ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ห้า: น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ปากมากก็แพ้ไป

ชื่อตอน : ตอนที่ห้า: น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ปากมากก็แพ้ไป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 02 เม.ย. 2560 21:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ห้า: น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ปากมากก็แพ้ไป
แบบอักษร

“หืม บ้านอยู่ซอยเก้า...หากเจ้าอาศัยอยู่ที่นั่นแล้วบ้านข้าเล่า?”

“ห๊ะ บ้านแกก็ซอยสิบสองไง ถัดไปอีกสามซอย”

“แล้วข้า...อาศัยอยู่กับผู้ใด”

“จะมีใครอีกเล่า ก็มีแค่แกกับอาอี๊แล้วก็อาเตี๋ยไง อย่ามาทำเป็นจำห่าไรไม่ได้สักอย่างสิฟะ”

คนฟังนิ่งเงียบไปไม่เอ่ยตอบโต้คำปรามาส เมื่อเหลือบมองประกายพราวระยับในแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของคนตรงหน้า ไหล่สองข้างพลันไหวสั่นน้อยๆดังลมโชยพัดกระทบหยาดน้ำค้างยามเช้า เว่ยเหอโจวเอามือป้องปากหลุดขำออกมาเบาๆอย่างไม่อาจอดทนไหว

“ความจำของข้าเป็นเลิศเหนือผู้คนใต้หล้า เห็นจะเป็นรองก็เพียงท่านราชครูเท่านั้น” น้ำเสียงกลั้วหัวเราะกระซิบตอบกลับ “แต่เหตุใดข้าจึงไม่สามารถจดจำได้ว่าเยว่อ๋องชื่นชอบการเข้าหาผู้คนด้วยมุขตลกแปร่งหูเช่นนี้ ช่างแปลกไปจากเยว่อ๋องที่ข้าเคยรู้จักเหลือเกิน”

“ไอ้โ...”

“ต่อให้เจ้าจะไม่ได้ออกไปอยู่นอกวังดังเช่นพี่น้องคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอิจฉากันมิใช่หรือ เจ้าเองก็ทราบอยู่แก่ใจดีว่า‘ขา’ที่เคยพิกลพิการของเจ้านั้นเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางเข้าออกวังหลวง เสด็จพ่อจึงอนุญาตให้เจ้าอาศัยอยู่ในตำหนักเดิม”

“เฮ้ย ไอ้โจเดี๋..”

“จะว่าไปแล้วข้าก็ช่างเสียมารยาทยิ่งนัก ตั้งแต่กลับมายังไม่ได้กล่าวแสดงความยินดีกับเจ้าที่หายจากโรคร้ายกลับมาเดินได้ตามปกติเช่นเดิมเลย ในฐานะพี่น้องร่วมสายเลือดนี่เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก เยว่อ๋อง ต่อจากนี้ขอให้เจ้ามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ หวังว่าหลังจากนี้จะไม่มีเรื่องเลวร้ายใดๆเกิดขึ้นกับเจ้าอีก” ในครานี้นอกจากคนพูดน้อยจะอ้าปากพูดมากผิดวิสัยแล้วยังไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้โต้ตอบสิ่งใด เมื่อเอ่ยสิ่งที่ต้องการจนพอใจแล้วจึงเดินผละออกไป ทิ้งคู่สนทนาให้ยืนงงอยู่ที่เดิม

อะไรของมันวะ...ใครอิจฉาใคร? พูดพล่ามอยู่คนเดียวแล้วก็ไปเฉยเลย เพื่อนข้ามันเป็นองค์ชายแปดจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือว่า...เหอโจวมันจะไม่ใช่ไอ้โจจริงๆวะ อ้าว ชิบหาย ถ้าไม่ใช่ไอ้โจแล้วใคร บรรพบุรุษโคตรเหง้ามันเรอะ!

มันจะเป็นใครข้าก็ไม่รู้ แต่แค่คิดว่าข้าทักคนผิดก็อายจนไม่มีหน้าไปหาเรื่องคุยกับไอ้โจอีกรอบแล้ว

จริงๆแล้วข้าก็โง่เง่ายิ่งนักไม่รู้จักไตร่ตรองให้ดีก่อน แค่เห็นหน้าเหมือนกันดันบุ่มบ่ามเข้าไปพูดจาบ้าบอจนโดนมันตอกกลับมาหน้าหงายแทบคว่ำ คิดแล้วก็อับอาย อยากจะเอาหัวไอ้โจกระแทกกำแพงสักสิบรอบ เอาให้มันลืมคำว่าซอยเก้า ซอยสิบสองไปซะ ขายขี้หน้าโว้ยยย

เหอโจวเดินนำไปไกลแล้ว ในเมื่อไม่ใช่คนเดียวกัน ลี่หมิงไม่คิดตามไปตอแยต่อความยาวสาวความยืดอีก เด็กหนุ่มออกเดินตามไปช้าๆใบหน้าก้มลงมองพื้นดินเผยร่องรอยของความผิดหวังเมื่อสิ่งที่คาดไว้ไม่เป็นตามที่หวัง

“คุณชายท่านนั้น ไม่สนใจจะซื้อผ้าไปตัดเสื้อรับหน้าหนาวหน่อยหรือ”

“เอ่อ ข้าไม่...”ลี่หมิงเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเรียก ริมฝีปากอ้าค้างคำพูดติดชะงักอยู่ในลำคอ สิ่งที่เห็นทำให้หลงลืมความผิดหวังที่มีในฉับพลัน

เออ เอาเข้าไป อาม่าตบหน้าข้าแรงๆทีเถอะ หากนี่เป็นเพียงความฝันก็รีบปลุกข้าที อยู่ที่นี่ข้าได้เจอแต่คนรู้จักในสภาพบ้าๆบอๆจนอยากจะเป็นบ้าแล้ว

“ท่านไม่สนใจจริงๆหรือ คนรูปงามเช่นท่านหากได้สวมเสื้อที่ตัดจากผ้าป่านของร้านเราแล้วคงยิ่งดูงดงามขึ้นไปอีก”

ไอ้โจกลายเป็นองค์ชาย ส่วนพี่ปิงคนขายประกันที่อยู่ซอยสองกลายเป็นคนขายผ้า… สวรรค์ท่านเล่นตลกอยู่ใช่หรือไม่

“ข้ายืนยันได้ว่าร้านของข้านั้นมีผ้าที่งดงามเข้ากับท่านที่สุดแล้ว หากท่านสนใจผ้าแบบไหนสีใดข้าย่อมหาให้ท่านได้”

พูดจาเหมือนพี่ปิงตอนพยายามขายประกันให้อาม่าเป๊ะเลย ข้าเพิ่งรู้ว่าคนเราไม่ว่าจะภพภูมิไหนๆนิสัยก็ยังจะคงเดิม

“จะว่าไปแล้วข้ายังไม่มีเสื้อผ้าของหน้าหนาวเลย ผ้าของท่านดูเนื้องานดีตามคำบอกกล่าวจริงๆ แต่ก่อนหน้านั้นข้า..ขอทราบนามของท่านได้หรือไม่” ชื่อแม่งต้องมาแนวเดียวกับไอ้โจเหอโจวแน่นอน น่าจะอะไรสักอย่างปิงๆ

“เป็นเกียรติของข้าแล้วคุณชาย ข้ามีนามว่าเฉินปิ่งชง” นั่นไงว่าแล้ว คนแถวบ้านข้ามันเป็นอะไรกันไปหมด ที่กล่าวกันว่าโชควาสนาทำให้คนเคยมีบุญต่อกันได้เจอกันอีกไม่ว่าจะในภพภูมิใดดูท่าจะเป็นเรื่องจริง แล้วเพื่อนปากหมากับคนขายประกันนี่มีบุญคุณต่อข้าแบบไหน ทำไมถึงวนเวียนมาพานพบกันอยู่ได้ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ

ทำท่าสนใจดูแผงขายผ้าอยู่ไม่นานข้าจึงเดินผละออกมา ไม่ลืมกล่าวขอบคุณปิ่งชงที่พยายามขายผ้าให้ข้าอย่างสุดความสามารถ ในเมื่อชาติหน้าอาม่าไม่ซื้อประกันเขา ชาตินี้ข้าก็จะไม่ซื้อผ้าเขา จะชาติไหนข้าก็คงไม่อุดหนุนเขา หากพวกเราเลิกมีบุญวาสนาร่วมกันคงได้เลิกวนเวียนมาพบหน้าเสียที ข้าเบื่อเสียงกริ่งเวลาพี่ปิงมาหาอาม่าจะแย่อยู่แล้ว

แต่เอาจริงๆพี่ปิงก็เสนอขายประกันให้ผิดคน น่าจะมาขายให้ข้ามากกว่าอาม่าอีก

ตอนนี้ข้าคิดว่าพอจะเข้าใจตรรกะของโลกโบราณขึ้นมาบ้างแล้ว มีคนที่หน้าตาเหมือนเดิม นิสัยก็คล้ายจะเหมือนเดิม กระทั่งชื่อก็ยังเหมือนชื่อเดิมอยู่หนึ่งส่วน แต่จะเป็นเพราะพวกเขาเป็นบรรพบุรุษหรือร่างในอดีตของคนที่ข้าได้พบเจอในโลกอนาคตนั้น ต่อให้ข้าคิดจนปวดหัวก็คงไม่เข้าใจอะไรขึ้นไปมากกว่านี้

เด็กหนุ่มครุ่นคิดไปพลางมองสังเกตไปพลางพบเห็นคนในตลาดที่หน้าเหมือนคนในชาติภพที่ตนจากมาอยู่จำนวนหนึ่ง เมื่อวานตอนได้ออกมาเดินตลาดครั้งแรกนั้นดันตื่นเต้นปนโมโหคนขี้ตืดจนไม่ได้สังเกตให้ดีจึงไม่เห็น แต่เหล่าคนหน้าเหมือนทั้งหลายนั้นนอกจากไอ้โจแล้ว คนอื่นๆก็ใช่ว่าจะดูออกได้ผ่านการสบตากันเพียงหนึ่งครั้ง ทั้งทรงผมและเครื่องแต่งกายก็ต่างไม่เหมือนเดิม เมื่อครู่ลี่หมิงมองแม่นางคนขายปูอยู่นานกว่าจะนึกออกว่านางหน้าเหมือนนางเอกช่องสี่คนหนึ่งในสภาพไร้เครื่องแต่งหน้า

ส่วนสาเหตุที่เด็กหนุ่มไม่รู้ตั้งแต่ข้ามภพมาว่าเสวี่ยหมิงก็รู้จักไอ้โจเป็นเพราะลี่หมิงรู้จักคนหน้าตาแบบไอ้โจในชื่อ ‘ไอ้โจ’ แต่เสวี่ยหมิงรู้จักในฐานะ ‘เว่ยเหอโจว’ เมื่อความทรงจำกับชื่อไม่ตรงกันจึงนึกไม่ออกตั้งแต่แรกว่าคนในความทรงจำใครบ้างที่เป็นคนเดียวกัน

บางที ถ้าข้าเดินตลาดบ่อยๆอาจโชคดีได้เจออาม่ายืนต่อราคาหมูติดมันอยู่…หรือจริงๆตัวข้าในภพนี้อาจจะรู้จักอาม่าอยู่แล้วก็เป็นได้ แต่ข้าเพียงต้องรู้ชื่ออาม่าในภพนี้เพื่อจะนึกให้ออกก็เท่านั้น

“เยว่อ๋อง กำไลหยกขาวของท่านลายแปลกยิ่งนัก ข้าเพิ่งรู้ว่าท่านนิยมชมชอบเต่าถึงเพียงนี้” ไอ้คนตายยากมันมาอีกแล้ว จีบหญิงไม่ติดก็มาตามวอแวกับข้า

“กำไลนี้ข้าได้มาจากเสด็จพี่เหวินหลง เสด็จพี่หวังว่าหลังจากนี้ข้าจะมีสุขภาพแข็งแรงจึงให้เต่าที่เป็นสัญลักษณ์ของอายุขัยอันยืนยาวมา” หม่าเทียนฟงพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงเข้าใจกับคำอธิบาย ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มให้เด็กหนุ่ม

“เมื่อครู่ เห็นท่านยืนดูแผงผ้าอยู่นาน ท่านสนใจผืนไหนอยากให้ข้าซื้อให้ท่านหรือไม่”

“ข้าคงไม่กล้ารบกวนท่านรองแม่ทัพ” พอมีคนรู้จักสายเปย์ขึ้นมาอีกคนก็ดันเป็นพวกเปย์หวังผลอีก ได้โปรด ข้าต้องการความพอดี ทำไมมันถึงได้หายากนัก

“รองแม่ทัพอันใดกัน วาจาท่านห่างเหินยิ่งนัก เรียกข้าว่าเทียนฟงเถิด อีกไม่นานท่านก็จะไปประจำอยู่เมืองเยว่แล้ว ชายแดนไป่หนานก็อยู่เลยไปอีกไม่ไกลนัก หลังจากนี้เราคงได้เจอกันมากขึ้น สนิทสนมกันไว้เป็นเรื่องดี”

“ย่อมได้ เช่นนั้นเทียนฟง รบกวนท่านช่วยเอามือออกไปจากไหล่ข้าได้หรือไม่”

“อ่า เห็นทีคงจะไม่ได้ เยว่อ๋อง ความใกล้ชิดนั้นเป็นส่วนสำคัญในการปกป้องท่าน ท่านต้องเข้าใจนอกรั้ววังอันตรายยิ่งนัก” มีหน้ามาพูดอีก ข้าเห็นมีแต่เจ้านี่แหละอันตรายที่สุดเลยโว้ย!

“‘งั้นหรือ แล้วท่านคิดว่าเสด็จพี่เหวินหลงจะคิดอย่างไรกับ‘ความใกล้ชิด’ที่มากเกินพอดีของท่าน?”

รองแม่ทัพคนกล้าค่อยๆเลื่อนมือลงช้าๆกลับไปเก็บข้างลำตัว ยิ้มแย้มแม้ใบหน้าจะซีดลงเล็กน้อย “เรื่องนั้นข้าว่าเราน่าจะตกลงกันได้ คงช่วยข้าได้มากทีเดียว หากท่านจะกล่าวขยายความด้วยว่าความใกล้ชิดของข้าและท่านหมายถึงข้าคอยยืนระวังภัยไม่ห่างไปจากตัวท่านแม้เพียงน้อย”

ไม่ห่างอะไรล่ะเมื่อกี้เอ็งเล่นวิ่งหายหัวไปจีบหญิงอยู่ถึงไหนก็ไม่รู้! ตอแหลซึ่งๆหน้าชัดๆ!!

“ท่านอย่าได้กังวลไป เสด็จพี่เหวินหลงคงปลาบปลื้มนักที่ได้ยินว่าท่านเป็นห่วงข้าถึงเพียงนี้” ฮ่าๆ ได้แกล้งคนนี่มันรู้สึกดีจริงๆ มีพี่ใหญ่ทั้งทีก็ต้องเบ่งไว้ก่อน

“หากท่านกล่าวเช่นนั้นข้าก็สบายใจ รีบเดินกันเถิด ป่านนี้หลิงอ๋องคงกระวนกระวายแย่แล้วว่าข้ากับองค์ชายแปดอาจลืมเวลานัด”

ทีตอนนี้มาทำเป็นรีบ เห็นเดินเอื่อยแอบอู้อยู่ตั้งนาน ถ้าข้าเป็นหลิงอ๋องป่านนี้กลับไปนอนรอพวกเจ้าที่บ้านแล้ว

ลี่หมิงเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้เดินตามเทียนฟงทัน สอดส่องสายตาไปตามถนนหนทางที่เดินผ่าน แม้ตอนนี้จะเริ่มทำใจได้แล้วว่าแทบไม่มีหวังที่จะหาไอโฟนของสำคัญเจอ แต่อย่างน้อยการพยายามมองหาก็ให้ความรู้สึกดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ถ้าหาเจอก็ถือว่าโชคยังพอมี ถ้าหาไม่เจอก็ถือซะว่าข้ากับแฟนเก่าเราคงไม่มีวาสนาที่จะได้เป็นคนรักกันก็แล้วกัน เขาทิ้งข้าไป ข้าก็ทิ้งของที่เขาให้ แบบนี้คงยุติธรรมดีแล้ว ต่อให้จริงๆแล้วข้าจะทำหายก็เถอะ

“เทียนฟงท่านอย่าเดินเร็วนัก”

ไอ้บ้านี่ ไหนเมื่อกี้ใครมันบอกอยากใกล้ชิด ทีตอนนี้เดินฉับๆนำหน้าไปคนเดียวเฉยเลย มันกลัวโรงเตี๊ยมปิดกิจการหนีหรือไงวะ

ร้านรวงในทางเดินสองข้างค่อยๆเริ่มหมดลงเข้าสู่เขตของบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ลี่หมิงชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยเมื่อมีบางอย่างดึงดูดความสนใจ สายตาจับจ้องยังตอตะโกเถ้าถ่านที่ดูเหมือนเคยเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่

“ที่นั่น...”  

“ที่นั่นไม่ใช่โรงเตี๊ยม เยว่อ๋องพวกเรายังต้องเดินต่อไปอีก ข้าคิดว่าข้าเห็นองค์ชายแปดอยู่ข้างหน้า หากพวกเราเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเล็กน้อยก็คงตามเขาทัน”

“ไม่ ข้าหมายถึงตรงนั้น ที่ดูดำๆไหม้ๆ ตรงนั้นเคยมีอะไรหรือ”

“...ที่นั่นเคยเป็นจวนของเสนาบดีหู” หม่าเทียนฟงเอ่ยตอบเสียงเบา

“จวนของเสนาบดีหูที่เกิดไฟไหม้เมื่อเดือนก่อน?” ลี่หมิงหันไปมองหน้ารองแม่ทัพผู้เก่งกาจ คนเคยหนักแน่นไม่หวั่นไหวเผยสีหน้าลำบากใจให้เด็กหนุ่มนึกฉงน

เรื่องไฟไหม้จวนสกุลหูเป็นเรื่องก่อนที่ข้าจะมาอยู่ที่นี่แทนเสวี่ยหมิงก็จริง แต่เหตุไฟไหม้ครั้งนั้นเผาเอาเอกสารสำคัญทางราชการวอดวายหายไปกว่าครึ่ง เป็นเหตุให้เสวี่ยหมิงปวดหัววุ่นวายอยู่กับการร่างเอกสารขึ้นมาใหม่ทดแทนส่วนที่ไหม้ไปในกองเพลิงอยู่นานหลายอาทิตย์ โชคยังดีที่นอกจากทรัพย์สินที่เสียไปไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเพลิงไหม้ครั้งนี้แม้แต่คนเดียว

“เยว่อ๋องอย่าหาว่าข้าก้าวก่ายเลย...แต่ท่านพอจะได้ยินสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนั้นมาบ้างหรือไม่”

“ข้าทราบเพียงแค่ว่าคนรับใช้ลืมดับตะเกียงในห้องหนังสือ เมื่อตะเกียงถูกลมพัดล้มทำให้ไฟติดกระดาษจนลุกลามไปทั่ว”

“หากท่านพูดสาเหตุที่คนทั่วไปทราบก็คงใช่ แต่เรื่องนี้มีอีกสาเหตุหนึ่งอยู่…ข้าไม่แน่ใจว่าการพูดออกมาจะเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่”

“บอกข้ามาเถิด” ถ้าจะพูดให้อยากแล้วจากไป คราวหลังก็ไม่ต้องเกริ่นมาขนาดนี้สิวะ!

“ข้า..ข้าคิดว่าเราไม่พวกเราไม่ควรปล่อยให้หลิงอ๋องรอนาน รีบไปเถิ...”

“เทียนฟง” ถ้าเริ่มเสือกแล้วก็ต้องเสือกให้จบ ไอ้คนตระกูลหม่ามันไม่เข้าใจกฏเหล็กแสนสำคัญข้อนี้หรือ

“เยว่อ๋อง...”

“ข้าทราบนามตัวเองดียิ่ง เทียนฟง มันเรื่องยิ่งใหญ่อันใดกัน ท่านจะบอกข้าไม่ได้เชียวหรือ ตัวข้านั้นเป็นถึงอ๋องแห่งเมืองเยว่ หรือแม้แต่ท่านก็ไม่เห็นว่าข้ามีคุณสมบัติพอจะรู้เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่เช่นนั้น ได้โปรดอย่าทำหน้าเศร้าเลย ที่ไม่มีใครแจ้งให้ท่านทราบเป็นเพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับท่านโดยตรง...”

“กับข้า?”

“ท่านคงทราบดีว่าตัวเสนาบดีหูนั้นมีวาจาไม่ค่อยจะรื่นหูนัก บางครั้งบางคราคำพูดของเขาจึงเป็นเหตุให้ใครหลายคนไม่พอใจ แต่เป็นเพราะไม่เคยมีใครคิดจะเสียเวลาลับฝีปากกับเขา เสนาบดีหูจึงเคยชินกับการพูดจาไร้ความรับผิดชอบของตัวเอง และเมื่อเดือนที่แล้วเขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง เสนาบดีหูเริ่มนำ...ไปนินทาเสียๆหายๆ” รองแม่ทัพหม่าชี้ไปที่ลี่หมิง เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว

“ข้า?” คนจะเล่าทั้งทีก็ดันไม่เล่าให้ดี ทำตัวลับๆล่อ มองซ้ายทีขวาที หารู้ไม่ว่าอาการเช่นนั้นทำให้ยิ่งดูน่าสงสัยกว่ายืนเล่าอยู่นิ่งๆเสียอีก

หม่าเทียนฟงพยักหน้า ปลายนิ้วเคลื่อนต่อไปชี้ที่กำไลหยกขาวบนข้อมือซ้ายของลี่หมิง ก่อนจะชี้กลับไปยังเถ้าตอตะโกที่ทั้งสองเพิ่งเดินผ่านมา

“ท่านพอจะเข้าใจหรือไม่” เข้าใจบิดาเอ็งสิ! ตัวข้า กำไลลายเต่า กับซากจวนไหม้เหล่านั้นมันเกี่ยวอะไรกัน ห๊า!! เจ้าจะบอกว่าข้าขี่เต่าไปแอบเผาจวนชาวบ้านเขาเรอะ!!!

“ท่านหมายความว่าอย่างไร หากท่านจะช่วยอธิบายให้ข้ากระจ่างกว่านี้ได้คงดี”

“เยว่อ๋อง ข้าคงพูดได้เพียงเท่านี้ ตัวข้าหม่าเทียนฟงรักตัวกลัวตายยิ่งนัก ในสนามรบข้าพร้อมเสียหัวเพื่อบ้านเมือง แต่นอกสนามรบข้ายังอยากมีหัวไว้ให้สองตานี้ได้มองหน้าท่าน” ข้ายอมใจเลยจริงๆคนอะไรมันจะเสี่ยวเสมอต้นเสมอปลายได้ขนาดนี้ ทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่ไม่นานก็กลับมาพูดจาแทะโลมข้าเหมือนเดิมจนได้ หากข้าบอกเสด็จพี่เหวินหลง บางทีเสด็จพี่อาจช่วย…

หือ...

ดูเหมือนข้าจะลืมคำนึงถึงบางสิ่งไปเสียสนิท บางที แค่บางทีเท่านั้น แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่กล้าจะคิดถึงความเป็นไปได้นั้น

“เทียนฟง เมื่อกี้ท่านจะบอกว่าเสด็จพี่เหวินหลงเป็นคนเผ...อื้อออ!!!”  

“เยว่อ๋องท่านคงจะหิวแล้ว เมื่อครู่ข้าซื้อเสี่ยวหลงเปาเอาไว้ โปรดกินรองท้องก่อนที่พวกเราจะไปถึงโรงเตี๊ยมเถิด” ไอ้คนน่าตาย! ใครสั่งใครสอนให้เจ้าเอาเสี่ยวหลงเปายัดปากคนอื่น!! ไม่อยากให้ข้าพูดออกมาก็บอกกันดีๆเซ่!!!

เด็กหนุ่มดึงเสี่ยวหลงเปาออกจากปาก ใบหน้าติดจะไม่พอใจเล็กน้อยแต่ก็เคี้ยวกลืนลงคอ ซึมซาบรสชาติอาหารมื้อแรกของวันนี้ “แล้วท่านทราบได้อย่างไร ข้าหมายถึง...” ลี่หมิงชี้ไปที่กำไลบนข้อมือตนเอง ก่อนจะชี้กลับไปยังจวนตอตะโกของเสนาบดีหู

ไม่คิดเลยว่าข้าก็บ้าบอคุยเป็นรหัสลับไปอีกคน ชี้นู่นชี้นี่กลับไปกลับมาเหมือนคนบ้า แต่ถ้าจะให้พูดชื่อออกมาตรงๆ ก็เกรงจะโดนไอ้คนสกุลหม่าเอาเสี่ยวหลงเปายัดปากอีก

หม่าเทียนฟงกัดเสี่ยวหลงเปาคำโต หลบเลี่ยงไม่สบตาท่านอ๋องคนงาม ใช้มือข้างที่ว่างชี้ไปที่กำไลหยก ชี้นิ้วกลับมาเข้าตัวเองหนึ่งครั้ง แล้วชี้กลับไปที่ซากเถ้าถ่าน

“ท่านจะบอกว่าท่านเป็นคน...” ลี่หมิงทำท่าทำทางที่คิดว่าดูคล้ายการจุดไฟเขวี้ยงคบเพลิงมากที่สุด รองแม่ทัพหม่าพยักหน้าขึ้นลงช้าๆพลางยิ้มแหย

เฮ้ย! เอาจริงดิ!!

“เผื่อท่านจำไม่ได้ เดือนที่แล้วมีช่วงที่ข้ากลับมาเมืองหลวงพอดี...” ไม่ต้องทำเป็นมาช่วยเตือนความจำข้าเลย สรุปว่ามันเป็นคนไปเผาจวนชาวบ้านเขาเองเรอะ! ใช่ไหม ข้าเข้าใจถูกไหม!! แล้วยังไงกัน เสด็จพี่ของข้าโหดยิ่งกว่าเทอมิเนเตอร์งั้นหรือ แค่คนปากไม่มีหูรูดหนึ่งคนพูดจาให้ร้ายข้า พี่ชายก็เล่นให้คนไปจุดไฟเผาบ้านมันจนวอดวายเลยรึ!!!

นี่สินะตัวอย่างที่ดีของการใช้อำนาจในทางมิชอบ...

เมื่อลองคิดทบทวนดูดีๆ ในความทรงจำก็มีเรื่องราวแปลกๆที่แม้แต่ตัวเสวี่ยหมิงเองก็ไม่เข้าใจอยู่เหมือนกัน ช่วงที่เกิดเรื่องกับจวนสกุลหู เหวินหลงมักแวะเวียนมาตำหนักของเสวี่ยหมิงเพื่อช่วยคัดลอกเอกสารทดแทนของเก่าอยู่เสมอ และในบางครั้งขณะมองดูเสวี่ยหมิงทำงานก็กล่าววาจาปลงตกด้วยสีหน้าลำบากใจ เช่น ‘พี่เหนื่อยใจที่ต้องมาเห็นเจ้าทำงานหนักเกินตัวเหลือเกิน’ หรือ ‘หมิงเอ๋อร์พี่ขอโทษ เจ้าไม่โกรธพี่ได้ไหม”

ไม่ว่าเสวี่ยหมิงจะเอ่ยถามถึงสาเหตุของคำขอโทษกี่ครั้งพระเชษฐากลับไม่ยอมตอบดีๆ เบี่ยงประเด็นเปลี่ยนหัวข้อคุยอยู่ร่ำไป เมื่อคนไม่ยอมพูด ดื้อดึงซักถามไปก็ไร้ประโยชน์ สุดท้ายลี่หมิงจึงคิดเองเออเองว่าเสด็จพี่ทำงานเหนื่อยจนเลอะเลือน

ขนาดพี่น้องสกุลเดียวกันเสด็จพี่ยังพร้อมจะฝังพวกเขาเพื่อข้า นับประสาอะไรกับคนนอกสายเลือด...หากข้าฟ้องเสด็จพี่เรื่องนิสัยถึงเนื้อถึงตัวของคนตระกูลหม่า คาดว่าแม้แต่ชื่อหม่าเทียนฟงข้าก็คงไม่มีวันได้ยินให้เคืองหูอีกต่อไป

เสด็จพี่คราวหน้าท่านแค่แอบยื่นบาทาไปขัดขาเสนาบดีหูตอนเข้าเฝ้าเสด็จพ่อก็เพียงพอแล้ว ได้โปรดอย่าเผาอะไรอีกเลย โลกมันร้อน

“พวกเจ้ายืนทำอะไรกัน”

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

Talk หน้าจวนสกุลหู

สวัสดีค่า ไรต์กลับมาแล้วค่าาาา แฮ่ๆ

ตอนห้าใช้เวลานานไปหน่อย ขออภัยจริงๆค่ะ

ในตอนนี้ เว่ยเหอโจวก็อาจปากเสียไปบ้าง

ส่วนหม่าเทียนฟงก็อาจพูดมากไปนิด

ลี่หมิงเองก็ปล่อยเป็ด ปล่อยไก่ไปบ้าง ให้อภัยนางเถอะนะคะ

ปล.คาดว่าถ้าตอนหน้าไม่มีปัญหาอะไร

พระเอกของเราก็จะได้คิวออกโรงแล้วค่ะ (เนื่องจากไรท์ได้จ่ายค่าตัวครบแล้ว 555) อดทนรอกันอีกสักนิดนะคะ อย่าเพิ่งหายหน้าหายตากันไปน้าา

ซังหวงตี้

ความคิดเห็น