ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 11 ความลับของเขาวงกต

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 ความลับของเขาวงกต

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 602

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 เม.ย. 2560 21:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 ความลับของเขาวงกต
แบบอักษร

ตอนที่ 11 ความลับของเขาวงกต

เงาดำแห่งความมืดมนคืบคลานไปทั่วทั้งกลางวันกลางคืน หลักฐานใหม่ที่ ร.ต.ท.นพดลควรจะได้รับหลังการติดตามเสาะหาและสืบสวนสอบสวนอย่างหนัก ล้วนอันตรธานหรือมีอันเป็นไปเสียทุกชิ้น หมายรวมไปถึง... ผู้ที่พยายามจะเก็บมันกลับไปตรวจสอบด้วย

“กล้องวงจรปิดทุกตัวที่น่าจะจับภาพได้เกิดไฟรั่วลัดวงจร แถมยังระเบิดใส่ลูกทีมของผมจนต้องพาส่งโรงพยาบาล ส่วนพยานที่พอจะรู้เห็นเหตุการณ์ ส่วนใหญ่ก็เป็นพ่อค้าแม่ค้าที่แค่มองผ่านๆ แล้วหันกลับมาขายของ ไม่มีใครให้ปากคำได้ว่าวินมอเตอร์ไซค์ที่ผู้กองคิดว่าอาจจะเป็นคนเดียวกับลูกเขยของผู้ตายเป็นใคร มาจากไหน และรับผู้ตายมาจากตำแหน่งใด แถมรอยนิ้วมือที่กระเป๋าสตางค์ของผู้ตายก็มีแค่รอยนิ้วมือของผู้ตาย เพราะวินมอเตอร์ไซค์คนนั้นสวมถุงมือหนังป้องกันไว้อย่างดี”

นั่นคือข่าวร้ายที่ ร.ต.ท.นพดลแจ้งให้นายตำรวจ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคดีร่วมกันอย่างเอกพลได้รับรู้ ภาพเลือดสีแดงสดที่สาดกระจายจากแรงระเบิดเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ และกลายเป็นภาพหลอนติดตานายตำรวจหนุ่มอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลบเลือนออกไปง่ายๆ

“หมวดครับ เศษพวกนี้นี่จะทำยังไงดีครับ?” ผู้ใต้บังคับบัญชาอาวุโสตรงเข้ามาถามความเห็น พร้อมเศษกล้องวงจรปิดชิ้นเล็กชิ้นน้อยในมือ ซึ่งสวมถุงมือมอมแมมบ่งบอกถึงอายุการใช้งานที่มีมานานกว่า 3 เดือน หรืออาจจะมากกว่านั้นอีกโข

“เก็บกลับไปตรวจสอบที่ สน.ให้หมดเลยครับ อย่าให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว” ร้อยเวรเจ้าของคดีตอบเสียงขรึมพอกับใบหน้า มือถือโทรศัพท์ที่ยังไม่ได้ตัดสาย ขณะที่ดวงตาจ้องมองไปยังเลือดสีแดงเกรอะกรังบนพื้นถนน

...ใช่แล้ว! มันคือเลือดของจ่าอาวุโสวัยใกล้เกษียณ ที่เขามอบหมายให้ช่วยตรวจดู 1 ในกล้องวีดีโอวงจรปิดซึ่งน่าจะบันทึกภาพเหตุการณ์ในวันนั้นเอาไว้

เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ...

เสียงคล้ายกระแสไฟฟ้ารั่วดังแว่วมาเข้าหู ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครเอะใจ จนกระทั่ง...

บึ้มมมม!!

เสียงการระเบิดของกล้องวีดีโอวงจรปิดตัวนั้นดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นในอีกไม่กี่นาทีถัดมา ด้วยฝีมือการสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือจากที่ไหนสักที่ และมันก็ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาจำนวน 3 คนได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะจ่าอาวุโสคนที่ว่าซึ่งถูกเศษกล้องวงจรปิดกระเด็นทะลุเข้าไปในดวงตาข้างขวา ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์สุดท้ายของมันย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก และไม่ใช่แค่กล้องวงจรปิดเพียงตัวเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นกล้องวงจรปิดทุกตัวที่อยู่ในรัศมีที่สามารถบันทึกภาพวันเกิดเหตุเอาไว้ได้

“แล้ว... พวกเขาปลอดภัยดีใช่ไหมครับ!?”

เสียงตั้งคำถามของเอกพลปลุกปลายสายให้ตื่นจากภวังค์ความคิด

“ครับ ทุกคน... ปลอดภัยดี”

เสียงตอบคำถามของนายตำรวจมือดีจาก สน.มหาชัยขาดๆ หายๆ อย่างผิดสังเกต แน่นอนว่ามันเป็นเพราะเขากำลังโกหกเจ้าของคำถาม เพราะแม้ทุกคนจะปลอดภัย หากแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครสูญเสียอะไรบางอย่างไป

“ถ้าอย่างนั้นจากนี้ไว้เป็นหน้าที่ของผมเองครับ ขอบคุณหมวดแล้วก็ทุกคนมากๆ ครับที่ให้ความช่วยเหลือเรื่องคดีมาตลอด” เอกพลก็ใช่ว่าจะไม่รู้ เขาไม่อยากให้ใครต้องเดือดร้อนจากคดีที่เขารับผิดชอบอีก ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งมีหน้าที่นำความสงบสุขกลับคืนสู่ประชาชนหรือไม่ก็ตาม

...ดูเหมือนการกระทำอุกอาจเหล่านี้จะบอกใบ้ถึงตัวตนของคนร้ายได้เป็นอย่างดี ความหวังที่จะได้ข้อมูลของคดีจากการสอบปากคำทันตแพทย์หญิงรจเลขคงริบหรี่เสียแล้ว!!

“ดิฉันมาพบผู้กองเอกพลค่ะ”

เช้าวันจันทร์ต้นสัปดาห์แห่งการเริ่มต้นการทำงาน อันแสนน่าเบื่อของใครหลายๆ คน กลับกลายเป็นวันอันแสนรื่นรมย์ สดชื่น และเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ซึ่งเบ่งบานขึ้นกลางหัวใจ ของเหล่านายตำรวจหนุ่มสังกัดกองปราบปรามทั้งหลาย ทันทีที่หญิงสาวคนหนึ่งก้าวเข้ามา

...เธอเป็นเจ้าของผมหยักศกเคลียบ่า ใบหน้ารูปไข่ นัยน์ตากลมโตเป็นประกาย จมูกปากจิ้มลิ้มพริ้มเพรา และพวงแก้มเปล่งปลั่งรับกับผิวขาวๆ รวมไปถึงเดรสแขนยาวสีน้ำเงินจับระบายของเธอ ชวนให้หนุ่มๆ ละเมอเพ้อพกได้ไม่แพ้คุณหมอผ่าศพคนสวย แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเธอกำลังตกอยู่ในสถานภาพอะไร

“เอ่อ... เชิญทางนี้เลยครับคุณหมอ” พงศ์พาร่างมะขามข้อเดียวของตนออกมาต้อนรับรจเลข ด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก หลังถูกบรรดาจ่าอาวุโสทั้งหมดลงมติเป็นเอกฉันท์ให้รับหน้าที่นี้ ในเมื่อต่างก็นึกผวากับกิตติศัพท์ขึ้นชื่อลือชาเรื่องก่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่องของเธอกันทั้งสิ้น

“ขอบคุณค่ะ” รจเลขยิ้มให้พงศ์อย่างเป็นมิตร และไม่ปรากฏแววของฆาตกรโฉดใดๆ แม้ในดวงตาคู่นั้น ตลอดเวลาที่หญิงสาวเดินตามชายหนุ่มผู้มีส่วนสูงน้อยกว่า ไปยังห้องทำงานของบุคคลที่ได้นัดหมายไว้

“ผู้กองครับ คุณหมอรจเลขมาแล้วครับ” พงศ์เคาะประตูห้อง 3 ครั้ง แล้วจึงเปิดประตูเข้าไปรายงานการมาของหญิงสาว เมื่อได้รับการอนุญาตจากเจ้าของห้องแล้ว โดยมีรจเลขเดินตามเข้าไปติดๆ

“เชิญนั่งเลยครับคุณหมอ” เอกพลผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะทำงาน ซึ่งถูกจัดระเบียบด้วยการยกกองแฟ้มข้อมูลคดีพะเรอเกวียนต่างๆ ออกไปไว้ตรงมุมห้องแทน ขณะที่พงศ์รีบออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว เพื่อโทรศัพท์รายงานธนูตามที่สายสืบหนุ่มรุ่นน้องขอร้องไว้ก่อนหน้านี้

“คุณรจเลข รัตนธนาพรชัยกุลนะครับ ผมขออนุญาตเริ่มต้นคำถามเลยก็แล้วกัน” นายตำรวจหนุ่มมือดีประจำกองปราบปรามทบทวนชื่อนามสกุลของหญิงสาวตามบัตรประชาชน แล้วจึงเริ่มเปิดฉากการสอบปากคำทันทีที่ได้ยินการตอบรับของอีกฝ่าย

“ผู้ตายและบุตรสาวทั้ง 2 คน เคยมีปัญหาทะเลาะวิวาทกับคุณและครอบครัวใช่หรือไม่ครับ?”

คำถามของเอกพลก่อให้เกิดรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอีกฝ่าย แม้ว่ามันจะฟังดูคล้ายการซักถามระหว่างทนายของโจทก์กับจำเลยของคดีก็ตามที

“ค่ะ แต่ถ้าผู้กองจะตั้งข้อสงสัยดิฉันเพราะเรื่องนี้ ก็คงต้องสอบปากคำคนอีกไม่ต่ำกว่าครึ่งร้อยนั่นแหละค่ะ เพราะทั้ง 3 คนมีปัญหากับคนรอบข้างเป็นกิจวัตรประจำวัน”

ทั้งคำพูดและรอยยิ้มของเธอดูราวกับกำลังขบขัน ดวงตาคู่สวยส่องประกายราบเรียบเป็นปกติ หากเธอเป็นฆาตกรต่อเนื่องตัวจริงล่ะก็ นี่คงเป็นการแสดงละครระดับมืออาชีพที่กวาดรางวัลมาแล้วทุกเวที

“ผมแค่อยากได้ยินคำยืนยันจากปากเจ้าตัวครับ แต่จะว่าไปคุณรจเลขก็พักอาศัยอยู่นอกหมู่บ้านนี่ครับ ทำไมถึงทราบว่าทั้ง 3 คนมีเรื่องกันคนอื่นเป็นประจำ?” เอกพลตั้งข้อสงสัยขึ้นมาอีก

“เมื่อก่อนดิฉันพักอยู่กับคุณแม่และพี่สาวในหมู่บ้านค่ะ ชวนออกมาอยู่ด้วยกัน เพระกลัวว่าจะทนฟังเสียงทะเลาะด่าทอของคนข้างบ้านไม่ไหว แม่กับพี่ก็ไม่ยอม ที่จริง... ถ้าดิฉันตัดสินใจขายบ้านให้คนที่ต้องการซื้อไปเสีย เรื่องราวร้ายๆ ที่ผู้กองเองก็ทราบดี คงไม่เกิดขึ้นกับดิฉันจริงไหมคะ?”

น้ำเสียงยอกย้อนช่างตรงข้ามกับสีหน้าและดวงตาที่หม่นลงอย่างเห็นได้ชัด ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะมีผลต่อการสืบสวนหรือรูปคดี ซึ่งไม่สามารถตัดสินได้ด้วยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

“ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ” เอกพลคิดว่ามันคือประโยคที่เขาควรพูดที่สุดในเวลานี้

“ขอบคุณค่ะ”

และเขาก็คิดว่าคำตอบขอบคุณของเธอเปรียบเสมือนระฆังแห่งการเริ่มต้นสอบปากคำ... ยกที่ 2

“ในวันที่ผู้ตายและบุตรสาวทั้ง 2 คนหายตัวไป ซึ่งก็คือวันที่ 15 กรกฎาคม ช่วง 5 โมงเย็น คุณทำอะไรอยู่ที่ไหนครับ?”

คำถามของเอกพลไม่ต่างจากที่หญิงสาวคาดเดาไว้เท่าไรนัก และเธอก็เตรียมหลักฐานสำหรับยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองไว้แล้ว

“อันนี้เป็นบันทึกรายชื่อลูกค้าประจำวันของดิฉันค่ะ ถ้าไม่ใช่วันจันทร์ที่ร้านปิด ดิฉันก็จะอยู่ทำฟันให้ลูกค้าตลอดจนถึงช่วงประมาณ 2 ทุ่ม เชิญผู้กองเช็คดูได้เลยค่ะ มีเบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าด้วย จะโทรศัพท์ไปถามทางนั้นด้วยก็ได้นะคะ” เธอตอบ พร้อมกับส่งสมุดเล่มหนาที่หอบหิ้วติดมือมาด้วยให้ชายหนุ่ม

“ขอบคุณครับ มีรายการบันทึกถึงเมื่อวานเลยสินะครับ” เอกพลรับสมุดเล่มนั้นมาเปิดดูข้อมูลในวันที่ต้องการ และพบว่าวันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่คุณสมหญิงและบุตรสาวทั้ง 2 คนหายตัวไปนั้น ตั้งแต่ช่วงเวลา 17 นาฬิกา ถึง 20 นาฬิกา หญิงสาวมีลูกค้าทันตกรรมเต็มอัตราทุกเวลานาที นอกจากนี้รายชื่อลูกค้าในวันนั้นยังมี คนึงนิจ สิทธิศักดิ์ หรือน้ำหวาน เพื่อนสนิทของอริศรารวมอยู่ด้วย!!

“แล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คุณรจเลขมีหลักฐานยืนยันที่อยู่ตั้งแต่ช่วง 20 นาฬิกาไหมครับ?” ชายหนุ่มส่งสมุดบันทึกเล่มนั้นคืนให้กับหญิงสาว แล้วจึงตั้งคำถามซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคำถามสุดท้าย หากไม่มีพิรุธใดๆ ในคำตอบ

“ดิฉันใช้เวลาเดินทางจากคลินิกทำฟันถึงคอนโดที่พักอยู่ ประมาณ 20 นาทีค่ะ เพราะอยู่ใกล้กันมาก ถ้าผู้กองไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดของที่นั่นก็คงจะทราบเวลาเข้า- ออกคอนโดของดิฉันค่ะ”

หลักฐานทั้งหมดของรจเลขมีน้ำหนักและแน่นหนา พอจะทำให้เธอหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาของเอกวัฒน์ หากว่านั่นเป็นการลงมือก่อคดีเอง ไม่ใช่การจ้างวานหรือสมรู้ร่วมคิดล่ะก็

“ขอบคุณครับ แล้วผมจะไปตรวจสอบดูอีกครั้ง” เอกพลลงบันทึกการให้ปากคำ แล้วเตรียมอนุญาตให้หญิงสาวกลับไปได้ หากไม่มีเสียงหนึ่งดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

ครืดดดด!!

โทรศัพท์มือถือของเอกพลเกือบร่วงตกจากโต๊ะทำงาน จนชายหนุ่มต้องรีบตะครุบไว้ ซ้ำยังต้องรีบรับสาย ทันทีที่เหลือไปเห็นว่าใครคือคนที่ติดต่อเข้ามาในเวลาแบบนี้

“คุณลุงมีอะไรหรือครับ?” เขาเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน พร้อมกับลุกเดินไปที่ตู้เอกสาร เพราะคิดว่าพล.ต.ต.เกรียงไกรต้องการข้อมูลของคดีใดคดีหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของปลายสาย

“จะให้ผมดูแลคดียาเสพย์ติดแทนภูผา จนกว่าคำสั่งพักราชการจะถูกยกเลิกอย่างนั้นหรือครับ?” เอกพลทบทวนสิ่งที่ได้ยิน พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ยังมีคนนอกอย่างรจเลขอยู่ภายในห้องทำงานด้วยอีกคน

“สักครู่นะครับคุณลุง... เอ่อ คุณรจเลขครับ การสอบปากคำเรียบร้อยแล้วครับ เชิญกลับไปพักผ่อนได้ตามอัธยาศัยเลยนะครับ”

คำพูดของเอกพลก่อให้เกิดรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของรจเลขอีกครั้ง หญิงสาวลุกขึ้นกล่าวคำขอบคุณนายตำรวจหนุ่ม แล้วรีบเดินเร็วออกไปจากห้อง จนเกือบชนเข้ากับใครคนหนึ่งที่เดินเลี้ยวเข้ามาตรงมุมทางเดิน

“ขอโทษครับ” ธนูในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยนั่นเอง เขาถอยหลังออกไป 2-3 ก้าว และก้มหัวขอโทษอีกฝ่าย ซึ่งตนรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นใคร

“ไม่เป็นไรค่ะ” รจเลขยิ้มให้ แล้วเบี่ยงตัวเดินออกไป พลางถกชายแขนเสื้อขึ้นดูนาฬิกาข้อมือ แต่นั่นเองที่ทำให้ธนูมองเห็นบางสิ่งบางอย่างภายใต้แขนเสื้อ เหนือตำแหน่งนาฬิกาข้อมือเล็กน้อย!?

“พี่เอกได้ใช้กล้องจิ๋วของผม บันทึกภาพการสอบปากคำไว้ไหมครับ?”

คำถามของแขกผู้มาเยือนคนใหม่ เรียกให้เอกพลเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารที่ถูกนำกลับมากองบนโต๊ะ และยิ้มรับการมาของสายสืบหนุ่มรุ่นน้อง หากแต่ใบหน้าเครียดๆ ของอีกฝ่ายก็พอจะทำให้รอยยิ้มของนายตำรวจหนุ่มรุ่นพี่จางหายไปด้วย

“บันทึกไว้เรียบร้อย ลองเปิดดูสิ” เอกพลพยักพเยิดหน้าไปทางกล้องจิ๋ว รูปร่างกลมๆ คล้ายนัยน์ตาหุ่นยนต์ ซึ่งวางอยู่ข้างๆ นาฬิกาตั้งโต๊ะ ราวกับเป็นของประดับตกแต่งของมนุษย์ผู้นิยมของแปลก ขณะที่ธนูรีบนำโทรศัพท์มือถือมาเชื่อมต่อกับกล้องจิ๋ว จากฝีมือการคิดค้นของเขา และการประดิษฐ์ของเจ้าของร้านซ่อมกล้อง เพื่อนสนิทของ พล.ต.ต.เกรียงไกร เพื่อเปิดดูคลิปวีดีโอที่บันทึกไว้ เป็นเวลาเดียวกับที่ชายหนุ่มอีกคนเปิดประตูเข้ามาในห้อง พร้อมแฟ้มเล่มหนาในมือ

“อ้าว! ภูผา มาเร็วทันใจเลยนะเนี่ย” เจ้าของห้องเอ่ยทักเพื่อนสนิท ผู้จำต้องแบกรับชะตากรรมการถูกสั่งพักราชการอย่างไม่มีกำหนด และเวลานี้ชีวิตการทำงานของหมอนี่ ก็มาตกอยู่ภายใต้ผลลัพธ์จากการปฏิบัติหน้าที่ของเขาเสียด้วย

“ฉันมาถึงนานแล้วล่ะ แต่นั่งรวบรวมข้อมูลใส่มาในแฟ้มเดียวกัน นายจะได้ไม่ยุ่งยาก” ภูผาตอบพลางยิ้มเจื่อนๆ ให้กับความซวยของตัวเองและลูกทีม ซึ่งไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

“ขอบใจมาก นี่ฉันยังนึกว่านายกลับมาทำงานแล้วเสียอีก เห็นพงศ์เดินไปเดินมาอยู่ในกองปราบฯ หลายวันแล้ว” เอกพลบุ้ยใบ้ไปทางด้านนอกห้อง ที่ซึ่งนายสิบตำรวจเจ้าของหุ่นมะขามข้อเดียว 1 ในลูกทีมของภูผา กำลังนั่งจ้อน้ำลายแตกฟอง เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับอนาคตราชการของตัวเอง

“ผมขอร้องให้พี่พงศ์ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ผม เรื่องคดีลูกเมียของคุณสุจริตเองครับ ปกติพี่เขาก็นอนกินป๊อปคอร์น ดูทีวีอยู่ในห้องพักทั้งวันนั่นแหละครับ” ธนูเป็นฝ่ายตอบคำถามขึ้นมาแทนภูผา ซึ่งกำลังงุนงงกับพฤติกรรมของลูกทีมในความดูแล นั่นเองที่ทำให้สองนายตำรวจหนุ่มรุ่นพี่ เข้าใจถึงภาระหน้าที่ใหม่ของสายสืบพงศ์อย่างทะลุปรุโปร่ง

“ว่าแต่ทำไมพวกนายถึงยังถูกสั่งพักราชการอยู่อีก ผลนิติเวชน่าจะออกแล้วไม่ใช่เหรอ?” เอกพลหันกลับไปถามภูผาอีกครั้ง

“ผลนิติเวชน่ะออกแล้ว แต่การที่ผู้ต้องหา 5 คน ดันมาหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันพร้อมกัน มันมีความเป็นไปได้ยาก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าไม่เกี่ยวกับการฆาตกรรมแล้ว มันไม่มีความเป็นไปได้เลย” ภูผาถอนหายใจหนักๆ อย่างกลัดกลุ้ม จนอีกฝ่ายต้องตบบ่าปลอบ

“ใจเย็นๆ เพื่อน เดี๋ยวฉันจะช่วยนายเอง วางใจได้เลย”

คำยืนยันของเอกพลแม้จะช่วยให้ภูผาเบาใจขึ้นบ้าง แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงแค่เศษ 1 ส่วนล้านของความทุกข์ที่สะสมและอัดแน่นอยู่เต็มอก

“พี่เอกพอจะจำได้ไหมครับว่า คุณสมหญิงเธอไว้เล็บหรือเปล่า?”

จู่ๆ ธนูก็ตั้งคำถามประหลาดๆ แทรกขึ้นมา จนทั้งเอกพลและภูผาหันไปจ้องมองเขาด้วยความงุนงง

“พี่ไม่ได้สังเกตเสียด้วยสิ น้องนูมีอะไรหรือเปล่า?” นายตำรวจหนุ่มรุ่นพี่ถามกลับ ระหว่างที่เดินอ้อมโต๊ะไปหาธนูซึ่งพยายามขยายภาพวีดีโอ เพื่อตรวจสอบบางสิ่งบางอย่างในนั้น

“ผู้หญิงคนนี้มีรอยข่วนอยู่บริเวณเหนือข้อมือข้างซ้ายครับ ถึงแม้จะตกสะเก็ดแล้ว แต่ถ้าลองคำนวณระยะเวลาการเกิดแผลกับการดูแลรักษาอย่างดี ก็น่าจะเป็นช่วงที่ 3 แม่ลูกหายตัวไป” ธนูชี้ภาพขยายคลิปวีดีโอ ในช่วงที่เอกพลลุกออกไปคุยโทรศัพท์กับพล.ต.ต.เกรียงไกร และรจเลขเลิกชายแขนเสื้อขึ้นเพื่อดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือที่สวมอยู่ เผยให้เห็นรอยแผลเป็นทางยาว 3 รอยภายใต้แขนเสื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนูสังเกตเห็นตั้งแต่ตอนที่พบกับเธอเมื่อไม่กี่นาทีก่อนเช่นกัน

“มันก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นรอยเล็บมนุษย์ เธอเป็นหมอฟัน อาจจะถูกลูกค้าที่เป็นเด็กข่วนก็ได้ ถึงยังไงก็ใช้เป็นหลักฐานอะไรไม่ได้หรอกน้องนู แถมหลักฐานที่อยู่ของเธอก็แน่นหนาขนาดนั้น นี่หมวดนพดลก็พึ่งโทรมาบอกว่ากล้องวีดีโอวงจรปิดทุกตัวที่บันทึกภาพเหตุการณ์วันนั้นเกิดระเบิด จนลูกทีมของเขาได้รับบาดเจ็บ น้องนูคิดว่าอย่างคุณหมอเธอจะทำเรื่องแบบนั้นได้อย่างนั้นหรือ?” เอกพลเดินไปนั่งกุมขมับที่เก้าอี้ หน้านิ่วคิ้วขมวดจนแทบจะผูกเป็นปมเงื่อนตายได้

“ลองโทรไปถามคุณสุจริตดูก่อน ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรไม่ใช่เหรอ” ภูผาออกความเห็น ชายหนุ่มไม่อยากให้เพื่อนละเลยความสำคัญของรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งบางครั้งก็อาจนำไปสู่หลักฐานที่จะเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้กระทำความผิดได้

“เอาแบบนั้นก็ได้”

เมื่อเสียงข้างมากอยู่คนละฝักคนละฝ่ายกับความคิดเห็นของตน เอกพลก็ยอมทำตามความคิดของธนู ด้วยการโทรศัพท์ติดต่อไปหาคุณสุจริต เพื่อสอบถามถึงสิ่งที่สายสืบรุ่นน้องคับข้องใจ

“ลูกสาวทั้ง 2 คนของคุณสุจริตไว้เล็บ และชอบไปทำเล็บทุกเดือนเลยหรือครับ” ชายหนุ่มทบทวนคำตอบที่ได้รับให้อีกสองหนุ่มที่ยืนประกบอยู่ข้างๆ ฟัง

“แล้วลูกสาวทั้ง 2 คนของคุณสุจริตถนัดขวาใช่ไหมครับ?” ธนูตั้งคำถามข้อถัดไปผ่านเอกพล หลังจากได้รับคำตอบแรกอันเป็นที่น่าพอใจแล้ว

“ถนัดขวาทั้งคู่เลยนะครับ” เอกพลทวนย้ำคำตอบของคุณสุจริตอีกครั้ง และเป็นคำตอบสุดท้ายที่บ่งบอกว่ารจเลขยังไม่หลุดพ้นจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัยในฐานะผู้จ้างวานหรือผู้สมรู้ร่วมคิด!!

“ผมว่าบางทีนายเอกวัฒน์อาจจะยอมร่วมมือด้วย เพราะไม่รู้ว่าภรรยาของตัวเองเป็น 1 ในเป้าหมายก็ได้นะครับ” ธนูพูดขึ้น ทันทีที่คุณสุจริตวางสาย

“มันก็อาจจะเป็นไปได้ แต่อย่าลืมว่าสองคนนั้นดูเหมือนจะไม่ถูกกันมานานแล้ว การจะมาร่วมมือกันทำเรื่องผิดกฎหมาย แล้วต่างคนต่างต้องเก็บความลับของกันและกัน มันยากอยู่นะ แล้วเรื่องกล้องวงจรปิดพวกนั้นอีก คุณหมอเธอจะทำได้ยังไง แม้แต่จ้างคนก็คงไม่มีใครอยากทำหรอก นอกจากอาชญากรอาชีพ” เอกพลทักท้วงถึงความขัดแย้งกันของข้อสรุปนี้

“ที่จริงนายน่าจะไปขอข้อมูลจาก สน.ที่รับผิดชอบคดีการตายนายเอกวัฒน์ด้วยนะ ถ้าส่งจดหมายขอความร่วมมือเป็นลายลักษณ์อักษรจากกองปราบฯ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เผื่อจะได้เบาะแสเชื่อมโยงกัน” ภูผาเสนอแนะแนวทางที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

“ฉันก็ว่าจะทำแบบนั้น แต่ถ้าเชื่อมโยงกันจริง ฆาตกรก็คงไม่ใช่ทันตแพทย์รจเลข เพราะเธอมีหลักฐานที่อยู่ชัดเจน คอนโดของเธอก็อยู่ห่างจากสถานที่เกิดเหตุมาก ไม่มีทางเป็นคนร้ายไปได้เลย”

ดูเหมือนความมืดจะคืบคลานเข้าครอบคลุม จนไม่เหลือแสงสว่างอันจะนำไปสู่ทางออก หากแต่หน้าที่ของตำรวจและสายสืบนั้นไม่ใช่การยอมจำนนกับความมืดและหนทางอันไร้แสงสว่าง!

“อ้อ! เธอมีเพื่อนคนไหนที่ไว้เล็บบ้างไหม?” ธนูโทรศัพท์ไปหาอริศรา ระหว่างที่เดินออกมาจากห้องทำงานของเอกพล ชายหนุ่มถือคติที่ว่าหากไม่มีแสงสว่างรอบตัว ให้พอมองเห็นหนทางข้างหน้า ก็ต้องจุดไฟให้เกิดแสงสว่างขึ้นท่ามกลางความมืดด้วยตัวเอง เพราะไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใดจะสิ้นไร้ซึ่งทางออก ถ้าเราพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว

“ก็... พอจะมีน่ะนะ ทำไมเหรอ? มีอะไรหรือเปล่า?” อริศราย้อนถามกลับมา เพราะไม่รู้ว่าธนูกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่

“มันก็มีนั่นแหละนะ ฉันแค่อยากจะทดสอบเรื่องเล็บนิดหน่อย เธอพอจะตามตัวเพื่อนคนนั้นให้ฉันได้ไหม ถ้าได้ฉันจะขี่รถไปมหาวิทยาลัยตอนนี้ รายละเอียดไว้ไปถึงจะเล่าให้ฟัง”

สองหนุ่มสาวนัดหมายกันที่ศูนย์อาหารมหาวิทยาลัย ด้วยเพราะเป็นเวลาใกล้เที่ยง ถึงอย่างนั้นก็ยังนับว่าเป็นโชคดีของธนูที่พระอาทิตย์ลาพักร้อนไปเสียหลายวัน ช่วยให้เขาไม่ต้องซิ่งรถฝ่าเปลวแดดอันร้อนระอุ แต่อาจได้ของแถมเป็นไข้หวัดจากละอองฝนที่โปรยปรายลงมาจากก้อนเมฆสีเทาแทน เข้าตำราได้อย่างเสียอย่าง นอกเหนือจากที่ได้ควันท่อไอเสียเข้าไปเต็มปอดแบบฟรีๆ

ธนูซอกแซกไปตามตรอกซอยทางลัดต่างๆ ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็มาปรากฏตัวที่มหาวิทยาลัยและศูนย์อาหารมหาวิทยาลัยตามลำดับ รวมทั้งมาถึงยังโต๊ะที่อริศรานั่งอยู่ในไม่กี่อึดใจ

“แหม! นัดกับแฟนทั้งที ทำหน้าดำคร่ำเครียดแบบนี้ได้ไงเนี่ย”

เสียงเจื้อยแจ้วของน้ำหวานดังทักธนูที่เดินหน้านิ่ง ตรงดิ่งเข้ามานั่งลงที่โต๊ะข้างๆ อริศรา ขณะที่อริศราหันไปถลึงตาใส่เพื่อนสาวคนสนิท โทษฐานที่ป่าวประกาศเรื่องส่วนตัวของเธอให้โลกรู้

“คดีปิดไม่ได้ เธอจะให้ฉันเดินยิ้มเหมือนดีใจที่มีงานทำไม่ขาดมือหรือไง” ธนูกวนประสาทกลับ จนสาวหมวยเจ้าของใบหน้าอันถูกประโคมด้วยเครื่องสำอางนานาชนิด แทบอยากจะลุกขึ้นเขมือบหัวเขาเสียเดี๋ยวนี้

“ปิดไม่ได้ ก็รีบๆ ทำให้มันปิดได้ซะสิ มือตกแล้วสินะ ถึงได้แต่มานั่งบ่นอยู่ที่นี่”

น้ำเสียงยอกย้อนที่ดังแทรกขึ้น ทำให้ธนูหันขวับไปหาเจ้าของเสียงคุ้นหู คนที่เขาเองก็รู้ดีว่าใคร เพียงแต่... ไม่ได้คาดคิดว่ามนุษย์ผู้นี้จะมาอยู่ที่นี่ด้วย

“เฮ้ย! นี่เธอ!” ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความตกใจ ทันทีที่หันไปเห็นหญิงสาวผมยาวหน้าไทยนามว่า ‘บัวบก’

“ทำไม! มีปัญหาอะไรมิทราบ” บัวบกเชิดหน้า พร้อมปะทะฝีปากเต็มที่

“อ้อ! อย่าบอกนะว่าเพื่อนเธอคนที่ไว้เล็บ หมายถึงยัยนี่น่ะ” ธนูถามอริศราเสียงหลง หน้าถอดสี เมื่อนึกถึงวีรกรรมที่บัวบกเคยก่อไว้กับเขาเมื่อครั้งก่อน ณ สถานที่แห่งนี้

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม ไหนล่ะ! อยากจะทดสอบเรื่องเล็บใช่ไหม... จะให้ทดสอบอะไรตรงไหน บอกมา!” บัวบกลุกขึ้นยืน ตั้งท่าราวกับจะข่วนหน้าธนู ทำเอาสายสืบมือดีประจำกองปราบปรามถอยหลังกราด พร้อมกับโวยวายเสียงดัง

“ถ้าเป็นเธอล่ะก็ไม่ต้องเลย ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ขืนให้เธอช่วยทดสอบ ฉันคงถูกหามส่งโรงพยาบาล แถมยังเสียโฉมไปตลอดชีวิตแน่ๆ”

ละครโรงเล็กของคนทั้งคู่ เรียกให้บรรดานักศึกษาภายในโรงอาหารพากันหันมามองดูด้วยความสงสัย แต่จะมีสักกี่คนที่จดจำได้ว่าเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ละครโรงเล็กที่มีดารานำแสดงคนเดียวกัน ก็เคยถูกนำเสนอ ณ ที่แห่งนี้มาแล้ว

“ไม่ใช่หรอกน่า! บัวเขาล้อเล่น หวานต่างหากล่ะที่ไว้เล็บน่ะ” อริศราลุกไปพาตัวธนูกลับมานั่งลงที่โต๊ะ และบอกความจริงที่ทำให้ชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป ดันมาแหกตากันซะได้” เขาบ่นงึมงำ ตาชำเลืองมองบัวบกซึ่งนั่งปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ข้างๆ น้ำหวาน ก่อนจะหันไปทางน้ำหวานที่กำลังกรีดกรายเล็บยาวๆ อวด

“นี่หัดทาเล็บตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย กะจะโบ๊ะเครื่องสำอางตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยเหรอ พ่อแม่เธอไม่ได้หาเงินมาให้เธอซื้อของฟุ่มเฟือยพวกนี้อย่างเดียวนะ”

คำพูดของธนูทำเอาน้ำหวานหุบยิ้ม ใบหน้าบูดบึ้งขึ้นมาทันที

“ฉันซื้อจากเงินเก็บของฉันย่ะ แล้วที่ทาเล็บทำเล็บเนี่ย ฉันก็ทำของฉันเอง หน้าฉันก็แต่งเอก ผมฉันก็ม้วนเองยืดเอง ไม่ได้ไปเข้าร้านให้เปลืองเงิน ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำอะไร ฉันโตแล้ว!”

เสียงแหลมๆ ของน้ำหวานเรียกให้เหล่านักศึกษาภายในโรงอาหาร หันมาจ้องมองดารานำแสดงคู่ใหม่กันอีกรอบ

“เธอน่ะคิดว่าผู้ชายเขาจะชอบผู้หญิงที่โปะเครื่องสำอางหนาๆ ทั้งตัวหรือไง ปล่อยให้ผิวหนังมันหายใจบ้างสิ มันขาดอากาศบ่อยๆ ต่อไปหน้าเธอจะแก่ที่สุดในคณะ ขายไม่ออกล่ะทีนี้” ธนูลุกขึ้นยื่นหน้ากวนๆ เข้าไปหาน้ำหวาน มือขวาเท้าโต๊ะ และโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันได้ตั้งตัว

“แล้วมันหนักส่วนไหนของนายกันยะ!” น้ำหวานตวัดมือไปที่หน้าของธนู แต่อีกฝ่ายยกมือซ้ายขึ้นบังไว้ ทำให้เล็บยาวๆ ของหญิงสาว ข่วนข้อมือของชายหนุ่ม เลือดสีแดงสดไหลซึมลงมาเป็นทาง สมเจตนารมณ์ที่แท้จริงของธนู!?


จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว