ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 12 กลลวงของภาพลวงตา

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 กลลวงของภาพลวงตา

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 496

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2560 20:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 กลลวงของภาพลวงตา
แบบอักษร

ตอนที่ 12 กลลวงของภาพลวงตา

การกระทำของธนูเป็นเหตุให้อริศราเดือดร้อน หญิงสาวรีบห้ามเลือดให้เขาด้วยความตกใจ ตรงข้ามกับธนูที่ล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋เป้สีดำใบเก่งออกมาถ่ายรูปบาดแผลเลือดซิบๆ ของตัวเองได้หน้าตาเฉย คล้ายไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดใดๆ

“อีตาโรคจิตธนู! นี่นายจะประจานฉันด้วยการอัพรูปแผลลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมใช่ไหมยะ” น้ำหวานโวยวาย พร้อมกับพยายามยื้อแย่งโทรศัพท์มือถือจากมือธนู

“ยัยจิตหลอน! เธอน่ะสิบ้า ฉันจะเอารอยแผลของผู้ต้องสงสัยมาเปรียบเทียบต่างหาก” ธนูสวนกลับเสียงเข้ม ทำเอาสามสาวชะงักไป เพราะไม่คิดว่าเขาจะลงทุนทำให้ตัวเองเจ็บตัว เพื่อค้นหาความจริงของคดี

“อย่าบอกนะว่าที่แกล้งพูดให้หวานโกรธ เพราะตั้งใจจะทดสอบเล็บด้วยวิธีนี้น่ะ!?” อริศรานิ่วหน้าถามย้ำกับธนู หญิงสาวยังไม่อยากปักใจเชื่อว่าเขาจะมีวิธีคิดอันแปลกประหลาดเช่นนั้น หากยังไม่ได้รับการยืนยันจากปากเจ้าตัว

“ก็... ประมาณนั้นแหละมั้ง” ธนูตอบในสิ่งที่ทำให้สามสาวกันนั่งอ้าปากค้าง เพราะแม้จะคาดเดาคำตอบของพ่อคนบ้าบิ่นได้บ้าง แต่พวกเธอก็ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะกลายมาเป็นคำตอบของคำถามจริงๆ

“โรคจิตชัดๆ!” บัวบกโพล่งขึ้นอย่างไม่เกรงใจธนู แต่เวลานี้ชายหนุ่มไม่ว่างพอจะต่อล้อต่อเถียงกับใครให้ต้องเจ็บตัวเพิ่ม

“นี่น่ะเหรอผู้ต้องสงสัยที่ว่า มือเรียวๆ แบบนี้มันผู้หญิงไม่ใช่หรือไง!?” น้ำหวานชะโงกหน้าเข้ามาดูรูปภาพบาดแผลตกสะเก็ดของรจเลข ซึ่งปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของธนู โดยที่ชายหนุ่มขยายภาพในส่วนของบาดแผล จนไม่เห็นใบหน้าของผู้ต้องสงสัยที่ว่า ถึงอย่างนั้น...

“ผู้หญิงเป็นฆาตกรไม่ได้หรือไงล่ะ” ธนูตอบกวนๆ โดยที่ตายังคงมองภาพในหน้าจอโทรศัพท์มือถือเปรียบเทียบกับบาดแผลจริงของตัวเอง

“อ๋อ! นี่กะจะให้ฉันรับบทฆาตกรใช่ไหม นายนี่มันไร้เซนส์ แล้วก็ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลยนะ เอาสมองส่วนไหนวางแผนแบบนี้กัน หน้าตาน่ารัก น่าสงสาร อ่อนแอ บอบบางอย่างฉัน มันต้องเป็นผู้เสียหายสิถึงจะถูก” น้ำหวานโวยวายขึ้นมาอีกรอบ

“เธอน่ะรับบทเหยื่อตอนที่ทำร้ายผู้ต้องสงสัยต่างหากล่ะยัยจิตหลอน อีกอย่าง... ขืนบอกเธอว่าจะให้ทำอะไร มันก็ไม่ได้ความสมจริง เธออาจจะข่วนฉันแรงไปหรือเบาไปก็ได้ ดังนั้น การจำลองสถานการณ์ที่ให้อารมณ์ความรู้สึกใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงย่อมดีที่สุด”

คำอธิบายของธนูทำให้สามสาวเข้าใจความคิดของเขามากขึ้น โดยเฉพาะอริศราซึ่งนำภาพถ่ายผู้ต้องสงสัยกับคำพูดของชายหนุ่มมาประมวลผลเข้าด้วยกัน จนรู้ว่าธนูกำลังหมายถึงคดีไหน หญิงสาวจดจำได้ว่ารจเลขเคยสวมนาฬิกาข้อมือฝังเพชรยี่ห้อหรูเรือนนี้ เมื่อครั้งเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าคราวก่อน และแม้จะรู้ดีว่าการตายของเอกวัฒน์ลูกเขยของคุณสุจริต ทำให้รจเลขตกเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลข 1 ของคดีนี้ แต่อริศราก็ยังทำใจไม่ได้ หากว่าคุณหมอผู้แสนดีของเธอจะกลายเป็นฆาตกรขึ้นมาจริงๆ

“วันนี้พี่เอกจะกลับบ้านกี่โมง ได้บอกเธอไว้หรือเปล่า?”

คำถามของธนูปลุกอริศราให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความคิด กลับสู่โลกของความเป็นจริงอันโหดร้าย

“ก็บอกเมื่อเช้าว่าจะกลับบ้านตามเวลาปกติ ให้ทำกับข้าวเผื่อ อย่าบอกนะว่านายจะเอาแผลนี่ไปอวดพี่ชายฉันน่ะ!?” เธอย้อนถาม ระหว่างที่ใช้ทิชชูซับเลือดซึ่งยังคงไหลซึมออกมาจากบาดแผลของธนูอยู่ตลอดเวลา

“แน่ล่ะ! พี่เอกเป็นคนบอกนี่ว่าแผลนั่นอาจจะไม่ใช่รอยเล็บข่วนก็ได้ ฉันเลยต้องพิสูจน์ให้เห็นนี่ไง” ธนูตอบรับหน้าตาเฉย ท่าทางราวกับพอใจในผลการทดลองครั้งนี้มาก ขณะที่อริศราได้แต่นั่งอ้าปากค้างไปกับคำตอบของเขา

“แต่เธอโทรไปถามพี่เอกอีกทีก็ดีนะ เพราะตอนนี้พี่ชายเธอต้องรับช่วงคดีต่อจากผู้กองภูผาด้วย อาจจะกลับบ้านช้าผิดเวลาก็ได้ เดี๋ยวนั่งรอเก้อจะหาว่าฉันไม่เตือน” ชายหนุ่มพูดต่อไปอีก เป็นประโยคแสดงความหวังดีประเภทที่มีนัยแฝงอยู่ และมีหรือที่อริศราจะไม่รู้

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก เพราะฉันมีวิธีที่จะทำให้พี่เอกรีบกลับบ้านแต่หัววันเลยล่ะ” อริศราฉวยโทรศัพท์มือถือจากมือธนู แล้วติดต่อไปหาเอกพลด้วยโทรศัพท์ของเขา โดยไม่ยอมบอกว่าเธอกำลังจะทำอะไร

“ว่าไงน้องนู มีอะไรหรือเปล่า?”

เสียงทุ้มๆ ของเอกพลดังขึ้นก่อนที่อริศราจะทันได้พูดอะไร แต่นั่นก็ถือว่าแผนการของหญิงสาวกำลังไปได้สวยทีเดียว

“อ้อเองค่ะพี่เอก เย็นนี้พี่เอกรีบกลับมาดูใจอีตาบ้าธนูที่บ้านเรานะคะ อ้อกำลังห้ามเลือดให้ตานี่อยู่ค่ะ เดี๋ยวคงต้องพาไปทำแผลด้วย อยู่ดีไม่ว่าดีชอบรนหาที่ก็แบบนี้แหละค่ะ พี่เอกช่วยกลับมาอบรมเทศนาให้หนักเลยนะคะ แค่นี้ล่ะค่ะ อ้อไม่รบกวนเวลางานแล้ว สวัสดีค่ะ”

คนเป็นน้องรัวคำพูดเสียจนทั้งคนปลายสายทั้งผู้เสียหาย ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเผยอปากขึ้น และกว่าจะรู้ตัวหญิงสาวก็ตัดสายทิ้ง พร้อมกับส่งคืนโทรศัพท์มือถือให้ธนูเป็นที่เรียบร้อย

“ทำอะไรของเธอน่ะอ้อ ไปพูดอย่างกับฉันกำลังจะตายอนาถแบบนั้น เดี๋ยวพี่ชายเธอก็ไม่เป็นอันทำงานกันพอดี!” ธนูโวยวาย และยกเหตุผลเรื่องเอกพลขึ้นมาอ้าง แทนเรื่องเสียหน้าเสียฟอร์มของตน

“ก็วิธีนี้ไงล่ะ ที่จะทำให้พี่เอกกลับบ้านไปดูแผลนายตั้งแต่หัววัน นายน่าจะขอบคุณฉันมากกว่าจะมาโวยวายแบบนี้นะ” อริศราปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่นั่นเป็นวิธีแก้เผ็ดธนูที่เธอพึ่งคิดได้สดๆ ร้อนๆ สำหรับการตัดสินใจทำอะไรแผลงๆ โดยไม่ปรึกษาหรือบอกเธอ รวมไปถึงการกล่าวโทษว่าพี่ชายของเธอเป็นต้นเหตุการกระทำแผลงๆ ของเขาด้วย

“ทำใจเถอะอ้อ มีสายสืบมือตกแบบนี้ คดีคงจะปิดยาก ขนาดคนที่ไว้เล็บคือหวานไม่ใช่ฉัน ตานี่ยังไม่รู้เลย ฉันอยู่มูลนิธิเด็กกำพร้าจะไปไว้เล็บได้ยังไง” บัวบกพลอยหัวเราะเยาะธนูไปด้วย นอกเหนือจากน้ำหวานซึ่งนั่งหัวเราะขบขันคำพูดของอริศราประกอบเป็นเมโลดี้ให้เอกพลฟังมาตั้งแต่เมื่อครู่

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเธอทำหน้าที่อะไรในมูลนิธิ เธออาจจะรับหน้าที่ลงโทษเด็ก ด้วยการใช้เล็บข่วนหน้าก็ได้นี่ ใครจะไปรู้!” ธนูตอบโต้คำพูดของบัวบก จนหวุดหวิดจะถูกอีกฝ่ายใช้เล็บสั้นๆ ข่วนหน้าเพิ่มอีกหลายรอย หากอริศราไม่รีบลากตัวชายหนุ่มออกมาจากศูนย์อาหารมหาวิทยาลัยเสียก่อน

หลังจากนั้น หญิงสาวจึงบังคับให้เขาไปทำแผลที่ห้องพยาบาล แล้วพากันกลับไปรอเอกพลที่บ้านของเธอ แต่การณ์กลับตาลปัตรเมื่อเอกพลนั้นนั่งรอทั้งสองคนอยู่ที่บ้าน มานานกว่าครึ่งชั่วโมงด้วยความร้อนใจ

“ธนูเป็นอะไร มือไปโดนอะไรมา!?” ชายหนุ่มมองมือที่มีผ้ากอซแผ่นเบ้อเริ่มของธนู และหันไปจ้องหน้าน้องสาวของตัวเองทีหนึ่ง หันกลับมาหาสายสืบหนุ่มรุ่นน้องทีหนึ่งอย่างรอคอยคำตอบ

“ตาบ้านี่เขาต้องการพิสูจน์ให้พี่เอกเห็นว่า คุณหมอเป็นคนร้ายจริงๆ ก็เลยแกล้งยั่วให้หวานเอาเล็บข่วนให้มีรอยแผลเหมือนรอยแผลของคุณหมอ จะได้นับเป็นข้อพิสูจน์ได้ไงคะ” อริศราเป็นฝ่ายตอบคำถามของพี่ชาย พลางค้อนหน้าคว่ำใส่ธนูบุคคลผู้ใช้ความพยายามในการหาหลักฐานมายืนยันว่า ไอดอลของเธอเป็นคนร้ายอยู่ตลอดเวลา

“เฮ้ย! นี่ถึงกับต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ” เอกพลหันไปถามย้ำกับธนูด้วยความตกใจ

“ก็พี่เอกไม่มั่นใจนี่ครับว่า มันเป็นรอยเล็บผู้ใหญ่แน่หรือเปล่า” ธนูยิ้มเจื่อนๆ มือล้วงกระเป๋าเป้ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดภาพรอยแผลตกสะเก็ดของรจเลข แล้วยื่นมันให้เอกพล ก่อนจะแกะผ้าปิดแผลของตัวเองออกเพื่อใช้เปรียบเทียบกัน

“อืม... มีส่วนคล้ายกันมากจริงๆ นั่นแหละ” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่พินิจพิจารณาอยู่พักใหญ่ แล้วสรุปด้วยคำตอบอันเป็นที่น่าพอใจสำหรับธนู หากแต่...

“จริงอยู่ที่คุณรจเลขเธออาจจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดหรือผู้จ้างวานฆ่า แต่เราก็ต้องอย่าลืมด้วยนะว่า ข้อพิสูจน์นี้มันใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ หรือจะใช้ขอหมายค้นก็ยังทำไม่ได้เลย อีกอย่าง...” เอกพลถอนหายใจหนักๆ “ตอนที่ยัยอ้อโทรไปหา พี่กำลังคุยกับคุณสุจริต พึ่งเห็นว่าที่แขนของคุณสุจริตก็มีรอยเล็บข่วนเหมือนกัน”

คราวนี้คำพูดของเอกพลกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ธนูชะงักไปบ้าง และไม่ใช่เพียงแค่นั้น...

“อย่างที่หมวดนพดลบอก ในฐานะตำรวจ... เราไม่ควรตัดสินพยานและจำเลยด้วยความรู้สึก พี่เลยไปค้นประวัติคุณสุจริตมา พบว่าแกเคยเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์ แถมยังเคยใช้ยาจำพวกกล่อมประสาทด้วย”

ใช่แต่เจ้าของข้อมูลอย่างเอกพล เวลานี้ธนูเองก็พลอยนั่งอึ้งไปกับสิ่งที่ได้รับรู้ล่าสุด และแทบพูดอะไรไม่ออกเมื่อหนทางที่เพียรพยายามจุดแสงสว่าง กลับกลายเป็นความมืดมิดที่เข้าปกคลุมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เราต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้นแล้วล่ะน้องนู”

เสียงของเอกพลดังไล่หลังอริศรา ซึ่งเดินเลี่ยงบทสนทนาเข้ามาเตรียมอาหารมื้อเย็นภายในครัว บริเวณด้านหลังของตัวบ้าน และแม้จะโล่งใจขึ้นนิดหนึ่งที่คุณหมอของเธอยังคงเป็นเพียง 1 ในผู้ต้องสงสัย แต่หญิงสาวก็อดรู้สึกสงสารสองหนุ่มที่ยังคงคลำทางอยู่ในหุบเหวที่มืดไปทั้งแปดด้านไม่ได้

อริศรารู้ดีว่าพวกเขาไม่มีทางปรักปรำผู้บริสุทธิ์ และทั้งสองคนก็พยายามเหลือเกินสำหรับการหลีกเลี่ยงคำพูดทำร้ายจิตใจเธอ เวลานี้สิ่งที่เธอควรต้องทำจึงเป็นการทำใจยอมรับความจริงอันโหดร้าย หากท้ายที่สุดแล้วรจเลขจะเป็นผู้สร้างมันขึ้นมากับมือ

“อ้อ...”

เสียงเรียกจากทางด้านหลังปลุกให้อริศราตื่นจากภวังค์ความคิด และหันกลับไปหาเจ้าของเสียงที่กำลังยืนยิ้มเจื่อนๆ พร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งติดผ้ากอซปิดแผลด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ไปด้วย

“จะให้ติดผ้ากอซให้ใหม่หรือไง?” เธอเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน เมื่อสังเกตเห็นอาการอึกอักกับท่าทางอันน่าสมเพชเวทนาของเขา

“เปล่าๆ คือ... เอ่อ...” ธนูปฏิเสธ แต่ครั้งจะบอกถึงจุดประสงค์ในการตามมาตอแยถึงถ้ำเสือ เขา... ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

“พูดมาเถอะน่า! ฉันไม่ได้ไร้เหตุผลเหมือนเมื่อก่อนหรอกนะ เรื่องคุณหมอรจเลขใช่ไหม?” อริศราฉวยข้อมือของธนูมาปิดแผลให้เสียเองอย่างชำนาญ ระหว่างเอ่ยปากในสิ่งที่แทงใจดำทั้งตัวเธอและเขา

“ใช่... คือ... ฉันมีเรื่องอยากขอให้เธอช่วยหน่อยน่ะ”

ในที่สุดธนูก็พูดมันออกมาจนได้ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดทั้งปวงที่จำเป็นจะต้องพูดก็ตาม

“ว่ามาสิ”

และแม้จะได้รับการอนุญาตจากอีกฝ่ายแล้ว แต่ธนูก็ยังออกอาการอึกอักไม่เลิก ด้วยเพราะรู้ดีว่าเรื่องราวเหล่านี้ทำร้ายจิตใจอริศราแค่ไหน

“เอ่อ... คือ... ฉัน... อยากขอให้เธอ... เอ่อ... ช่วยนัด... เอ่อ... คุณหมอรจเลขให้หน่อยจะได้ไหม?” เขาปิดท้ายประโยคด้วยการรัวคำพูดเสียจนลิ้นแทบพันกัน ทำเอาอริศราอดนึกขบขันไม่ได้ แม้ความเป็นจริงในเวลานี้จะทำให้เธอแทบหัวเราะไม่ออกเลย

“ที่ไหน เมื่อไหร่ นายกำหนดมาสิ แล้วจะให้ฉันบอกสาเหตุที่ต้องนัดคุณหมอออกมาว่ายังไง?”

ราวกับไม่ได้ผ่านการครุ่นคิดไตร่ตรองทบทวนให้รอบคอบ อริศราตอบรับคำขอร้องของธนูได้ในทันที จนชายหนุ่มถึงกับยืนอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง

“ตาบ้า! ฉันถามไม่ได้ยินหรือไง มายืนทำหน้าแบบนี้เดี๋ยวไม่ช่วยเลย บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้ไร้เหตุผลเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถ้าคุณหมอเขาผิดจริงก็ต้องว่าไปตามผิด ฉันจะให้ความร่วมมือในการจับกุมเต็มที่”

คำประกาศกร้าวของอริศรา ทำให้เอกพลซึ่งยืนแอบฟังอยู่หน้าห้องครัวยิ้มออกมาได้ แม้ตัวเขาเองจะต้องรับศึกหนักกับการสืบหาความจริงจากคุณสุจริตในวันรุ่งขึ้นเช่นกันก็ตาม!!

เที่ยงตรงของวันรุ่งขึ้นคือเวลานัดหมายของธนู ส่วนสถานที่สำหรับอำนวยความสะดวกให้แก่ทันตแพทย์หญิงคิวยาว ก็คือร้านอาหารใกล้คลินิกทันตกรรม นอกจากนั้นธนูยังขอร้องให้อริศราช่วยหาบรรดาเพื่อนนักศึกษาปากไวรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งพอจะช่วยรับ-ส่งบทสนทนาของเขาได้อย่างไร้ที่ติ และเมื่อช่วงเวลาที่ว่ามาถึง...

“นี่น่ะเหรอคนที่เธอคิดว่าจะตบมุขปากหมาๆ ของฉันได้น่ะ!?” ธนูในชุดเสื้อยืดสีดำลายหัวกะโหลกไขว้ กับกางเกงยีนส์ฟอกสี เข่าขาดแล้วขาดอีก พอกันกับรองเท้าผ้าใบมอมแมม ซ้ำยังสวมสร้อยเงินเส้นโตชนิดไม่กลัวฟ้าผ่า และชโลมเจลแต่งผมให้กลายเป็นทรงขนเม่น พร้อมละเลงสีสายรุ้งแบบจัดเต็ม ชี้มือซึ่งมีผ้ากอซปิดแผลแผ่นเบ้อเริ่มไปที่อดีตสมาชิกแก๊งองค์กรลับใต้ดินทั้ง 3 คน ที่นั่งหน้าสลอนกันอยู่ที่โต๊ะอาหารภายในร้านเล็กๆ สไตล์เรียบหรูอันเป็นสถานที่นัดหมาย

“อ้าว! ใช้ไม่ได้เหรอ ฉันเห็นนายชอบทะเลาะกับคุณชวินนี่ เลยคิดว่าน่าจะรับมุขกันทัน” อริศราย้อนถาม ตายังคงจับจ้องไปที่สภาพการแต่งตัวของธนูซึ่งไม่เคยปรากฏแก่สายตาผู้ใดมาก่อน ในรอบ 21 ปีที่ผ่านมา

“เหอะ! นี่ถ้าไม่ใช่คดีของผู้กองเอกพล ฉันก็คงจะไม่มาหรอกนะ อย่าสำคัญตัวผิดไปล่ะ” ชวินโพล่งขึ้นบ้าง คล้ายต้องการซักซ้อมการแสดงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

“นายมากกว่ามั้ง คิดว่าฉันดีใจจนเนื้อเต้นเลยสิท่า ที่ได้เจอคู่ปรับเก่าให้ลับฝีปากเล่น” ธนูเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า แกว่งปากหาเสี้ยนเต็มที่

“คดีจะล่มเพราะสองคนนี้มากกว่าล่ะมั้ง ฉันว่า” บัวบกส่ายหน้าให้กับพฤติกรรมและวีรกรรมชวนระอาของสองหนุ่ม

“ไม่ใช่แค่คดีหรอก ร้านนี้ด้วย!” ลิชลกอดอก เบือนหน้าหนีความวินาศสันตะโร หันมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางหัวเราะหึๆ ในลำคอ

“ไม่หรอกๆ สองคนนี้เขารู้งานหรอกน่า” ประยุทธ์ในคราบพนักงานเสิร์ฟประจำร้านหัวเราะร่วน และดูเหมือนเวลานี้จะมีเขาเพียงคนเดียวที่ยังคงเชื่อมั่นในตัวธนูกับชวิน

“แล้วนี่... ทำไมนายแต่งตัวแบบนี้มาล่ะ?” อริศราอดถามถึงต้นเหตุแห่งพฤติกรรม การแต่งกายแนวสติแตกหลุดโลกของธนูไม่ได้

“ก็ฉันเจอคุณหมอรจเลข 2 ครั้งแล้ว กลัวเธอจำหน้าได้ เดี๋ยวจะรู้ว่าเป็นสายตำรวจ” ธนูให้เหตุผลสั้นๆ หากแต่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจถึงจุดประสงค์ทั้งหมดของเขา ทว่า...

“กลัวเขาจำหน้าได้ แต่ดันมาโชว์หน้าเปล่าๆ ให้เขาดู เป็นใครก็จำได้อยู่ดี ไอ้ที่ใส่มาเนี่ยไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่รู้หรือไง!”

คำพูดของชวินทำเอาธนูหน้าเสีย และแม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่เคยพูดโกหก แต่ชายหนุ่มก็ยังมิวายหันไปขอคำยืนยันจากคนที่เขาเชื่อใจมากที่สุด

“จริงหรือเปล่าอ้อ?”

แน่นอน! อริศราเองก็รู้ว่าเหตุใดธนูจึงต้องขอคำยืนยันจากเธออีกครั้ง และทั้งที่ไม่อยากทำร้ายจิตใจเขาไปมากกว่านี้...

“อืม! คิดว่านะ เพราะคุณหมอรจเลขเป็นคนความจำดีสุดๆ จำคนแม่นมากๆ เลย”

คำตอบของอริศราทำให้ธนูถึงกับยืนตัวแข็งไปหลายวินาที ด้วยอาการตกตะลึงกับสิ่งที่ได้รับรู้

“นั่นไง! แม่ค้าขายกล้วยปิ้ง ไปขอถ่านเขามาทาหน้าสิ” ลิชลออกความเห็น

“มันไม่ดูจงใจเกินไปหน่อยเหรอชล” ประยุทธ์ยิ้มเจื่อนๆ ให้กับความคิดของเพื่อน

“ไปซื้อหนวดปลอมมาติด หรือไม่ก็ซื้อฟันเหยินมาใส่ไง!” ชวินเสนออีก 1 ทางเลือก

“นั่นน่ะมีแต่พวกปัญญาอ่อนในละครน้ำเน่าเท่านั้นแหละที่เชื่อ” บัวบกส่ายหน้าให้กับกลวิธีพรางตัวล่าสุดที่ถูกหยิบยกขึ้นมา

“แถมเวลานัดก็ใกล้เข้ามาแล้วด้วย” อริศราเอ่ยเตือนในสิ่งที่ทุกคนอาจจะหลงลืมไป

ไม่เพียงแต่ร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหาเท่านั้น แต่ทุกประโยคที่ดังขึ้นล้วนกดดันให้ธนูจำต้องรีบคิดหาหนทางแก้ไขภายใต้เวลาที่จำกัด เพื่อไม่ให้แผนการในครั้งนี้พังพินาศจากความผิดพลาดของเขา

“ตายล่ะ! คุณหมอมาแล้ว”

เสียงอุทานด้วยความตกใจของอริศราดังขึ้นทันทีที่เธอหันมองออกไปด้านนอกร้าน และความหมายของมันก็สร้างความตกใจให้กับทุกคนไม่แพ้กัน โดยเฉพาะธนู... ชายหนุ่มพยายามมองหาตัวช่วยใกล้ตัว สำหรับอำพรางใบหน้า และแล้วก็สะดุดเข้ากับแว่นตาของลิชล ซึ่งกำลังเปลี่ยนเป็นแว่นสีชา เมื่อมีแสงแดดส่องผ่านกระจกร้านเข้ามากระทบกับเลนส์แว่น

“ลิชล! ฉันขอยืมแว่นตานายหน่อย” ธนูไม่พูดเปล่า หากแต่เดินไปดึงแว่นสายตาของลิชลออกมาสวมเสียเอง โดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว และด้วยเหตุนี้...

“เฮ้ย! เจ้าบ้า! เอาแว่นฉันคืนมา ฉันมองไม่เห็นนะเฟ้ย” ลิชลโวยวายเสียงดัง พร้อมกับทำท่าจะคว้าแว่นสายตาของตัวเองคืนมา ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการใช้คอมพิวเตอร์ขโมยข้อมูลและเพื่อการต่างๆ ในชีวิตประจำวันแทบทุกวินาที ทำให้สายตาของเขาสั้นเกินกว่าจะใช้การได้หากไม่พึ่งตัวช่วย มิหนำซ้ำการไม่สวมแว่นสายตา ยังเพิ่มความตี่ของดวงตาให้ลิชลดูเป็นอาตี๋นำเข้ายิ่งขึ้นไปอีก

...นี่ถ้าลิชลรู้เรื่องนี้ล่ะก็ คงฆ่าธนูตายอนาถเป็นแน่!

“เอาน่าๆ แค่นิดๆ หน่อยๆ ถือว่าเพื่อสันติสุขของโลกไง เดี๋ยวเสร็จงานแล้วฉันจะรีบคืนให้เลย” ธนูเกลี้ยกล่อมแกมบังคับ แล้วจัดการสลับที่นั่งของทุกคนเสียใหม่ โดยจับให้ลิชลเขยิบห่างกระจกร้านออกมา 1 ตำแหน่ง ถัดไปเป็นอริศรา ตรงข้ามกับอริศราคือบัวบก ถัดจากบัวบกเป็นที่นั่งสำหรับรจเลข ส่วนตำแหน่งที่นั่งของคู่ปรับตลอดกาลอย่างชวินนั้น อยู่ติดกระจกร้านตรงข้ามกับธนู อำนวยความสะดวกสำหรับการต่อปากต่อคำต่อล้อต่อเถียงของทั้งคู่

“ประยุทธ์ช่วยเร่งไฟดาวน์ไลท์ตรงนี้ให้สว่างสุดๆ ไปเลยนะ” จอมกะล่อนหันไปขอความช่วยเหลือจากพรรคพวกเจ้าของฉายา 100 หน้า 1000 อาชีพบ้าง

“แล้วก็นายน่ะ เสื้อผ้าไม่เหมาะจะท้าชนจิ๊กโก๋อย่างฉันเลย ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออก 2 เม็ด ด่วน! ส่วนเธอ! ปล่อยผมที่รวบไว้ออกให้มันสยายๆ หน่อย ถึงเวลาก็ช่วยหมอนี่คิดมุขทะเลาะกับฉันด้วย”

นอกจากนี้ ทั้งชวินและบัวบกก็ต่างถูกธนูจัดระเบียบเสื้อผ้าหน้าผมกันถ้วนทั่ว แต่ครั้งจะเอ่ยวาจาต่อต้านเผด็จการ คำพูดปิดท้ายประโยคของธนูก็กลับใช้ปิดปากทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี หากแต่เพียงเพื่อจะเก็บมันไว้ใช้ในอีกไม่กี่นาทีนับจากนี้เท่านั้น

...ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมา คือกลวิธีผักชีโรยหน้าที่เกิดขึ้นภายในเวลา 59 วินาที ก่อนรจเลขจะก้าวเข้ามาในร้าน!!

“ขอบคุณคุณหมอมากๆ นะคะ ที่กรุณามาตามคำขอร้องของอ้อ” อริศรายกมือไหว้รจเลขซึ่งเดินเข้ามานั่งตรงเก้าอี้ที่ถูกเว้นว่างไว้ โดยการต้อนรับและนำทางมาที่โต๊ะของประยุทธ์

“ไม่เป็นไรค่ะน้องอ้อ ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ คนเป็นหมอยังไงก็ต้องช่วยเหลือคนไข้เท่าที่จะช่วยได้อยู่แล้ว” รจเลขรับไหว้อริศราและทุกคนในโต๊ะพร้อมกับยิ้มให้ “แล้ว... น้องคนไหนคะ ที่บอกว่าอยากปรึกษาเรื่องฟันคุด?”

“ตาบ้านี่แหละค่ะ” อริศราบุ้ยใบ้ไปทางธนู ซึ่งยังคงนั่งนิ่งเพราะกำลังมึนงงจากการสวมแว่นสายตาที่ไม่พอดีกับระยะสายตาของตัวเอง แต่มีหรือที่ชายหนุ่มจะปล่อยให้เรื่องแค่นี้มาเป็นอุปสรรคในการเล่นสงครามจิตวิทยา

“โผนี่แหละคับ ฟานคุด” เขายืนยันพลางยกมือขึ้นกุมแก้มขวา เป็นการตีบทผู้ป่วยฟันคุดแตกกระจาย ถึงขั้นที่ชวินซึ่งกำลังดื่มน้ำที่ประยุทธ์พึ่งรินให้ แทบพ่นน้ำออกมากลางวง

“เอ่อ... เพื่อนของน้องอ้อเป็นชาวเขาหรือคะ?”

คราวนี้คำถามของรจเลขทำเอาทุกคนแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่

“ไม่ใช่ค่ะคุณหมอ คือตานี่เขาปวดฟันมากน่ะค่ะ เลยพูดไม่ชัด” อริศราจำต้องแก้ต่างให้ธนูแทนเจ้าตัวที่เอาแต่นั่งอมน้ำลายบูดๆ เพราะพูดไม่ออก ทั้งที่อยากปล่อยให้อีกฝ่ายกลายเป็นชนกลุ่มน้อยบนยอดดอยสูงไปเสียจริงๆ

“แสดงว่าอักเสบมากแล้วนะคะ ขอหมอดูหน่อยได้ไหมคะ?” รจเลขขยับเข้าไปหาธนู แต่กลับถูกชวินทักท้วงไว้ได้เวลา

“ผมว่าอย่าดีกว่าครับคุณหมอ คุณหมอไม่เห็นหรือครับว่าหมอนี่มันใส่แว่นดำ แล้วที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะหมอนี่กำลังหลบหนีคดีฆ่าหั่นศพที่ตำรวจกำลังตามล่าตัวฆาตกรอยู่ตอนนี้ยังไงล่ะครับ”

คำพูดของชวินทำให้ทุกคนในโต๊ะพลอยชะงักกันไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ธนูซึ่งไม่คิดว่าชวินจะเป็นฝ่ายเดินเกมก่อน

“อ้ายจ้าวบ้า! นี่มานแว่นสายตาช้านนาเฟ้ย โดนแดดแล้วมานจาเปลี่ยนสี ม่ายเคยเหนหรืองาย” สายสืบจอมกะล่อนจากกองปราบปราม รับส่งบทสนทนารวดเร็ว ทันควัน ราวกับนัดแนะกันไว้ล่วงหน้า

“แล้วไปนั่งตากแดดทำไมล่ะคะนั่น ย้ายมานั่งหัวโต๊ะดีกว่าไหม?” รจเลขแทรกขึ้นด้วยท่าทีเป็นห่วงเป็นใยสมฐานะอาชีพ

“ม่ายเปนรายคับ พอดีโผหนาว ปวดฟานโจนเปนข้ายหน่าคับ” ธนูอ้างเหตุผลเอาตัวรอดไปได้อีก

“เป็นไข้ด้วยหรือคะ ถ้าอย่างนั้นหายไข้แล้วรีบไปผ่าฟันคุดที่โรงพยาบาลดีกว่านะคะ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ เพราะที่คลินิกของหมอมีเครื่องไม่พร้อมน่ะค่ะ ไม่สามารถผ่าฟันคุดให้ได้ แนะนำให้ไปโรงพยาบาลดีกว่านะคะ” ทันตแพทย์สาวยิ้มแย้มแนะนำด้วยความปรารถนาดี

“ฉันว่าไม่ต้องผ่าฟันคุดหรอก ให้คุณหมอเขาถอนฟันนายให้หมดปาก แล้วใส่ฟันปลอมไปเลยดีกว่า เผื่อหมาในปากนายมันจะออกมาด้วย” บัวบกอาศัยโอกาสอันดีโพล่งขึ้นมาบ้าง ด้วยสีหน้าท่าทางที่ยียวนกวนประสาทเต็มที่ แน่ล่ะ! ในเมื่อสิ่งที่เธอพูดนั้นล้วนออกมาจากใจจริงทั้งหมด

“ว่างายนะ!” ธนูชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วแกล้งตอบโต้ด้วยอาการโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง คล้ายจะมีการวางมวยเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ และมันก็อาจจะเป็นเช่นนั้น หากธนูได้รับรู้ว่านั่นคือสิ่งที่บัวบกพูดออกมาจากก้นบึ้งของความคิด!?

ขณะเดียวกัน ณ คอนโดมิเนียมหรูใจกลางย่านธุรกิจการค้าของกรุงเทพมหานคร อันเป็นที่พักของรจเลข และเอกพลได้เดินทางมาตรวจสอบกล้องวีดีโอวงจรปิดตามที่หญิงสาวได้ให้ปากคำไว้ เพื่อฆ่าเวลาในการรอสอบปากคำคุณสุจริตอีกครั้ง

“คุณรจเลขเธอเข้าออกเป็นเวลาทุกวันเลยนะครับ” ผู้กองหนุ่มเปิดภาพจากวีดีโอวงจรปิดในแต่ละวันดูอย่างละเอียด โดยมีเจ้าหน้าที่สาวผู้ดูแลคอนโดมิเนียม รวมไปถึงพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยให้ข้อมูลอยู่ข้างๆ ด้วย

“ครับ ก่อนเปิดคลินิก 1 ชั่วโมง คุณหมอเธอก็จะออกไปแล้วล่ะครับ พอหัวค่ำคลินิกปิด เธอก็รีบกลับมาพักผ่อน สงสัยจะเหนื่อยมาก แต่ก็มีวันหยุดบางวันนะครับที่เธอออกไปเที่ยวกับแฟน เป็นคู่ที่น่ารักมากๆ ครับ คงจะแต่งงานกันในไม่กี่เดือนนี้แน่ๆ” รปภ.ลูกอีสานเจื้อยแจ้วไปเรื่อย แต่นั่นเองที่ทำให้เอกพลถึงกับชะงัก และหันขวับมาถามหารายละเอียด

“คุณหมอเธอมีแฟนแล้วหรือครับ ท่าทางลักษณะเป็นยังไงครับ แล้วทำงานอะไรพอจะทราบไหม?”


จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว