ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

ตอนที่ 1

“แรงรักสิเน่หา : รักฤๅเสน่หา 3”

- ติกาหลัง -

ตอนที่ 1

            บุรุษใต้ผ้าห่มนวมสีเทาดำบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงหลังใหญ่ พลางส่งเสียงครางอย่างขัดใจในลำคอ ดวงหน้าที่ล้อมด้วยไรหนาวเคราบิดเบี้ยว หัวคิ้วหนาเข้มขมวดมุ่น หลังได้ยินเสียงกริ่งห้องดังขึ้นหลายครั้ง จนเขาสะดุ้งตื่น ดวงตาสีครามเหลียวมองนาฬิกาแขวนผนังเรือนโต ซึ่งบอกเวลาบ่ายสามแล้ว แสงแดดที่ส่องเข้ามาภายในห้องนอนบางเบาจากผ้าม่านชั้นบังตา หากก็มีบรรยากาศของความมืดครึ้มของฝนฟ้าที่ทำท่าจะตก

            เสียงกริ่งดังขึ้นอีกสองครั้ง ทำให้เขาตัดสินใจลุกขึ้นนั่งยกมือขึ้นลูบดวงหน้าแรงๆ ก่อนจะก้าวลงจากเตียงนอนหลังใหญ่ ด้วยกางเกงขายาวผ้ายืดสำหรับใส่นอนตัวเดียว เผยร่างกายท่อนบนที่กำยำบึกบึนไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดสวย เดินหาวเล็กน้อยออกจากห้องนอนไปยังหน้าประตูห้องพักกว้างขวาง และมีแมวเหมียวตัวกลมขนเงางามวิ่งตาม จนเขาได้แต่ก้มลงยิ้มให้ และหันไปจุๆ ปากให้พวกมันหยุดนิ่ง

            “หลับอยู่เหรอคะ น้องขอโทษ” เสียงใสแจ๋วที่เอ่ยออกมามีกระแสรู้สึกผิด ดวงหน้าก็ฉายแววความเสียใจ จนเขาที่เปิดประตูโดยไม่ได้มองตาแมวได้แต่ยืนนิ่ง กะพริบตาปริบๆ มองผู้มาเยือนผู้น่ารักตรงหน้า

            “ไม่เป็นไรครับ นอนกลางวันน่ะ” เสียงตอบเรียบร้อย มีอาการแหบพร่าเพราะเพิ่งตื่นนอน “เชิญข้างในครับ คุณหนู”

            หญิงสาวผิวขาวอมชมพูที่อยู่ในชุดนิสิตเรียบร้อยไม่รัดรึงรูปร่างบอบบาง จนติดจะผอม หากก็ไม่ได้ผอมแห้งจนเหมือนคนป่วย แต่ตัวเธอกลับเล็กกระทัดรัดน่ารัก ด้วยส่วนสูงร้อยหกสิบเซ็นติเมตรพอดีเป๊ะ เธอจึงเหมือนสาวน้อย มากกว่าจะโตเป็นหญิงสาววัยใกล้ยี่สิบปีอยู่แล้ว เธอผู้ถูกเอ่ยเรียกว่า คุณหนู ก้มศีรษะให้อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน และเดินผ่านร่างสูงใหญ่ของเจ้าของห้องพักกว้างขวางไปหาเจ้าแมวเหมียวสองตัวทันที

            “ทำไมวันนี้คุณหนูมาหาผมล่ะครับ นี่วันพุธนี่น่า”

            คนที่วางกระเป๋าสะพายไว้บนโต๊ะกลางของชุดรับแขก และกำลังนั่งกับพื้นเล่นกับแมวสองตัวที่คลอเคลียไม่ห่างเม้มปากนิ่ง ก่อนจะหันแหงนมองเขา ที่ตอนนี้เขาไปสวมเสื้อคลุมมายืนกอดอกพิงผนังห้องมองเธออยู่

            “คุณพ่อไปประชุมผู้ถือหุ้นแล้วจะทานมื้อเย็นกับพวกกรรมการค่ะ หม่ามี้ไปพบลูกค้าที่บางปะอิน พี่รุจก็คงไปหาสาวๆ...” ตอบแล้วก็หันไปมองแมวที่นอนถูไถไม่ห่างตนเองนิ่ง ก่อนจะหันมองร่างสูงใหญ่ที่ก้าวมาใกล้และนั่งลงไม่ห่างเธอนัก

            “เฮ้อ... อยากทานอะไรเย็นนี้ครับ เดี๋ยวผมจะได้เตรียมของ” เขาถอนหายใจเสียหนึ่งครั้ง ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้มที่มีให้แค่เธอ จนเธอหันมายิ้มสดใสให้อีกหน

            “ข้าวผัด กับต้มจืดเต้าหู้” บอกแล้วยิ้มกว้างมาหา

            “เต้าหู้ไม่มีนะครับ เดี๋ยวต้องลงไปซื้อก่อน” เขาบอกด้วยรอยยิ้มเอ็นดู เอื้อมมือไปลูบตัวเจ้าเหมียวที่ก็เข้ามาคลอเคลียเขาด้วย

            “น้องลงไปด้วยนะคะ ไปช่วยหิ้วของนะ”

            “คุณหนูอยู่กับ มิดไนท์ บราวนี่ ดีกว่าครับ เดี๋ยวผมลงไปแป้บเดียวเองครับ คุณหนูจะได้เล่นกับเจ้าสองตัวนานๆ ไง”

            “ค่ะ” ตอบรับเสียงใส แต่ก็รั้งคนที่ลุกขึ้นและกำลังจะเดินเข้าห้องนอนไปอีกครั้ง “พี่คาร์ลอสคะ !”

            “ครับ ?” เขาหยุดเดิน และหันมามอง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

            “เรียกน้องด้วยชื่อได้ไหมคะ อย่าเรียกคุณหนูเลย” คำขอของเธอทำให้เขานิ่งไป จนเธอต้องอธิบายด้วยดวงตาที่กะพริบปริบๆ แก้มใสขึ้นสีระเรื่อ “เราสนิทกันแบบนี้ น้องไม่อยากเป็นคุณหนู เป็นน้องของพี่เฉยๆ ก็ได้นะคะ”

            คาร์ลอสยิ้มรับเล็กน้อย ตอบรับในลำคอ ดวงตาสีครามสดใสกว่าเคยเป็น มองเธอนิ่งอย่างเอ็นดู รับรู้ได้ด้วยใจแล้วว่า เขากับเธอมีใจตรงกันในบางเรื่องที่รู้สึก หากเขายังไม่อยากเร่งรัดให้สาวน้อยไร้เดียงสาตื่นตกใจกับอาการที่เธอเองก็คงยังไม่แน่ใจว่า เธอรู้สึกอย่างไรกันแน่ แต่เขามั่นใจเหลือเกินแล้วว่า เขาไม่ได้หลงรักเธอข้างเดียวอีกต่อไป

            ระยะสามสี่เดือนมานี้ เธอคือแขกคนแรก และเป็นแขกประจำที่จะแวะเวียนมาหาเขา เพื่อมาเล่นกับเจ้าเหมียวสองตัว และยามที่ไม่มีใครกลับไปรับประทานข้าวเย็นที่บ้านด้วย ซึ่งบางคราวก็มาหาในวันหยุดที่ทุกคนไปทำธุรกิจ แต่เธอไม่ได้ออกไปเรียน หรือนัดเพื่อน หรือมีงานพิเศษต้องเร่งทำ และสำคัญที่สุดในบางคืนเขาก็มีเธอนอนร่วมเตียงด้วยมาได้สามครั้งแล้ว เมื่อเธอบอกที่บ้านใหญ่ว่ามานอนกับเพื่อนสนิทนามว่า ปลายฝน ซึ่งพักอาศัยในคอนโดมิเนียมแห่งนี้เช่นกัน ด้วยทั้งสามครั้งที่ผ่านมาเป็นคืนฝนตกหนัก จนเธอไม่อาจจะขับรถกลับบ้านได้ และเขาก็ห่วงใยจนพูดจาให้เธออยู่ร่วมห้อง แต่ก็เพียงนอนร่วมเตียง มิได้มีความสัมพันธ์เกินเลย แค่นี้เขาก็รู้ได้แล้วว่า เธอไว้ใจเขาเพียงใด เขาจึงจะไม่รีบเร่งรัดในตัวเธอ

            “งั้นเวลาอยู่กันสองคน พี่ก็จะแทนตัวเองว่า พี่ และจะเรียกหนูว่า ตัวเล็ก ดีไหมคะ?” เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยเสียงอ่อนโยนขนาดนี้ และลงท้ายด้วยคำ คะ ขา แบบคุยกันเด็กหญิงน้อยๆ

            คนฟังพยักหน้าด้วยรอยยิ้มเต็มอิ่ม พวงแก้มขึ้นสีระเรื่อกว่าเคย จนเธอยังรู้สึกร้อนผ่าว และรีบหันหลบสายตาเจ้าเสน่ห์ของเขาไปมองเจ้าเหมียวสองตัว อย่างขวยเขิน ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าเขาเดินไปยังห้องนอน ทำในสิ่งที่จะทำเมื่อครู่ เธอก็ได้แต่ยิ้มในหน้าเล่นกับตัวซนตรงหน้าเงียบๆ อย่างอบอุ่นใจกว่าเคย

            “ค้างไหมคะ?” เสียงห้าวเอ่ยถามเรียบร้อย และการเดินเบาที่สุดของเขาก็ทำให้คนถูกถามสะดุ้งตกใจ เพราะเขาเดินมาทรุดนั่งใกล้เธอเหลือเกินแล้ว “ค้างนะคะ...”

            คนถูกเว้าวอนพร้อมกับมือใหญ่ที่เอื้อมมาลูบแก้มเนียนใสของเธอเบาๆ จนต้องหันหน้าหลบด้วยความเขินอาย ได้แต่พยักหน้ารับ หลบสายตาของเขาไม่ยอมหันไปมอง

            “เขินหรือคะ?” ไม่ถามเปล่า เขาถือวิสาสะทรุดนั่งกับพื้น พร้อมเอื้อมแขนไปตวัดร่างเล็กมานั่งในตักทันที จนเธอกรีดร้องตกใจ

            “ว้าย !” พอร้องเสียงดังก็ยกมือขึ้นปิดปาก เพราะตกใจทั้งจากการกระทำของเขา และเสียงร้องของตนเอง “ปล่อยนะคะ พี่คาร์ลอส !”

            “นอนด้วยกันแล้ว แค่นี้เองค่ะ” เขาเอ่ยเสียงเย้า หันหน้าไปกดปลายจมูกกับแก้มใส จนได้เห็นเธอหลับตาปี๋ พยายามก้มหน้าเบี่ยงหลบการหอมของเขา มือนุ่มนิ่มบีบแขนที่กอดรัดเอวเธออยู่แน่นพร้อมออกแรงผลักออกแต่ไร้ผล

            “พี่คาร์ลอสฉวยโอกาส !” เธอตวาดเสียงสั่น ดวงตาร้อนผ่าวด้วยน้ำตาที่เอ่อขึ้นมา

            เธอไม่เคยถูกกอดรัดจากบุรุษคนไหนนอกจากบิดาและพี่ชาย เขาคืออีกคนที่ได้กอดเธอ และถึงเธอจะค้างและนอนร่วมเตียงกับเขา แต่ก็ไม่เคยถูกกระทำฉันคนรักแบบนี้ ทั้งที่เขาไม่เคยบอกรักเธอสักครั้ง พอตวาดต่อว่าเขาออกไป และนึกคิดอยู่คนเดียว น้ำตาก็ไหลออกมา

            “ร้องไห้ทำไมคะ?!” คนที่สุขุมเสมอตกใจทันที เมื่อหยดน้ำอุ่นๆ ตกลงบนท่อนแขน แมวสองตัวของเขานั่งมองคนสองคนกันนิ่งงัน เอียงหัวไปมาหลายครั้งอย่างสงสัย ก่อนจะหันไปเล่นกันเองเช่นยามคนร่วมห้องกำลังวุ่นวายทำงาน หากตอนนี้เขากำลังวุ่นวายใจต่างหาก

            “พี่คาร์ลอสฉวยโอกาส พูดจาไม่ดี น้องจะกลับบ้านแล้ว ปล่อยน้องเดี๋ยวนี้ !” เธอเอ่ยเสียงสั่น ก่อนจะปล่อยน้ำตาไหลออกมา เม้มปากกลั้นสะอื้น รู้สึกเสียใจที่ไว้ใจเขา จนถูกเขากอดรัด และพูดจาสองแง่สองง่ามใส่แบบนี้

            “พี่ไม่ปล่อย หนูอย่าร้องไห้สิค่ะ ร้องทำไมคะคนเก่ง ไม่ร้องนะคะ” ปลอบไปด้วยความร้อนใจ หากเธอก็ยังดิ้นไม่หยุด น้ำตาไหลตลอด “ลิตเติ้ลคะ ไม่ดิ้นค่ะ หนูเป็นอะไร?”

            “ปล่อย !” เสียงที่เคยสดใสเรียบร้อยกลับเข้มขึ้น จนเป็นการตะคอกใส่เขา

            ดวงตาสีเทาตวัดมาจ้องชายหนุ่มที่กอดรัดร่างบางไว้เขม็ง จนเขาผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะคลายอ้อมแขนออก หากก็ไม่ยอมปล่อยให้เธอหลุดจากหน้าขาแกร่งของเขา

            “ถึงฉันจะเหงา เพราะไม่มีใครกลับบ้าน แต่ก็ไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายนะ ฉันนอนค้างกับคุณ เพราะคิดว่าคุณเป็นพี่ชายที่รักที่เคารพที่ดูแลกันมา คุณก็ให้เกียรติไม่ทำร้ายฉัน แล้ววันนี้ทำไมต้องฉวยโอกาสด้วย ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ !” เสียงแว้ดดังอย่างไม่พอใจระคนเสียใจในความรู้สึก พร้อมสรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกอย่างเงียบงันเกือบนาที

            “ลิตเติ้ล...” เสียงห้าวเอ่ยพร่าสั่น เพราะสรรพนามและอารมณ์รุนแรงที่เธอแสดงออก เขาไม่เคยเห็นมาก่อน หากสติเขาก็ดีกว่าเธอ รีบลุกตามเธอที่กำลังจะหยิบกระเป๋ามาสะพาย อ้อมแขนแกร่งตวัดกอดเอวบางไว้แน่น ใช้อีกมือช่วยผลิกให้คนตัวเล็กหันหน้ามาปะทะกับแผงอกกว้างของเขา จนเธอชะงักและเงยขึ้นสบตากัน

            “พี่รักหนู รักหนูค่ะ รักแบบผู้ชายรักผู้หญิง รักแบบพี่ชายข้างบ้านแอบรักน้องสาว รักแบบที่เพศผู้อยากรักเพศสาว หนูเข้าใจไหมคะ ?!” เขาระรัวบอกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เกรงกลัวจะถูกเธอเกลียดชัง จนหัวใจที่แสนเย็นชาสั่นไหว

            ดวงตาสีเทาเบิกกว้าง ปากเรียวสีชมพูอ้าค้าง เมื่อได้ยินในสิ่งที่เขาพูดเขาบอกออกมา และเขาก็กำลังจะก้มลงมาหาเธอ จนเธอต้องหันหน้าหลบ ทำให้ริมฝีปากหยักสีอ่อนของเขาประทับลงบนแก้มที่ชื่นน้ำตาแทน หากเขาก็ประทับไว้นิ่งนาน มือใหญ่ข้างหนึ่งยกขึ้นลูบศีรษะเธอไม่หยุดคล้ายปลอบโยน

            “พี่ขอโทษ พี่รักหนูจริงๆ นะคะ พี่ขอโทษที่ทำอะไรรวดเร็วไป ขอโทษที่พูดจาทะลึ่งใส่ เพราะหนูน่ารักน่าเอ็นดู พี่อดใจไม่ไหว ทั้งที่เตือนตัวเองว่าจะไม่ทำให้หนูตกใจ” เขาเอ่ยบอกเสียงเรียบมีกระแสเสียใจชัดเจน “ยกโทษให้พี่นะคะตัวเล็ก...”

            คำสารภาพรัก และคำที่เขาบอกจะเรียกขานเธอดังขึ้นข้างหูอย่างอ่อนโยน เขามีมุมแบบนี้ด้วยหรือ ดวงหน้าที่ยังคงมีอาการตกใจฉายอยู่เริ่มคลายกังวล ก่อนจะเม้มปากแน่น และค่อยคลี่ออก หันหน้าเข้าหาแผงอกกำยำ ซบซุกไว้นิ่ง ยกมือไปกอดรอบตัวร่างหนาของเขาไว้ แม้ไม่รอบแต่ก็แน่นกว่าที่เคยกอดใครมา

            “รักพี่บ้างไหมคะ ตัวเล็ก?” เสียงที่เอ่ยถามคล้ายไม่มั่นใจ เพราะเธอเอาแต่กอดเขาแน่น ซุกหน้านิ่งไม่ยอมเอ่ยหรือขยับไปไหน

            “รัก... ฮึก... รักค่ะ” บอกออกไปแล้วก็สะอื้นร้องไห้อีกครั้ง “ตัวเล็กรักพี่คาร์ลอส ตัวเล็กไม่มีใคร ตัวเล็กเหงา ถึงมาหาพี่ มาเล่นกับมิดไนท์ บราวนี่... ฮึก... ตัวเล็กเหงา”

            “ไม่เหงาแล้วนะคะ ตัวเล็กมีพี่นะคะ ไม่ร้องไห้นะคะคนเก่ง” เขายิ้มเอ็นดูคนในอ้อมกอด อุ่นใจประหลาดกับสรรพนามที่เธอเอ่ยออกมาอย่างน่ารัก กอดกระชับร่างบอบบางที่แทบจมลงในกายเขาไว้อย่างหวงแหน “พี่ไม่เร่งรัดหนูนะคะ ไม่ต้องกลัวนะคนดีของพี่คาร์ล...”

            ชื่อเล่นของเขาดังออกมา และทำให้คนที่หยุดร้องไห้ หากยังสะอื้นกับอกเขาเงยหน้าขึ้น กะพริบตาปริบๆ มองขึ้นมาหาอย่างสงสัย

            “ชื่อเล่นพี่... ต่อไปเรียกพี่ว่า คาร์ล นะคะ” เขาบอกด้วยรอยยิ้มบางเบา หากดวงตาก็ระยับกว่าเคยเป็น จนได้เห็นเธอพยักหน้ายิ้มรับทั้งมีคราบน้ำตาอยู่ เขาจึงยกมือขึ้นปาดออกให้เบาๆ และก้มลงจุ๊บแก้มทั้งสองข้างอย่างรักใคร่

            จ๊อกกก...

            ดวงตาสีครามและดวงตาสีเทาสบกันนิ่ง ก่อนคนตัวเล็กในอ้อมกอดจะเม้มปากแน่น และก้มหน้างุดลงกับอกกว้างตามเดิม ด้วยความอับอาย

            “หึหึ เด็กน้อย...” เสียงห้าวเอ่ยด้วยความขบขัน กับอาการเขินอายกับเสียงท้องร้อง มือใหญ่ยกลูบศีรษะเธอทันที “รอก่อนนะคะ เดี๋ยวไปซื้อเต้าหู้ให้ก่อนนะ แล้วจะรีบกลับมา”

            “ค่ะ” ตอบรับ ก่อนจะค่อยๆ ผละออกห่างจากร่างสูงใหญ่ โดยมีอ้อมแขนเขาช่วยพยุงให้ยืนได้ดีๆ

            “ล้างหน้าล้างตานะคะ พี่ขอโทษที่ทำหนูร้องไห้นะ” เขาก้มตัวลงจูบหน้าผากเธอเบาๆ มือใหญ่ลูบไล้แก้มเนียนที่ชื่นน้ำตาไปมา

            “ตัวเล็กก็แค่น้อยใจ เข้าใจผิดไปเอง พี่คาร์ลไม่ผิดหรอกค่ะ...ขอบคุณที่รักกันนะคะ” บอกเสียงอ่อย แก้มระเรื่อขึ้นอีกครั้ง และเขาก็พยักหน้ารับ

            คาร์ลอสกอดเธอแน่นแนบกายอีกครั้งด้วยความรักใคร่เอ็นดูก่อนคลายอ้อมแขนและปล่อยร่างบางของรวินทร์นิภาออก เอ่ยขอตัวลงไปซื้อของยังซูเปอร์มาร์ทด้านล่างคอนโดมิเนียมหรูแห่งนี้ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาไปเยอะ และเธอก็เดินเข้าห้องน้ำไปเงียบๆ



            แสงสว่างจากไฟดวงกลมสีนวลบนเพดานทำหน้าที่ให้ความสว่างสบายตา ยามที่ด้านนอกผนังกระจกกว้างมีหยดน้ำเกาะทั่ว เนื่องจากฝนตกหนัก ความเย็นจึงปกคลุมภายในห้องมากกว่าเดิม หากคนสามคนบนเตียงนอนหลังใหญ่กลับร้อนเร่าจนเหงื่อชื่นผิวกายทั่วร่าง

            หญิงสาวร่างอวบอิ่มเปลือยเปล่านอนหายใจระทดระทวยอยู่ริมเตียงนอนกว้างที่ยุ่งเหยิง ตามผิวกายเนียนสีขาวมีรอยถูกดูดกัดเป็นจ้ำมากมาย ดวงหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจัดจ้าน ปากทาสีแดงบิดเบี้ยวพร้อมส่งเสียงครางไม่เป็นภาษา เนื่องจากเบื้องล่างมีบุรุษร่างกายกำยำกอดประกบเธอไว้แน่น จุดเชื่อมต่อกลางกายแนบสนิทอยู่ในช่องทางคับแคบด้านหลัง ชายคนนั้นขยับแก่นกายแข็งขันไม่หยุด มือใหญ่ข้างหนึ่งก็เอื้อมมาลูบไล้ทรวงอวบใหญ่ที่กระเพื่อมตามแรงขับเคลื่อน สลับลูบและขยำกลีบกายสาวที่ฉ่ำเยิ้ม ก่อนจะบังคับให้เจ้าหล่อนหันร่างไปริมเตียง

            “อ้าขากว้างๆ ดิ กว้างกว่านี้ !” เสียงเร่งเร้าจากบุรุษร่างสูงใหญ่ที่เปลือยกายท่อนล่าง อวดโฉมแก่นกายแข็งขันใหญ่โตกว่าผู้ที่กำลังบังคับพาหญิงสาวให้อยู่นิ่งๆ หันช่องทางฉ่ำเยิ้มมาหาเขาที่ยืนอยู่ข้างเตียงนอนเอ่ยสั่งเจ้าหล่อนที่เอาแต่ครวญครางไม่หยุด

            คนถูกคำสั่งกางเรียวขาออกกว้างกว่าเดิม และได้การช่วยเหลือจากคนเบื้องหลังที่เอื้อมมือมาจับขาด้านในให้แบะออกกว้างขึ้น ดวงตาหล่อนปรือเยิ้มมองดูคนร่างใหญ่ตรงหน้าที่สวมเชิ้ตสีเทาปลดกระดุมจนหมด หากก็ยังไม่ถอดออกจากร่างท่อนบนนิ่ง ตวัดลิ้นเลียริมฝีปากเมื่อเหลือบมองดูสิ่งที่เขากำลังชักพาเข้ามาหาที่ช่องทางรอการเติมเต็มอีกช่องทางหนึ่งกลางกายสาว

            “แน่นจัง... อือ...” หล่อนครางออกมาเมื่อเขาก้าวเข้ามา และกระแทกสะโพกพรวดเดียวจนแก่นกายที่สวมถุงยางเข้ามาหาเธอจนสนิท

            “ไปรีแพร์มาเรอะ แน่นชิบ !” เสียงสบถจากคนตัวโตที่ยืนกระแทกกระทั้นสะโพกเข้าหาร่างอวบอิ่มอย่างรุนแรงดังขึ้น

            “ก็ใหญ่ ใหญ่ทั้งคู่ ก็คับแบบนี้ อือ...” หล่อนบอกเสียงสั่น สูดปากเรียกลมหายใจหอบถี่ เมื่อถูกบุกรุกด้วยชายหนุ่มวัยกำหนัดร่างหนากำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามพร้อมกันสองคน “อือ...แรงๆ ค่ะ คุณรุจ คุณสิทธิ์ แรงๆ !”

            “ร้องขอเองนะ หึ !” อรรถสิทธิ์เอ่ยเสียงพร่า ก่อนจะขยับสะโพกขึ้นสวนเข้าออกกายสาวในช่องทางหลัง จนเป็นการส่งช่องทางด้านหน้าให้อีกคนได้กระทั้นกระแทกเข้าใส่แรงกว่าเดิม จนหล่อนกรีดเสียงร้องครางไม่เป็นส่ำ ตัวสั่นคลอนอยู่ตรงกลางของชายร่างใหญ่หนาทั้งสอง

            “แมร่งเอามันจริงๆ ว่ะพี่สิทธิ์ !” รุจินพเอ่ยเสียงแหบพร่า เขายืนอยู่ข้างเตียงขยับเคลื่อนกระแทกสะโพกเข้าหาไม่หยุดยั้งแรงแต่อย่างใด ดวงตาสีเทาอมฟ้าแลลึกอย่างชอบใจยามมองเห็นแก่นกายของตนและพี่ชายเคลื่อนเข้าออกจากกายหญิงสาวที่นอนรองรับอารมณ์ใคร่รุนแรงของพวกเขา ปากหยักก็สูดลมหายใจเมื่อโดนกลางกายสาวโอบรัดถี่ขึ้น “จะไปแล้วเรอะ !”

            “ไม่ไหว... ไม่ไหวแล้วค่ะ แพรไม่ไหวแล้ว” หล่อนครางออกมา หลับตาปี๋ด้วยความซ่านเสียวที่ถูกปรนเปรอจากสองบุรุษ

            เมื่อได้ยินแบบนั้น ทั้งอรรถสิทธิ์และรุจินพก็ส่งแรงพลังกำหนัดเข้าหาช่องทางโอบรัดแน่นตรึงของหญิงสาวรัวแรง จนในที่สุดเจ้าหล่อนก็กรีดร้องพร้อมกระตุกร่างเกร็งเป็นระลอก ภายในกายสาวตอดรัดแก่นกายใหญ่โตสองท่อนรัวแรง จนพวกเขาครางกระหึ่มในลำคอ เงยแหงนหน้าขึ้นสูดปาก และปลดปล่อยตนเองออกมาจนแทบล้นทะลักถุงยางอนามัยที่สวม

            รุจินพรีบถอดถอนกายออกมาจากช่องทางคับแคบที่ทำให้เขาได้ปลดปล่อยอย่างแรง จนเกิดเสียงดังบล็อก ก่อนจะดึงวัสดุป้องกันตนเองออกมัดปากและโยนทิ้งถังขยะ ซึ่งมีเจ้าถุงสีใสบรรจุน้ำขาวขุ่นอยู่เกินห้าถุงทิ้งอยู่ก่อนแล้ว ก่อนเดินถอดเชิ้ตที่ชื่นเหงื่อมากขึ้นกว่าเก่า ไปโยนทิ้งไม่สนใจ และหันก้าวไปเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์กระป๋องออกมาเปิดกระดกดื่มกิน

            อรรถสิทธิ์เองก็ถอนกายออกหลังลูกพี่ลูกน้องไม่ถึงวินาทีดี ปลดถุงยางอนามัยออกมัดปากขยับปาลงถังขยะตามไปติดๆ ก่อนกระโดดลงจากเตียงเดินผิวปากเข้าห้องน้ำไปทันที จนร่างอวบอิ่มที่เพิ่งมอบความสุขสบายกายให้พวกเขาล้มลงนอนระทวยเปล่าเปลือยไม่เป็นท่าอยู่ที่ริมเตียงนอนหลังใหญ่แบบนั้น

            “พี่สิทธิ์จะกลับบ้านใหญ่ไหม ?” คนยืนเปลือยกายกระดกเบียร์กระป๋องใหญ่ ยืนอยู่หลังกระจกบานโตตะโกนถามคนที่เปิดน้ำล้างหน้าดังลั่น

            “ฝนตกขนาดนี้ ว่าจะลงไปแดกเหล้าก่อน” ตะโกนออกมาอย่างชัดเจน

            “เออ ผมไปด้วย” ว่าแล้วก็เดินไปคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะกลางชุดโซฟาหนังมุมห้อง เมื่อปลายสายรับก็สั่งให้นำเสื้อผ้าชุดใหม่ขึ้นมาให้ทั้งเขาและพี่ชายที่กำลังอาบน้ำอยู่ ก่อนหันไปมองคนที่ยังนอนหลับตาหายใจหอบถี่อยู่บนเตียง

            “พักได้จนถึงบ่ายสามพรุ่งนี้ เช็คอยู่บนโต๊ะหัวเตียงนะ”

            “ขอบคุณค่ะ” เสียงตอบมาอ่อนอ่อยด้วยความอ่อนเพลียและเจ็บทั่วร่าง หลังอารมณ์ซ่านเสียวหายไป การกระทำรุนแรงของทั้งสองก็ส่งผลให้หล่อนต้องนอนนิ่งพักกายเช่นนี้เสมอ

            “ไม่มีงานเหรอ แพรไหม หื้ม ?” คนที่เดินออกจากห้องน้ำมาด้วยผ้าขนหนูพันกายท่อนล่างผืนเดียวเอ่ยถาม และขยับกายไปเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์ออกมากระดกดื่มหลายอึก รอรุจินพที่เดินผ่านไปในห้องน้ำ

            “ไม่มี คืนนี้กับพรุ่งนี้ว่าง ไม่งั้นแพรไม่รับนัดมาถูกรุมแบบนี้หรอกน่ะ”

            “หึ... เป็นนางเอกแสนดีมันยากใช่ม่ะ ?”

            “ไม่หรอก แพรก็เป็นแบบนั้นแหละ คนเรามันมีหลายมุมนะคะคุณ แต่รสนิยมทางเพศมันก็อีกเรื่องหนึ่งค่ะ”

            “ก็จริง” อรรถสิทธิ์เอ่ยรับแล้วกระดกเบียร์ดื่มต่อ

            “แล้วคุณมาทำแบบนี้ ถ้าแฟนรู้เข้าจะเป็นไง ไหนว่าจะเลิกมากับคุณรุจ” หล่อนขยับกายด้วยความเจ็บแปลบ เพื่อเอื้อมไปจับผ้าห่มมาปกคลุมร่างกาย ก่อนทรุดกายลงนอนหนุนหมอนให้เข้าที่เข้าทางและนอนคุยกับเขาต่อ

            “ก็ไม่บอกจะรู้ได้ไง” ว่าอย่างไม่สนใจนัก พลางยักไหล่ “ก็อย่างคุณบอก รสนิยมทางเพศมันก็เรื่องนึง ความรักก็อีกเรื่องนึง”

            “ระวังเหอะ แพรไม่ไปไล่ตามพวกคุณหรอก แต่ผู้หญิงหลายคนที่พวกคุณไปสวิงกิ้งด้วย มันก็มีพวกอยู่ พวกหวังจะรวยจะจับอภิมหาเศรษฐีแบบพวกคุณก็มีเยอะนะคะ !”

            “ขอบคุณที่หวังดีเตือนพวกเราครับ คุณนางเอกคนสวย” คนที่ออกจากห้องน้ำมาใหม่ด้วยผ้าขนหนูพันกายท่อนล่างเช่นคนก่อนหน้าเอ่ยเสียงเย้า ก้มตัวลงจนหล่อนเบะปากมาหา “คนไม่โสดนี่สิ น่าห่วงกว่า ว่าจะโดนจับได้ไหม หรือจะโดนชะนีคนไหนไปเล่าให้เมียฟังไหม หึ”

            “กูกับมึงก็พอกันเถอะรุจ ทำอย่างกับมึงจะไม่มีเมียในอนาคต”

            “แล้วคิดว่าเราจะกันชะนีออกไปห่างๆ เมียไม่ได้หรือไง แต่ตอนนี้ผมยังไม่มีเมียไง สบายไป” บอกแล้วก็ยักไหล่ เดินไปเปิดประตูหลังได้ยินเสียงเคาะ และรับชุดลำลองมาจากบอดี้การ์ดที่ดูแลตนเองเข้ามา ก่อนปิดประตูลง เดินมาส่งชุดของพี่ชายให้ ระหว่างตนเองก็สวมใส่เสื้อผ้าใหม่ตรงนั้นไม่ไปไหน

            “ชะนีมันแรงกว่าที่คิดนะจ้ะหนุ่มๆ” คนบนเตียงเอ่ยเสียงหยอก พลางหัวเราะในลำคอ นอนสบายอยู่กลางเตียงใต้ผ้าห่มนิ่ง “โดยเฉพาะชะนีที่เป็นดารา ระวังไว้บ้างนะ”

            “เธอน่ะเรอะ ?” สองหนุ่มที่กำลังก้มตัวสวมกางเกงสแล็คตัวใหม่ เอ่ยสวนไปทันที จนได้รับสายตาค้อนขวับจากคนที่เพิ่งหลับตาลงมาทันควัน

            “ฉันไม่มีทางอยากได้พวกคุณสองคนเป็นผัวหรอก แรงอย่างกับแรด เอาทีแทบฉีก” ว่าจบก็ขยับกายนอนตะแคงหลับตาลงทันที ปล่อยสองคนแรงเท่าแรดยืนหัวเราะลั่น

            “ขอบคุณที่มอบความสุขให้เราเสมอ แพรไหม” รุจินพเอ่ยเสียงเรียบราบ เมื่อแต่งกาย หยิบจับเครื่องมือสื่อสารและกระเป๋าเงินลงกระเป๋ากางเกง และใส่รองเท้าเรียบร้อยแล้ว

            “เช่นกันค่ะ ราตรีสวัสดิ์” เจ้าหล่อนที่นอนกอดหมอนเอ่ยเสียงอู้อี้ และไม่สนใจสองหนุ่มที่เดินออกจากห้องไป โดยไม่สนใจชุดที่ถอดกระจายทั่วห้องพักหรูหราของโรงแรมระดับเจ็ดดาวสักนิด จนในที่สุดความเจ็บปวดและอ่อนแรงก็ทำให้แพรไหมหลับไป

            ความสัมพันธ์ของทั้งสามดำเนินมาเช่นนี้ได้เกือบสองปีแล้ว หลังหญิงสาวที่เป็นนักแสดงมีชื่อในฐานะนางเอกเบอร์หนึ่งของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งรับงานเป็นพรีเซนเตอร์คอนโดมิเนียมแห่งใหม่ที่รุจินพรับดูแลงานเอง จนได้พูดคุยและได้รู้ถึงงานพิเศษที่หล่อนรับนอกเหนือจากการแสดง หากหล่อนรับเฉพาะลูกค้าระดับสูงที่เก็บความลับไว้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย และสะอาดสะอ้านมีเงินจ่ายและไม่หยาบคายจนเกินไป มาตั้งแต่เริ่มเข้าวงการ

            เรื่องการรับงานอย่างว่าของหล่อนมีผู้จัดการส่วนตัวดูแลมาแต่แรก เพราะแพรไหมมีรสนิยมทางเพศที่รุนแรง และชอบความเจ็บปวด หากไม่ใช่พวกมาโซคิสที่ต้องคู่กับพวกซาดิสม์รุนแรงเห็นเลือดขนาดนั้น หล่อนจึงมีคู่ขาที่ติดต่อกันประจำเพียงสี่คน ซึ่งทั้งสองคนนี้อยู่ในจำนวนนั้น

            และเมื่อรุจินพแสดงความต้องการที่จะให้แพรไหมมารองรับอารมณ์ใคร่ของเขาและพี่ชายอย่างอรรถสิทธิ์ โดยเสนอจำนวนเงินในการทำงานกับเขาสองคนด้วยเลขจำนวนแปดหลักกลางๆ ซึ่งมันสูงมาก พร้อมด้วยรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาของสองบุรุษผู้ร่ำรวย หล่อนจึงไม่ปฏิเสธที่จะมานอนอ้าขารองรับความซ่านเสียว และความเจ็บปวด เถื่อนดิบ จากพวกเขาเลย และค่าตอบแทนแปดหลักจากพวกเขาแต่ล่ะครั้งก็สูงลิ่วกว่าไฮโซคนใดที่เคยรับงานมา ทั้งสามคนจึงยังไม่มีใครตัดสายสัมพันธ์พิลึกนี้ออกได้

            เสียงเพลงสากลที่เปิดคลอเคล้าในบาร์ชั้นใต้ดินของโรงแรม ทำให้ชายหนุ่มสองคนที่นั่งดื่มวิสกี้อยู่ที่บาร์เครื่องดื่มผ่อนคลายได้มากขึ้น หากคนมีชนักติดหลังกลับผ่อนคลายได้เพียงระยะแรกเท่านั้น เมื่อระลึกได้ถึงคนรักสาวที่เพิ่งคบหากันได้ไม่นานนัก พอคิดไม่ตกก็ยกแก้วซดวิสกี้รสดีหมดรวดเดียว จนคนนั่งข้างๆ หันมองตาโต

            “กลัวเมียจับได้หรือไง ว่าออกมาแรดน่ะ ?!”

            “หึ กูยังไม่ได้เป็นผัววีดาเลยเหอะ แค่แฟน !” ตอบไปแล้วก็ยกแก้วให้บาร์เทนเดอร์เล็กน้อย เพื่อขอใหม่ ก่อนจะรับมาถือไว้และวนแก้วเล่น

            “รักมากไง ถึงกลัวว่าที่เมีย” แซวพี่ชายต่อ จนอีกฝ่ายก็ส่ายหน้ายิ้มขื่นๆ กับตัวเขาเอง

            “กูรักวีดาจริงๆ รุจ แต่รสนิยมเรื่องเซ็กซ์ กูไม่แน่ใจว่าจะเข้ากันได้ไหม”

            รุจินพหันไปยิ้มในหน้า ก่อนเบิกตาสีเทาให้โตขึ้นอย่างยียวน ใส่พี่ชายลูกพี่ลูกน้องคนสนิท และเอ่ยเสียงทะเล้น กับประโยคประจำตระกูล

            “เอาๆ กันไป ก็รักกันเอง ! ลืมเหรอ ?”

            “เฮอะ !” คนฟังทำเสียงในลำคอ แล้วกระดกวิสกี้ซดพรวด ส่ายหน้าไปมาเบาๆ “กลัวเอาแล้วเขารับกูไม่ได้นี่สิว่ะ”

            “จะรับไม่ได้ได้ไง ในเมื่อยังไงเขาก็ต้องรับเอ็นอุ่นๆ ของเราเข้าไปในตัวอยู่แล้วอ่ะ”

            “ไอ้ห่านี่ ก็ทะลึ่งตลอดเวลา กูขอให้มึงเจอคนที่มึงอยากได้เป็นเมียเกลียดมึงมากๆ ทำให้มึงลำบากยิ่งกว่ากูตอนนี้ สัสรุจ !” อรรถสิทธิ์เอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาสีนิลแลลึกอย่างเครียดแค้น สบตาสีแปลกของน้องชายนิ่ง จนเห็นอีกฝ่ายทำหน้าย่นมาหา

            “โห...พี่สิทธิ์แมร่งใจร้ายว่ะ” ว่าเรียบๆ แล้วยกแก้วขึ้นดื่มวิสกี้เงียบๆ “เขาก็ใกล้เรียนจบล่ะนี่ งานก็ได้ทำต่อที่ออฟฟิศหม่ามี้แน่ๆ พี่กลัวไร ปล้ำแฟนตัวเองแปลกตรงไหนวะ ?”

            “ไอ้รุจ ! รักก็คือรักนะ เซ็กซ์ก็คือเซ็กซ์”

            “แต่มันก็ต้องไปด้วยกันป่ะวะพี่สิทธิ์” เอ่ยเสียงเย็น หันมาขมวดคิ้วใส่คนข้างๆ ก่อนเอ่ยต่อ

            “ไม่งั้นคุณพ่อกับหม่ามี้จะรักกันได้ไง ก็เอากันก่อนรักกันแบบที่ท่านเล่าอ่ะ พี่รุ่งกับมัดหมี่อีกคู่ก็ตกลงจะมีอะไรกันก่อนจะมีใจต่อกันอีก แล้วคนที่รักกันมากแบบพี่เลิฟกับพี่เอกอีก กว่าจะมีวันนี้เราก็รู้ว่าพี่เอกทำไรกับพี่เลิฟไป เขาก็ปรับตัวกันได้อ่ะ พี่สิทธิ์ไม่ลองปรับและไม่ลองทำกับวีดา จะรู้ได้ไงล่ะ มาเครียดเองแล้วมาหาทางระบายแบบนี้ ถ้าเขาจับได้ก็เศร้าอีกป่ะวะ ต้องให้ผมสอน โด่ !” ว่าจบก็ทำเสียงหยันๆ ขึ้นจมูก เบะปากไปให้ จนฝ่ายนั้นยกมือโบกศีรษะเขาเบาๆ ไปที จนมองค้อนกันเป็นเด็กหนุ่ม

            “เออ ! เดี๋ยวจะรวบหัวรวบหางจับทำเมียล่ะ! เอาให้จบงานฉลองยี่สิบห้าปีบริษัทของป้าลิซก่อนล่ะกัน” บอกอย่างหมายมาด จนทำให้คนฟังหัวเราะขัน

            “ขอให้โชคดีครับ”

            สองหนุ่มหล่อต่างสไตล์นั่งดื่มกันอยู่อีกนาน จนเริ่มเข้าสู่วันใหม่ถึงขึ้นไปเปิดห้องนอนพักผ่อน เพราะไม่อยากเสี่ยงขับรถกลับบ้านหลังฝนหยุด ด้วยดื่มกันไปหลายแก้ว อย่างไรความปลอดภัยก็ดีกว่าดันทุรังกลับบ้านไป

            รุจินพก็ไม่ลืมส่งข่าวเข้าสู่โปรแกรมสนทนากลุ่มครอบครัว เพื่อบอกกล่าวมารดาให้รับทราบ ซึ่งแม้ในกลุ่มสนทนาจะมีทุกคนในครอบครัว ซึ่งตอนนี้มีว่าที่สะใภ้ใหญ่ที่รอเข้าพิธีสมรสรวมอยู่ด้วยแล้ว หากคนที่ตอบบ่อยที่สุดในเรื่องลูกๆ ก็มีแต่คุณอลิซาเบธ ส่วนคุณแรกอรุณก็ได้แต่อ่าน จะตอบโต้ก็เมื่อมีเรื่องที่ถูกใจ หรือไม่พอใจท่านเท่านั้น และคืนนี้ก็เช่นกัน คนเป็นมารดาตอบกลับมาด้วยสติ้กเกอร์นั่งถอนใจ และปิดท้ายด้วยราตรีสวัสดิ์



            แสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงทั้งสองด้านทำให้เจ้าของห้องได้แต่นอนยิ้มในหน้า มองดูคนตัวเล็กนอนตะแคงอยู่ในที่ของเธอ และมีก้อนขนสองก้อนนอนขดตัวกลมดิกอยู่ตรงช่วงอกและหน้าขาของเธอด้านบนผ้าห่มนวมผืนนุ่ม ดวงหน้าขาวใสอมชมพูประดับรอยยิ้มบนมุมปากเล็กน้อยยามหลับฝันดี มือเรียวข้างหนึ่งอยู่ใต้หมอน อีกข้างก่ายมาอยู่บนตัวเขานิ่ง มองแล้วก็ได้แต่ยิ้มคนเดียวด้วยความสุขใจ

            “น่าเอ็นดู...” เสียงห้าวเอ่ยเบาๆ กับคนตรงหน้า แม้ยามหลับใหลเธอยังน่ารักน่าทะนุถนอม จนได้แต่เอื้อมมือไปลูบแก้มใสไปมา และจับปอยผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มให้พ้นดวงหน้าและต้นคอเธอ

            “อือ...” เธอส่งเสียงในลำคอ ก่อนขยับกายนอนงอตัวกว่าเดิม จนเจ้าสองตัวขยับงัวเงียตื่น และเมื่อเธอยิ่งขยับกายให้นอนสบายทั้งที่ยังหลับไม่รู้เรื่อง เจ้าเหมียวทั้งสองก็ยืดตัวขึ้น ก่อนจะกระโดดลงจากเตียงไปเข้านอนยังเบาะหนานุ่มที่เขาวางไว้ตามมุมภายในห้องกันทันที เขาจึงขยับกายเข้าไปใกล้ พร้อมอ้อมแขนโอบพาร่างกะทัดรัดมานอนซบอก กกกอดเธอไว้ด้วยความรักใคร่

            “เอ่เอ๋นะคะ เอ่เอ๋...” คนหน้าขรึม มาดนิ่ง ยามมีรักกลับทำตัวน่ารัก ส่งเสียงออดอ้อน ได้อย่างไม่น่าเชื่อ มือใหญ่ตบหลังบางสลับตบก้มงามงอนของเธอเบาๆ พร้อมส่งเสียงคล้ายกล่อมเด็กน้อย จนเธอสงบและหลับใหลต่อไม่ละเมออีกเลย

            คาร์ลอสได้แต่นอนกอดรวินทร์นิภาไว้ด้วยรอยยิ้มบนดวงหน้า เขาอบอุ่นใจเหลือเกินที่ได้รับความรักตอบกลับมา ด้วยระยะเวลาที่แอบหลงรักเธอมาเกือบสิบปี ทำให้เขาผูกพันกับเธอทางความรู้สึกมากมาย หากสถานะทางสังคม ฐานะทางการเงิน หรือพื้นฐานครอบครัวที่แตกต่างกันมาก ทำให้เขาแอบมอง แอบรัก เธออยู่เงียบๆ ปฏิบัติต่อเธอเช่นปกติ โดยไม่เคยรู้เลยว่าเธอก็ได้เกิดความรู้สึกพิเศษกับเขาขึ้นมาด้วยเช่นกัน หากจะเกิดตอนไหนเขาไม่อาจทราบได้ แต่ขอเพียงตั้งแต่วันนี้เขากับเธอจะรักกันด้วยใจต่อไปแสนนานก็พอ และปัญหาอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในวันหน้าเขาก็พร้อมจะก้าวไป โดยไม่ปล่อยเธอให้หายไปไหนแน่นอน


....................................


ฝากเรื่องราวของน้องน้อยกับพี่คาร์ลด้วยค่ะ

และก็เรื่องของพี่รุจด้วยนะคะ

ชื่อเล่น นิหน่า เรียก นิ ดีกว่าเรียก หน่า !!!

ปัจจุบันล่องลอยตามอารมณ์ อายุ 30 กว่าๆ

 

#

 

อ่านมากกว่าเขียน

แต่ก็จะไม่หยุดเขียน

เพราะบางครั้งการเขียน ก็ทำให้เรารู้ว่า กำลังคิดสิ่งใดอยู่...

 

มีเพจแล้วนะคะ ^___^

ติกาหลัง

https://www.facebook.com/Tikalung/

#

 

แสดงเพิ่มเติม
แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น