email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1. แต่งงาน!!

ชื่อตอน : ตอนที่ 1. แต่งงาน!!

คำค้น : รักโรแมนติก,คอมมาดี้

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.9k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 01 เม.ย. 2560 08:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1. แต่งงาน!!
แบบอักษร

ตอนที่ 1. แต่งงาน!!

ก่อนหน้านั้นสามเดือน ประเทศอัลจามาล เมืองหลวงอัลจามาล พระราชวังอัลจามาล

บรื้น! บรื้น! เสียงเหยียบคันเร่งเตรียมปล่อยของรถยี่ห้อดังที่มีเพียงสามคันในโลกเท่านั้นและหนึ่งในนั้นก็มาอยู่ในมือของชีคหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล ล้นอำนาจ หน้าตาดีเลิศ และมากไปด้วยอภิมหาสมบัติอย่างชีคเรนอส อัลจามาล อัล ฮัดฟา องค์รัชทายาทลำดับที่สามแห่งราชวงศ์อัลจามาล ประเทศแทบตะวันออกกลางที่รวยจากค้าน้ำมันและอัญมณี

“ท่านชีคน้อยเจ้าค่ะ! อย่านะเจ้าค่ะ!!” คนรับใช้ในพระราชวังสุดหรูต่างกรูออกมาห้ามเจ้าชายน้อยที่อายุไม่น้อยเลย (เลขสามเข้าไปแล้ว) ไม่ให้ขับรถออกจากพระราชวังตามคำสั่งขององค์รัลฟา อัลจามาล อัล ฮัดฟา กษัตริย์องค์ปัจจุบันแห่งอัลจามาล

“ถอยออกไป” เสียงทุ่มต่ำที่ออกมาบ่งบอกถึงความเอาแต่ใจดังออกมาอย่างปราณีที่สุด ก่อนจะเหยียบคันเร่งให้พวกที่เข้ามาขวางขวัญหนีดีฝ่อและใจหายวาบไปตามๆ กัน ใช่ว่าพวกเขาหรือเธออยากจะมาขวางท่านชีคน้อยเสียเมื่อไหร่ แต่ที่ต้องทำทั้งๆ ที่กลัวตายเพราะคนเบื้องบนสั่งมาต่างหาก!

บรื้น! บรื้นนนนน!!!

“อ๊าก!! ท่านชีคน้อยเจ้าขา ขอร้องเถอะเจ้าค่ะ ได้โปรดกลับเข้าวังเถอะนะเจ้าคะ!”

“ใช่เจ้าค่ะ! กลับวังเถอะนะเจ้าคะ!”

“กลับเถิดครับท่านชีคน้อย!”

“จะถอยออกมาดีๆ หรือจะให้เราเหยียบให้เบนก่อนหา!!” ท่านชีคน้อยผู้เอาแต่ใจพูดเสียงเหี้ยมพร้อมกับเร่งเครื่อง คนรับใช้ต่างสะดุ้งโหยงและโผเข้ากอดคอกันกลมแต่ยังไม่ละทิ้งป้อมปราการออกไปแต่อย่างใด จนท่านชีคทำท่าจะขับรถชนป้อมเข้าจริงๆ คนรับใช้ต่างแตกกระเจิงก่อนที่ชีวิตของตนจะหาไม่ ท่านชีคคนเล็กแห่งอัลจามาลยิ้มเหยียดด้วยความพึงพอใจ และเหยียบคันเร่งอีกครั้งเพื่อจะถลาออกไปข้างนอกเสียที แต่ทว่าต้องเบรกจนตัวโก่งเมื่อเห็นคนที่มายืนขวางหน้ารถของเขาแทนป้อมที่เพิ่งสลายไปเมื่อครู่นั้นเป็นใคร ท่านชีคคนเก่งตบพวงมาลัยอย่างโมโห

…เล่นตัวแม่เลยเหรอวะครับ!

“แม่นมนารี!”

“ท่านชีคเจ้าคะ! กลับไปกับนมเดี๋ยวนี้นะเจ้าคะ!” เสียงคนแก่ที่เหี้ยมกว่าทำเอาชีคคนเก่งหดคอวูบ ก่อนจะทำเป็นยืดอีกครั้งเมื่อเหล่าคนรับใช้ต่างมองดูเหตุการณ์อยู่กันเป็นพรืด เรนอสกลอกตาไปมาเพื่อดูสถานการณ์แล้วแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่กสองสามทีแล้ววางอำนาจใหม่

“ถึงให้แม่มาเอง ผมก็ไม่กลับ!” เรนอสชะโงกหน้าไปบอกด้วยน้ำเสียงที่เหี้ยมลงนิดนึง แต่ยังไว้ลายอยู่

“งั้นหรือเจ้าคะ!” แม่นมนารีจิกสายตา ท่านชีคคนเก่งถึงกับเหงื่อตก กระพริบตาปริบๆ แล้วพูดกลับด้วยน้ำเสียงสั่นๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจ

“ค่ะ… ครับ”

“คิดดีแล้วใช่มั้ยคะท่านชีคน้อยถึงได้พูดกับนมแบบนี้” แม่นมนารีพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบมากกว่า เรนอสถึงกับกลืนน้ำลายด้วยความเหนียวหนืดนิดๆ พลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกความกล้าของตนกลับคืนมา

“ผมขอยืนยันคำเดิมครับ แต่ถ้าท่านพ่อยกเลิกเรื่องบ้าๆ นั่น ผมจะยอมกลับไปดีๆ ก็ได้” ชายหนุ่มบอกอย่างเป็นต่อพลางหยักคิ้วให้กับหญิงชรา หนังตาที่เหี่ยวย่นของแม่นมนารีกระตุกหยิกๆ ไม่คิดว่าท่านชีคตัวน้อยที่นางเลี้ยงมากับมือพอโตขึ้นมาจะกวนประสาทนางได้ถึงขนาดนี้ สงสัยนางจะต้องสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียบ้าง ว่าอย่ามาเสียมารยาทกับผู้ใหญ่! “โอ๊ย! แม่! ผมเจ็บนะ!!” เรนอสถึงกลับร้องลั่นเมื่อแม่นมนารีเดินดุ่มๆ ไปเปิดประตูรถ แล้วบิดหูลากเขาออกจากรถท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าข้าราชบริพาร

“ทะ… ท่านชีคน้อย” เหล่าเด็กรับใช้ลากยาวไปถึงคนสวนถึงกับตาโตและมองอย่างหวาดๆ แทน ถึงพวกเขาจะเห็นฉากแบบนี้บ่อย แต่ก็ไม่เคยทำใจให้ชินได้เสียที

“ท่านชีคน้อยตายแน่งานนี้” ทุกคนต่างกระซิบกระซาบกันมันปาก

“จะเหลือเหรอ ท่านนมลงมาเอง ดูด้วยสิแก คนนั้นน่ะตัวแม่เลยนะ”

“อ๊าก!! อูยส์~ เบา! เบา! ผมเจ็บนะแม่!!” เรนอสบ่นหงุงหงิง รีบเดินตามให้ทันแม่นมนารี ก่อนที่หูของเขาจะขาดติดมือแม่นมนารีจริงๆ

“เจ็บงั้นหรือเจ้าคะ! ดี!! จะได้จำ จะได้ไม่ต้องดื้อกับองค์รัลฟาอีก! ทราบมั้ยคะว่าพ่อของท่านชีคน้อยต้องมาปวดหัวกับกิริยาของท่านขนาดไหน!” ว่าแล้วแม่นมนารีก็บิดหูสุดแรงเกิดทิ้งทวน เมื่อลากท่านชีคน้อยของนางกลับเข้ามาในวังได้ เรนอสถึงกับลูบหูตัวเองเบาๆ กลัวว่ามันจะหลุดติดมือออกมา เหล่าข้าราชบริพารที่แอบดูอยู่ถึงกับทำหน้าเจ็บแทน ที่ท่านชีคที่พวกเขาเคารพรักนั้นโดนเล่นงานหนักแต่ไม่ถึงกับอ่วม ก็อย่างว่าแหละ คนเดียวที่สามารถปราบสิงห์ทะเลทรายได้ก็มีแต่แม่นมนารีคนเดียวเท่านั้น

“โธ่ แม่ครับ~”

“ไม่ต้องเรียกนมว่าแม่เลยนะเจ้าคะ!”

“แม่ครับ…” ทำเสียงและหน้าตาละห้อยเหมือนหมาน้อยน่าสงสาร

“ท่านชีคน้อยรู้ดีนะเจ้าคะว่าจะง้อนมอย่างไร” แม่นมนารีเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พลางเหลือบมองท่านชีคน้อยที่นางรักและเอ็นดูเหมือนเป็นลูกแท้ๆ ของนางแล้วคลี่ยิ้มออกมา

“แต่แม่ครับ ผมยังไม่อยากแต่งงานนี่ครับ” เรนอสครวญครางสารภาพออกมา ไอ้เรื่องที่เขาก่อขึ้นสารพัดก็เพราะว่าท่านพ่อของเขาดันจับให้เขาแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาไม่เคยรู้จักและเห็นหน้ามาก่อน เพียงแค่เหตุผลว่าเจ้าหล่อนเป็นลูกสาวเพื่อนสนิทของท่านพ่อ เขาล่ะอยากเอาหัวปักพื้นทรายให้ตายไปเลย เหตุผลนั่นฟังไม่ขึ้นสักนิดเดียว! แน่นอนว่าเกิดศึกระหว่างเขาและท่านพ่อมาแล้ว และลงเอยที่เขาคิดจะหนีออกจากบ้าน อยากหมกตัวอยู่ในทะเลทรายเป็นวันๆ เพื่อลืมเรื่องบ้าๆ นี่ แต่ก็มาถูกเบรกเพราะแม่นมนารีที่เขาเคารพนางเหมือนแม่แท้ๆ มาบิดหูแล้วลากเขามาเก็บเข้ากรุ

…อยากจะบ้า!

“เรื่องนี้ท่านชีคน้อยต้องไปคุยกับท่านชีครัลฟาเองนะเจ้าคะ” แม่นมนารีพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงระคนเห็นใจ แต่ในใจนางแล้ว นางอยากเห็นชีคน้อยที่นางเลี้ยงดูมากับมือสร้างครอบครัวของตนเองเสียที ไม่ใช่ลอยไปลอยมาแบบนี้

“คุยแล้ว และเพราะคุยแล้วนี่ไงผมถึงอยากออกจากบ้าน”

“ลองคุยกับท่านชีคด้วยเหตุผลสิเจ้าคะ แล้วอีกอย่างนมก็เห็นด้วยกับชีคและชีคคาที่จะให้ท่านชีคน้อยออกเรือน ท่านชีคน้อยของนมอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะเจ้าคะ ควรแต่งงานเหมือนพี่ๆ ท่านเสียที นมอยากอุ้มลูกของท่านชีคน้อยแล้วนะเจ้าคะ” เรนอสถึงกับหน้าเมื่อยและกำอึในเวลาเดียวกันกับคำพูดของแม่นมนารี

“ผมเกลียดการแต่งงานรองมาจากเกลียดจิ้งจกเลยนะ” พูดแล้วก็หยึ๋ย เจ้าสัตว์ประหลาดน่าเกลียด ใช้ชีวิตอยู่ตามหลังคาและผนังบ้าน ฉกแมลงกินเป็นอาหาร และเจ้าเท้าสามกีบของมันก็หนึบหนับแถมสกปรกที่สุดจนเขายังอี๋ โอ๊ย! แค่คิดขนแขนเขาก็ลุกแล้ว

“ลองคุยกับองค์รัลฟาใหม่นะเจ้าคะ และอย่าลืมว่าต้องคุยกับพระองค์ด้วยเหตุผล” แม่นมนารีย้ำอีกครั้ง ชีคหนุ่มมองอย่างไม่ชอบใจนัก ก่อนจะพ่นลมเซ็งๆ ออกมา

ณ หน้าห้องทำงานขององค์ชีครัลฟา อัลจามาล อัล ฮัดฟา กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอัลจามาล ชายผู้ที่มีชื่อเสียงในด้านพัฒนาประเทศ ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังความสำเร็จของลูกๆ ทั้งสาม อีกทั้งพระองค์ก็ยังเป็นที่เคารพและน่าเกรงขามเสมอของประชาชนเสมอ ซึ่งหน้าประตูห้องทำงานของท่านตอนนี้ก็มีใครบางคนกำลังเคาะประตูเพื่อจะเข้าไปอยู่

“น่าจะเป็น เจ้าเดิม นะกระหม่อม” ดีเลาะห์ ราชเลขาส่วนพระองค์ในองค์รัลฟาเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย ถึงแม้ว่าคำราชาศัพท์คือคำพูดที่ใช้กับเหล่าชนชั้นสูงในราชวงศ์ แต่ส่วนมากแล้วเหล่าราชนิกูลทั้งหลายของอัลจามาลต่างไม่ค่อยโปรดให้เรียกใช้คำเหล่านี้เท่าไหร่นัก จึงไม่แปลกที่จะได้ยินการพูดคุยกันเป็นแบบคำธรรมดามากกว่า แต่ด้วยดีเลาะเป็นข้าราชบริพารเก่าแก่และอยู่กับกฎมณเฑียรบาลเขาจึงเป็นหนึ่งไม่กี่คนที่ยังคงใช้คำราชาศัพท์กับเจ้านาย องค์รัลฟาเหลือบมองราชเลขาของพระองค์พลางยิ้มน้อยๆ เพราะท่านเองใช่ว่าจะไม่รู้ ว่าคนที่เคาะประตูแบบขอไปทีจะเป็นใครอื่น

เรนอสเคาะประตูห้องทำงานของท่านพ่อของเขาก่อนจะเปิดประตูเข้าโดยไม่รอให้คนที่อยู่ด้านในเอ่ยอนุญาติ พลางยื่นผ้าสีขาวโผล่เข้าไปก่อน อันเป็นสัญลักษณ์ว่าคราวนี้เขาจะมาแบบสงบศึกชั่วคราวก่อนที่จะเดินเข้ามาในห้อง องค์รัลฟาทอดพระเนตรพระโอรสพระองค์เล็กด้วยสายตาตำหนิเล็กๆ เพราะเข้ามาโดยที่ท่านไม่ได้เอ่ยอนุญาต พลางบอกดีเลาะห์ราชเลขาส่วนพระองค์ให้ออกไปก่อน ท่านราชเลขาทำความเคารพทั้งสองพระองค์ก่อนจะออกไป หลังจากนั้นเรนอสจึงเดินดุ่มๆ ไปนั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของท่านพ่อของเขาทันทีถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้เรียกให้ไปนั่งก็ตาม

“ถ้าเจ้าจะมาพูดเรื่องการแต่งงาน พ่อไม่อนุญาตให้เจ้าค้านนะเรย์” เรนอสแทบจะแยกเขี้ยวใส่ท่านพ่อตัวเองเมื่อท่านดันรู้ทันว่าเขาเข้ามาด้วยเรื่องอะไร แต่แล้วก็ต้องสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ นึกถึงคำพูดของแม่นมนารีว่าให้พูดกับท่านพ่อด้วยเหตุผล …พูดด้วยเหตุผล

“แต่มันไม่ถูกนะท่านพ่อ ที่จะให้ลูกไปแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นเพียงเพราะเธอเป็นลูกสาวเพื่อนสนิทของท่านพ่อ” องค์รัลฟาทรงวางปากกาลงแล้วทอดพระเนตรพระโอรสพระองค์เล็กนิ่งๆ แต่พระเนตรที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานั้นมันไม่ได้นิ่งเหมือนหน้าเลย มันเจ้าเล่ห์วิบวับไม่น่าไว้ใจสุดๆ ชีคหนุ่มคิดว่าท่านพ่อของเขาต้องวางแผนอะไรไว้แน่ๆ

“ที่พ่อให้เจ้าแต่งกับลูกสาวของเพื่อนพ่อ เพราะพ่อเห็นว่าเธอเป็นคนดี นิสัยดีและเก่ง สามารถช่วยเหลืองานของลูกได้”

“แล้วทำไมท่านพ่อไม่ให้เธอแต่งกับท่านพี่โรหรือท่านพี่โรม ก่อนที่ทั้งสองจะแต่งงานล่ะครับ จะโยนมาให้ผมทำไม” เขาล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าจะโยนขี้มาให้ทำไม ไอ้ตอนที่พวกท่านพี่ทั้งสองจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ท่านพี่ทั้งสองเป็นคนเลือกเองไม่เห็นท่านพ่อจะพูดอะไรเลย เห็นดีเห็นงามแถมยังเชียร์ว่าแต่งเลยๆ ยังกับเด็กวัยรุ่น

“ก็ตอนนั้นลูกสาวเพื่อนพ่อเธอยังเด็กเกินไป”

“ผมกับเธอก็ห่างกันเกือบสิบปีเลยนะครับ เธอก็เด็กสำหรับผมเหมือนกัน” เอาสิ! จะแถจนไม่ต้องแต่งเลยคอยดู!!

“แต่ตอนนี้ก็โตพอที่จะมีครอบครัว และเจ้าเองก็ควรจะมีครอบครัวได้แล้วเช่นกัน อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ จะทำตัวเป็นวัยรุ่น มีข่าว (คาว) มาให้พ่อและแม่ของเจ้าต้องปวดหัวไม่ได้แล้วนะ”

“ผมจะขึ้นคานครับท่านพ่อ” เรนอสพูดออกไปตรงๆ ก็เขาไม่อยากแต่งงานนี่หว่า ถึงแม้อายุจะมาก (แค่เลขสาม) แต่หน้าเขาก็ยังอ่อนเหมือนยี่สิบต้นๆ อยู่เลย แล้วก็ยังอยากใช้ชีวิตเป็นเจ้าชายลั่นล้า ควงสาวไม่ซ้ำหน้าแบบชิลด์ๆ ปกป้องอันดับเจ้าพ่อหนุ่มเพลย์บอยตลอดกาลแบบเหนี่ยวหนึบ ไม่คิดอยากจะลาออกจากวงการตอนนี้ แล้วไอ้เรื่องการแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตัวเอง ต้องสละอีกครึ่งชีวิตเพื่อดูแลชีวิตของคนอื่นเพิ่มแถมต้องมาเลี้ยงเด็ก เจ้าสิ่งมีชีวิตที่เขาไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่อีก มันไม่เคยมีและไม่คิดที่จะมีอยู่ในสมอง ดังนั้นต้องคัดค้านเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด!

“ถ้าละเมอก็ไปนอนซะเรย์” เรนอสถอนหายใจพรืดใหญ่แล้วกลอกตามองบน เมื่อรู้ว่าการเจรจาครั้งงนี้ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า แถมยังโดนเทศนาแบบคอมโบเช็ตอีก “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาอย่างนั้นหรือ เจ้าเป็นถึงองค์รัชทายาทของพ่อ ไม่ว่าเจ้าจะได้เป็นกษัตริย์หรือไม่ เจ้าก็ยังต้องทำหน้าช่วยดูแลประเทศนี้ และเจ้าก็ต้องมีครอบครัวเพื่อสืบทอดราชสมบัติต่อไป” องค์รัลฟาพูดด้วยพระพักตร์ละเหี่ยใจกับความคิดเด็กๆ ของพระโอรสคนเล็กของท่าน แล้วที่เรนอสมีนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ไม่คิดถึงคนอื่นแบบนี้ ก็ต้องโทษที่พระองค์เลี้ยงลูกคนนี้มาแบบตามใจมากเกินไป ไม่เหมือนพวกลูกชายอีกสองคนที่พระองค์ออกจะเคร่งเรื่องกฎระเบียบ ความคิด และการเป็นอยู่

“แต่ว่าลูก…” เรนอสพยายามค้าน

“อีกสองวันเจ้าต้องไปประเทศไทยกับพ่อ เจ้าและพี่ๆ ของเจ้าต้องไปคุยเรื่องธุรกิจที่เราจะทำร่วมกันกับซีอีโอเอกรัตน์ และถือโอกาสนี้ไปพบว่าที่คู่หมั้นเจ้าด้วย”

“ท่านพ่อ!” เรนอสตาโต แทบร่วงตกเก้าอี้ นอกจากจะโดนเทศน์แบบคอมโบเช็ตแล้วยังโดนมัดมือชกให้ไปทำงานอีกต่างหาก!

“นี่งานในส่วนของเจ้า” องค์รัลฟาทรงยกแฟ้มเอกสารปึกใหญ่มาวางตรงหน้าพระโอรสที่ยังไม่หายอึ้งดี เรนอสเห็นแล้วแทบคราง…

แบบนี้มันมัดมือชกชัดๆ*!*

“เอาไปอ่านให้หมด เพราะพ่อจะให้เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบโปรเจคนี้ร่วมกับพี่ๆ ของเจ้า และห้ามปฏิเสธ เพราะเจ้าอู้งานไม่ยอมช่วยงานพ่อและพี่ๆ ของเจ้ามาสามเดือนแล้ว เลิกเล่นไร้สาระแล้วทำงานได้แล้วเรย์” เรนอสร้องครางอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ก่อนก้มหน้ายอมรับในชะตากรรม (แค่เรื่องงานอย่างเดียว) เพราะเขาจะทำทุกอย่างให้ยัยนั่นไม่กล้าแต่งงาน และกระเด็นหลุดไปจากชีวิตโดยสมบูรณ์!!

ณ ผับแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร

เสียงเพลงในผับเปิดได้เร้าใจและมันถึงตับสุดๆ หญิงสาวนางหนึ่งรูปร่างเล็ก แต่งตัวแอบเปรี้ยวนิดๆ (แต่ไม่เข็ดฟัน) ร่างบางนั้นกำลังโยกซ้ายโยกขวาแล้วก็เด้งหน้าเด้งหลังอย่างเมามันในอารมณ์ ก่อนจะกระโดดขึ้นไปเต้นบนโซฟา แล้วเหวี่ยงเสื้อหนังตัวโปรดไปมาอย่างสุดมัน! บรรดาพวกเพื่อนและรุ่นน้อง (ที่มากันแค่สองคน) มองคนเต้นที่เต้นอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยสายตาแอบช็อก ก่อนที่จะดึงร่างนั้นลงมานั่งตามเดิมเพราะทนรับสภาพเหมือนแมลงหวี่เมาไม่ได้ คนที่ถูกขัดจังหวะการโยกหัวคลอนกรนด่าในใจก่อนจะแหกปากส่งเสียงร้องให้ชาวบ้านเขารำคาญ

“วู้ๆ! มันจิ๊กกะแด่ว! มันจิ๊กกะแด่ว!! ขอเพลงม่วนอีหลีอีกทีได้มั้ยค้า!!! วู้ๆ! โอ้เย่!!”

“ไอ้ปลา แกนั่งอยู่เฉยๆ สักที! แล้วเลิกเต้นบ้าๆ ได้แล้ว!!” หญิงสาวมองหน้าคนที่บังอาจมาขัดจังหวะเธอด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ เมื่อเพ่งมองดีๆ ก็พบว่าเป็นไอ้ต้าร์บาบี้จิ๊กกี้ (ไอ้สี่คำหลังเธอต่อเอง) เกลอสุดเลิฟเวอร์ของเธอที่มาห้ามนั่นเอง พร้อมๆ กับที่ตัวเธอเองมีความรู้สึกว่าสมดุลของโลกได้เปลี่ยนไป

ทำไมพื้นมันเอียงจาง ฮ่าๆ พื้นเอียงๆ ฮ่าๆ เอิ๊ก*!*

“ทำไมวะ มาผับมันก็ต้องเต้นดิ ไม่มาเต้นแล้วจะมาทำซากอะไร ซักผ้าเหรอ!?” หญิงสาวหันไปด่า แล้วสะบัดตัวเองออกจากการจับของศิวาเพื่อนเกลอ “เฮ้ยปล่อย!”

“ฉันว่าแกควรกลับบ้านได้แล้ว แกเมามากแล้วนะ เดี๋ยวคนในวังก็เป็นห่วงแย่หรอก” ศิวาเอ่ยเตือนเพื่อนสาวที่เมาแอ๋ด้วยความหวังดีปนรำคาญที่เพื่อนเขามันยังทำตัวบ้าไม่เลิก แค่มันขึ้นไปเต้นเหมือนหนอนโดนน้ำร้อนลวกบนโซฟาแล้วเหวี่ยงเสื้อก็ทำให้เขาอายพออยู่แล้ว ทำตัวไม่ได้เท่ห์เล้ย เหมือนนักเลงท้ายซอยมาหาเรื่องมากกว่า

“ไม่เป็นห่วงหรอกเว้ย” ว่าแล้วหญิงสาวก็ตบไหล่ศิวาเพื่อนเกลอแปะๆ ไม่อยากให้มันคิดมาก ก่อนจะตบอกตัวเองราวกับนักเลงหัวไม้ “ฉันเป็นใครแกก็รู้ ฉันลูกปลาไซย่านะเว้ย ใครจะมาทำอะไรฉันวะ ลองใครเข้ามาดิ แม่จะอัดให้เละเบยยยย ฮ่าๆ” แล้วก็หัวเราะลั่นโลกแบบไม่อายประชาชี พลันตาโตเมื่อบริกรเอาแอลกอฮอล์ของโปรดหญิงสาวมาเสิร์ฟอีกครั้ง “โอ๊ะ! ของโปรดมาอีกแว้ว แว้ว แว้วววว~” แต่ทว่าไม่ทันได้คว้าอีกคนที่อยู่ด้วยในวงแต่คนเขียนยังไม่แจกบทก็ฉกเอาไปก่อนตามคำสั่งของศิวาเพื่อนเกลอเจ้าหล่อน

“ไอ้พอร์ช แกอย่าให้มันดื่มเชียวนะ แค่นี้มันก็หาทางกลับบ้านไม่ได้แล้ว”

“ไอ้ต้าร์!” หญิงสาวโพล่งด้วยความหงุดหงิด…

ไอ้มารคอหอยเอ๊ย*! เธอจะกิน มาห้ามอยู่ได้*

“ไอ้พอร์ช ไอ้น้องรักของเจ๊ เอามาให้เจ๊ซะดีๆ เจ๊จะดื่ม!!” หญิงสาวร่างเล็กกำลังดิ้นสุดแรงเกิดเพื่อให้หลุดออกมาจากการจับกุมของศิวาเพื่อนเกลอ บวกกับพยายามไปยื้อแย่งขวดเตกีล่ามาจากมือของธันวารุ่นน้องที่ทำงานด้วยกัน แต่เด็กหนุ่มกลับยกแขนขึ้นสูงเพื่อไม่ให้พี่สาวจอมขี้เมาและขี้โวยวายเอามันไปได้ หญิงสาวหรี่ตามองรุ่นน้องด้วยความหงุดหงิด แล้วหันไปมองศิวาเพื่อนเกลอที่เป็นคนสั่งด้วยความอาฆาตสลับกับมองรุ่นน้องด้วยแววตาเอาเรื่องไม่แพ้กัน

นี่มันเชื่อไอ้ต้าร์มากกว่าเธองั้นเรอะ แมร่งเอ๊ย*! ไอ้พวกเปรต แข่งสูงกับเสาไฟฟ้า อย่าให้แม่สูงบ้างนะจะยืนข่มให้*

“ผมให้ไม่ได้หรอกครับ ไม่ใช่เพราะคำสั่งของเฮียต้าร์นะ แต่ผมเป็นห่วงเจ๊ ผมว่าเจ๊เพลาๆ หน่อยก็ดีนะครับ ทั้งเตกีล่า ทั้งมาร์ตินี่ แถมยังกระดกเหล้าพื้นๆ ไปอีกตั้งหลายขวด เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาทำงานไม่ไหวเอานะครับ” ธันวาร่ายยาวด้วยความเป็นห่วง แต่หญิงสาวฟังไม่รู้เรื่องสักอย่าง เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาจนตอนนี้มันไหลไปตามไส้ติ่งหมดแล้ว เธอรู้แค่ว่าอยากดื่มอย่างเดียว ดื่มให้ตายไปเลย ดื่มให้ลืมผู้ชายเลวๆ! แค่คิดก็อยากให้เธอร้องไห้… ฮื่อๆ ไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้น! เธอคบกับมาเกือบสองอาทิตย์เพิ่งจะจับได้ว่ามันเป็นเกย์! ไอ้ผู้ชายบ้านั่นมันมาคบกับเธอก็เพื่อหวังจะให้เธอเป็นสะพานไปหาคู่เกย์ของมัน แถมโชคชะตาก็เล่นตลกให้เธอมารู้อีกว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นเป็นเกย์ควีน! ชะนีออกหางแบบนี้ทำไมเธอถึงดูไม่ออกนะ อ๊าก! อยากจะบ้าตาย!! ถ้าวันนี้เธอไม่ไปหามันที่คอนโดฯ แล้วเจอมันกำลังเล่นจ้ำจี้อยู่กับคู่เกย์มันล่ะก็ เธอคงเป็นกวางน้อย (?) ที่โง่ไปอีกนานเลย ฮื่อๆ แล้วนี่ถ้ายัยฟีฟ่าคู่อริเธอรู้เรื่องว่าเธอพลาดคบเกย์ชะนีไปล่ะก็ ยัยนั่นต้องมาเยาะเย้ยแล้วประจานเธอแน่ๆ เรื่องนี้เธอยอมไม่ได้เด็ดขาด!! ไอ้เรื่องอื่นน่ะยอมได้ แต่เรื่องศักดิ์ศรีเธอไม่ยอมให้ใครมาหยาม!!! “ทำไมวันนี้เจ๊ดื่มเยอะจังอ่ะครับ”

“จะไม่ให้มันดื่มหนักได้ไง เพิ่งรู้ว่าแฟนที่คบมาเกือบสองอาทิตย์ดันเป็นเกย์” ศิวาเพื่อนเกลอตอบแทนเพื่อนสาวของเขาอีกครั้งแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ กลอกตาไปอย่างเอื่อมๆ ปาริดาก็พยักหน้ารัวๆ พร้อมกับปรบมือเปาะแปะ ย้ำชัดว่าสิ่งที่เพื่อนหนุ่มพูดนั้นเป็นเรื่องจริงทุกประการ แล้วมือหนาของศิวาจะจับหมับเข้าที่คอเสื้อปาริดาเพราะหัวเจ้าหล่อนมันจะทิ่มพื้นอยู่แล้ว แถมยัยเพื่อนตัวดีก็ยังมีหน้ามาหัวเราะชอบใจอีก …ยัยประสาท!

“ฮะๆ ไอ้ต้าร์ พื้นมันเอียงหรือว่าหัวตูเอียงวะ? ฮ่าๆ เอิ๊ก!”

“อะไรนะครับ!?” ธันวาไม่สนใจความเพี้ยนเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ของเจ๊ใหญ่ สนใจแต่เรื่องที่เฮียเขาพูดอย่างเดียวด้วยความตกใจ ก่อนจะสะดุ้งเพราะจู่ๆ เจ๊ใหญ่เขาก็โพล่งแทรกเข้ามาในวงสนทนา

“ทำไมผู้ชายมันต้องเป็นชะนีน้อยไปหมดทุกคนเลยวะ! ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ผู้หญิงสวยๆ อย่างฉัน หัวโด่อยู่ทั้งคนแท้ๆ ทำไมต้องชอบกันเองด้วย โลกนี้มันช่างอยู่ยากขึ้นทุกวัน โฮ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็แสร้งธรณีกรรแสงพลางหยิบเสื้อเชิ้ตของศิวาเพื่อนเกลอขึ้นมาสั่งขี้มูก ชายหนุ่มทำหน้าขยะแขยงแล้วถอดเสื้อตัวเองปาใส่หญิงสาวทันทีด้วยความรังเกียจอย่างสุดซึ้ง

“สกปรก!”

“เดี๋ยวนะเจ๊” ธันวาโพล่งขึ้น คิ้วขมวดด้วยความไม่เข้าใจ “คือ… ตอนนี้ผมงงไปหมดแล้วอ่ะ ตกลงเจ๊มีแฟนกี่คนกันแน่เนี่ย? เมื่อสองวันก่อนผู้ชายที่มารับเจ๊ไปกินข้าวไม่ใช่แฟนเจ๊เหรอ?” เขาถามด้วยความสงสัย หญิงสาวยังแสร้งสะอื้น (ทั้งๆ ที่ไม่มีน้ำตาสักหยด) ไม่เลิก พลางทำท่านึกเรื่องที่รุ่นน้องพูด ขณะที่ศิวาถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ผู้ชาย? เมื่อสองวันก่อนเหรอ?” เอ๋? ใครหว่า มีด้วยรึ?

“คนนั้นที่แกเห็นคือคุณชายไทรักษ์ เป็นแฟนยัยบ้านี่เหมือนกัน” ศิวาผู้รอบรู้ตอบแทนให้อีกครั้ง หญิงสาวเลยร้องอ๋อทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ ใช่ๆ เธอลืมคนนี้ไปได้ยังไงเนี่ย เธอไม่ได้มีนังเกย์ควีนนั่นคนเดียวนี่หว่า เธอยังมีคนอื่นๆ ในฮาเร็มอีกเป็นโขยงเลย …อุ๊บ! เธอไม่ได้เจ้าชู้นะ เธอเป็นแค่ผู้หญิงลั้นล้า~

“หา! ละ… แล้วผู้ชายคนเมื่อวันก่อน คนที่รอเจ๊อยู่หน้าออฟฟิต คนที่ที่เจอกันที่เชียงใหม่ คนที่คุยไลน์กับเจ๊…”

“แฟนยัยนี่หมดเลยหรือจะพูดให้ถูกคือกิ๊ก ยัยประสาทนี่มีกิ๊กเป็นฮาเร็ม อยู่ด้วยกันไปอีกหน่อยเดี๋ยวแกก็ชินเอง” ศิวาแจงอย่างอ่อนใจ ธันวายังทำตาโตเป็นนกฮูกไม่เลิกแล้วมองเจ๊ใหญ่ของเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

“มองฉันแบบนี้หมายความว่ายังไงย่ะไอ้เด็กบ้า เดี๋ยวเจ๊ก็เบิร์ดกะโหลกให้หรอก” หญิงสาวทำท่าจะเบิร์ดกะโหลกเด็กหนุ่มจริงๆ ธันวาหดคอวูบโดยอัตโนมัติ

“ถ้าเจ๊มีเยอะขนาดนั้น ทำไมเจ๊ต้องมาซดเหล้ามากมายขนาดนี้ด้วยล่ะครับ!” เด็กหนุ่มถามอย่างไม่เข้าใจ ถ้าเป็นเขาเข้าไปหาเด็กในสังกัดแล้ว ไม่มานั่งให้เสียเวลาแถมมาเปลืองตังค์ซดเหล้าเหมือนน้ำเปล่าแบบนี้หรอก

“ก็เพราะว่ามันไม่ได้มีเรื่องนี้เรื่องเดียวน่ะสิ” ศิวาพูดขึ้นมาพร้อมกับหันไปมองเพื่อนสาวข้างตัวด้วยสายตารู้ทัน

“ยังมีเรื่องอะไรอีกครับ?” หญิงสาวหันไปมองหน้าความอยากรู้ของรุ่นน้องหนุ่ม ก่อนจะมองเลยไปยังศิวาเพื่อนเกลอที่ยังไม่รู้อีกเรื่องของเธอที่เธอกลุ้มใจจริงๆ แต่ที่เพื่อนเธอเกริ่นออกมาเหมือนรู้เพราะว่าศิวานั้นเป็นเพื่อนที่สนิทกับเธอมากและรู้สันดานเธอหมดแล้ว แน่นอนว่าเธอไม่ได้มากินเหล้าเพราะเรื่องผู้ชายเวรๆ นั่นเรื่องเดียว แต่เพราะมีเรื่องอื่นให้เครียดเลยต้องมาหาวิธีระบายออกด้วยวิธีนี้ยังไงล่ะ!

“ฉันถูกจับให้แต่งงาน”

“แต่งงาน!” ธันวาโพล่งขึ้นด้วยความตกใจ (ดูเหมือนมันจะตกใจยิ่งกว่ารุ่นพี่สาวที่โดนจับแต่งงานซะอีก)  แต่ศิวากลับมองเพื่อนสาวด้วยใบหน้านิ่งๆ  หญิงสาวเลยใช้โอกาสนี้ที่สองหนุ่มสนใจเรื่องของเธอ ฉกเหล้ามาจากมือของเด็กหนุ่มรุ่นน้องก่อนจะกระดกมันเข้าปากเหมือนน้ำเปล่า ศิวาถึงกลับสบถอุบแล้วดึงออกมาจากมือของหญิงสาวทันที

“ไอ้ต้าร์!!”

“เล่ามาให้หมด” ศิวาพูดด้วยท่าทางที่นิ่งกว่าปกติ แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ทันสังเกต เพราะพยายามแย่งขวดเหล้าของเธอคืน แต่ยิ่งทำชายหนุ่มก็ยิ่งยกสูงขึ้นจนเธอเอื้อมไม่ถึง

“ก็เอาเหล้ามาก่อนเซ่! เอามาๆ”

“เล่าเสร็จแล้วจะให้” หญิงสาวมองเหล้าในมือไอ้เพื่อนเวรอย่างขัดใจ ศิวาปรามมองเพื่อนสาวของเขาด้วยสายตานิ่งๆ เหมือนเคย เธอเลยยอมเล่าเพื่อเหล้าในมือชายหนุ่ม

“คุณพ่อคุณแม่จับฉันแต่งงานกับลูกเพื่อนของท่าน แกรู้เปล่าว่ามันเป็นใคร เอิ๊ก! ไอ้บ้านั่นคือชีคเรนอส ไอ้ผู้ชายที่ติดอันดับโลกเรื่องถุงยางอานามัยดูเร็กซ์!” ผู้ชายบ้าอะไรก็ไม่รู้ดังเรื่องอย่างว่า! เกิดมาก็เพิ่งเคยพบเคยเจอ แล้วคุณพ่อคุณแม่ของเธอยังบ้าจี้ให้แต่งงานกับคนแบบนี้อีก เธอล่ะอยากจะบ้าตาย!

“เอ่อ… เรื่องผู้หญิงไม่ใช่เหรอครับ เค้าเป็นเพลย์บอย ผู้ชายลั่นล้านะครับเจ๊” ธันวาเอ่ยแก้ให้เจ๊ใหญ่ของเขาด้วยความหวังดี แน่นอนว่าใครๆ ต่างก็รู้จักชีคเรนอส เพราะนอกจากจะรวยล้นฟ้า หน้าตาดีเวอร์แล้ว ไอ้เรื่องที่เจ๊เขาบอกว่าดังเพราะถุงยางอนามัยก็เป็นเรื่องจริง พี่สาวเขาเองก็ยังกรี๊ดชีคคนนี้เป็นบ้าพลัง บ้าขนาดมีโปสเตอร์ผู้ชายคนนี้เต็มห้องจนมองไม่เห็นผนังแท้ๆ ของบ้าน

“ผู้ชายไร้ประโยชน์มากกว่า! ไม่มีแก่นสาร!! เปลี่ยนผู้หญิงยิ่งกว่าเปลี่ยนกางเกงในซะอีก!” ปาริดาเถียงคอเป็นเอ็นด้วยความโมโหสุดขีด ก่อนจะฉกแก้วนมสดมาจากมือรุ่นน้องมาดื่มจนหมดแก้วแล้วพล่ามต่อด้วยอารมรณ์โมโหไม่หาย “ไม่รู้ว่าทำไมพวกท่านถึงอยากให้ฉันแต่งกับคนประเภทนี้ เอิ๊ก!” โอ๊ย!!! ลมตี ขึ้นคอเลย ไม่น่าดื่มนมเข้าไปเลย อยากจะอ้วก

“ก็เหมือนกับเจ๊ไงครับ เปลี่ยนผู้ชายไปเรื่อย” ธันวาแจงตามความคิดของตน เลยได้นัยน์ตาขวางๆ ของเจ๊ใหญ่มาเป็นรางวัล

“ไม่เหมือนกันย่ะ! อย่างฉันเค้าเรียกว่าคบเผื่อเลือกเฉยๆ แต่ไอ้บ้านี่มันฟันแล้วทิ้งต่างหาก!”

“แล้วเจ๊ไม่ได้ฟันแล้ทิ้งเหรอครับ”

“ฉันเวอร์จิ้นย่ะ! คบกันแบบใสๆ ไร้มลทิน” เธอหันไปด่าไอ้เด็กเปรตรุ่นน้องแล้วแบมือไปทางศิวาเพื่อนเกลอของเธอทันที “เอาเหล้ามาให้ฉันได้แล้วไอ้ต้าร์” ศิวามองปาริดาทางหางตา ก่อนที่เขาจะกระดกเหล้าขวดนั้นเอง หญิงสาวถึงกับร้องประท้วง “เฮ้ย! แกทำแบบนี้ได้ไง! นั่นมันเหล้าฉันนะเว้ย!”

“แต่ฉันกินหมดแล้ว” ศิวาตอบกลับมาหน้าตาย หญิงสาวแทบจะเตะถวายเจ้าหากว่าธันวาไม่เข้าจับขาเธอไว้เสียก่อน ว่าแต่ไอ้เด็กเวรนี่มันจะจับขาเธออีกนานมั้ยเนี่ย ปล่อยสักทีสิโว้ย! เดี๋ยวแม่ก็ยันไปนู่นหรอก!

“ขาเจ๊เนี๊ยนเนียนเนอะ ผิวก็นุ่มด้วย หุๆ” เด็กหนุ่มรุ่นน้องเผลอมองขาเจ๊ใหญ่ด้วยสายตาหื่นๆ

“ปล่อยขาฉันก่อนที่มันจะนาบหน้าแก!!” หญิงสาวสะบัดขาตัวเองออกมาจากความหื่นของไอ้เด็กรุ่นน้อง ไม่สนใจเสียงโหยหวนที่มันครางออกมาหาว่าเธอโหด

“โหดอ่ะเจ๊”

“งั้นฉันสั่งขวดใหม่ก็ได้” ปาริดาทำท่าจะเรียกบริกร แต่เพื่อนหนุ่มเธอรีบกระชากเธอให้ลุกขึ้นยืนทันที เวรเอ๊ย! ทำแบบนี้มันทำให้เธอพะอืดพะอมยิ่งกว่าเดิมนะเว้ย “เฮ้ย! ไรวะ!!”

“กลับบ้านได้แล้ว แกเมามากแล้วนะไอ้ปลา ถ้าแม่แกรู้ว่าแกเมาหนักขนาดนี้เดี๋ยวก็บ้านแตกหรอก” แตกไปแล้วล่ะ แต่แตกเพราะไอ้เรื่องที่จะจับเธอแต่งงานนะ เถียงกันแทบวังแตก สุดท้ายเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องต่างคนก็ต่างสะบัดบ็อบใส่ คุณแม่เดินหนีขึ้นไปบนห้องส่วนเธอก็หนีออกมาข้างนอก แล้วก็โทรตามไอ้สองหน่อนี่ออกมาดื่มเป็นเพื่อน แต่ถ้าเธอล่วงรู้เหตุการณ์ข้างหน้าว่าเอามันสองตัวมาแล้วจะมาห้ามแถมปากหมาขนาดนี้ เธอไม่โทรตามพวกมันมาหรอก อารมณ์เสีย!

“นั่นมันเรื่องของครอบครัว เคลียร์กันเอง ไม่ใช่มาหนีปัญหาแบบนี้”

“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไงวะ? คนมันไม่อยากแต่งนี่หว่า” หญิงสาวเถียงกับชายหนุ่มจนถึงลานจอดรถ ศิวาทำหน้าเอือมสุดๆ ส่วนธันวาก็หัวเราะแหะๆ เพราะไม่รู้จะช่วยเหลือเจ๊ใหญ่ของเขายังไง

“ก็บอกแล้วไงว่าเรื่องนี้แกต้องไปเคลียร์กับที่บ้านเอง ขึ้นรถ ฉันจะไปส่งแกที่บ้าน” ศิวาเปิดประตูรถแล้วดันเพื่อนสาวเข้าไปข้างใน แต่หญิงสาวขื่นตัว

“ถ้าฉันตกลงได้แล้วฉันมามาเมาทำซากอะไรวะ แกช่วยคิดวิธีให้ฉันไม่ต้องแต่งงานหน่อยสิ” หญิงสาวหาทางกล่อมเพื่อนเกลอให้ช่วยอีกครั้ง แต่ชายหนุ่มตอบกลับมาแบบไม่คิดให้เสียเวลาว่า…

“ไม่”

“ไอ้เพื่อนเวร”

“งั้นใช้วิธีผมมั้ยล่ะ” ธันวาพูดขึ้นด้วยดวงตาที่เป็นประกาย หญิงสาวหรี่ตาลง หวังว่าความคิดของไอ้รุ่นน้องเธอมันจะเข้าท่านะ ไม่ใช่เหมือนตอนที่ทำงาน เธอใช้ให้ไปดูแบบแปลนหน้างานแทน แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นมันเมาแดดหรือว่าอะไร ถึงได้ดูแบบเพี้ยนไปหมด สรุปคืองานเละ คนงานก็แก้วนไปจ้า

“วิธีอะไร ถ้าได้ผลเจ๊เพิ่มโบนัสเดือนนี้ให้เลย” หญิงสาวพูดอย่างใจปล้ำ ธันวายิ้มกริ่ม มองหน้าเจ๊ใหญ่ของเขาสลับกับเฮียของเขาไปมา

“เจ๊กับเฮียต้าร์ก็หลอกว่าเป็นแฟนกันไงครับ ควงกันไปหลอกทางบ้านเจ๊คงจับไม่ได้หรอก ก็เจ๊กับเฮียต้าร์ออกจะสนิทกันขนาดนี้ ไปนอนค้างกันที่บ้านก็มีไม่ใช่เหรอครับ” หญิงสาวมองคนข้างตัวแล้วคลี่ยิ้มออกมา พลางหัวเราะในลำคออย่างเจ้าเล่ห์ หึๆ นั่นสินะ เธอลืมคนคนนี้ไปได้ยังไงเนี่ย

“ไม่เป็น” ศิวาพูดออกแบบไม่เสียเวลาคิด เพราะเขาไม่เอาตัวเองมาเปลื้องเวลากับเรื่องสมองกลับไร้สาระนี่หรอก แล้วคิดเหรอว่าแผนนี้จะได้ผล ไปหลอกเด็กอนุบาลมันยังไม่เชื่อเลย

“อะไรว้า” หญิงสาวร้องออกมาอย่างเซ็งจิต ชักจะโมโหปนพะอืดพะอมอยากจะอ้วกขึ้นมาทุกที ไอ้เพื่อนบ้านี่ห้ามแมร่งทุกอย่างแถมยังไม่ช่วยเหลืออะไรเธออีก

“ทำไมล่ะครับเฮียต้าร์!~” ธันวาถึงกับร้องไห้ทันที ที่เขาร้องเป็นเพราะโบนัสปลายเดือนของเขาจะอดทันทีที่รุ่นพี่ที่เขาเคารพรักคนนี้ปฏิเสธ

“ฉันไม่ทำ” ศิวายังยืนยันคำเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และไม่สนใจดวงตาแสร้งเศร้าของไอ้รุ่นน้องที่มองมาด้วย ก่อนจะหันไปพูดกับคนที่อยากให้เขาร่วมมือในแผนการสมองกลับนี่ “แล้วนึกเหรอว่าคุณป้ากับคนอื่นๆ จะไม่รู้ว่าหลอกพวกท่าน เพราะว่าแกดันมาเปิดตัวว่ามีแฟนตอนที่จะถูกจับแต่งงานแทนที่จะทำนานแล้ว และไม่ต้องเอาบรรดากิ๊กในฮาเร็มของแกไปตบตาคุณป้า เพราะท่านรู้นิสัยของลูกสาวท่านดีกว่าใคร เลิกทำตัวเป็นเด็กแปดขวบแล้วกลับบ้านเสียที” ชายหนุ่มร่ายยาวจนหนึ่งเพื่อนเกลอกับหนึ่งรุ่นน้องไม่สามารถเถียงอะไรได้

“ไม่นะ! ฉันไม่อยากกลับ ฉันอยากอยู่ต่อ!!” หญิงสาวขื่นตัวเอง ไม่ยอมให้ศิวาเพื่อนเกลอจับลากเข้าไปในรถได้ง่ายๆ

“จะให้ฉันพาแกกลับบ้านดีๆ หรือจะโทรตามแม่แกมารับ” เขาขู่

“นี่แกกล้าขู่ฉันเรอะ!”

“เออ” คำตอบห้วนๆ แต่รู้ว่าเพื่อนเกลอของเธอมันทำจริงอย่างแน่นอน เล่นเอาแม่เธอมาขู่แบบนี้ เธอก็ต้องกลัวน่ะสิ ใครจะกล้ามีปัญหากับคุณนายปริมกัน! (ยกเว้นเรื่องแต่งงานที่เธอกล้ามีเรื่อง)

“งั้นฉันขอไปนอนบ้านแกก่อนได้มั้ยอ่ะ ฉันยังไม่พร้อมที่จะกลับบ้าน” หญิงสาวพยายามยืดเวลาออกไปให้นานที่สุด เธอยังไม่พร้อมที่จะกลับบ้านในตอนนี้จริงๆ แต่ทว่าศิวาเพื่อนเกลอหาได้สนใจเธอในเรื่องนี้ไม่

“ไม่”

“ไอ้เพื่อนใจร้าย!”

ก่อนอื่นเลยเธอขอแนะนำตัวก่อนนะ เธอชื่อเล่นว่า ‘ปลา’ หรือคนไทยส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ ‘หม่อมหลวงปาริดา บริพัฒน์ธนกุล’ ธิดาคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมดสามคนของหม่อมราชวงศ์อนุชัยและหม่อมราชวงศ์ปิยะภรณ์ บริพัฒน์ธนกุล ตระกูลหม่อมเก่าแก่ตั้งแต่สมัยไหนก็ไม่รู้ เพราะเธอไม่ค่อยจะสนใจชีวประวัติครอบครัวตัวเองเท่าไหร่ เอาไว้ว่างๆ เธอจะเซิร์ตจากกูเกิลให้ก็แล้วกันนะ

ชีวิตส่วนมากของเธอจะหมดไปกับการออกภาคสนามสร้างบ้านเรือนให้คนมีเงินอยู่ แน่นอนว่าเธอจบวิศวะโยธามาจ้า แต่ดูเหมือนว่าอาชีพนี้ตระกูลไหนๆ ลูกหลานเค้าก็เป็นกันเยอะ บรรดาญาติทางคุณพ่อคุณแม่เลยไม่ค่อยมีใครปลื้มเธอสักเท่าไหร่ (เพราะเธอไม่เป็นเลิศทางด้านใดด้านหนึ่ง ที่นำชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล!) ส่วนมากบรรดาญาติๆ ของเธอจะทำธุรกิจเป็นของตัวเองทั้งนั้น ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้แคร์อะไรหรอกนะ แต่ไม่รู้เพราะเหตุนี้ด้วยหรือเปล่าคุณพ่อคุณแม่ถึงอยากให้เธอดองกับบ้านคนอื่นจัง แถมดองบ้านไหนไม่ดอง ดั๊นมาดองกับบ้านชีคที่มีดีกรีเป็นนักรักตัวฉกาจ กินถุงยางอนามัยเป็นอาหารหลัก ซึ่งเธอคิด (เอาเอง) ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ให้เธอแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ ก็เพราะคิดว่าถ้าลูกสาวท่านทั้งสองจะแต่งงานทั้งทีก็เอาให้มันใหญ่ไปเลย แสดงความเป็นเลิศในการหาสามีรวย แต่เธอขอบอกตรงนี้เลยนะว่าผู้ชายที่เธอเก็บไว้เป็นฮาเร็มส่วนมากก็เป็นลูกเศรษฐีระดับท้อปของเมืองไทยทั้งนั้นนะจ๊า ไม่ก็เป็นลูกท่านหลานเธอ ลูกนายพลใหญ่อะไรเทือกนั้น และที่สำคัญคนพวกนี้วิ่งเข้ามาเธอเองนะจ๊ะ เธอไม่ได้ออกล่าแล้วใช้ช่วงเผลอโมเมว่าเป็นของตัว ซึ่งแน่ล่ะว่าคุณแม่ไม่ค่อยจะปลื้มเรื่องที่เธอมีฮาเร็มเป็นของตัวเองเท่าไหร่ เพราะคิดว่าการทำแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่กุลสตรีที่ดีพึ่งกระทำ แต่นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว! โลกวิวัฒนาการไปไกล ถ้าอยู่นิ่งๆ เป็นตอหลักกิโลก็ได้ขึ้นคานกันพอดี ดังนั้นผู้หญิงสมัยนี้เขาสตรองเรื่องหาผู้ชายกันทุกคน อย่าได้แคร์ค่ะ!!

ตอนนี้ศิวาขับรถมาส่งปาริดาถึงวังเรียบร้อยด้วยสภาพที่เป็นคนนิดๆ (เพราะเขาได้ถีบหญิงสาวออกมาอ้วกข้างทางเรียบร้อย) ปาริดามองไปยังบ้านของเธอก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนเกลอเธอใหม่ด้วยสายตาละห้อยราวกับลูกหมาพันธุ์ปั๊ก

“แกจะไม่เปลี่ยนใจจริงๆ เหรอ ให้ฉันไปตั้งหลักบ้านแกก็ยังทันนะเว้ย” ปาริดาพูดพลางเกาะเบลล์ไว้แน่นเมื่อเห็นว่าศิวาทำท่าจะถีบเธอออกจากรถ

“ไม่”

“ไอ้ต้าร์~” เธอเรียกชื่อเพื่อนเกลอด้วยเสียงโหยหวนสวนสยอง

“แกจะร้องธรณีกรรแสงจนน้ำตาแกออกมาเป็นสายเลือด หรือแกจะร้องไห้หนักมาก ครวญครางหนักมาก ฉันก็ไม่มีวันทำอะไรปัญญาอ่อนแบบนั้นเด็ดขาด” ศิวาพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่นิ่งเหมือนปูนปั้นเช่นเคย ไม่มีทางใจอ่อนกับเสียงอ้อนวอนนั่นเลยแม้แต่นิด

“ไอ้ต้าร์ แกไม่รักฉันแล้วเหรอ” เมื่อปาริดาเห็นไอ้เพื่อนเกลอใจแข็งนักเธอเลยใช้มุขนี้อ้อนซะเลย

“ใช้มุขนี้ก็ไม่ได้ผล” เขาพูดด้วยสีหน้านิ่งๆ “เชิญลงไปจากรถฉันได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะถีบแกลงไปเอง” ศิวายกเท้าขึ้นมาทำท่าจะถีบหญิงสาวออกไปจากรถของเขาจริงๆ

“อ๊าก! ไอ้เพื่อนใจร้าย! แกจะถีบฉันจริงๆ เหรอวะ!!” ปาริดาเผลอกระเถิบหนี ใบหน้าตื่น

“เออ จะลองดูมั้ย”

“ไม่ลองและไม่ลงจนกว่าแกจะช่วยฉัน! ถ้าแกไม่อยากแสดงว่าเป็นแฟนฉัน แกก็ต้องหาวิธีอื่นช่วยฉัน!” ปาริดาประกาศเจตนารมณ์ของตนชัดเจน ก่อนจะดราม่าเข้าใส่ “ฮื่อๆ ถือว่าช่วยคนสวยไม่ให้ไปอยู่ในมือมารนะ”

“!!” สองหนุ่มทำท่าขยะแขยงปนขนลุกขึ้นมาทันทีที่หญิงสาวพ่นคำว่าสวยออกจากปาก  ปาริดาถึงกับถลึงตาใส่บวกค้อนนิดๆ ให้

“ทำไมย่ะ! ฉันพูดผิดตรงไหน ใครๆ ก็บอกว่าฉันสวยกันทั้งนั้น มีพวกแกสองคนเนี่ยแหละ ฮึ่มๆ มันน่าตบกะโหลกให้หายโมโหสักทีสองที” ปาริดายกมือทำท่าจะตบสองหนุ่มจริงๆ แต่เล็งไปทางหนุ่มรุ่นน้องมากกว่า เพราะไม่กล้าตบเพื่อนตัวเอง

“เคครับเจ๊ เจ๊สวยสุดๆ เลยครับ” ศิวาว่าด้วยใบหน้าปุเลี่ยน

“ถ้าฉันบอกแกแล้วมันไม่ได้ผลก็อย่ามาโทษฉันก็แล้วกัน” ศิวาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงและท่าทางนิ่งๆ เช่นเคย ปาริดามองด้วยดวงตาที่เป็นประกายวิบวับ พยักหน้าหงึกๆ ว่าจะไม่โทษเพื่อนเกลอของเธออย่างแน่นอน (ถ้าแผนสำเร็จ) และนึกอยู่แล้วว่ามันต้องช่วยเธอ แต่ชอบท่ามากให้ชาวบ้านเค้าทุรนทุรายกับการขอรับความช่วยเหลือจากมันก็เท่านั้นเอง “แกก็เป็นตัวของแกเองไง”

“ยังไงอะเฮียต้าร์? ผมไม่เห็นจะเข้าใจเลย” ธันวาถามด้วยความสงสัย มองหน้ารุ่นพี่ที่เขาเคารพอย่างต้องการหาคำอธิบาย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับปาริดาที่เป็นเพื่อนสนิทเลยสักนิดเดียว

“นั่นดิ ฉันก็งงเหมือนกันนะเว้ย แกคิดอะไรของแกอยู่วะ? ให้ฉันเป็นตัวของตัวเองเนี่ยนะ!? ฉันก็เป็นของฉันอยู่แล้วเปล่าวะ แล้วจะเป็นทำไมอีก?” หรือว่าตอนนี้เธอยังเป็นตัวของตัวเองไม่พอ? ศิวาเลยขยายความอย่างใจเย็น

“ปกติแกชอบทำชาวบ้านเค้าปวดหัวบ่อยๆ ไม่ใช่หรือไง แกก็แค่คิดวิธีให้เขาปวดหัวกันมากกว่านี้ก็เท่านั้นเอง” ปาริดามองเข้าไปในดวงตาของเพื่อนเกลอ เธอเห็นแววตาระริกซ่อนอยู่ในดวงตาเข้มคู่นั้น

“นั่นสินะ… หึๆๆๆๆ” ใช่แล้ว! เธอรู้แล้วว่าจะทำยังไงให้เจ้าชีคบ้านั่นไม่กล้ามาแต่งงานกับเธออีก ฮ่าๆ งานนี้สนุกแน่!

“หัวเราะแบบนี้ อีกไม่นานความหายนะจะบังเกิดแล้วสินะ” ธันวาทำหน้าสยองพลางเอ่ยแสดงความคิดเห็นเบาๆ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว