ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่หก: ปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยข้าลงเถอะ

ชื่อตอน : ตอนที่หก: ปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยข้าลงเถอะ

คำค้น : เยว่อ๋อง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2560 09:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่หก: ปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยข้าลงเถอะ
แบบอักษร

“พวกเจ้ายืนทำอะไรกัน”

เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากข้างหลัง ลี่หมิงและหม่าเทียนฟงสะดุ้งสุดตัว แต่เมื่อได้เห็นว่าผู้มาใหม่เป็นใครคนร้อนตัวทั้งคู่จึงแสดงสีหน้าโล่งใจ

“องค์ชายแปด...”

“ข้ายืนรออยู่นานไม่เห็นใครเดินตามมาจึงต้องวกกลับมาดู ขาของพวกเจ้ามันหนักมากนักหรืออย่างไร เหตุใดถึงได้หยุดยืนเกะกะอยู่ที่เดิมถึงนานสองนาน” เจ้าจะไปเข้าใจอะไร ข้ามัวแต่ยืนตกตะลึงไอ้จวนไฟลุกข้างหลังนั่นจนแทบก้าวขาไม่ออก ไอ้โจเอ็งมันโชคดีไง ปากหมาและหน้าตากวนส้นตีนจนเสด็จพี่ไม่อยากคุยด้วย ลองมาเป็นข้าดูสิ ความรักที่เสด็จพี่มีให้ข้าร้อนแรงจนทำจวนไหม้กันเลยทีเดียว

“อ่า...งั้นข้าคงไม่รบกวนพวกท่านไปมากกว่านี้ ข้าเพียงอยากเดินตลาดเท่านั้น อีกไม่นานก็คงกลับแล้ว ท่านทั้งสองรีบไปพบหลิงอ๋องที่โรงเตี๊ยมเถิด”

“เจ้าอยากให้เทียนฟงหัวหายนักหรือถึงคิดจะกลับไปคนเดียว รีบเดินตามมา หลังเสร็จธุระข้าจะพาเจ้ากลับวัง” สิ้นคำประกาศิต เหอโจวออกเดินนำหน้าไปก่อนทิ้งให้รองแม่ทัพผู้โดนพาดพิงตัดพ้ออยู่ในใจว่าหัวของตนไร้ค่านักหรืออย่างไร เหตุใดใครต่อใครจึงพากันหาเรื่องเสี่ยงอาญากุดหัวมาให้นัก

แม้แต่ไอ้โจก็ยังรู้ว่าพี่ชายข้าโหดมหาประลัย แล้วก่อนหน้านี้เสวี่ยหมิงมัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกัน...

ลี่หมิงเร่งฝีเท้าตามคนหัวเสียกับคนเสี่ยงจะเสียหัวไปเงียบๆ เดินขาลากอยู่อีกพักใหญ่ในที่สุดก็มาถึงหน้าโรงเตี๊ยม เด็กหนุ่มหอบหายใจปาดหยาดเหงื่อปลายคางให้พ้นหน้า ไม่รู้จะโทษใครดีระหว่างสองคนที่เดินไม่รู้จักรอหรือร่างกายของเสวี่ยหมิงที่ดันอ่อนแอเกินไป

“เยว่อ๋อง ท่านเหนื่อยมากหรือ” เหนื่อยไม่เหนื่อยก็ดูหน้าข้าเอาสิวะ! ถ้ารู้ว่าจะไกลขนาดนี้ข้าน่าจะเดินกลับไปคนเดียวแล้วฟ้องเสด็จพี่ว่าเจ้าไม่ยอมกลับไปส่งข้า!!

“ข้าไม่เหนื่อย พวกเรารีบเข้าไปกันเถอะ”

“อันที่จริงแล้วข้าอยากเดินกลับไปส่งท่าน แต่องค์ชายแปดเกรงว่าจะทำให้การไปพบปะหลิงอ๋องต้องยืดเยื้อไปอีก ต้องขออภัยด้วย”

“ไม่เป็นไร ท่านอย่ารู้สึกผิดเลย” โน้มน้าวไอ้โจก็เหมือนพูดกับหินนั่นแหละ

“ถ้าท่านเดินไม่ไหวให้ข้าอุ้มท่านเข้าไปดีหรือไม่ หลิงอ๋องคงจองห้องส่วนตัวเอาไว้บนชั้นสอง พวกเราต้องเดินขึ้นบันไดกัน ข้ากลัวท่านจะเดินไม่ไหว”

“ไม่ต้อง เทียนฟง ขอบคุณในความหวังดีของท่านมาก” จะบ้าเรอะ! ต่อให้ข้าจะเหนื่อยอย่างไรข้าก็เป็นบุรุษ แต่ก่อนขาพิการจะถูกใครอุ้มบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะให้ข้าเกาะคอดมเหงื่อเจ้าพวกกล้ามปูต่อไปทั้งที่ขากลับมาดีดังเดิมก็ไม่เอาแล้ว!!

เหอโจวเดินนำเข้าไปในโรงเตี๊ยม เมื่อเห็นว่าอีกสองคนมัวแต่หยุดยืนคุยไม่รีบเดินตามมาเป็นครั้งที่สองจึงเริ่มหมดความอดทน หันหลังกลับไปตั้งใจจะต่อว่า หากแต่การกระทำนั้นทำให้ชนคนที่เดินสวนมาเข้าอย่างจัง เหอโจวผู้หัวร้อนอยู่เป็นทุนเดิมยกมือกุมไหล่ที่ถูกกระแทก หันกลับไปตั้งใจจะระบายอารมณ์กับเจ้าคนซุ่มซ่ามไม่รู้จักมองทาง แน่นอนว่าองค์ชายแปดเป็นผู้ที่ไม่เคยคิดว่าความผิดใดเป็นของตน

“...องค์ชายเหอโจว”

คนหงุดหงิดกลืนคำก่นด่าลงคอเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยทักตนเองก่อน เงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงหน้าจึงเห็นว่าเป็นคนคุ้นเคย เอื้อนเอ่ยคำถามแทนคำด่าทอตามความตั้งใจแรก “ซืออี้...เจ้ามาทำอะไรที่นี่”

“...ข้าเพิ่งทานมื้อกลางวันเสร็จ กำลังจะไปเดินตลาด”

“ไม่ ข้าหมายถึงเจ้ามาทำอะไรที่เมืองหลวง ตอนนี้เจ้าควรจะอยู่ที่เมืองเยว่มิใช่หรือ” เหอโจวคิ้วกระตุกกับความเถรตรงของคนตอบ

“ข้ามา…ท่านอ๋อง บังเอิญเหลือเกินที่ได้พบท่าน” ชายผู้มาใหม่เบนความสนใจไปหาลี่หมิง เด็กหนุ่มมองใบหน้าคุ้นเคยของชายตรงหน้า เอ่ยทักชื่อของคนรู้จักตามที่เห็นในความทรงจำ “ท่านแม่ทัพหลี่...”

“ท่านเดินได้แล้วตามคำเล่าลือจริงๆ ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตา ข้าได้ยินว่าท่านถูกลอบทำร้ายเมื่อหลายวันก่อน อาการท่านเป็นอย่างไรบ้าง ไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่”

“ข้าปลอดภัยดี แล้วท่านมา...”

“ซืออี้เจ้าคนไร้มารยาท ตอบคำถามข้ามาก่อน” เหอโจวเอ่ยขึ้นขัด ว่ากันตามจริงแล้วลี่หมิงก็ไม่รู้ว่าใครไร้มารยาทกว่ากันระหว่างคนเอ่ยขัดคอกับคนทำเมินไม่ยอมตอบคำถาม

“องค์ชายแปดโปรดอภัยให้กับการเสียมารยาทของข้าด้วย ระหว่างเดินทางมาที่นี่ข่าวคราวเรื่องการลอบทำร้ายราชนิกุลทำข้าว้าวุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อได้เห็นท่านอ๋องปลอดภัยดีข้าก็สบายใจ ข้าถูกเรียกตัวมาจากเมืองเยว่เพื่อเพิ่มกำลังอารักขาให้กับเยว่อ๋องในการเดินทางอีกสามวันข้างหน้า พร้อมทั้งได้รับสาส์นจากองค์รัชทายาทให้เตรียมเสี่ยวหลงเปาติดเกวียนเอาไว้ จึงคิดจะออกไปสั่งล่วงหน้าไว้ก่อน”

“คงต้องรบกวนท่านแม่ทัพหลี่แล้ว” พี่ชาย...ท่านรักข้า ข้าเข้าใจดี แต่ปฏิบัติกับข้าเหมือนเป็นเด็กสามขวบนี่ ท่านไม่อายแต่ข้าอายมาก

“ขอเพียงท่านปลอดภัย ไม่ว่าสิ่งใดข้ายินดีทำเพื่อท่าน”

“เช่นนั้นพวกเจ้ายืนสนทนากันให้พอใจ ข้าจะเข้าไปพบหลิงอ๋องก่อน เทียนฟงฝากเจ้าด้วย” องค์ชายแปดรำคาญคนชักช้าทั้งหลายเดินนำเข้าไปในโรงเตี๊ยมไม่รอผู้ใด

ลี่หมิงเหม่อมองแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ หลี่ซืออี้เป็นแม่ทัพรักษาการณ์ของเมืองเยว่ เดิมทีเมืองเยว่เป็นเพียงเมืองเล็กๆติดชายแดนจึงไม่ได้รับอำนาจทางการทหารใดๆ แต่เมื่อสามปีก่อนเกิดเหตุกบฏบริเวณชายแดนไป่หนาน เข้าระดมปล้นฆ่าประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนจนเดือดร้อนลามมาถึงเมืองเยว่ ฮ่องเต้หมิงเฉียนมีราชโองการให้เมืองเยว่ถือครองอำนาจทางการทหารได้ส่วนหนึ่ง แม่ทัพหลี่จึงถูกส่งตัวมาประจำอยู่เมืองเยว่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

คนผู้นี้มีบทบาทมากทีเดียวในความทรงจำช่วงที่เสวี่ยหมิงกลับเมืองเยว่ไปตรวจราชการ ไม่ต้องพูดถึงความจงรักภักดีอันมากล้น หลี่ซืออี้แทบจะเป็นคนเดียวที่คอยสร้างรอยยิ้มให้เด็กหนุ่มในยามเหน็ดเหนื่อยเมื่อถูกปัญหางานราษฎร์งานหลวงทั้งหลายรุมเร้า แม่ทัพหลี่ทำให้เสวี่ยหมิงรู้สึกว่าการเดินทางไปเมืองเยว่ในแต่ละครั้งไม่น่าเบื่อเหมือนเคย ลี่หมิงได้แต่ยืนนิ่งปล่อยให้ความทรงจำปรากฏขึ้นในหัวราวกับภาพยนตร์เล่นซ้ำไปมา ในหัวของเด็กหนุ่มตอนนี้มีเพียงคำถามเดียวที่แม้อยากจะพูดออกไปมากเพียงใดก็ทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้

ทำไม...มันหล่อจังวะ

หลี่ซืออี้เป็นผู้ชายประเภทที่แม้แต่เพศเดียวกันยังต้องเอ่ยปากยอมรับในเครื่องหน้าอันแสนลงตัว ใบหน้าคมคายไม่ได้ให้ความรู้สึกกระด้างกระเดื่องจนเกินไป ดั่งที่ผู้คนมักเข้าใจว่าแม่ทัพผู้องอาจทั้งหลายคงไม่รู้จักการโอนอ่อนผ่อนตามเช่นสามัญชน นัยน์ตาสีเปลือกไม้ทั้งสองข้างประกอบกับปลายหางตาตกลงยิ่งเสริมให้แววตาของหลี่ซืออี้ยามปรากฏรอยยิ้มชวนให้คนมองไม่สามารถละสายตาไปได้ ผิวหยาบกร้านแม้จะเต็มไปด้วยรอยฟาดฟันจากการผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วนก็ไม่ได้ทำให้ใบหน้ามากเสน่ห์น่ามองลดลงเลยแม้แต่น้อย

ยิ่งประกอบกับนิสัยซื่อสัตย์เถรตรงแสนดีของเจ้าตัว แม่ทัพหลี่ผู้นี้จึงเป็นที่นิยมในหัวข้อสนทนาของหญิงน้อยสาวใหญ่แห่งเมืองเยว่ได้ไม่ยาก แต่เมื่อมีคนรักคนชอบ การมีคนเกลียดคนสาปแช่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด รองแม่ทัพหม่าเทียนฟงเองนั้นเป็นผู้หนึ่งที่เห็นแม่ทัพหลี่เป็นศัตรูคู่อาฆาตของตน ด้วยเข้าใจว่าเป็นเพียงเจ้าคนเสแสร้งแกล้งทำเป็นดีนักหนา หน้าตาก็ใช่ว่าจะน่าดูชมแต่กลับชอบเสนอตัวเอาใบหน้าไม่น่ามองช่วยชาวบ้านไปทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ได้ยินแต่เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญคุณความดีของหลี่ซืออี้ หม่าเทียนฟงจึงตั้งตัวเป็นผู้อยู่ข้างความยุติธรรม ตั้งใจว่าสักวันหนึ่งจะต้องกำจัดเจ้าคนที่มีดีแค่หน้าตาให้พ้นทางไปเสีย

“คารวะแม่ทัพหลี่” เทียนฟงคนขี้อิจฉากล่าวคำเคารพแม้จะเกลียดขี้หน้าอีกฝ่ายมากเพียงใด

“รองแม่ทัพหม่า...เนิ่นนานเหลือเกินที่ไม่ได้พบท่าน ไม่ทราบว่าอาการบาดเจ็บของท่านแม่ทัพหม่าเป็นอย่างไรบ้าง”

“ท่านพ่อข้าสบายดี” คนถูกถามเอ่ยตอบเสียงเบา “...ตอนนี้หายดีแล้ว”

“‘ข้ายินดีเหลือเกินที่ได้ยินเช่นนั้น แถบชายแดนลำบากนัก หากท่านต้องการยาสมุนไพรจำเป็นอันใดโปรดบอกข้าเถิด อย่างเกรงใจ ข้าจะจัดเตรียมให้คนนำไปให้”

“ขอบคุณท่านมาก...แต่อย่างไรองค์ชายแปดก็อยู่ชายแดนกับข้า คงไม่ต้องลำบากท่านแต่อย่างใด” หม่าเทียนฟงเค้นคำตอบลอดไรฟัน ลี่หมิงยืนฟังบทสนทนาของคนทั้งสองไปแล้วก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าหลี่ซืออี้เป็นคนดีแสนซื่อตรง หรือเป็นคนกวนตีนตีหน้าซื่อกันแน่ ต่อให้ผู้อื่นเอาตาหลังมองยังดูออกว่าหม่าเทียนฟงไม่ได้อยากมีส่วนร่วมในบทสนทนาแต่อย่างใด ส่วนแม่ทัพหลี่นี่ก็แปลกเจอหน้าคนลูกกลับเอ่ยถามถึงคนพ่อ บิดาตัวเองก็ไม่ใช่ ยิ่งแสดงความห่วงใยบุพการีผู้อื่นมากเกินจำเป็นแบบนี้รังแต่จะทำให้หม่าเทียนฟงเข้าใจผิดไปว่าถูกแม่ทัพหลี่ดูแคลน แม้แต่บิดาของตนก็ไม่มีปัญญาดูแลต้องให้ผู้อื่นยื่นมือเข้าช่วย

“รองแม่ทัพหม่าได้โปรดอย่าเกรงใจ สิ่งใดที่ข้าพอทำเพื่อผู้อื่นได้ข้ายินดีเสมอ”

ยัง ยังไม่หยุดอีก หลี่ซืออี้ท่านรีบรู้ตัวแล้วย้ายหน้าหล่อๆของท่านไปที่อื่นทีเถิด ไอ้คนสกุลหม่ามันแทบจะเอาเสี่ยวหลงเปาปาหน้าท่านอยู่แล้ว ท่านไม่เห็นหรือ!

“ท..ท่านแม่ทัพหลี่ ต้องขออภัยด้วยแต่รองแม่ทัพหม่ากับองค์ชายแปดมีนัดกับหลิงอ๋อง หากไม่รีบไปคงเป็นการเสียมารยาท” ลี่หมิงเอ่ยขึ้นขัดเมื่อหม่าเทียนฟงยืนนิ่งไม่อยากพูดจา บรรยากาศการสนทนาเริ่มดูท่าจะไม่ดีเท่าไหร่นัก

“อ่า ข้าต้องขออภัย ชวนพวกท่านสนทนาอยู่เสียนานสองนานทีเดียว”

“เช่นนั้นหลังจากนี้รบกวนท่านแม่ทัพหลี่ด้วย ยามนี้พวกข้าขอตัวก่อน” ลี่หมิงค้อมหัวลงเคารพอีกฝ่ายเล็กน้อย ก้าวขาหนึ่งข้างไปข้างหน้าเตรียมออกเดิน พลันร่างของเด็กหนุ่มกลับทรุดฮวบลงกับพื้นท่ามกลางความตกใจของสองแม่ทัพ อาจเป็นเพราะขาทั้งคู่ไม่คุ้นชินกับการเดินสลับวิ่งเป็นเวลานานดั่งเช่นวันนี้หรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ลี่หมิงยันมือลงกับพื้นเพื่อลุกขึ้น แต่แม้จะพยายามเสียจนเจ็บฝ่ามือทั้งสองก็ไม่เป็นผล

“ท่านอ๋อง!” แม่ทัพหลี่อาศัยความที่อยู่ใกล้กว่ารองแม่ทัพ เร่งร้อนเข้าประชิดตัวเด็กหนุ่ม แววตาปรากฏร่องรอยของความวิตก

“ข..ข้าไม่เป็นไร เพียงแค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น” ชีวิตข้ามันเป็นบ้าอะไร! พบเจอคนหล่อกี่ครั้งขาข้าก็ดีแต่สร้างเรื่อง เมื่อครั้งแรกพบเสด็จพี่ ข้าก็เตะเขากระเด็นตกสระไป ครั้งนี้ต่อหน้าแม่ทัพหลี่ ขาข้าก็ดันอ่อนยวบไปตามความหล่อวัวตายควายล้มของเขาอีก สวรรค์ท่านชอบให้ข้าขายขี้หน้าชาวบ้านนักหรือ

“ข้าคงต้องขอถือวิสาสะ ไม่ทราบว่าหลิงอ๋องนัดพบพวกท่านบนห้องส่วนตัวชั้นสองใช่หรือไม่” หลี่ซืออี้เอ่ยถาม

“ข้าคิดว่าน่าจะใช่...ท่านแม่ทัพหลี่ เดี๋ยว!” ลี่หมิงร้องเสียงหลง ร่างถูกอุ้มช้อนขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว แขนตวัดรั้งคออีกฝ่ายเพื่อไม่ให้ตนเองพลาดพลั้งหล่นกระแทกพื้น “ขออภัยให้กับการเสียมารยาทของข้าด้วย ท่านอ๋อง อย่างน้อยก็ให้ข้าได้ไปส่งท่าน องค์ชายแปดเองก็อยู่ด้วย ข้าคิดว่าน่าจะพอช่วยตรวจดูอาการของท่านได้บ้าง” หลี่ซืออี้ไม่ฟังเสียงค้านใด ก้าวขาฉับไวเดินเข้าโรงเตี๊ยม ทิ้งรองแม่ทัพหม่าผู้มัวแต่ยืนนิ่งอึ้งไว้ข้างหลัง

“ข้าบอกท่านแล้ว...ข้าแค่เหนื่อยเท่านั้น ปล่อยข้าลงเถอะ ข้าเดินเองได้!” ท่านี้แม่งนางเอกชิบหายเลยโว้ยยยยย! ถ้าจำเป็นต้องอุ้มข้าก็ให้ขึ้นขี่หลังสิวะ ไม่ใช่อุ้มในท่าเจ้าหญิงแบบนี้!! หลี่ซืออี้ เจ้าเห็นข้าเป็นแม่นางน้อยหรืออย่างไร ต่อให้ข้าจะผอมไม่ได้บึกบึนเต็มไปด้วยกล้ามอย่างเจ้า แต่ร่างกายข้าก็เรียกได้ว่าเป็นบุรุษผู้หนึ่งไม่ได้เบาบางเสียจนใครจะมาอุ้มได้ง่ายๆ ไอ้คนบ้าพลัง!!

“ข้ายอมให้ท่านโกรธข้า ยังดีเสียกว่าทนมองเห็นท่านบาดเจ็บ”คนพูดกระชับคนในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นเมื่อลี่หมิงเริ่มดิ้นขลุกขลัก หลี่ซืออี้คนบ้าพลังก้มหน้าลงสบตาเผยยิ้มอ่อนโยนให้เยว่อ๋องผู้มีใบหน้าง้ำงอ ก้าวเดินขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยความระมัดระวัง

อื้อหือ เจิดจ้าเหลือเกิน แม่งจะหล่อเกินไปแล้ว พูดถึงขนาดนี้แล้วข้าจะทำใจปฏิเสธคนหน้าปานเทพเทวาลงได้อย่างไร จิตใจข้าไม่ได้ทำจากเหล็กกล้าเสียหน่อย

เถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมจิวฝูเดินยิ้มแย้มออกมาต้อนรับแขกสูงศักดิ์ผู้มาใหม่ คนทั้งสามตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งร้านในทันใด ลี่หมิงซุกหน้าเข้ากับอกของแม่ทัพหลี่ อับอายเสียจนไม่อยากสบตาใคร เด็กหนุ่มลอบส่งสายตาเว้าวอนให้หม่าเทียนฟงผู้เพิ่งได้สติวิ่งตามขึ้นบันไดมา ในเมื่อไม่สามารถปฏิเสธด้วยตนเองได้คงต้องขอความช่วยเหลือจากคนหน้าด้าน หากแต่รองแม่ทัพหม่ายังไม่ทันได้ลงมือทำสิ่งใด เสียงคุ้นเคยพลันเอื้อนเอ่ยขึ้นเบื้องหน้าคนทั้งสาม ทำเอาหม่าเทียนฟงขนลุกตัวเย็น อยากจะหงายหลังกลิ้งตกบันไดตายไปเสีย

“หมิงเอ๋อร์ บังเอิญเหลือเกิน”

“คารวะองค์รัชทายาท” หลี่ซืออี้เอ่ยแสดงความเคารพ แม้ท่าทางจะแลดูเก้ๆกังๆเพราะต้องโอบอุ้มร่างของเสวี่ยหมิงไว้เต็มสองมือ

รัชทายาทแห่งราชวงศ์เว่ยปรายตามองพระอนุชาในอ้อมกอดของหลี่ซืออี้ ไม่คิดจะเอ่ยตอบแม่ทัพตรงหน้าแต่อย่างใด “พี่แวะมาสนทนากับสหายหลังเสร็จธุระ คิดว่าเจ้ากลับวังไปแล้วเสียอีก น้องพี่ เหตุใดแม่ทัพหลี่ถึงต้องอุ้มเจ้าขึ้นบันไดมาเล่า” เว่ยเหวินหลงสะบัดแขนเสื้อปักด้ายดิ้นทองหนึ่งครั้ง มือทั้งสองยื่นออกไปข้างหน้า

“...ท่านแม่ทัพหลี่ ขอน้องข้าคืนด้วย” องค์รัชทายาทแย้มรอยยิ้มประจำกาย หากแต่ครานี้นัยน์ตาคนกลับสะท้อนเพียงความแข็งกร้าวหาใช่ความอ่อนโยนดั่งที่เคยเป็น ลี่หมิงแทบอยากจะเป็นลมตามหม่าเทียนฟงไปอีกคน

“เสด็จพี่ ข..ข้าคิดว่าข้าเดินเองได้” ขาโว้ยยยขา เดินได้สักทีสิวะ! เสด็จพี่แม่งจะเอาน้ำมันราดแล้วจุดไฟเผาหลี่ซืออี้อยู่แล้ว!! “ข้าเพียงแค่เหนื่อยจนขาอ่อนล้าเท่านั้น ขอเสด็จพี่อย่าเป็นกังวล” แล้วก็อย่าเผาโรงเตี๊ยมด้วยข้าขอล่ะ!

“เจ้าเหนื่อยหรือ หากเหนื่อยแล้วเหตุใดเทียนฟงถึงไม่กลับไปส่งเจ้าที่วัง ไยต้องให้เจ้าฝืนตัวเองเดินมาถึงนี่ด้วย” เหวินหลงตวัดสายตาเยือกเย็นคาดโทษรองแม่ทัพหม่า “เทียนฟงมิใช่ว่าข้าสั่งให้เจ้าคอยดูแลเสวี่ยหมิงให้ดีหรอกหรือ”

วาจาจักรพรรดินั้นเปรียบดั่งประกาศิต เมื่อกล่าวว่าหินเป็นทอง ขุนนางทั้งหลายย่อมยกย่องให้หินไร้ค่าเป็นทอง เฉกเช่นเดียวกัน แม้แต่ ‘คำฝากฝัง’ ให้ดูแลในคราแรกก็แปรเปลี่ยนเป็น‘คำสั่ง’ ให้ดูแลได้เมื่อหวงไท่จื่อประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น และหากหม่าเทียงฟงไม่สามารถหาคำแก้ตัวใดมาดับอารมณ์โกรธาขององค์รัชทายาทผู้รักพระอนุชาเหนือผู้ใดในใต้หล้าได้ คนฝ่าฝืนคำสั่งก็คงไม่แคล้วได้เขียน ‘คำสั่งเสีย’ ในอีกเร็ววันเป็นแน่แท้

หม่าเทียนฟงแม่งซวยเพราะไอ้โจแท้ๆ คบคนพาลพาลไปหาผิด คบไอ้โจแม่งดีแต่จะนำความชิบหายมาให้ เรื่องนี้ข้าเข้าใจดี ว่ากันตามจริงข้าก็เป็นเพื่อนไอ้โจคนหนึ่งที่ประสบความชิบหายเพราะมันมานักต่อนักแล้ว

ลี่หมิงเกาะยันแขนของพระเชษฐา ผ่อนน้ำหนักลงไปค่อยๆขยับเคลื่อนร่างกายและขาไม่รักดีกลับลงมาอยู่บนพื้นทางเดินได้ในที่สุดโดยมีเหวินหลงคอยประคองอยู่ไม่ห่าง เหลียวกลับไปมองแม่ทัพหลี่อีกครั้ง คนจงรักภักดียังคงส่งรอยยิ้มสว่างไสวมาให้ ไม่แม้แต่รู้ตัวว่าเป็นสาเหตุให้ผู้อื่นต้องตกที่นั่งลำบาก

รองแม่ทัพหม่าคุกเข่าลง ก้มหน้าหลบสายตาองค์รัชทายาท คิดหาคำแก้ตัวร้อยแปดพันอย่างจนหัวตื้อ สุดท้ายจึงตัดสินใจใช้ประโยคที่ไตร่ตรองแล้วว่าเหมาะสมโทสะของโอรสจักรพรรดิมากที่สุด

“ความผิดนี้ข้าไม่มีข้อแก้ตัวใด ข้าสมควรตา...”

ไอ้บ้านี่ จะรีบร้อนตายไปไหนวะ!

“เสด็จพี่ได้โปรดอย่าเข้าใจท่านรองแม่ทัพหม่าผิดเลย เป็นข้าเองที่อยากมา ข้าไม่ได้ดื่มชาโรงเตี๊ยมนานแล้ว วันนี้จึงขอท่านรองแม่ทัพให้พามาด้วย” เห็นแก่ที่ความซวยนี้เกิดขึ้นเพราะไอ้โจข้าจะช่วยเจ้า ถือเป็นหนี้บุญคุณหนึ่งครั้ง!

“งั้นหรือ เจ้าอยากมาโรงเตี๊ยมทำไมไม่บอกพี่ พี่พาเจ้ามาได้เสมอ”

“ข้าไม่อยากรบกวนเสด็จพี่ เพียงแค่นี้ท่านก็มีงานล้นตัวแล้ว”

“เหลวไหล หมิงเอ๋อร์ งานใดจะสำคัญเท่าเจ้า” ทำเป็นพูดดีไป แล้วเมื่อเช้าใครกันฝากฝังข้าให้ออกมากับคนเพี้ยนสองคนเพราะตนเองติดธุระ? ข้าขมวดคิ้วเพิ่งสังเกตเห็นว่าข้างหลังพี่ชายมีคนหน้าตาคุ้นเคยยืนอยู่หนึ่งคน คงจะเป็นสหายที่เสด็จพี่พูดถึง

แต่นั่นไม่ใช่บุตรชายของฮูหยินสามสกุลหูหรอกหรือ? เสด็จพี่นัดหูอิ๋งซีมาพูดคุยเรื่องค่าใช้จ่ายฟื้นฟูจวนสกุลหูหรืออย่างไร? ช่างน่าสงสารนัก ดูท่าคงไม่รู้ว่านั่งคุยกับคนสั่งวางเพลิงอยู่เป็นเวลานาน

“เทียนฟง ลุกขึ้น” รองแม่ทัพหม่าในสภาพคุกเข่าก้มหน้าหัวแทบติดพื้น ขยับขาทั้งสองลุกยืนขึ้นเชื่องช้าสูดหายใจเข้าเต็มปอดกับคำอภัยโทษที่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับ

“อย่าให้ต้องมีครั้งหน้าอีก”

“พ่ะย่ะค่ะ”

หูอิ๋งซีพระสหายขององค์รัชทายาทวางท่าทีเรียบเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่นานนักก็ขอตัวกลับไปก่อน หม่าเทียนฟงรีบเรียกเสี่ยวเอ้อ(1)ที่เดินผ่านมาให้พาไปยังโต๊ะของหลิงอ๋อง เมื่อครู่นึกว่าตนจะได้ไปพบเทพเดือนเจ็ด(2)ก่อนจะมีโอกาสพบผู้เฒ่าจันทรา(3)เสียแล้ว เสี่ยวเอ้อผู้ถูกเรียกใช้พาเดินนำไปอย่างนอบน้อม กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ วันนี้มีแต่แขกยศสูงมากอำนาจมาใช้บริการเต็มไปหมด เถ้าแก่คงใจดีเพิ่มค่าแรงให้เป็นแน่

จากเริ่มแรกมีเพียงหนึ่งรองแม่ทัพและหนึ่งอ๋อง ตอนนี้กลับเพิ่มอีกหนึ่งแม่ทัพและองค์รัชทายาทติดมาด้วย

เนื่องจากเหวินหลงไม่ยอมปล่อยให้พระอนุชาเดินไปโดยไม่มีตนช่วยประคอง และหลี่ซืออี้คอยเดินตามติดชิดใกล้ท่านอ๋องอยู่ไม่ห่างแม้ไม่ได้รับคำสั่งให้ตามมาแต่อย่างใด

เสี่ยวเอ้อเคาะประตูสองครั้งก็ได้ยินเสียงเอ่ยคำอนุญาตของหลิงอ๋องดังลอดออกมา จึงเปิดประตูเชิญแขกทั้งสี่เข้าไปทั้งห้อง ลี่หมิงเดินตามพระเชษฐาเข้าไปมองเห็นหม่าเทียนฟงส่งสายตาเคียดแค้นให้เว่ยเหอโจวแล้วก็ได้แต่นึกขำปนสงสาร ไม่ทันได้สังเกตว่าในห้องนี้นอกจากหลิงอ๋องและองค์ชายแปดแล้ว ฝั่งตรงข้ามหลิงอ๋องมีใครอีกคนนั่งอยู่

“เสด็จพี่เหวินหลง...” หลิงอ๋องเอ่ยทักขึ้น น้ำเสียงแฝงความแปลกใจ

“หานเฟิง จะลำบากไปหรือไม่หากข้าและหมิงเอ๋อร์จะขอร่วมโต๊ะอาหารด้วย”

“ลำบากอันใดกัน เชิญเสด็จพี่และเยว่อ๋องร่วมรับประทานอาหารกับพวกข้าเถิด” คนถูกถามยิ้มกว้าง ผายมือเชื้อเชิญแขกทั้งสี่ “ท่านแม่ทัพหลี่ และท่านรองแม่ทัพหม่า เชิญพวกท่านนั่งลงพักผ่อนตามอัธยาศัย”

ใบหน้าประดับรอยยิ้มของหลิงอ๋องหรือเว่ยหานเฟิงนั้นจะมองอย่างไรก็ดูคล้ายคลึงองค์รัชทายาทอยู่ถึงสามในสี่ส่วน ด้วยความที่มีพระมารดาเป็นผู้มีเมตตาอ่อนโยนต่อผู้อื่น หลิงอ๋องจึงได้รับการอบรบเลี้ยงดูมาให้เห็นแก่ผู้อื่นอยู่เสมอ ลี่หมิงมองหน้าเสด็จพี่ผู้มีใจกว้างดุจแม่น้ำของตน ครุ่นคิดด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดเสด็จพ่อจึงส่งมอบงานของตนต่อให้หลิงอ๋อง เสวี่ยหมิงรับหน้าที่ทำงานการคลังในฝ่ายออกตั๋วเงินกู้ คนใจดีอย่างหลิงอ๋องนั้นคงไม่แคล้วจะแจกเงินลดดอก ออกตัวค้ำประกันไปทั่วจนเข้าเนื้อตัวเอง แค่คิดลี่หมิงก็ปวดหัวแล้ว

เสด็จป๋าหากท่านอยากให้ราชสำนักล่มจมถึงเพียงนั้น สู้เอาเงินมาให้ข้าถลุงเล่นไม่ดีกว่าหรือ

เว่ยเหวินหลงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่าง ช่วยประคองพระอนุชาให้นั่งลงข้างตน สายตาจับจ้องไปยังกระดานหมากล้อมกลางโต๊ะก่อนส่ายหัวเผยรอยยิ้มขบขัน“หานเฟิง คนใจเย็นเป็นน้ำไม่รู้จักโจมตีผู้อื่นอย่างเจ้าคงไม่ใช่คู่มือของอวิ้นหยาง”

ดูท่าว่าคนจะนั่งรออยู่นานทีเดียวจึงต้องหาอะไรทำรอฆ่าเวลา หมากดำในกระดานบนโต๊ะเดินล่อปิดเส้นทางล้อมหมากขาวจนต้องวิ่งหนีไม่เห็นทางรอด หลิงอ๋องเพลี่ยงพล้ำต่อคู่ต่อสู้เสียจนการเดินหมากครั้งนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าสูสีกัน ลี่หมิงเงยหน้าขึ้นมองฝ่ายตรงข้ามผู้ได้รับคำเชยชมจากพระเชษฐา ทันทีที่สายตาสบกับอีกฝ่าย เด็กหนุ่มแน่นิ่งไปราวกับเข็มของนาฬิกาหยุดเดินลง ลืมแม้กระทั่งจะหายใจ ไม่อยากเชื่อเงาสะท้อนในนัยน์ตาของตน ริมฝีปากอ้าออกแต่กลับไม่สามารถเอ่ยปากถามคำถามที่ต้องการคำตอบมาตลอดหนึ่งปีเต็มได้

พี่มาทำอะไรที่นี่...

“โชคดีเหลือเกินที่พวกท่านมาถึงตอนข้ากำลังเข้าตาจนพอดี อู๋อ๋อง พวกเราจบการเดินหมากลงเพียงเท่านี้ดีหรือไม่” หลิงอ๋องยกการินชาให้เจ้าของหมากดำ เอ่ยขอร้องอีกฝ่ายอย่างจนใจ

ไม่จริง...ไม่จริงน่า

คนได้เปรียบค้อมหัวลงเล็กน้อยยกชาขึ้นดื่ม ตอบกลับพลางหัวเราะเสียงเบา

“ตามใจท่าน”

ได้โปรดอย่าพูดด้วยน้ำเสียงนั้น ได้โปรดอย่ามอบรอยยิ้มของท่านให้ใครนอกจากข้า...

“ได้ยินมาว่าเยว่อ๋องเดินหมากเก่งยิ่งนัก ช่วยเป็นเกียรติเดินหมากกับข้าสักตาได้หรือไม่”

‘พี่ชื่อเทวินทร์นะ’

‘พี่ไม่มีชื่อเล่นเหรอครับ?’

‘มีสิ...แต่นอกจากอากงก็ไม่ค่อยมีใครเรียกพี่ด้วยชื่อเล่นหรอก ส่วนใหญ่จะเรียกสั้นๆเอา จะเรียกพี่ว่าวินก็ได้นะครับถ้าสะดวก’

‘งั้นผมเรียกพี่ด้วยชื่อเล่นได้ไหม จะได้ไม่ซ้ำคนอื่น’

‘ได้สิ พี่ชื่อ…’

“พี่หยางฝีมือท่านยังเฉียบขาดเช่นเคย!”  

ว่ากันว่าแม้แต่ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ยังกลายเป็นคนโง่งมและหลงลืมตัวตนได้เพราะรัก ลี่หมิงสูดหายใจเข้าลึก เสียงดังรบกวนโสตประสาทของรองแม่ทัพหม่าช่วยเรียกสติให้รู้ว่าตนขาดอากาศหายใจไปนานเพียงใด ขอบตาทั้งสองร้อนผ่าว บาดแผลจากรักในความทรงจำนั้นคงไม่มีวันเลือนหาย

“...ข้า” ลี่หมิงไม่รู้จะเอ่ยปฏิเสธคำชวนจากอีกฝ่ายอย่างไร ทำได้แค่นั่งมองหน้าอู๋อ๋องราวกับคนโง่ไม่รู้ภาษา พยายามสะกดกลั้นหยาดน้ำตาไม่ให้ร่วงหล่น

“วันนี้น้องข้าคงเหนื่อยเกินกว่าจะประชันฝีมือกับท่านได้ ท่านจะว่าอย่างไรหากข้าจะขอประมือกับท่านแทนหมิงเอ๋อร์”

“องค์รัชทายาทโปรดเมตตา” คนพูดแย้มยิ้มขบขัน แสร้งทำเป็นก้มหัวคำนับรัชทายาทแห่งราชวงศ์เว่ย “ข้าเพียงอยากลองเดินหมากกับเยว่อ๋องเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีความต้องการจะพ่ายแพ้ท่านต่อหน้าผู้อื่น”

“อวิ้นหยาง ข้าเองก็เพลี่ยงพล้ำให้ท่านหลายต่อหลายครั้ง ท่านกล่าวเกินไปแล้ว” กล่าวจบก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ลี่หมิงมองดูความสนิทชิดเชื้อของคนทั้งสองแล้วก็อดรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ ไม่ว่าใครต่อใครก็ดูเหมือนจะรู้จักสนิทสนมกับอวิ้นหยางมากกว่าตนเอง ในความทรงจำของเสวี่ยหมิงแทบจะไม่มีเรื่องราวของหวงอวิ้นหยางเลยด้วยซ้ำ

หวงอวิ้นหยางเป็นพระราชนัดดาในฮ่องเต้รัชกาลก่อน องค์ชายสิบแปดแห่งราชวงศ์ฉินขณะนี้ถือเป็นเพียงราชนิกุลสกุลหวงเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ องค์ชายน้อยฉายแววการใช้กระบี่เก่งกาจเหนือเด็กในวัยเดียวกันตั้งแต่อายุยังน้อย จึงได้รับพระราชทานยศอู๋อ๋องจากฮ่องเต้หมิงเฉียนและถูกส่งไปอยู่ในความดูแลของแม่ทัพหม่าเทียนซื่อ อวิ้นหยางจึงเติบโตขึ้นมาพร้อมกับหม่าเทียนฟงผู้เป็นบุตรของฮูหยินรองในจวนแม่ทัพหม่า เมื่อมีอายุมากพอจึงได้รับตำแหน่งกุนซือให้ประจำทัพอยู่ชายแดนเป็นครั้งคราวตามสมควร

พี่เกลียดข้าจนกระโดดกำแพงเมืองจีนหนีข้ามาอยู่อีกภพเลยหรือ เพราะที่นี่มันไม่มีอินเตอร์เน็ตใช่ไหมพี่ถึงได้ไม่ตอบไลน์ข้า พี่หยางบอกข้าทีข้าควรทำเช่นไรต่อไป ถ้าต่อยพี่สักทีสองทีพี่จะจำได้ไหมว่าข้าเป็นใคร

“พี่หยาง จะว่าไปแล้วพี่ก็ไม่ได้พบเยว่อ๋องเสียนานหลายปีเลยสินะ” ไอ้หม่าเทียนฟง! พี่หยางอย่างนั้นพี่หยางอย่างนี้อยู่นั่นแหละ! ใครเป็นพี่หยางของเจ้ากัน พี่หยางเป็นของข้าเพียงคนเดียว หุบปากไปซะ!

คนถูกถามพยักหน้าลงเล็กน้อย “เจ้ากล่าวถูกแล้ว แม้ข้าจะเข้าเมืองหลวงมาหลายคราแต่ก็ไม่มีโอกาสได้พบกัน วันนี้คงเป็นวันดีที่พวกเราได้มีวาสนาพบหน้ากันเสียที”

หึ วาสนาของข้าช่างน่าขันนัก! ในเมื่อชาตินี้ข้ามีโอกาสได้รู้จักพี่หยางแล้วไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าได้บังอาจพรากพี่หยางไปจากข้า!! สวรรค์ถ้าท่านคิดจะตามขัดขวางข้าก็ขอให้ลงมาต่อยกันตัวต่อตัวเลยเถอะ!!!

---------------------​

แนะนำตัวละครใหม่

แม่ทัพหลี่/หลี่ซืออี้

​หลิงอ๋อง/เว่ยหานเฟิง

อู๋อ๋อง/หวงอวิ้นหยาง​


---------------------

คำอธิบายเพิ่มเติม

(1)เสี่ยวเอ้อ บริกรโรงเตี๊ยม

(2)เทพเดือนเจ็ด ชาวจีนโบราณมีความเชื่อว่าเทพประจำเดือนเจ็ดเป็นเทพแห่งความตาย

(3)ผู้เฒ่าจันทรา หรืออีกนามคือเทพเจ้าแห่งจันทราและเทพเจ้าแห่งความรักมีหน้าที่ผูกด้ายแดงให้กับคู่รักไม่ให้แคล้วคลาดต่อกัน

-----------------------

Talk ในโรงเตี๊ยม

ในที่สุดพระเอกก็ออกมาสักทีค่ะ เย้ๆๆๆๆๆๆ ไรท์ดีใจเหลือเกิน ค่าตัวแพงจริงๆ 555

คิดว่าใครคือพระเอก พระเอกคือใคร พูดไปงงไป

ชอบใครมาก เกลียดใครที่สุด เลือกอยู่ทีมไหน เชียร์ใครออกนอกหน้า เชิญเม้นบอกกันข้างล่างได้เลยค่ะ!

ป.ล. ไรท์อยู่ทีมรัชทายาทค่ะ 55

ตอนนี้มีเพจ FB กับ TW แล้ว เข้าไปกดไลค์กด Follow กันได้เลยนะคะ

FB: https://www.facebook.com/ThreeEmperors/​ThreeEmperors

TW:​​ Three_Emperors​

Tag tw: #ส่งข้ามาเป็นอ๋อง

ซังหวงตี้

ความคิดเห็น