่ะมีสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าเราอยู่มากมาย

          สำหรับคนที่คิดว่าตนนั้นเก่งและไม่สามารถมีใครมาสู้เราได้นั้นคุณคิดผิดเพราะทุกๆคนน่ะสามารถพัฒนามายังจุดที่เราอยู่ได้อย่างง่ายดายเพียงมีความพยายามมากพอแต่ก็มีคนอีกบางกลุ่มที่บอกว่าแค่ความพยายามใครๆก็มี..ใช่ครับใครๆนั้นก็มีความพยายามอยู่ในตัวของพวกคุณทุกๆคนอยู่ที่ว่า..มีมากน้อยเพียงไหนต่างหากละ

          ยิ่งใฝ่สูงก็ยิ่งต้องมีความพยายามมากขึ้นเท่านั้นเพื่อที่จะได้ไปอยู่ในจุดที่คุณอยากจะอยู่เมื่อถึงจุดนั้นแล้วเราก็ไม่ควรหยุดและฝึกฝนต่อไปจนมันชำนาญอย่าหยุดเพียงแค่จุดที่เรานั้นกำหนดเอาไว้เมื่อได้มันมาแล้วอย่างผมที่อยู่ในจุดที่สามารถปกป้องได้แต่มันก็ไม่พอพลังแค่นี้มันไม่เพียงพออย่างยั่งยืน

          ผมพอใจในพลังแค่นี้แต่มันก็ไม่พอที่จะปกป้องได้อย่างยั่งยืนและควรที่จะฝึกฝนอยู่ตลอดเวลาต่างหากละนั้นคือคำตอบของผม

          ผมฝึกฝนพลังของตนเองกับอาจารย์ประจำตัวของตนเองท่านก็เริ่มสอนไปทีละขั้นๆเมื่อผมนั้นทำได้ก็จะเริ่มเปลี่ยนบทเรียนให้ยากขึ้นไปอีกเลื่อยๆ ผมตระหนักได้อีกครั้งว่าบางสิ่งบางอย่างที่เคยน่าเบื่อสำหรับเราพอกลับมาทำในอีกครั้งมีก็อาจจะสนุกเหมือนอย่างตอนนี้ก็ได้ ได้ตะหวัดเวทย์ไปมาเกิดเป็นรูปร่างต่างๆที่สวยงามแต่สิ่งที่สวยงานนั้นมันก็อาจจะเป็นเพียงภาพหลอกตาก็ได้เหมือนอย่างแม่นางคนนั้นทั้งสวยขาวและนม…เอาเป็นว่าสิ่งสวยๆนั้นอาจทำให้คนนั้นเจ็บมานักต่อนักถ้าไม่ระวังตัวให้ดีๆ

          ที่ผมพูดเรื่องนี้ก็เพราะเวทย์มนตร์นั้นสวยแต่ก็อันตราเพียงเท่านั้นไม่ต้องไปคิดอะไรมากมายเสียให้วุ่นวายใจหรอกครับ

          “โอ้..เป็นมนตร์ที่สวยงามดีนะครับองค์ชาย”อาจารย์ที่ฝึกสอนอยู่ในตอนนี้เอ่ยชมด้วยท่าทีปราบปลื้มในความงามที่ประจันอยู่ตรงหน้าของตนและปรมมือให้กับเวทย์บทใหม่ที่พึ่งจะสอนไปแต่กลับทำได้ในเวลาอันรวดเร็วและมันก็ยังสวยงามและสมบูรณ์แบบจนไม่น่าเชื่อว่านี่คือเวทย์บทใหม่ที่องค์ชายพึ่งจะเรียน

          “ครับ..แต่ถึงจะสวยก็ควรระวังให้กับความอันตรายของมันด้วยนะครับ..”ผมจ้องมองดวงไฟที่กำลังเต้นระบำอยู่รอบๆตัวของผมและพูดประโยคที่คิดอยู่ออกมาด้วยดวงตาที่แสงเลือนลอยอย่างคนไม่มีสติและนั้นทำให้คู้สนทนามึนไปกับประโยคขององค์ชาย

          “ครับ?”เมื่อได้สติเทย์วอนได้ตะหวัดมือไปที่ดวงไฟที่กำลังเต้นระบำอยู่ให้มันหายไปพร้อมกับหันไปมองที่อาจารย์แล้วบอกว่าไม่มีอะไร

         “อ่าเปล่าครับไม่มีอะไร”อีกฝ่ายพยักหน้าน้อยๆอย่างไม่ยึดติดอะไรในคำพูดของเขาเทย์วอนแอบตกใจน้อยๆที่ตนนั้นอยู่ๆก็พูดเรื่องที่ตนนั้นคิดเอาไว้ในใจขึ้นมาเสียดื้อๆ”ช่วยอนบทต่อไปเลยครับ”เทย์วอนไม่ปล่อยให้เวลานั้นล่วงเลยไปมากเพราะเวลาทุกนาทีนั้นมีค่าเมื่อเหลือเวลาที่เหลือก็จะเอาไปฝึกดาบต่อในทันทีถ้าเปรียบเขากับคนทำงานก็เป็นแค่พวกบ้างานดีๆเท่านั้นเอง อาจารย์ทำตัวไม่ถูกเล็กน้อยเพราะเขาพึ่งจะทำบทนี้ได้หมาดๆและมนตร์บทใหม่นั้นจะกลืนกินพลังเวทย์ของผู้ใช้เป็นอย่างมากในตอนที่ครั้งแรกเพราะในตอนที่ตนนั้นเป็นเด็กนั้นพอได้บทใหม่หมาดๆก็จะแทบไม่มีแรงเหลือเลยในตอนนั้นแต่องค์ชายผู้นี้ทีเป็นลูกศิษย์ของตนกลับไม่มีท่าทีเหนื่อยอะไรเลยแม้แต่น้อยเขานั้นถือในตัวขององค์ชายเทย์วอนเสียจริงๆ

          “อะ..ครับ”ผมได้สอนการประสานเวทย์เข้าด้วยกันให้กับองค์ชายเพราะเวทย์บทนี้เรียกได้ว่ามันจำเป็นอย่างยิ่งในการจะเรียนเวทย์โจมตีให้รุนกแรง การประสานพลังเข้าด้วยกันจะทำให้การโจมตีนั้นแรงมากขึ้นด้วยและจึงถ้าเป็นเวทย์ตรงข้ามกันเช่นน้ำกับไฟประสานกันมันก็ยากยิ่งกว่าอะไรเพราะมันเป็นเวทย์ตรงข้ามกันจึงใช้เวลาในการฝึกนานหรือไม่บางคนนั้นอาจจะทำมันไม่ได้เลยก็มีแต่เขานั้นเชื่อว่าองค์ชยจะต้อทำได้เพราะดุจากระดับพลังเวทย์แล้วก็น่าจะทำได้ไม่ยากอะไรมากเพียงแต่ต้องเวลาในการฝึกฝนและเวลาในการทำความเข้าใจกับมัน

          องค์ชายเทย์วอนร่ายเวทย์ไฟที่ถนัดประสานกับเวทย์ลมเพราะต้องเริ่มจากง่ายๆไปยากแต่เพียงแค่วิธีการประสานที่อยู่ในระดับง่ายเทย์วอนก็ไม่สามารถทำได้ในทันอย่างเวทย์ที่ผ่านๆมาพอร่ายไปได้ในสักพักมันก็จะแตกสลายไปอย่างรวดเร็วทำให้การที่ร่ายเช่นนี้ไปมาๆซ้ำจึงมีหยดเหงื่อผลุดผลายออกมาจากใบหน้าคมๆนั้นเต็มไปหมดเส้นผมก็เริ่มมีหยดเหงื่อชื้นแฉะที่ทำให้ไม่ค่อยสบายตัวเสียเท่าไหร่ เทย์วอนร่ายเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่หยุดพักทำให้อาจารย์ที่มองอยู่อึ้งน้อยๆในการพยายามเช่นนี้เพราะมันทำให้เห็นภาพของตนในอดีตที่ก็เช่นพยายามเช่นนี้เหมือนกัน

          “องค์ชายครับ..ท่านใส่ธาตุไปมากเกินไปนะครับ”เขานั้นสังเกตุเห็นว่าองค์ชายนั้นใส่ธาตุที่ตนนั้นถนัดมากจนเกินไปไม่ว่าจะร่างกี่ครั้งๆก็คงไม่มีทางสำเร็จหรอกถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปเลื่อยๆ เขาก็เข้าใจว่าเรานั้นถนัดธาตุไหนก็จะทำให้ใช้ธาตุๆนั้นมากเกินไปเพราะเขาก็เคยเป็นในอดีตและในช่วงนั้นเขานั้นได้หาคำตอบมากมายว่าทำไมตนนั้นจึงไม่สามารถประสานเวทย์ได้เสียทีพอไปถามท่านพ่อผู้เป็นอาจารย์ให้ท่านก็ไม่ได้ตอบแต่กลับบอกว่าให้หาคำตอบเสียเอง

          องค์ชายหยุดร่างเวทย์ก่อนที่จะค่อยๆผ่อนลมหายใจทำสมาธิเล็กน้อยแล้วเริ่มร่างเวทย์ใหม่ภายในรอบนี้เวทย์ลมและไปค่อยๆประสานกันเข้าไปและ…ก็ทำได้! และก็สลายหายไปในเวลาต่อมาแต่นี้ก็ถือเป็นก้าวน้อยๆในการพัฒนาละนะเพราะในครั้งนี้สามารถประสานเวทย์ได้นานกว่าครั้งที่แล้วผมสังเกตุถึงลมหายใจขององค์ชายที่เริ่มแรงขึ้นมาหน่อยจึงบอกให้หยุดการฝึกถึงอีกฝ่ายอยากที่จะฝึกต่ออีกก็ตามแต่เขาก็ไม่สามารถให้องค์ชายฝึกเวทย์ไปได้มากกว่านี้อีกแล้วในวันนี้

          “องค์ชายครับวันนี้ข้าว่าควรพอแค่นี้ครับ..ไม่งั้นในวันพรุ่งนี้อาจจะไม่สามารถมาฝึกเวทย์ได้นะครับ”เมื่อใช้เวทย์มากเกินไปผู้นั้นก็จะต้องการ การพักผ่อนมากขึ้นเพื่อเป็นการฟื้นฟูพลังที่สูญเสียไปและถ้าเกิดฝึกไปมากกว่านี้องค์ชายจะต้องหลับยาวเป็นแน่และนั้นก็ไม่เรื่องที่ดีมันจะทำให้เวลาที่ฝึกนั้นสูญเสียมากขึ้นไปอีก

          องค์ชายยอมหยุดฝึกอย่างว่าง่ายทำให้อาจารย์ที่คิดว่าไม่ยอมง่ายๆนั้นนิ่งไปนิดที่บทจะดื้อก็ดื้อบทจะว่าง่ายก็ว่าง่ายจนน่าแปลกใจแต่ก็เป็นเรื่องดีแล้วละที่เขาจะได้ไม่ต้องหาข้ออ้างนู้นนี่มาใช้ องค์ชายค่อยๆเดินออกไปจากห้องที่เรานั้นอยู่ด้วยกันมานับร่วมชั่วโมง

          เทย์วอนเดินไปยังลานประลองในทันทีที่ออกมาจากห้องนั้นแต่การเดินขิงเขานั้นดูจะช้ากว่าปกติเสียหน่อยนั้นก็เพราะร่างกายที่อ่อนล้าไปจากการใช้พลังเวทย์มากมายในช่วงเวลาที่ฝึกเดินไปก็พลางคิดไปด้วยว่าตนในสภาพนี้จะประดาบไหวอย่างนั้นหรือแต่ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรอกและเขาก็ไม่ได้เหนื่อยล้าจนถึงขนาดเดินไม่ได้เพราะงั้นก็ยังไหว

          ทุกย่างก้าวเดินไปอย่างช้าๆพร้อมๆกับความคิดมากมายที่วิ่งเล่นอยู่ในหัวของเขาจนทำให้ตอนนี้ในการเดินของเขานั้นเดินเช่นคนไม่มีสติ

          “..อ๊ะ”เสียงเล็กดังขึ้นพร้อมกับเนื้อนิ่มๆที่ชนเข้ากับร่างกายของเขาไม่แรงมากนักทำให้รู้ได้เลยว่าเขานั้นเผลอไปเดินชนใครบางคนเข้าเสียแล้วและเสียงนั้นก็เป็นสัญญาณกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เขานั้นกลับมามีสติในอีกครั้งแต่เมื่อมองไปข้างหน้าหันซ้ายขวาก็ไม่เจอใคร แล้วคนๆนั้นอยู่ไหนกันแล้วก็ร้อง อ่อ พร้อมกับก้มลงมองข้างล่าง เขาก็ได้เจอกับร่างคุ้นเคยนั้นก็คือร่างของแคสซิโอที่กำลังยืนแล้วปัดๆฝุ่นที่มาจากการที่เขาเดินไปชนน้องนั้นเอง

          สักพักแคสซิโอก็เงยหน้าขึ้นมองแล้วขอโทษผม

          “ขะ..ขอโทษครับท่านพี่ที่ข้าไม่ได้ดูทางให้ดี”ดวงตากลมโตจ้องมาที่ผมอย่างสำนึกผิดและนั้นก็ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการใช้เวทย์หายเป็นปริบทิ้งพร้อมกับร้องโอ้ววดาเมจของโชตะช่างรุนแรงยิ่งนัก

          “อ่า ไม่หรอกข้าเองก็มัวแม่เหม่อลอยไปเองน่ะ..ขอโทษด้วยนะ”แคสซิโอพูดครับเบาๆก่อนที่จะหลบตาของผมแล้วเดินออกไปโดยไว ทำไมในช่วงนี้ผมนั้นรู้สึกแปลกๆเกี่ยวกับแคสซิโอนิดหน่อย..เพราะในช่วงนี้แคสซิโอนั้นเอาแต่หลบหน้าของพวกผมทุกๆคนเขาก็พึ่งมาเป็นแบบนี้ในไม่นานนี่เองครับ ซึ่งพวกผมอาจจะคิดไปเองก็ได้ใครจะไปรู้

           ขาของผมเริ่มก้าวเดินออกไปยังลานประลองต่อ

ที่ลานมีเสียงเฮฮามากมายทีดังมาจากที่นั้นบรรกาศเริงรื่นเหมือนอย่างปกติในทุกๆวันอากาศนั้นค่อยนข้างร้อนเพราะมันเป็นสเตเดียมที่มีรูปร่างทรงกลมผู้ชมก็จะนั่งอยู่ตรงขึ้นบนที่มีที่นั่งให้ส่วนตรงกลางๆนั้นจะเหลือที่เอาไว้ประลองมีประตูทั้งสี่ทิศไม่มีที่กำบังแสงแดด

          ผมเดินเข้าตรงเข้าไปใรลานประลองที่มีคนมุ่งดูแทนที่จะขึ้นไปนั่งข้างบนเสียผู้คนลายล้อมเป็นวงหลมและเหลือตรงกลางเอาไว้สำหรับผู้ประลองมันยากแกการที่จะเดินเข้าไปดูเป็นอย่างมากผมค่อยๆเดินเบียดเข้าไปแต่เบียดได้ไม่นานนักก็มีคนหันมามองและก็ทำหน้าตกใจแล้วก็หลีกทางให้ในทันทีพร้อมๆกับนั่งคุกเข่าลงก้มหน้า

          มันดูอาจจะเวอร์เกินไปแต่พวกเขาก็ทำด้วยความเต็มใจและเมื่อมีคนทำหนึ่งคนก็ทำให้ผู้คนต่างเริ่มมองไปยังชายผู้นั้นและก็เห็นผมจึงหลีกทางและทำเช่นเดี๋ยวกับชายคนแรกถึงจะไม่อยากให้เป็นเช่นนี้แต่ถ้าท่านพ่อรู้ผู้คนพวกนี้ต้องมีปัญหาเป็นแน่เมื่อพวกเสร็จแล้วผมก็บอกให้พวกเขายืนขึ้นเสียเพราะยังไงให้ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่มาก้มหัวให้มันก็ไม่ใข้เรื่องที่ถูกต้อง

          แม่ทัพอัศวินเมื่อเห็นผมก็ทำความเคารพแล้วเอ่ยถามว่าผมนั้นมาทำอะไรยังที่แห่งนี้อย่างเป็นมิตร

          "ข้ามาดูการประลองน่ำแล้วก็ว่าจะมาประลองเสียหน่อย"นายอัศวินพยักหน้าให้

          "ขอให้ท่านสนุกกับการประลอง..ถ้าจะลองประลองดาบเมื่อไรท่านสามารถบอกข้าได้นะขอรับ"อัศวินผู้นอบน้อมก้มหัวให้และค่อยๆเดินออกไป

          เมื่อองึชายนั้นมาชมการประดาบก็มีผู้คนมากมายที่ขอเข้าประดาบเพื่อโชว์ความสามารถของตนเองผมก็ไม่ได้ว่าอะไรบรรยากาศครึกครื้นกว่าเดิมมีผู้คนมากหน้าหลายตาที่เข้ามาประดาบเลื่อยๆเมื่อแพ้อื่นคิวต่อไปก็เข้าและเหลือผู้ที่ชนะเอาไว้ประดาบต่อไปผู้คนส่วรใหญ่ที่เข้ามานั้นเป็นบุรุตทั้งนั้นไม่มีสตรีเข้ามาประเลยสักคนแต่ผ่านไปสักพักก็มีคนที่สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลย่างก้าวเข้าในสนามประลอง

          คนผู้นั้นไม่ได้ถอดเสื้อคลุมสีน้ำตาลนั้นออกคนๆนั้นหยิบดาบขึ้นมาในทันทีสร้างความแปลกตาให้กับผู้คนที่ดูอยู่รวมถึงเขาด้วยเช่นกันก็ใส่เสื้อคลุมหนาแน่นเสียขนาดนั้นจะได้ถนัดอะไรได้ละแต่ที่แปลกใจไปอีกนั้นก็คือคนๆนั้นร่ายรำดาบสวยงามที่สุดเท่าทีเขานั้นเห้นมาในการประลอง

          ทั้งมีศิลปะภายในตัวของตนเองกระบวนท่าต่างๆร่ายำด้อย่างสวยงามคล่องแควลว่องไวอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้กับการใส่เสื้อคลุมที่ยาวถึงขานั้นและการประลองของทั้งสองนั้นก็จบลงอย่างรวดเร็วสร้างถวามฮือฮ่าให้กับผู้ชมเป็นอย่างมากผู้คนเริ่มสมัครเข้ามาประลองดาบกับคนๆนี้มากขึ้นเลื่อยๆแต่คนๆนี้ก็สามารถกัดการได้หมดโดยที่ไม่ได้ถอดเสื้อคลุมที่ยาวนั้นออกเลยด้วยซ้ำมันทำให้เขาคิอว่าคนผู้นี้นั้น

          น่าสนใจ..เป็นอย่างมาก

          จะมีใครสามารถทำให้เสื้อคลุมที่คนๆนั้นใส่อยู่ถอดออกได้หรือไม่เขารอดูเพียงเท่านี้แหละแต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครสามารถทำให้คนๆนั้นสามารถเอาเสท้อคลุมนั้นออกได้เลย..ด้วยความอยากรู้ผมเลยขอเข้าไปประลองเสียเองซะเลย

          เทย์วอนและอีกฝ่ายยืนจับดาบอยู่คนละฝั่งรอสัญญาณจากผู้ดูแลว่าให้เริ่มประลองได้เมื่อเสียงสัญญาณบอกว่าเริ่มต่อสู้ได้นั้นดังขึ้นทั้งผมและอีกฝั่งก็เริ่มออกตัวทันทีด้วยความรวดเร็วและนั้นนทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายนั้น..

          เคลื่อนไหวเร็วมากกว่าตอนที่ดูเองเสียอีก!

          นี่เพียงยังไม่ถอดเจ้าเสื้อคลุมนั้นออกก็ไวเสียขนาดนี้ถ้าเกิดเขาเอามันออกจะเร็วขนาดไหนกันเชียวน่าสนใจดีเพราะงั้นเขาจะต้องแพ้ไม่ได้ซะแล้วสิ การประลองของทั้งสองดำเนินไปอย่างยาวนานจนเทย์วอนนั้นเจอช่องโหว่ก็ไม่รีรอพุ่งเข้าไปในทันทีแต่อีกฝ่ายนั้นกลับหลบได้แต่เสื้อคลุมที่อีกฝ่ายใส่อยู่ก็ได้ติดมากับดาบของเทย์วอนด้วยเช่นกันและนั้นก็ทำให้อีกฝ่ายชะงักก่อนที่เสื้อนั้นจะเผยให้เห็นมบหน้าของตน

          และนั้นก็ทำให้ทั้งลานประลองนั้นเงียบสนิทเพราะคนที่ชนะมาตลอดตรงนี้นั้นเป็นหญิงสาวผมสีแดงน้ำตาลใบหน้าสวยงามรูปร่างสวยงามใช้ได้และก็นม...เฮ้ยยตั้งแต่ตอนนั้นแล้วนะพอๆผมจะไม่คิอถึงมันสีผิวออกแทนๆเสื้อผ้าที่ใส่ออกแนวเปิดเนื้อหนังน้อยๆ เธอพลักออกไปตั้งตัวในทันที

          "หว่าองค์ชายเห็นเข้าซะได้"ที่น่าแปลกใจคือคนที่ดูการประลองอยู่นั้นมีสีหน้าอึ้งนิ่งและเงียบโดยเฉพาะคุณอัศวินที่เหวอแดกไปแล้วในตอนนี้..จะอะไรักหนาแค่ผู้หญิงคนเดียว

          เธอหันไปเห็นคุณแม่ทัพอัศวินที่ในตอนนี้อ้างปากพงาบๆคล้ายพูดไม่ออกก่อนที่จะโบกมือให้กับนายอัศวิน

          "ไง..อลันฉันขอโทษแต่มันอดไม่ได้อะ"เธอแลบลิ้นและเอามือเคาะที่หัวของตนเองนิดๆซึ่งนั้นมันไม่เหมาะกับสตายของเธอเองเลยสักนิดอย่างนี้มันต้องยั่วยวนและก็พี่สาวหัวฟ้าตอนนั้นต้องใสๆแบบนี้เส่!!ไม่ใช่พี่สาวหัวฟ้าพีเวียรจะแนวยั่วยวนแต่หน้าตาน่ารัก

          "คุณคาเชลครับ..มานี่หน่อยครับ"สาวหัวแดงนามว่าคาเชลเดินเข้าไปหานายอลันในทันที

          "อะไรหรืออลันฉันกำลังประลองดาบกับองค์ชายอยู่เลยนะ"เธอเอ่ยขึ้น

          "ผมบอกแล้วไม่ใช่หรือครับว่าห้ามคุณประลองกับพวกประชาชน..อย่างงี้คุณก็ชนะอยู่ลู่เดียวสิครับ..แล้วชุดนั่มันอะไรกันครับคุณเป็นถึงผู้บัญญชาการเลยนะครับ"โอโห้ท่านแม่ทัพก็ว่าใหญ่แล้วเจอผู้บัญชาการอีกเยี่ยมไปเลย"ช่วยกรุณาแต่งตัวให้สมกับเป็นตัวอย่างหน่อยเถอะครับ!"

          "ก็ไม่มีอะไรให้ข้าทำและเรื่องชุดข้าร้อนนิ..ชุดอย่างพวกเจ้าที่ยุ่งยากมากมายข้าไม่เอาหรอก"มีความอินดี้อยู่ในตัวสูงครับแต่อินดี้อะไรช่วยดูท่ายแม่ทัพด้วยครับ..ประสาทจะแดกอยู่แล้วนั้น ฝ่ายอลันได้ยอมแพ้ในกับผู้บัญญาชาการเป็นที่เรียบร้อยเพราะงั้นศึกระหว่างอลันและคาเชล คาเชลเป็นฝ่ายชนะไปเป็รที่เรียบร้อยเคโอ!

          "งั้นข้าขอประลองกับองค์ชายต่อนะเพราะโอกาศทั้งนี้ชีวิตคงจะมีครั้งเดียว"

          "ครับๆ..แต่วันหลังคุณห้ามประลองกับพวกชาวบ้านอีกนะครับ...ไม่งั้นได้หมดสนุกกันพอดี"อลันเปยข้างหลังกับตนเองคนเดียว

          ผู้หญิงที่นามว่าคาเชลลงมาในสนามประลองอีกรอบหนึ่ง

          "ขออภัยที่ให้รอค่ะองค์ชาย..และก็ขอบคุณที่ช่วยเอาผ้าคลุมนั้นออกให้ด้วยทีนี่จะได้คล่องๆเสียที"นี่ยังไม่คล่องพอหรือพี่สาว..ผมไม่ได้ตอบอะไรไปแล้วการประดาบที่แท้จริงก็เริ่มขึ้นอ๊ะไม่สิผมน่ะเอาจริงนานแล้วแต่พี่สาวคนนั้นน่ะสิพึ่งจะเริ่มเอาจริงอย่างนี้ต้องเรียกว่า..

          นกรที่แท้จริงของผมได้เริ่มต่างหากละ

          การประลองเริ่มขึ้นในอีกครั้งเห็นได้ชัดว่าความเร็วของเธอนั้นเร็วมากขึ้นเป็นเท่าตัวนี่นิจจาหรือมนุษย์วะ!!แต่นิจจาก็มนุษย์ป่ะวะ??เอ่อช่างมันละกันเอาเป็นว่าพี่แกเคลื่อนที่ไวขึ้นเป็นเท่าตัวจากตอนแกที่ว่าจัดการยากแลวมาเจอแบบนี่ข้าน้อยก็ไม่ไหวนะขอรับ ข้าน้อยยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่มีทักษะในการใช้ดาบเพียงเล็กน้อย แต่นี่ก็ถือเป็นความท้าทายที่ได้เจอกับบอสใหญ่เลเวลเก้าๆหรือมากกว่านั้น??ผมบอกกับตัวเองว่าให้เลิกคิดเรื่องไร้สาระนี่สักทีและตั้งสิติกับดาบตรงหน้าเสียจะเป็นผลประโยชน์มากกว่า

          เธอเข้าประชิดขตัวของเทย์วอนได้อย่างง่าายดายและหวดดาบไม้นั้นเอาที่ศีรษะของเทย์วอนที่ดูยังไงก็ออมแรงเอาไว้เพราะไม่งั้นถ้าเกิดหลบไม่ทันแล้วฟาดเต็มๆได้มีการนองเลือดแน่นอนแต่ผมนั้นเป็นเซียนหลบหลีบนะครับสกิลนี่ได้มาตั้งแต่เกิดคนที่ขี้ขลาดเท่านั้นที่ทำได้เพราะสกิลนี่จะช่วยเพิ่มการหลบหลีกขึ้นเป็นอีกเท่าตัวไม่ว่าจะหลบอะไรก็หลบได้ทันท้วงทีไปหมดซะทุกอย่างนี่แหละสกิลประจำตัวของผม

          "โว้วว..หลบเก่งนี่องค์ชาย"เธอทำหน้าตกใจที่ผมนั้นหลบดาบของเธอได้อย่างรวดเร็ว..เมื่ออีกฝ่ายฟาดจะทำให้เสียจังหวะไปและนั้นก็เป็นโอกาศทองของผมเช่นกันที่กจะสามารถหวดดาบไม้ในมือกลับไปได้

          ซึ่งนั้นอาจจะได้ผลกับคนบางคนที่มีสกิลการหลบไม่พอแต่สำหรับเธอผู้นั้นทั้งดาบทั้งหลบถนัดไปเสียหมดทุกอย่างสมกับเป็นผู้บัญชาการที่สามารถสั่งให้อัศวินทำตามคำสั่งได้ผู้นำนั้นต้องแกร่งลูกน้องจึงเชื่อฟังไม่แปลกใจเลยที่เธอจะได้ตำแหน่งนี้มาครองเอาไว้

          เธอก้มลงหลบดาบที่ฟาดมาได้อย่างง่ายดายเมื่อก้มลงต่ำแล้วก็ออกตัววิ่งไปยังข้างหลังของผมและแน่นอนว่าผมนั้นจะต้องหันไปทางด้านหลังเพื่อป้องกันแต่เหมือนนั้นจะเป็นความคิดที่ผิดเธอไม่ได้ฟาดดาบมาที่ผมแต่เธอนั้นกลับวิ่งกลับไปทางเดิมและสกัดขาของผมด้วยนั้นทำให้ผมเสียการสงตัวจนล้มเสียหลักในที่สุดเธอหันปลายดาบไม้มาที่ผมและดาบในมือที่เคยอยู่กับผมในตอนนี้มันถูกปล่อยออกไปในตอนที่ล้มเสียหลักแล้วและผมจะมีอะไรกันได้อีกละถ้าอยู่สนามรบนั้นผมก็คงตายไปแล้วละก็คงไม่มีศัตรูคนไปที่เอาดาบมาชี้ไว้อย่างนี้โดยไม่แทงเข้ามาหรอกครับ..แพ้ย่อยยับเลยสินะฮะฮ่า

          ผมยกมือขึ้นเหนือหัวทั้งสองข้างอย่างยอมแพ้..ผมไม่ใช่พวกไม่ยอมรับความพ่ายแพ้หรอกครับเราแพ้เราก็คือแพ้ไม่ใช่ขี้แพ้ชวนตีแต่ที่ผมคิอตอนนี้นั้นก็คือจากตอนแรกที่เธอสวมเสื้อคลุมนั้นเราก็ประลองอยู่นานแต่เมื่อเอาออกนั้นกลับจบภายในเวลาอันรวดเร็วเก่งสุดยอดไปเลยนะคนๆนี้

          "คะ..คุณคาเชลชนะ!!"เสียงประกาศดังกึกก้องไปทั่วลานประลองเธอค่อยๆลดดาบลงเมื่อยกมือขึ้นยอมแพ้ผมค่อยๆลุกขึ้นยืนและปัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามร่างกายน้อยๆ

          "สุดยอดไปเลยนะครับ..ทักษะพวกนั้นน่ะ"

          "ขอบคุณค่ะองค์ชายก็ยังพัฒนาไปได้อีกไกลเช่นกัน"เธอก้มหัวให้ผมและเดินไปหาอลันที่ตอนนี้ในมือนั้นถือเสื้อคลุมสีขาวเอาไว้อยู่เพียงแต่เป็นของที่แสดงตนว่าตนนั้นเป็นหนึ่งในอัศวินผู้สูงสักบนเสื้อคลุมที่ดูเรียบหรูนั้นก็มียศต่างๆมากมายติดอยู่เต็มไปหมดดูๆไปก็เหมือนกันเสื้อคลุมที่อลันนั้นสวมอยู่เพียงยศไม่เท่ากันอลันยืนเสื้อคลุมนั้นให้กับคาเชลและเธอก็รับมันมาแต่ก็มิวายต่อลองด้วย

          "ข้าไม่ใส่มันไม่ได้อย่างนั้นหรือ"

          "หัดทำตัวให้สมกับเป็นผู้บัญชาการหน่อยเถอะครับ"พวกอัศวินทั้งหลายที่อยู่ใกล้ๆก็หัวเราะทำกับทั้งสองเล็กน้อยอย่างคุ้นเคยกับสถานะการเช่นนี้

          "ก็ได้ค่ะ..คุณพ่ออ!"ว่าแล้วเธอก็คว้าเจ้าเสื้อคลุมสูงศักดิ์นั้นอย่างกับผ้าสีบาวธรรมดาและออกตัววิ่งไปก่อนที่ปรอทอารมณ์ของนายอลันนั้นจะแตกขึ้นมาก่อน

          ผมยิ้มๆให้กับภาพนั้นที่มีประชาชนและอัศวินทั้งหลายที่กำลังหัวเราะให้กับทั้งสองก่อนที่อลันนั้นจะวิ่งไล่ตามคาเชลและส่งเสียงดังเหมือนพ่อดุลูกที่กำลังวิ่งเล่นอยู่กลางถนน

          และอยู่ๆเธอก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าผมสร้างความงงงันเล็กน้อยให้กับที่กำลังยืนดูทั้งสองไล่จับกันอยู่ดีๆ

          "ข้าฝึกเรื่องดาบให้กับท่านเอาไหมละ"ก็นึกว่าเรื่องอะไรดอกาศลอยมาตรงหน้าเสียขนาดนี้..ไม่เอาก็บ้าละครับ!

          "ได้อย่างนั้นหรือครับ"

          "ได้สิคะ..ยังไงข้าก็ว่างเสียส่วนใหญ่อยู่แล้วมาฝึกให้กับคนมีพรสวรรค์นิดๆหน่อยๆก็ไม่เสียหายอะไรเผื่อข้าตายไปก็มีคนค่อยถ่ายทอดเพลงดาบของข้าได้อยู่..เพราะยังไงข้าก็ไม่มีทายาทอยู่แล้วยิ่งเป็นองค์ชายด้วยเป็นเกียรต์อย่างยิ่งคะ"เธอยิ้มๆให้กับผม

          "งั้นก็ฝากด้วยนะครับ"คาเชลพยักหน้าและวิ่งหนีอลันต่อ

          อยู่ๆโอกาศก็ลอยมาเฉยเลยและด้วยที่ผมนั้นต้องการที่จะแข็งแกร่งให้ไวแล้วด้วยนั้นนี่ก็ถึงเป็นโอกาศทองของผมเลยด้วยที่จะมีคนที่เทพด้านนี้ผมช่วยสอนให้

          ผมเดินกลับไปยังวังในเวลาบ่ายสามกว่าๆไปถึงก็เจอน้องๆที่เล่นกันอยู่ที่สวนบ้างห้องนั่งเล่นบ้างและอีกสองคนนั้นที่ผมยังไม่เห็นในตอนกลับมาเลยนั้นก็คือการ์เน็ตที่ก็น่าจะอยู่ที่ห้องสมุดแต่คสซิโอนี่สิน่าแปลกเพราะปกติจะมาหาผมตลอดเลยในทันทีแต่ในวันนี้นั้นกลับไม่ได้มาหาผมแล้วแคสซิโอไปอยู่ไหนกัน??แล้วยิ่งในช่วงนี้แคสซิโอนั้นก็ดูแปลกๆไปจากทุกทีอีกด้วยเพราะอะไรกัน..??

          ไม่วายแค่คิดแต่เดินไปหาแคสซิโอที่ห้องเลยต่างหากถามว่าผมรู้ไหมว่าแคสซิโออยู่ห้องจริงๆก็ไม่รู้หรอกครับแต่ลองไปดูก็ไม่เสียหายอะไร

          "เอ่ออ..แคสซิโออยู่เจ้าอยู่ในห้องหรือเปล่า"

          "...."ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับมา นั้นทำให้ผมคิดว่าแคสซิโอไม่ได้อยู่ที่ห้องแต่ก่อนที่จะไปหาคสซิโอที่อื่นเขาก็ขอเปิดเข้าไปเช็คเพื่อความแน่ใจเสียจะดีกว่า ผมค่อยๆบิดลูกบิดประตูที่เย็นนั้นและดันมันเข้าไปเผยให้เห็นถึงภายในห้องที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่ดูหรูหรานั้นของภายในห้องมีไม่มากนักเพราะเป็นห้องของเด็กชายภายในห้องเงียบสงั่นไม่มีเสียงของสิ่งมีชีวิตสักอย่างนั้นทำให้ผมรู้เรื่องว่าไม่มีใครอยู่ภายในห้องนี้จึงเดินออกไป

          แต่..อยู่ๆก็มีไอ้เย็นแผ่เข้าที่หลังของผมก่อนที่จะเดินออกไปทำให้ผมนั้นหยุดกึกและหัรกลับไปมองว่าอะไร..และก็ต้องพบเจอกับผู้หญิงผมฟ้าที่บอกว่าตนนั้นมีนามว่าพีเวียร...กำลังจับเอาที่ไหล่ของผมอยู่ฝ่ามือของนางนั้นเย็นเชียบคล้ายคนตาย

          "นี่..เจ้าหนูเจ้ามีอะไรจะให้ช่วยหน่อยน่ะ..."เธอพูดด้วนน้ำเสียงแผว่เบาและปล่อยมือออกจากไหล่ของผม

          "เรื่องอะไรละ"มีเรื่องให้ช่วยงั้นเราก็ต้องถามก่อนว่าเรื่องอะไรไม่ควรไปรับปากสุ่มสี่สุ่มห้า

          "...เราไม่ควรที่จะพูดยังที่แห่งนี้..ที่นี่ไม่ได้หรอก"

          "หะ.."ก่อนที่ผมจะอุทานได้จบพวกเรามาวาปมายังที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่มีอะไรมากนอกจากพื้นที่สีขาวและก็มีร่างของพีเวียร??ที่ติดอยู่กับต้นไม้ที่มีหนาเต็มไปหมดมันกอดรัดเธอเอาไว้แต่ไม่มีเลือดออกมานั้นทำให้รู้ว่าไม่ได้เป็นอันตรายมากแต่ร่างของเธออยู่นั้นแล้วคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมก็คือเธอ??ยังไงกัน

          "ร่างจริงๆของข้านั้นอยู่ตรงหนามนั้นแต่นี่เป็นแค่ดวงวิญญาณ..นอกจากข้าแล้วก็ยังมีอีก5คนที่เป็นเช่นนี้"

          "แล้วเจ้าจะให้ข้าช่วยเหลืออะไร"เธอนั่งลง

          "สัญญากับข้าสิว่าข้าจะไม่บอกเรื่องพวกนี้กับใคร"เรื่องอะไรกันทำไมจึงบอกกับผู้อื่นมิได้??แต่ผมก็รับปากไปว่าจะไม่บอกกับใครเพราะดูจากคำพูดและท่าทางของเธอในตอนนี้แล้วคงเล่นด้วยไม่ได้มีแต่ต้องจริงจังในตอนนี้

          "โอเคข้าศัญญาก็ได้แล้วมีอะไรละ"

          "พวกเจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าแคสซิโอนั้นอันตราย..อย่างเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ไม่นานที่แคสซิโอเป็นเช่นนั้นก็เพราะคำสาปที่โดนสาปเอาไว้ในภพก่อนๆพวกเราไม่สามารถแก้ไขมันได้เช่นกันพวกเราพยายามจะแก้ไขคำสาปนั้นหลายต่อหลายครั้งแต่เราไม่สามารถทำได้เพราะมีไอเจ้าสำคาปบ้าๆนี้พันธการพวกข้าเอาไว้มันช่างน่าขัดใจนัก..ทำอะไรก็ไม่ได้ทำได้แต่ตามคำสั่งของเจ้านั้น"เจ้านั้นอย่างนั้นหรือ..

          "เอ่อ เจ้านั้นนี่ใครหรอ"ผมถือวิสาสะถามทั้งๆที่มันไม่น่าจะจำเป็นในเรื่องที่เขาจะให้ช่วย

          "เจ้านั้นน่ะหรอ..ก็......ไงละคนที่ใกล้ตัวเจ้า"ผมไม่ได้ยินเสียงของนางเมื่อพูดถึงชื่อของคนผู้นั้น"ฮะ ฮ่าไม่ได้ยินละสิ..ก็แน่ละนี่ก็เป็นหนึ่งในคำสาป..เอาไปคิดเอานะเด็กน้อยว่าคนที่อยู่ใกล้ตัวของเจ้าคือใคร..ใกล้ตัวของพวกเจ้ามากที่สุด..."เขาไม่ได้บอกว่าว่าแค่ผมแต่กลับเป็นพวกเจ้า???

          "เอาเป็นว่าเราพักเรื่องของผู้บงการเสียจะดีกว่า..เรื่องที่จะขอนั้นก็คือช่วยปกป้องแคสซิโอมาสเตอร์ของพวกข้าไม่ว่าจะจากอะไรก็ตามองเขาไว้อย่าให้ห่างจากสายตาของพวกเจ้า..ไม่ว่าจะจากใครก็ตามไม่เว้นแม้กระทั่ง..พวกข้า..พวกข้านี่แหละตัวสำคัญเลย..ในรอบต่อไปเจ้าจะได้เจอกับพวกของข้านามว่า..โทคาเอล..ระวังเจ้านั้นเอาไว้ให้ดีในช่วงแรกๆเขาจะไปเอาจริงอะไรเขาจะขัดขืนคำสาปอย่างสุดความสามารถที่จะทำได้แม้ว่าจะถูกควบคุมร่างไปเขาก็จะทำ..แล้วเจ้าจะได้เห็นว่าโทคาเอลในตอนร่างของตนเองและร่างที่ถูกควบคุมนั้นจะต่างกันมากมายราวกับเป็นคนละคน"ในทุกครั้งที่พูดก็ดูเหมือนว่าหนามแหลมพวกนั้นค่อยๆกอดรัดร่างของเธกอมากขึ้นเท่านั้นแต่ที่น่าแปลกใจนั้นก็คือเธอไม่ได้สนใจร่างของตนเองที่กำลังถูกรัดไปด้วยหนามแหลมพวกนั้นเลยสักนิด

          "ร่างของคุณ.."ผมพูดขึ้นและชี้ไปยังร่างของเธอที่กำลังถูกหนามพวกนั้นเจาะเข้าไปยังร่างของเธออย่างรัดแน่นที่เห็นแล้วก็ต้องผว่าแต่ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือร่างของเธอเริ่มมีลายสีดำปรากฏขึ้นอยู่บนร่างของเธอมันรามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

          "ไม่ต้องสนหรอก..นั้นก็แค่คำสาปที่กำลังกลืนกินร่างของฉันผู้ทรยศเท่านั้นเอง"ห๊ะ!!ผู้ทรยศ"ในครั้งหน้าเราจะได้เจอกันแน่ๆ..แต่อาจจะเป็นในฐานะศัตรู..ที่ไม่ใช่จิตรวิญญาณของฉันที่กำลังคุยกับคุณในตอนนี้..ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะฉันบอกเรื่องพวกนี้กับคุณยังไงละ..รีบออกไปจากที่นี่ซะไม่อย่างนั้นเจ้าจะถูกลบความสงจำ อย่าให้ความพยายามของข้าต้องสูญเปล่าข้าเชื่อใจเจ้า!!"

          "ดะ.."ผมไม่มีโอกาศได้พูดอะไรอีก..ทั้งๆทีผมยังไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด

          "แฮก..แฮกใกล้หมดเวลาเต็มทนเวลาสินะ.."ร่างของหญิงสาวนอนพิงที่หนามพวกนั้นที่เกี่ยวพันร่างของเธอเอาไว้ เธอเยหน้ามองขึ้นไปบนอากาศที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากความสว่างที่ค่อยๆโดนกลบด้วยความมืดมิดเหมือนอย่างเหช่นคำสาปที่กำลังแผ่ขยายอยู่ในตัวของเธอ..เธอชูมือขึ้นฟ้าหอบหายใจเหมือนคนหายใจไม่ออกพยายามไขว่ขว้าอากาศที่ไม่มีอะไรเลย"ทรมาน..ทรมานจังเลยนะ..ผลลัพธ์ของผู้ทรยศนี่นะ..หึหึ ฝากด้วยนะ..เจ้าหนู.."เธอพยายามไขว่แสงสว่างที่เหลือเพียงน้อยนิดบนฟากฟ้า

          "นี่พีเวียร..ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเจ้าต้องยิ้มนะ..เพราะข้าน่ะไม่ชอบเลยที่เจ้าทำแต่หน้าตาพวกนี้..เอายิ้มม"ชายหนุ่มตัวน้อยกำลังยิ้มกว้างๆเพื่อให้เขายิ้มตามยิ้มจนตาหยี

          "..ฮะ ฮ่า ค่ะยิ้มค่ะฉันจะยิ้ม"ฉันยิ้มตามรอยยิ้มที่เทวดาของฉันมอบให้..ไม่ว่าอะไรฉันก็จะมอบให้คุณได้ทุกอย่างเทวดาของฉัน...เพราะคุณนั้นช่วยดึงฉันออกมาจากความมืดมิดขอบคุณมากๆขอบคุณ

          "..ใช่..มาสเตอร์บอกฉันเอาไว้ว่า..ฉันต้องยิ้ม..ยิ้ม..ยิ้ม..ฉันยิ้มแล้วนะคะมาสเตอร์......."เธอยิ้มทั้งน้ำตากับร่างที่อิดโลยที่จ้องมองท้องฟ้าและมองเห็นภาพของคนที่ช่วยเธอจากความมืดมิดความเหงาที่อยู่ตัวคนเดียวให้ได้มาเจอกับความสุขที่อัศจรรย์ที่ไม่คิดว่าตนนั้นจะได้พบมันในภพนี้

          เธอลดมือลงพร้อมๆกับท้องฟ้าที่ในตอนนี้นั้นมืดสนิทชีพจรเป็นศูนย์และรอยยิ้มที่สวยงามที่เคลือบแคลงไปด้วยน้ำตาของทุกความรู้สึกไหลออกมา คุณมองเห็นรอยยิ้มนี่ใช้หรือไม่ฉันรักคุณนะมาสเตอร์และ

          ฉันทำดีแล้วใช่หรือไม่มาสเตอร์..ถ้านี่มันดีแล้วช่วยบอกฉันทีเถอะ...

-TBC.-

ความคิดเห็น