ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Let's me 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 26 เม.ย. 2560 13:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Let's me 5
แบบอักษร

"บอสมาได้ไง" 

 "พี่อยู่ที่ทำไมผมจะไม่รู้ แล้วทำไมไม่รับโทรศัพท์ผมเลยล่ะครับ"

 "กลับไปเถอะ"

 เพลิงสะบัดตัวออกจากการโอบกอดของอีกคน เขาขยับตัวออกห่างเพื่อเว้นระยะให้เหมาะสมสำหรับตัวเองและคนชื่อบอส

 "พี่เพลิงยังไม่หายโกรธผมเหรอครับ" 

 "พี่ไม่ได้โกรธ แต่พี่แค่อยากให้เราจบกันได้แล้ว" 

 เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่เพลิงได้พูดตัดความสัมพันธ์ระหว่างเขากับบอส ตั้งแต่วันที่เขาเห็นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนนอนเปลือยอยู่บนเตียงโดยที่ทั้งแผ่นหลังมีรอยข่วนรอยกัดเต็มไปหมด เสื้อผ้ากระจัดกระจายอยู่บนพื้นและยังมีถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วตกอยู่ มันก็เดาได้ไม่ยากว่าคนของเขาได้ทำอะไรในห้องนี้บ้าง 

"พี่เพลิงก็รู้ว่าผมไม่ยอม พี่แค่บอกผมมาว่าพี่ไม่ชอบอะไรผมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ ถ้าเป็นเรื่องวันนั้นผมขอโทษมันจะไม่เกิดขึ้นอีก ผมสัญญา"

 "บอสไม่ต้องทำเพื่อพี่ขนาดนั้น แล้วก็ปล่อยพี่ด้วย"

 เพลิงขัดขืนจากอ้อมแขนของชายหนุ่มอีกคน เขาไม่เคยรู้สึกอึดอัดจนอยากหายตัวไปแบบนี้มาก่อนเพราะสายตาของอรัณที่มองอยู่ตอนนี้ จนเขาไม่กล้าสบตากับเธอตรงๆ

 "ผมขอโทษ"

 "พี่ไม่ได้โกรธ แต่เราต่างคนต่างไปเถอะนะ"

 "ผมรักพี่เพลิง พี่เพลิงก็รู้"

 "แต่พี่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับบอสแล้ว"

 "ขอตัวก่อนนะ"

 บทสนทนาของคนทั้งสองถูกขัดด้วยอรัณ เธอลุกขึ้ยยืนเต็มความสูงแล้วพูดบอกคนทั้งสองที่คุยกันอยู่ เธอพึ่งนึกได้ว่าตัวเองเป็นคนนอกและควรปล่อยให้ทั้งคู่คุยเรื่องส่วนตัวกันไป  ก่อนที่จะเดินพ้นบริเวณสระน้ำเพื่อลงบันไดไป คำถามตัดพ้อที่ดังไม่มากออกมาจากปากของชายหนุ่มผู้มาใหม่ ที่บังเอิญหูได้ยินเข้า 

 "หรือพี่มีคนใหม่"

 "....."

 "ถ้าพี่ยัง..."

 "ใช่ พี่มีคนใหม่รู้สึกกับเขามาสักพักแล้ว"

 เพลิงตั้งใจพูดให้คนที่กำลังจะเดินจากไปได้ยินด้วย เขามั่นใจว่าอรัณได้ยินแน่นอน สำหรับความสัมพันธ์ของเขาและบอส ไม่ใช่ว่าเขาไร้ใจหรืไม่เคยรักชายหนุ่มเลย แต่ขาก็ไม่รู้ตัวว่าเมื่อไหร่ที่ความรู้สึกนั้นมันได้หายไปจากใจ อาจจะตั้งแต่ฝันถึงคนหน้าเหมืนกับอรัณ หรือหลังจากนั้นก็ไม่อาจรู้ แต่ความรู้สึกที่ควรจะเสียใจเพราะแฟนนอกใจกลับไม่มีเลย และไม่ได้รู้สึกโกรธบอสเลยแม้แต่นิด กลับกลายเป็นว่าต้องการหนีห่างและจบความสัมพันธ์ให้มากที่สุด 

 "ผมไม่เชื่อ พี่อย่าเอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อกันผมออกเลย"

 "แล้วแต่บอสจะคิด"

 "ผมไม่มีวันยอมหรอก พี่ยังรักผมอยู่เราจะกลับมาคืนดีกันแน่นอน"

 "กลับไปเถอะ" 

 เพลิงพูดอีกครั้งอย่างเหนื่ยใจ และบอสก็ยอมจากไปแต่โดยดี เขารู้ว่าบอสไม่ยอมตามที่พูดแน่นอน แต่สิ่งที่น่าหนักใจมันต่อจากนี้มากกว่า เพราะอรัณที่มารับรู้เรื่องความหลังของเขากับแฟนเก่าย่างบอส มันทำให้เขาเข้าหาเธอยากขึ้นไปอีก มันอาจจะดูเชื่อยากหรืแทบจะเชื่อไม่ได้เลยว่าเพลิงรู้สึกกับอรัณในแบบไหน เพราะทั้งเพศสภาพของเพลิงอาจทำให้อรัณคิดว่าเธอกำลังถูกปั่นหัวเล่นอยู่ มันไม่ง่ายที่จะขอสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบของความรักได้เลย เหตุการณ์เมื่อครู่ยิ่งทำให้เขาคิดไม่ตก สิ่งที่เขาแคร์อย่างเดียวคืออรัณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าอรัณรู้แบบนี้แล้วเขายังจะมีโอกาสอยู่หรือไม่ ระหว่างทางกลับห้องอรัณก็ได้เดินมาเจอกับฮันเตอร์และซุปเปอร์ที่ดูเหมือนกำลังประลองฝีปากกันมาตามทางอย่างดุเดือด 

 "อ่าว พี่เพลิงล่ะ"

 "คุยกับผัวอยู่ข้างบน แล้วไอ้โมล่ะ" 

 อรัณตอบซุปเปอร์แล้วถามหาคนตัวเล็กอีกคนที่หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

 "อยู่ในห้อง เข้าห้องน้ำอยู่"

 "เออ กลับแล้วนะ กูไปส่งไอ้โมเอง"

 "อ่าว กูว่าเสร็จแล้วจะพาไปกินข้าว"

 "เอาไว้วันหลังแล้วกัน พรุ่งนี้กูไปหาแม่"  อรัณตบบ่าซุปเปอร์เบาๆ 

 "ยังไงก็กราบขอบพระคุณมึงมากนะครับคุณหนูรัณ ฝากสวัสดีแม่ด้วย"

อรัณโบกมือลาเพื่อนและหันไปไหว้ลาฮันเตอร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ 

 "เฮ้ย ไม่ต้องไหว้พี่ก็ได้ กลับดีๆนะครับ"

 "ค่ะ" 

 "ไหว้เหี้ยทำไม" 

 "คนอะไรมีผัวเป็นเหี้ย" ฮันเตอร์ไม่คิดถือสาคำพูดคำจาของอีกคน

 “ไอ้เปอร์มันชอบเหี้ยๆค่ะ" 

 อรัณยิ้มน้อยๆส่งให้ฮันเตอร์อีกครั้งเป็นการบอกลา แล้วเธอก็เดินแยกจากทั้งคู่ที่ดูเหมือนจะเปิดศึกกันอีกครั้ง เมื่อเข้าห้องมาเธอก็เจอโมจินั่งหันหลังให้อยู่บนโซฟาตัวเดิม ฝีเท้าเดินปกติได้เปลี่ยนเป็นย่องเบาๆเข้าไปหาอีกคน เธอโอบกอดโมจิจากทางด้านหลัง เล่นเอาคนที่นั่งเหม่อไม่ทันได้ตั้งตัวตกใจสะดุ้ง แล้วรีบหันไปมอง 

"รัณ"

 "ตาแดงๆ เป็นไร" 

  "ปะ เปล่า..หาวบ่อยน่ะ" 

 "เออๆ" 

 "แล้วนี่ถ่ายเสร็จแล้วเหรอ"

โมจิเปลี่ยนเรื่องคุยเมื่ออรัณดูเหมือนจะจับพิรุธได้ เขาพยายามปรับโทนเสียงให้เป็นปกติมากที่สุดและพยายามไม่ให้น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไหลลงมา

 "อือ ไอ้เปอร์มันขึ้นไปเก็บของต่อ เดี๋ยวกูส่งมึงกลับบ้านแล้วกัน"

 อรัณเดินไปหยิบกุญแจกรถและกระเป๋าเงินก่อนจะเดินมาหาโมจิ เธอยืนมือออกไปให้เพื่อน คนตัวเล็กรู้งานดีส่งมือจับตอบแล้วลุกขึ้น

 "โอเค เราก็อยากกลับบ้านแล้วอะ"

 "ป่ะ"

 "ไม่บอกเปอร์ก่อนเหรอ" คนตัวเล็กรั้งแขนอรัณไว้ก่อนออกจากห้อง 

 "บอกให้แล้วน่า" 

 "โอเคๆ"



สวนกุหลาบขาวปกคลุมไปด้วยความเงียบสงบและร่มรื่น ดอกกุหลาบสีขาวสะอาดเบ่งบานสะะรั่งราวกับรับรู้ว่าจะมีแขกมาเยือน มันจึงบานต้อนรับแขกคนสำคัญ ในมือของอรัณมีดอกกุหลาบสีขาวดอกใหญ่ดอกหนึ่ง เธอถือมันอย่างถนอมและคนที่เดินเคียงข้างมาก็มีอยู่ในมือ  แต่เป็นกุหลาบสีแดงเพียงดอกเดียวเช่นกัน 

 เท้าทั้งสองคู่หยุดอยู่หน้าแท่นหินอ่อนสูงเทียบอกที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสวนดอกกุหลาบแห่งนี้ บนแผ่นหินมีเพียงชื่อที่สลักด้วยภาษาอังกฤษอยู่ แผ่นหินเรียบแต่ดูสวยสง่าตั้งอยู่ท่ามกลางความร่มรื่นและต้นไม้น้อยใหญ่รอบๆ แม้ทั้งคู่จะได้เข้ามาเพียงปีละครั้ง แต่สวนแห่งนี้ก็ถูกดูแลโดยคนงานของตระกูลมาโดยตลอดไม่มีเว้นห่างให้พืชพรรณที่ไม่ต้องการขึ้น หรือปล่อยให้รกร้าง

"รันจะไปไหนต่อไหมลูก" 

 "ยังไม่รู้เลย คุณชายมีอะไรรึเปล่าคะ" 

 "ถ้าเป็นไปได้ก็อยู่บ้านนะ ไม่งั้นเย็นๆก็กลับมากินข้าวกับป๊า"

 "หือออ ป๊ามีอะไรรึเปล่า"

สองพ่อลูกนั่งคุยกันบนเก้าอี้นั่งสีขาวเยื้องๆไปจากแท่นหิน เก้าอี้ตัวนี้ถูกใช้ทุกครั้งเมื่อทั้งคู่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ ราวกับว่าเขาทั้งคู่กำลังใช้เวลาแห่งครอบครัวร่วมกันอยู่ บทสนทนาต่างๆเริ่มขึ้นและจบลงไปหลายๆเรื่อง เรื่องราวชีวิตประจำวันหรือเรื่องต่างๆถูกแชร์ให้กันและกันฟังเหมือนกันแบ่งปันให้คนที่ไม่สามารถคุยด้วยรับรู้ไปด้วย

 "ป่าวววว ผมก็แค่อย่กกินข้าวกับลูกสาวคนสวยบ้างไง" 

 "แค่นั้นจริง?" "ที่จริงวันนี้ก็จะมีแขกมาร่วมโต๊ะด้วย"

 "เอ้า ทุกทีป๊ามีแขกรันไม่เห็นต้องร่วมโต๊ะเลยนี่" 

 หญิงสาวถามคนเป็นพ่อด้วยความข้องใจ เพราะพ่อของเธอรู้อยู่แก่ใจว่าเธอไม่ใช่พวกเข้าสงคมแนวนี้อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เธอเดาไม่ถูกจริงๆว่าเพราะอะไรการพบปะครั้งนี้จำเป็นต้องมีเธอร่วมอยู่ด้วย 

 "แต่คนนี้ไม่ได้ไง นะคะคนเก่งของป๊า" 

 "โอเค งั้นวันนี้รันนอนบ้านนี่แหละ”

“งั้นกลับกันเลยไหม ป๊ามีประชุมต่อบ่ายนี้”

“โอเคค่ะ” 

 รถหรูสีดำเคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณหน้าสวนไม่นานก็มีรถตู้สีดำอีกคันขับเข้ามาจอดเทียบที่เดิมของรถคันก่อน แต่ผู้ที่ลงมาจากรถนั้นไม่ใช่คนเดิมแต่อย่างใด 

 "ตาเพลิงลงมาเร็วเข้าสิ"

 "ทำไมต้องลากเพลิงมาด้วยเนี่ย"

 "นี่ เขาเป็นคนสำคัญของหม่ามี๊ น้องเพลิงต้องให้เกียรติเขาสิลูก"

 "ค่ะๆ เราจะเข้าไปกันได้รุยังคะหม่ามี๊"

 "ลุงเขียนรออยู่นี่แหละจ้ะ ดิฉันเข้าไปไม่นาน"

 "ครับคุณหญิง" 

สิงแม่ลูกเดินเทียบกับเข่าไปยังสวนกุหลาบขาว ทั้งคู่รับรู้ได้ถึงความสงบจากธรรมชาติรอบๆและบรรยากาศที่เงียบสงบ สองแม่ลูกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ของตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างดึงดูดสายตาเพลิงไปหมด จนกระทั่งเดินมาถึงแผ่นหินอ่อนกลางสวนที่มีดอกกุหลาบาสองดอกวางอยู่ คุณหญิงดุษฏีส่งยิ้มให้กับแผ่นหินนราวกับทักทาย และหันไปคุยกับคนข้างๆที่ยืนมองแผ่นหินนั้นอยู่ 

 "เย็นนี้น้องเพลิงมีดินเนอร์กับหม่ามี๊นะคะ"



"ไหนแขกป๊าล่ะ เมื่อไหร่จะมา"

"เดี๋ยวก็คงมาแหละ"

สองพ่อลูกคุยกันไม่นานก็ได้ยินเสียงรถมาจอดเทียบหน้าบ้าน บนโต๊ะอาหาร เรียงรายไปด้วยอาหารคาวหวานและอาหารโบราณหลายชนิด มันเป็นธรรมดาของบ้านเมื่อมีแขกมาเยือน แต่ครั้งนี้แปลกไป เพราะมีอรัณนั่งร่วมโต๊ะอาหารอยู่ด้วย นานเท่าไหร่จำความไม่ได้ว่าเธอไม่เคยร่วมโต๊ะอาหารของแขกของผู้เป็นพ่อเลย ถ้าจะมีก็เป็นแค่การกินข้าวระหว่างพ่อกับลูกเพียงสองคน แต่ครั้งนี้มันแปลกจริงๆ

"คงมาแล้วล่ะ"

"ป๊าเหงื่อแตกนะ ร้อนเหรอ"

"แห่ะๆ คงงั้น"

"ขอโทษที่ต้องให้รอนะคะ"

เสียงแหลมที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเรียกสายตาจากสองพ่อลูกให้หันไปมอง อรัณชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นนายแบบรุ่นพี่ของซุปเปอร์เดินขนาบข้างมากับผู้หญิงในชุดเดรสยาวสีครีมที่มีแม่บ้านเดินนำคนทั้งคู่เข้ามายังห้องรับแขกของบ้าน

"ไม่เป็นไรๆ เชิญคุณหญิงครับ"

"กรี๊ด ให้ตายเถอะหนูรัณของป้า"

เสียงแหลมร้องหวีดขึ้นมาพร้อมกับเจ้าของหุ่นเพรียวในชุดเดรสยาววิ่งตรงมาหาอรัณที่นั่งหน้าเหวอทำอะไรไม่ถูก  แม้ชุดยาวจะเป็นอุปสรรคในการวิ่งของเธอ แต่สุดท้ายคุณหญิงเสียงแหลมก็มาถึงตัวอรัณจนได้  เธอกอดรัดอรัณอย่างรักใคร่จับนู่นจับนี่สำรวจไปเรื่อย

"โตเป็นสาวแล้วหนูรัณของป้า ได้พ่อมาเยอะเหลือเกิน"

“อ่า...สวัสดีค่ะ”

“นี่คุณหญิงวิลา และพี่เพลิง เพื่อนแม่ลูกสมัยลูกเด็กๆ ส่วนพี่เพลิงก็เพื่อนลูกสมัยเด็กๆลูกคงจำไม่ได้แล้ว”

“อู๊ยยย ไม่ต้องไหว้ป้า..อุ๊ยไม่สิ ต้องเรียกแม่สินะ ไม่ต้องไหว้แม่ก็ได้จ๊ะ”

อรัณเหลือบตาไปมองยังตุลการณ์อย่างไม่เข้าใจและขอความช่วยเหลือ พลันสายตามองเลยไปยังเพลิงที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูดังเดิม ดวงตารีตับจ้องมาที่เธอราวกับตกอยู่ในภวังค์จนคุณหญิงต้องไปลากมายังที่นั่งด้วยตัวเอง

"แหมม มองกันแบบนี้คงจำกันไม่ได้แล้วแน่ๆเลย ใช่ไหมน้องเพลิง" คุณหญิงวิลาหันไปพูดกับลูกชายที่นั่งอยู่ข้างๆ

"ก็หลายปีมาแล้วนะครับ คงจะลืมๆกันไปบ้าง" ตุลการณ์หันไปคุยกับคุณหญิงอย่างเป็นกันเอง

"แหม ตอนคิดถึงตอนทั้งคู่เป็นเด็ก ติดกันแจเลยนะคะ"

“นั่นสินะครับ แล้วคุณไตรล่ะครับ”

“คุณพี่ไปดูงานต่างประเทศน่ะค่ะ กลับมาอีกทีก็อาทิตย์หน้านู่นเลย ดิฉันต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะที่อดรนทนรอไม่ไหวแล้ว”

อรัณรู้สึกแปลกๆกับรอยยิ้มของคุณหญิงที่ส่งมาให้เธอ ไหนจะสายตาของเพลิงที่เอาแต่จับจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตาอีก กลายเป็นว่าอรัณไม่กล้าแม้แต่กระดิกตัวทำอะไรเลย

“แหะๆ ผมยังไม่ได้บอกอรัณไว้ล่วงหน้าเหมือนกันครับ”

"น้องเพลิงก็ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะ ดิฉันกะว่าจะมาเซอร์ไพรซ์วันนี้ โอกาสเป็นใจจริงๆ”

“คุณหญิงเป็นฝ่ายพูดดีกว่าครับ”

คุณหญิงวิลาวางช้อนและมีในมือลงข้างจาน สองมือบางยกขึ้นมาผสานกันไว้บนโต๊ะ เธออยู่ในท่าทางวางมาก และเอ่ยเสียงเรียบ ฟังดูแล้วเฉียบขาด

“วันนี้ ลูกทั้งสองจะต้องหมั้นหมายกัน”

"คะ?"

"เอ่อ...รัณลูก"

"หม่ามี๊ พูดอะไรน่ะ"

ทั้งเพลิงและอรัณออกเสียงทักท้วงแทบจะทันที สีหน้าของทั้งคู่บ่งบอกว่าตกใจมากมายขนาดไหนกับสิ่งที่ได้ยิน มีเพียงคุณหญิงวิลาที่นั่งยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวอยู่ผู้เดียว ส่วนตุลการณ์ที่นั่งหน้าเครียดไม่ต่างจากอรัณเอาแต่จับตามองอาการของอรัณเอาไว้อย่างเป็นห่วง

"สองตระกูลเราคุยเรื่องนี้กันมานานแล้ว ว่าจะให้ลูกทั้งสองหมั้นกัน" ตุลการณ์พูด

"ใช่แล้วจ๊ะ โดยทั้งคู่ไม่มีสืทธิ์โต้แย้งใดๆทั้งสิ้น"

คำพูดของผู้ใหญ่ทั้งสองคนได้ดูดดึงเอาสติของอรัณหลุดลอยไปไกลแล้ว ไม่มีบทสนทนาใดๆหลุดออกมาจากริมฝีปากบาง  คิ้วสวยขมวดแน่น ดวงตาเหม่อลอยเอาแต่นั่งจ้องจานข้าวอย่างเดียว เช่นเดียวกับเพลิงที่เอาแต่นั่งมองอรัณไม่วางตา ความรู้สึกของเขาตอนนี้มันอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก ไม่ว่าจะตกใจหรือดีใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันดูรวดเร็วไปหมดจนไม่ทันได้ตั้งตัว ส่วนอรัณคงช็อคเข้าขั้น เพราะดูจากอาการแล้วน่าจะหนักหนาเอาการ

"และนี่แหวนหมั้นของลูกทั้งคู่"

กล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มสองกล่องถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะกินข้าว มันไม่อาจดึงความสนใจของอรัณไว้ได้นาน เธอเหลือบตามองมันอยู่คู่หนึ่งแล้วดึงสายตากลับมายังจานข้าวดังเดิม ทำไมถึงรู้สึกว่าเมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดมีขนาดเท่ากันและเรียงรายกันอย่างสวยงามเหลือเกิน

ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายยังคุยกันไปเรื่อยๆ โดยมีเพลิงและอรัณเป็นเพียงฉากประกอบ เพราะทั้งคู่ไม่มีใครปริปากหรือพูดอะไรออกมาเลย จนกระทั่งเป็นอรัณที่เอ่ยขึ้นมา

"รัณ....ขอตัวนะคะ"

และร่างโปร่งก็เดินจากไปอย่างล่องลอยขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน คนเป็นพ่อได้แต่มองตามไปอย่างเป็นห่วง อรัณคงทีเรื่องคุยกับเขายาวแน่ๆ

"เธอคงตกใจมากน่ะค่ะ หนูเพลิงก็น่าจะเหมือนกันนะคะ เงียบเชียว
























.............................................................................................

ลงนิยายแต่ละที ไมเกรนจะขึ้น งงไปหมด หัวร้อนเด้อออ5555

มาเเล้ววววววว มาต่อชิ้นส่วนแสนน้อยนิดแต่มีความสำคัญให้แล้วนะคะ

 พรุ่งนี้มาลงตอนใหม่ให้นะคะ ไม่เบี้ยวแน่นอน สัญญาเลยยย


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว