ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2560 13:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 10
แบบอักษร

10



       “บี๋เลิกเที่ยงใช่ไหม เดี๋ยวเบ๊จะมารับนะ” โคตรไม่ชินที่ถูกเรียกแบบนี้ แต่ก็นะ สักครั้งในชีวิต ไอ้ม่านจะลองดู ผมสูดเอาอากาศเข้าปอดก่อนจะพยักหน้ารับ “บี๋น่ารักอะ แล้วเจอกันนะครับ” ไอ้เด็กที่แทนตัวเองว่าเบ๊โบกมือลาหยอยๆ ก่อนขับรถไป 

หวังว่าเรื่องคงไม่ยุ่งยากมากไปกว่านี้...

“แหม หวานจริง” เหยด เสียงแหลมแหวกความเงียบมาจนตกใจแทบกระโดดหนี มัวแต่มองไฟท้ายรถจนลืมสังเกตผู้คนรอบข้าง ไม่รู้เลยว่าเพื่อนผมมายืนอยู่ข้างๆ นี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมครบทีมซะด้วย 

ยิ่งกว่าหูฟังที่พันกันอีก (ยุ่งยากนั่นเอง)

“มีเรียกบี๋ เรียกเบ๊ กูขนลุกสัด” ไอ้มีนทำหน้าสยอง มือก็ลูบแขนตัวเองไปมา 

“เพื่อนกูมีความเลี่ยน” นี่ไอ้เกมส์ครับ มันทำหน้าเหมือนรับไม่ได้

“บราโว่” ปิดท้ายด้วยไอ้เจยืนปรบมือแต่หน้ามันโคตรนิ่ง 

...จบแล้วครับ ชีวิตไอ้ม่าน โดนสี่ยอดกุมารเค้นจนไส้แห้งแน่ 

ผมถูกกดดันด้วยสายตาสี่คู่มาที่โต๊ะประจำ แทบจะอ้าปากพูดไม่ได้ แค่อ้าปุ๊บก็ถูกสวนกลับทั้งที่ผมยังไม่ได้ส่งเสียงสักแอ๊ะ   “พวกมึงจะฆ่ากูทางสายตาเลยไหมวะ” พูดหลังจากถูกดันให้นั่ง แต่พวกมันยังยืนล้อมไม่มีท่าทีจะนั่งตาม 

“เล่ามาๆ อะไรยังไง” ไอ้มีนเค้นคนแรก ผมเงยหน้าสบตาแต่ถูกดีดหน้าผากอย่างแรง “ไม่ต้องด่ากูด้วยสายตา เล่ามา!” 

เชี่ย ผีพี่ว๊ากเข้าสิงพวกมันหรือไงเนี่ย 

“มัน...ไม่มีอะไร” ตอบผมอ้อมแอ้ม 

“ไม่มีอะไรบ้านมึงสิ กูได้ยินเต็มสองหูตอนมันเรียกมึงว่าบี๋” อีแน่วตบหัวผมซะผมเสียทรง 

“ก็กูไม่รู้ มันเรียกของมันเอง” บอกความจริง แต่ไม่มีใครเชื่อว่ะ “จริงๆ ว่าแต่ พวกมึงได้ยินตั้งแต่ตรงไหนล่ะ” เพราะไม่รู้พวกมันได้ยินอะไรไปบ้าง

“เมื่อกี้นี้ ไอ้เด็กนั่นมันจงใจเรียกให้พวกกูได้ยิน” หันขวับไปมองไอ้เจจนคอแทบเคล็ด   “ยังไงวะ” ทำตาปริบๆ มองเพื่อนสลับกันไปมา 

“ไอ้มู่โง่ ก็มันเห็นพวกกูเดินเข้าไปหา ก็เลยจงใจพูดเสียงดังไง” มิน่า ตอนเรียกชื่อนั่น ไอ้เม่นเรียกซะดัง “สรุปได้กับมันแล้ว?” 

“เชี่ย ยังเว้ย” ปฏิเสธเสียงแข็ง “จริงๆ” ย้ำไปอีกเมื่อเพื่อนทำหน้าไม่เชื่อ

“ยังไม่ได้แต่เรียกซะเลี่ยน กูไม่เชื่อ” แล้วพวกมันก็พากันพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของไอ้เกมส์ 

“ถึงกูจะใจง่าย แต่กูก็รักตัวกูไหมละ แม่ง” ทำหน้างอเป็นปลาทูเมื่อนึกถึงการสัมผัสจับจูบลูบคลำจากเพศเดียวกัน ที่นึกถึงนั่นเพราะไอ้ทูชอบดูซีรี่ย์ต่างประเทศแล้วส่งผ่านไลน์มาแบ่งผม ตอนแรกๆ ก็ดูผ่านๆ เพราะเป็นซีรี่ย์ ดูไปก็เพลินสนุกดี 

“ดี ใจง่ายอย่างเดียวก็พอ อย่าเพิ่งเอาตูดให้มันไว เดี๋ยวได้แล้วแม่งก็ทิ้ง” เผลอขำคำคมแปลกๆ ของไอ้มีน “แต่กูข้องใจ”  “ข้องใจอะไรวะ” อีแน่วถามแทนทุกคน นี่ผมเป็นตัวประกอบของพวกมันหรือเปล่าวะ  

“ชื่อที่มันเรียกมึงกูก็พอจะเข้าใจ ไอ้บี๋ เบบี๋อะไรแบบนี้ แต่เบ๊นี่สิ มันมาจากคำไหนวะ เบเบ๊ก็ไม่ใช่ เบ้เบ๊ก็แปลกๆ” สายตาที่จ้องไอ้มีนเมื่อกี้ เบนมาทางผมหมด “บอกกูมา”

“ไม่รู้” ปฏิเสธเสียงแข็งอีกรอบ ใครจะไปกล้าพูดวะ แค่นึกถึงตอนไอ้เม่นบอกผมก็ขนลุกแล้ว 

“มึงมีความลับกับพวกกูเหรอ พวกกูเพื่อนมึงนะ หรือมีผัวแล้วลืมเพื่อน นิสัยไม่ดีนี่หว่า ไอ้เหี้ยมู่” โดนไอ้เจร่ายยาว เอาซะผมสะเทือน “ใช่สิ พวกกูไม่สำคัญนี่...”

“เออๆ” ทนความดราม่าไม่ไหว ก็ต้องบอกไป “อย่าอ้วกนะเว้ย” สูดเอาอากาศเข้าปอดก่อนจะพูดออกมา “ไอ้เม่นมันบอกกูว่า มันเป็นทาสรักของกู เลยเรียกแทนตัวเองว่าเบ๊ ที่แปลว่าทาส” กลั้นใจบอกสุดๆ    พูดจบปุ๊บ ความเงียบก็เข้าปกคลุมรอบตัว ผมเงยหน้ามองบรรดาเพื่อนสนิทที่ยืนนิ่งไร้การเคลื่อนไหว หรือพวกมันจะอึ้งกับความคิดเพี้ยนๆ นี่วะ ก็แน่ล่ะ ขนาดผมยังอึ้งตอนได้ยิน ไม่รู้มันเอาสมองที่ไหนมาคิด  

“ปรบมือ” อยู่ๆ ไอ้เกมส์ก็สั่งทำเอาผมที่อยู่ในความคิดของตัวเองสะดุ้งเฮือก สิ้นคำสั่ง พวกที่ยืนนิ่งก็ปรบมือเสียงดัง เรียกสายตาคนนอกให้มองมาอย่างสงสัย “ฉลาดมาก ช่างคิดสุดๆ” 

“มึงชมกูเหรอ” 

“ไอ้เม่นเว้ย” 

กะจะหยอดเข้าตัวเองสักหน่อย โดนตะคอกใส่หน้าพร้อมกันซะได้ เจ็บปวด 

“พวกมึงไม่ขนลุกเหรอวะ กูได้ยินแม่งขนลุกสัด” ผมลูบแขนตัวเองไปมายามนึกย้อนไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน 

“นิดๆ แต่มันคงจริงจังกับมึง” ไอ้เจว่า ก่อนมันจะจ้องด้วยสายตาจริงจัง “ว่าแต่มึงเถอะ จริงจังกับมันแค่ไหน” อยู่ๆ ก็ถูกถาม เอาซะผมพูดไม่ออก 

“ไอ้เจพูดก็ถูก ถ้ามึงไม่จริงจังที่จะคบ ก็ไม่ควรไปให้ความหวัง ตกลงคบ กูสงสาร” อีแน่วเสริมขึ้นมา 

“สงสารกูเหรอ” ลองแหย่อีกรอบ คราวนี้เลยถูกตบหัวเน้นๆ เต็มฝ่ามือ

“สงสารไอ้เด็กเม่นนั่นสิ กูจะสงสารมึงทำเหี้ยอะไร มึงคิดดู ถ้ามึงคบกับคนที่ชอบแล้วมารู้ว่า ไอ้บ้านั่นไม่ได้ชอบหรือจริงจังด้วย มึงจะเสียใจไหม ใช้สมองอันน้อยนิดของมึงคิดให้ดี”  

“ตอนนี้มึงผิด” 

“มึงควรซื่อกับความรู้สึก ใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็เลิก” 

พวกพี่ว๊ากกำลังกดดันผมครับ 

“กู...” 

“ถ้าตามที่มึงบอก ไอ้เด็กนั่นมันซื่อตรงกับความรู้สึกแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่มึง คิดอะไรก็พูด ปากมีไว้พูด ไม่ได้มีไว้ให้ลากไก่ไปแดกในน้ำอย่างเดียว” 

ด่าผมว่าเหี้ยยังไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่านี้

“เออๆ กูจะทำตามที่พวกมึงบอก” ผมต้องทำตามความรู้สึกของตัวเองสินะ “จ้องกูทำไม กูหล่อ กูรู้ตัว” แกล้งพูดติดตลกเผื่อพวกมันจะขำ แต่เปล่าเลย พวกมันยังจ้องหน้าผมอย่างไม่ลดละ

“มันแป้ก มุกนี้ไม่ผ่าน” ความมั่นใจตกวูบเลยไอ้ม่าน “เร็วๆ พวกกูรอฟังมึงเนี่ย ว่ามึงจะเอายังไง จะเลิกหรือไปต่อ” 

“จะให้กูตอบตอนนี้เนี่ยนะ”  

“เออ” มาพร้อมกันสี่เสียง เอาซะสะดุ้ง 

“ไอ้เม่นมันก็...เป็นคน เอ่อ คนพอใช้ได้” พยายามเรียบเรียงทำความเข้าใจความคิดของตัวเอง “คบกับมันก็คง...ไม่เลวมั้ง”   “ไม่เอามั้ง” ไอ้เจตบโต๊ะจนน้ำในแก้วกระฉอกออกมา ไอ้เหี้ยนี่ชอบใช้ความรุนแรง “พูดให้มันหนักแน่นทำได้ไหม” 

“เออๆ คบกับมันก็ดี แม้จะปวดหัวแต่ก็มีความสุขดี” ผมตอบเสียงดังฟังชัดตามที่พวกมันต้องการ 

“ดี มึงคือเพื่อนกู พวกกูยังไงก็ได้” พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มให้เพื่อนรักทั้งสี่ ผมรู้ว่าพวกมันรักและหวังดี ไม่อยากให้ผมค้างคาไม่ว่าเรื่องอะไร “แต่พามาให้กูเต๊าะเล่นก็ดีนะ กูชอบ” 

“สรุปมึงจะชอบผู้หญิงหรือผู้ชายวะ เอาให้แน่” ไอ้มีนส่ายหน้ารัวๆ 

“ได้หมดถ้าสดชื่น” ได้สดชื่นกับฝ่ามือจริงๆ คนโดนถึงกับโวยวาย 

เพื่อนดี มีชัยไปกว่าครึ่งจริงๆ ผมโคตรรักพวกสี่ยอดกุมารเลย พวกมันคนละสไตล์กับพวกไอ้กลอย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเรารักกัน เป็นเพื่อนยามท้อ เป็นพ่อยามหวั่นไหว ถุย ไม่ใช่ละ พวกมันเป็นเพื่อนที่ผมรัก ทั้งหมดทุกคนเลย 




การเรียนที่แสนง่วงนอนได้ผ่านไปแล้ว ผมอ้าปากหาววอดๆ หลังจากอาจารย์ออกห้องไปแล้ว โคตรง่วงให้ตายเถอะ เนื้อหาก็เดิมๆ เพิ่มเติมคืออาจารย์บ่นพนักงานร้านอาหารให้ฟังเกือบครึ่งชั่วโมง แค่ไม่อยากให้ถูกเรียกว่ามนุษย์ป้า เลยต้องอดทนด้วยความใจเย็น ตรรกะแปลกดี ทนไม่ไหวก็ลุกออกมาก็จบ ถ้าเป็นผมนะ

“กินข้าวแล้วห้องเดิมนะเว้ย ประชุมเรื่องปิดห้องเชียร์พรุ่งนี้ ห้ามขาด ห้ามสาย” ไอ้หัวหน้ารุ่นมันตะโกน ผมลืมเรื่องนี้ไปเลยว่ามีประชุมตอนบ่าย รับปากไอ้เม่นไปแล้วว่าจะให้มันมารับ ทำไงดีวะ

ผมรีบกดโทรศัพท์ไปหาคนที่เพิ่งตัดสินใจคบแบบงง (ในตอนแรก) รอสายไม่นาน เสียงร่าเริงก็ตอบกลับ ได้ยินเสียงเพลงคลอเบาๆ ต้องขับรถอยู่แน่นอน

“ขับรถเหรอวะ” ผมกรอกเสียงถามไป 

(ครับ ใกล้จะถึงแล้ว เบ๊กำลังเลี้ยวเข้าหน้ามหาลัยบี๋เลย) เอาไงดีวะ ให้มันกลับไปก่อนจะดีไหม เพราะไม่รู้ว่าประชุมนั่นจะนานหรือเปล่า (บี๋มีอะไรหรือเปล่า) 

“กูลืมว่าต้องประชุมต่อ” รู้สึกผิดนิดๆ ปลายสายเงียบไป คงเพราะรถมันเลี้ยวมาหน้าคณะผมแล้วนี่ละมั้ง 

(ไม่ทันแล้ว เบ๊เห็นบี๋แล้ว) 

“เออ เห็นเหมือนกัน” ผมชี้ไปที่รถไอ้เม่น เพื่อให้พวกเพื่อนไปกินข้าวก่อน ผมเก็บมือถือแล้วเดินแยกไปหา “ทำไมเลิกเรียนไววะ” ถามออกไปหลังจากไอ้เม่นลดกระจกลง 

“ก็มันไม่มีอะไร เลยออกมา กลัวบี๋รอด้วย เป็นแฟนที่ดีป่ะ” ชูมือจะตบขู่ไปงั้น ไอ้เม่นขำที่เห็นผมถลึงตาใส่ “จะประชุมที่ไหน นานหรือเปล่า” 

“เรื่องปิดห้องเชียร์ ไม่รู้นานหรือเปล่า” ผมบอก ไอ้เม่นขมวดคิ้วทำหน้าคิดก่อนจะดับเครื่องแล้วเปิดประตูออกมา “จะไปไหน”

“ก็ไปนั่งรอไง ไม่อยากกลับแล้วมาอีก เปลืองน้ำมัน” ก็จริงของมันนะครับ ผมพยักหน้าหงึกๆ แล้วเดินนำมันไปที่โรงอาหารที่ตอนนี้พวกไอ้เจคงไปจองที่กันแล้ว “บี๋” 

“อะไร” บางทีผมก็รู้สึกแปลกๆ ที่ถูกเรียกแบบนั้น แถมยังเรียกเสียงดังจนคนที่เดินสวนทางเหลียวมอง 

“บี๋ไม่เคยเรียกเบ๊เลยอ่า ไม่ชอบเหรอ” น้ำเสียงคล้ายกับน้อยใจ ผมถึงกับต้องหยุดเดิน ไอ้คนที่เดินตามไม่ทันระวังชนเข้าเต็มๆ หน้าเกือบคว่ำ “บี๋หยุดไม่บอกวะ” 

“มึงไม่รู้สึกแปลกๆ เหรอวะ ที่ต้องเรียกผู้ชายด้วยกันเองแบบนั้น” ถ้าเป็นผู้หญิงผมจะไม่ว่าเลยนะครับเนี่ย 

“แปลกสิ แต่เพราะคนที่ผมเรียกเป็นแฟนผมนี่นา” ไอ้เม่นพูดพร้อมฉีกยิ้ม เหมือนถูกความขาวของฟันมันแอคแทคต้องหรี่ตามอง “หิวแล้ว ไปหาเพื่อนบี๋กันเถอะ” พูดจบก็ยกแขนขึ้นมาพาดบ่าของผม ไอ้นี่เสี่ยวไม่พอ ยังแอบเนียนอีกด้วย ต้องมอบโล่ให้ซะแล้วแบบนี้

และแทบไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้เม่นจะเข้าขากับเพื่อนผมได้ดีขนาดนี้ มีการชวนไปกินเหล้าที่หอด้วย วันแรกที่เจอกับวันนี้มันช่างต่างกันซะจริง คราวนั้นไอ้เม่นเกือบโดนกินหัว นี่สินะที่ไอ้มีนว่า สุราชนะทุกอย่าง

กินข้าวอิ่มพวกผมก็ทยอยขึ้นห้องที่ใช้ประชุม ส่วนไอ้เม่นรออยู่ด้านนอกกับพี่เฟรนด์ เดี๋ยวนะ พี่รหัสผมมันโดดประชุมเพราะอยากสืบประวัติแฟนผมหรือนี่...แฟน? เชี่ย นี่ผมเรียกมันว่าแฟนเต็มปากขนาดนี้เลยเหรอ 

การประชุมแสนเครียดแต่ผมไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่ เพราะตาต้องคอยเหล่มองคนเฝ้า ไม่รู้ป่านนี้หลับไปหรือยัง หรือว่าถูกพี่เฟรนด์รัดคอตายไปแล้ว 

“สนใจเพื่อนมึงหน่อย” ถูกอีแน่วตบหัวเน้นๆ “เด็กมึงถ้าทนไม่ได้ก็เลิก” 

“เออ” 

แม้จะรับคำแบบนั้น แต่ก็อดที่จะเหล่มองเป็นระยะไม่ได้ จากหนึ่งชั่วโมง เพิ่มไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เกือบเย็น รุ่นพี่ปีสี่ปิดการประชุมแสนเคร่งเครียดปุ๊บ ผมคนแรกที่พุ่งออกประตู ที่นั่งด้านหน้าไม่มีร่างของไอ้เม่นอยู่ หายไปไหนวะ หรือกลับไปแล้ว แต่ถ้ากลับก็ต้องโทรบอกผมก่อนสิ 

“หาเด็กมึงเหรอ” เสียงไอ้เกมส์ดังจากด้านหลัง มันอ้าปากห้าววอดๆ ทำหน้าง่วง 

“กลับไปแล้วมั้ง” ผมตอบเพื่อนเบาๆ 

“นู้นไง” ผมกับไอ้เกมส์หันหน้าไปทางที่ไอ้มีนชี้ “สนิทกันอย่างน่าใจหาย” 

เป็นอย่างที่ไอ้มีนว่าจริงๆ ไอ้เม่นดูสนิทกับพี่เฟรนด์มากกว่าผมซะอีก ถึงขนาดกอดคอกันกินขนม นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันนี่ พอทั้งคู่เดินมาถึงที่พวกผมยืนอยู่ พี่เฟรนด์เดินผ่านไปหาพี่อิน แต่ไม่วายเอาซองขนมตีหัวผมพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก อะไรของพี่เขา

“เสร็จแล้วเหรอ” ไอ้เม่นยิ้มแป้น มือก็ยื่นขนมให้ผม แต่ถูกไอ้มีนดึงไปกินเอง 

“อืม หิว” ผมบอก แต่ตากำลังส่งเลเซอร์ฆ่าเพื่อนตัวเองที่แย่งขนมไป  

“งั้นเดี๋ยวแวะไปกินร้านที่บี๋อยากกิน” พูดจบปุ๊บ เสียงโก่งคออ้วกก็ตามมาหลายเสียง ผมทำหน้าแทบไม่ถูก มันทั้งอายทั้งเขิน 

“เออ” กระแอมเบาๆ ก่อนตอบรับ ทำไมตรงนี้มันร้อนๆ วะ 

“แหม เรียกกันซะน้ำตาลจืดเลยนะพวกมึง” ไอ้มีนหยอก ปากยังเคี้ยวขนมของผม (ที่ไอ้เม่นซื้อ) อยู่เลย ผมรีบดันไอ้เม่นให้รีบเดินแต่คนที่ผมดันกลับถูกดึงเอาไว้ “เดี๋ยวๆ”

“พวกกูยังไม่ได้สัมภาษณ์เลย อย่าเพิ่งไป” ไอ้เจที่เมื่อตอนประชุมยังทำหน้าเครียด ตอนนี้แม่งเหยียดยิ้มโคตรสยอง “มานี่” แล้วมันก็ล็อคคอไอ้เม่นเข้าไปในห้องตามเดิม 

ผมรีบเดินตามเข้าไป คนออกไปหมดแล้วทำให้เหลือแค่พวกผมที่เดินย้อนเข้าไป ไอ้เม่นถูกดันให้นั่งที่เก้าอี้โดยมีพวกไอ้เจยืนกอดอกล้อมเอาไว้ 

“พวกพี่มีอะไรกับผมเหรอครับ” ถามแบบไม่เกรงกลัวการจ้องกดดันเลยสักนิด หรือมันอาจเจอจนชิน 

“กูรู้ว่ามึงจริงจังกับเพื่อนกูแล้ว” ไอ้เจว่า ผมก็อดที่จะตั้งใจฟังด้วยไม่ได้ “แต่มึงคงอยากฟังว่าเพื่อนกูคิดยังไงกับมึง...ใช่ไหม” 

“อ่าว” ผมถึงกับอ้าปากค้าง อยู่ดีๆ ผมก็ตกเป็นจำเลยแทนซะงั้น ไอ้เม่นทำตาวาวพยักหน้ารัวๆ ได้ทีเอาใหญ่เลยนะมึง

“มึงจะปล่อยให้ค้างคาเหรอวะ กูกำลังช่วยมึงอยู่นะเพื่อนมู่” กัดฟันแจกสัตว์เลื้อยคลานเพื่อนรักไป ผมจ้องหน้าไอ้เม่นไม่กล้าพูดอะไร ลำพังแค่อยู่กับมันสองคนยังไม่กล้า นี่เพิ่มเพื่อนมาอีกตั้งสี่แบบนั้นยิ่งไม่กล้าใหญ่ จะออกห้องก็ไม่ได้เพราะถูกล็อคทุกด้าน ไม่น่าเกิดมาสายเสือกแล้วสอดเข้ามาเลย 

“ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้” ไอ้เม่นรีบออกปากช่วยเหมือนวีระบุรุษ คงเห็นผมอึดอัดที่จะต้องพูด 

“ไม่อยากให้พวกกูได้ยินล่ะสิ” ไอ้เกมส์ว่า “เออๆ ก็เรื่องของพวกมึง กูก็ไม่ได้อยากรู้มาก” 

“แต่กูอยากรู้” ผลของการอยากรู้ของไอ้มีนทำให้ถูกฝ่ามือหวดเข้าหัวไปหลายรอบ 

ผมรู้ครับว่าต้องแสดงจุดยืนให้ไอ้เม่นได้เห็น ไม่ใช่เอาเปรียบมัน แต่บางทีผมก็ต้องการเวลาทำใจที่จะบอก ผมไม่ใช่คนเปิดเผยความรู้สึกแบบไอ้กลอยหรือไอ้ทู สองคนนั้นมันรู้สึกยังไงก็จะพูด จะทำแบบนั้นออกมาตรงๆ แม้ผมจะดูเป็นคนกวนๆ หน้าด้าน แต่จริงๆ แล้วก็ขี้อายเหมือนกันนะครับ...

พวกไอ้เจแยกไปเตรียมตัวสำหรับพรุ่งนี้ ส่วนผมเดินตามหลังเด็กปีหนึ่งต่างสถาบันมาที่รถ 

“รอได้จริงๆ เหรอ” ผมเอ่ยถามหลังจากขึ้นไปนั่งบนรถ ส่วนคนที่ผมถามยังยืนจับประตูรถเพื่อจะปิดให้ ไอ้เม่นยิ้มตาหยีอย่างทุกทีแล้วพยักหน้า “แล้วถ้า...”

“ถ้า?”

“ไม่มีอะไร” แม่ง ทำไมพูดไม่ออกวะ มันติดอยู่ที่ปากแต่ไม่กล้าเอ่ยออกมา ผมมองตามร่างสมส่วนเดินอ้อมมาอีกฝั่ง ไอ้เม่นหันมายิ้มให้ผมทีหนึ่งก่อนออกรถ ไอ้นี่ช่างต่างจากที่เห็นครั้งแรกมาก หรือว่านี่จะเป็นแฝดเหมือนในละครที่สลับตัวมาวะ หลอนนะเฮ้ย



การจราจรติดอย่างทุกวัน เห็นแบบนี้แล้วนึกถึงบ้านทุกครั้ง บ้านผมอยู่เชียงใหม่ซึ่งห่างจากตัวเมืองพอสมควร การจราจรแถวนั้นไม่มีติดขัดมากนัก แต่ความเจริญก็ยังมีนะครับ อย่างไฟฟ้า น้ำประปาหรือสัญญาณอินเตอร์เน็ต ก็แหม ไม่ได้อยู่ในป่าสักหน่อย

“บี๋อยากกินอะไร...”

“กูคิดว่า กูอยากคบกับมึงแบบจริงจัง” หลับตากลั้นใจพูดรัวๆ พอหรี่ตาขึ้นดู ไอ้เม่นก็ยังนั่งเฉย ตามันมองถนนเหมือนไม่ได้ยินที่ผมบอกเมื่อกี้จนต้องถามย้ำ “ได้ยินที่พูดป่ะ”

“ได้ยินครับ” ตอบพร้อมรอยยิ้ม

“แล้วไม่ตกใจเหรอวะ” โคตรแปลกใจ ไอ้เม่นส่ายหน้าก่อนจะละสายตามามองเมื่อจอดติดไฟแดง “หรือมึงไม่เชื่อ” 

“เชื่อสิ แต่เบ๊เคยได้ยินมาแล้ว ดีใจไปแล้วรอบหนึ่ง” 

“ได้ยินแล้ว? ตอนไหนวะ”   เอ๋อเลยสิไอ้ม่าน นี่ผมไปเผลอพูดแบบนั้นกับมันตอนไหน หรือตอนเมาแล้วเผลอ หรือนอนละเมอวะ 

“เมื่อเช้า” เสียงพูดดังผ่านความคิดเข้ามา พอหันไปมอง เจอหน้าคนที่ฉีกยิ้มกว้าง...เมื่อเช้าเหรอวะ 

“เชี่ย อย่าบอกว่าได้ยินตอนที่พูดกับพวกไอ้เจ” ไอ้เม่นพยักหน้ารับช้าๆ “ไอ้เพื่อนชั่ว” ตะโกนลั่นรถ เมื่อเช้าเห็นไอ้เกมส์ถือมือถือ คิดว่ามันเล่นเกมส์เลยไม่สนใจที่ไหนได้ แม่งทรยศกันเฉย

“เบ๊ดีใจนะ ที่บี๋บอกกับเบ๊เอง” 

“แต่ได้ยินมาก่อนหน้าแล้วไง เฮอะ” หงุดหงิดจริงๆ  

“บี๋อ่า อย่าโกรธเบ๊สิ พี่เขาโทรมาไม่ทันได้พูดอะไรก็ได้ยินเสียงบี๋บอกคบก็ดี แม้จะปวดหัว แค่นั้นก็ดีใจจนต้องจอดรถลงไปกระโดดอยู่ข้างถนน” 

“ไอ้ขี้โม้” 

“ไม่ได้โม้...ขอบคุณครับ ที่ยอมเปิดใจยอมคบกันแบบจริงจัง” ไอ้เม่นพูดติดตลกแต่ผมไม่ตลก รู้สึกหงุดหงิดเพื่อนสนิทจนไม่มีอารมณ์เขินใดๆ ทั้งสิ้น “บี๋”

“เงียบ” ยกนิ้วเป็นสัญญาณให้หุบปาก ผมแนบโทรศัพท์ไว้ข้างหู จนปลายสายกดรับปุ๊บ “ไอ้เพื่อนเหี้ย กูขอแช่งให้พวกมึงติดเอฟ” แหกปากด่าลั่นรถก่อนตัดสายทิ้ง ไม่สนใจว่าไอ้เม่นจะหูตึงหรือเปล่า ขอแค่ได้ด่าก็รู้สึกสบายใจ

“บี๋ดีขึ้นไหม” คนถามสะดุ้งโหยงเมื่อผมหันขวับไปมอง

“เออ หิวแล้วด้วย” เสียงโครกครากเป็นสิ่งที่ยืนยันคำพูดได้ดี 

“ครับๆ ได้ยินเสียงท้องร้องแล้ว งั้นเบ๊จะเลี้ยงมื้อใหญ่ ฉลองที่เราคบกัน” 

“โกๆ ขอปลาแซลมอนด้วยนะ” 

“บี๋ได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้” 

ความสุขที่ได้อยู่กับคนที่ชอบมันหน้าตาเป็นแบบนี้นี่เอง มิน่า พวกไอ้กลอยถึงได้หน้าบานยิ่งกว่ากระด้งนักเวลาอยู่กับแฟน เดี๋ยวนะ แล้วตอนนี้หน้าผมเป็นกระด้งหรือยัง...

“บี๋หาอะไรเหรอ” 

“หากระจก” 

“กระจก? เอาไปส่องอะไร”

“ส่องหน้าตัวเอง ไม่รู้เป็นกระด้งแบบไอ้กลอยไหม” พูดจบ ไอ้เม่นก็เบิกตาโตก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ขำอะไร”

“น่ารักอะ” 

“อย่าชม กูเขิน” 

“ไม่กูมึงสิ บอกให้เรียกบี๋กับเบ๊” 

“ไม่เว้ย กูเขิน”

“บี๋อย่ามาทำหน้าตาน่ารักได้ป่ะ”

“ไอ้เหี้ยเม่น กูบอกว่ากูเขิน”





เมื่อคืนเราอยู่ในสถานะที่ก่ำกึ่ง เอ่อ สำหรับผมนะ แต่คืนนี้ต่างออกไป ผมยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ปลายเตียงของตัวเอง บนเตียงมีไอ้เด็กร่างใหญ่นอนแอ่งแม้งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วแบบนี้ผมจะลงไปนอนที่ของตัวเองได้ยังไงเนี่ย 

“มานอนสิบี๋” ไอ้เม่นตบที่ว่างข้างๆ ด้วยท่าทางโคตรกวน ผมยกเท้าให้มันไปที “ไม่สุภาพซะเลย”

“เออ” ปกตินอนแบบไม่คิดอะไร ไม่ๆ ตอนนี้ก็ไม่คิดเหมือนกัน “ฟู่ว” ถอนหายใจแล้วคลานขึ้นเตียง ไม่สนสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมอง 

“ยั่วว่ะ” 

“ยั่วพ่อง”

หน้าก็มีมันกลับไม่มอง ดันมองลอดเข้ามาที่คอเสื้อยืดเน่าๆ ของผมที่คอมันคว้านลึก 

“บี๋ขาวอะ เป็นคนเหนือใช่ป่ะ” เสียงโคตรไม่น่าไว้วางใจที่จะนอนข้าง ผมเหล่ตามองคนที่ยังนอนตะแคงใช้ข้อศอกค้ำเตียงหนุนฝ่ามือจ้องหน้า “จังหวัดอะไรเหรอ”

“เชียงใหม่” บอกเสร็จก็หันหลังหนี แต่พอคิดอีกที หันหลังแบบนี้ไม่น่าไว้ใจมากกว่าเลยต้องรีบหันกลับไป “จ้องทำไม นอนๆ”

“ถ้าบี๋กลับบ้านเมื่อไหร่ เบ๊ไปด้วยนะ อยากเห็นบ้าน อยากเจอพ่อกับแม่ จะได้ฝากตัวเป็นลูกเขย”   “ลูกเขยพ่อง นอนสิวะ” ด่าไปงั้น กลั้นยิ้มจนปวดแก้มไปหมดแล้วเนี่ย 

“ด่ามาก็ไม่เจ็บหรอก เพราะเขาว่า คนรักด่า แปลว่ารักมาก” เสียงลากกอไก่ยาวเหยียดอย่างน่าหมั่นไส้ 

“เลิกเสี่ยวแล้วนอนได้แล้วครับ ไอ้คุณเบ๊...เชี่ย อะไรวะ” อยู่ๆ ก็ถูกดึงให้ลุกขึ้นนั่ง 

“เมื่อกี้บี๋เรียกอะไรนะ เรียกเบ๊ว่าเบ๊เหรอ นี่บี๋ยอมเรียกแล้วเหรอ” ไอ้เม่นดูตื่นเต้นจนผมขำออกมา “ไม่ตลกนะ นี่เบ๊จริงจังอยู่” 

“ก็จริงจังนี่ไง หรือไม่ต้องเรียก” 

“เรียกๆ บี๋โคตรน่ารักอะ ปลื้ม” 

“ไอ้เชี่ย กูหายใจไม่ออก” 

ถูกดึงเข้าไปรัดโคตรแน่น นี่คนหรืองูวะ รัดจนกระดูกจะแหลกอยู่แล้ว 

“ดีใจ ไอ้เม่นดีใจ เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่สุดหลังจากอายุสิบห้า บี๋ครับ ขอบคุณนะ” 

มึงดีใจ แต่กูกำลังจะตายเพราะหายใจไม่ออก นี่ผมรักคนถูกแล้วใช่ไหม อืม ถูก (ถามเองตอบเอง)  



..TBC


ความคิดเห็น