ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 31 มี.ค. 2560 23:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 9
แบบอักษร

9



        ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกคนที่ถูกแต่งตัวเป็นเมียงูนั่งอยู่ในตู้กระจกแล้วคนต่างก็จ้องกดดันและพากันสงสัยแล้วล่ะครับ เพราะตอนนี้ผมก็ถูกจ้องมองแบบนั้น มีทั้งแปลกใจและสงสัย ที่แน่ๆ มีสายตาคู่หนึ่งจ้องแทบทะลุตัวผมไปหาคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง

ไอ้เม่นขยับมายืนซ้อนหลังผมเพราะถูกพี่คณะอย่างไอ้กลอยจ้อง ผมว่า ไอ้กลอยก็มีส่วนที่ทำให้พี่โชจ้องเหมือนกัน ในเมื่อมันไม่ยอมเข้าห้อง มัวแต่จ้องมองน้องคณะ

“มึงจะจ้องอีกนานไหมวะ” สุดท้ายผมก็ถามออกไป 

“กูจ้องมึงเหรอ” ไอ้กลอยตอบผม แต่ตามันจ้องไอ้เม่นนู้นครับ “เข้าไปๆ” 

ผมก้าวขาปุ๊บ เสื้อด้านหลังก็ถูกมือไอ้เม่นดึงทันที ไม่ใช่ดึงห้ามหรอกนะครับ แค่กำแน่นแล้วเดินตาม ไอ้นี่ก็น่าสงสารปนน่าสมน้ำหน้า อยากดื้อมาเอง เตือนแล้วก็ไม่เชื่อ 

“กลับไหม” เอียงหน้าไปถามคนด้านหลัง ไอ้เม่นส่ายหน้ารัวๆ ผมเลยได้แต่ถอนหายใจออกมา “ตามใจ” อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแล้วล่ะครับตอนนี้ 

ผมดันไอ้เม่นนั่งข้างไอ้อัธ ส่วนผมนั่งข้างไอ้ทูที่มันยังทำหน้าอึ้งไม่ขยับเขยื้อนร่างกายใดๆ คล้ายเมดูซ่าสาป ก็น้องคณะมันเหมือนกันนี่เนอะ แถมวีรกรรมก็เยอะยิ่งอีก ดูเหมือนสติจะเริ่มกลับเลยอ้าปากจะถาม แต่ก็ถูกพี่เบแฟนของมันปิดปากไปซะก่อน คงรู้สึกถึงรังสีโหดเหี้ยมจากพี่โช 

“แหมไอ้ม่าน ซุ่มนะมึง” ละความสนใจจากคนที่มันยังไม่ยอมปล่อยมือจากชายเสื้อผม คนที่ทักชื่อพี่ตินครับ เป็นเพื่อนสนิทของเจ้าของห้อง น้ำเสียงกรุ้มกริ่มกับสายตาแวววาวแบบนั้น คิดอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากเรื่องกามๆ เท่านั้นแหละ 

“นี่มึงอินเทรนมีผัวเหมือนกันเหรอวะ” เสียงนิ่งๆ ดังขึ้นเรียกสายตาของทุกคู่ คนพูดแบบนี้ได้ มีแค่คนเดียว นั่นคือพี่จอม เพื่อนสนิทอีกคนของพี่โช ผมหันไปมองคนพูดที่ดูไม่ใส่ใจในความหมาย เพราะมัวแต่ปากอ้ารอพี่ซันแฟนของพี่เขาป้อนลูกชิ้นทอด “ร้อน ทำไมมึงไม่เป่าวะ” พี่ซันนี่โคตรอดทน ทนอารมณ์ไม่พอ ยังทนมือทนตีนพี่จอมอีก โคตรอยากยกนิ้วโป้งให้ 

“กูว่า กูคุ้นหน้าผัวไอ้ม่านว่ะ พวกมึงคิดแบบนั้นไหม” พี่ตินยังคงไม่หยุดพูด แถมยังหันไปถามความเห็นคนอื่นอีก “คุ้นๆ เหมือนไอ้คนที่มีเรื่องกับ...” พูดพร้อมชี้นิ้วมาที่หน้าไอ้เม่น ก่อนเลื่อนไปหยุดชี้อยู่ที่หน้าเพื่อนตัวเอง “ไอ้โช...เชี่ยแล้ว”

ความเงียบก่อตัวขึ้นทันที ผมโคตรกลัวเลยบอกตรงๆ 

“พะ พวกพี่ละก็ เด็กมันกลัวหมดแล้ว” ผมพูดขึ้น แม้จะพยายามหัวเราะ แต่มันช่างฝืดเหมือนหน้าเพิ่งฉีดโบท็อกซ์จนมันตึงยิ้มไม่ออก  

“เด็ก? เด็กมึง? นี่มึงกับไอ้เด็กนี่ได้กันแล้วเหรอ” หันขวับไปมองพี่จอม พี่แกใช้ไม้จิ้มลูกชิ้นชี้หน้าผมกับไอ้เม่นสลับกันไปมา 

ผมหันไปมองหน้าคนที่พามาด้วย พยายามตีความหมายหาคำตอบที่จะไม่ทำให้ไอ้เม่นถูกเตะโด่งออกห้อง สุดท้ายผมก็เลือกที่จะช่วยมันก่อน ไม่อยากเห็นมันถูกกระทืบ ทำไมผมเป็นคนดีแบบนี้วะ 

“ไม่ได้มีอะไรกัน ก็แค่...ดูๆ” รับคำออกมา สร้างเสียงฮือฮารอบทิศทาง โดยเฉพาะ...

“จริงดิ่ พี่พูดจริงใช่ป่ะ พี่ม่าน จริงๆ ใช่ไหม” เสียงมาพร้อมแรงเขย่าแขนเอาหัวสั่นหัวคลอน “พี่ม่าน”

“เก็บอาการหน่อยไอ้เด็กแปลกหน้า เดี๋ยวน้องกูหัวหลุด” พี่จอมเขวี้ยงไม้เสียบลูกชิ้นใส่ไอ้เม่น มันปล่อยมือจากแขนผม แต่ปากกับตามันยังยิ้ม “ออกตัวแรง สมแล้วที่เป็นน้องรักกู” 

อยากหัวเราะให้กับคำชมของพี่จอม แต่ผมขำไม่ออกว่ะ ถึงแม้จะรู้สึกว่ารังสีเข้มข้นในห้องค่อยๆ จางลง แต่พี่โชก็ยังคงจ้อง มีไอ้กลอย ไอ้ทู อีก เรื่องมันไม่จบง่ายๆ แน่ ชีวิตไอ้ม่านทำไมวุ่นวายและปวดหัวขนาดนี้

จากเรื่องน่าอึดอัดที่ผ่านไปไม่กี่นาที ตอนนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อพี่แทมก้าวขาเข้าห้องมาเพิ่มอีกคน ห้องนี้เลยหาความสงบเงียบไม่ได้อีกเลย ช่างน่ายินดี 

“ไอ้ม่าน” เสียงกระซิบจากเพื่อนสุดเกรียนของผม ไอ้กลอยใช้สายตาสั่งให้ผมลุกตามมัน แต่พอผมขยับ ไอ้เด็กข้างๆ มันก็เตรียมขยับด้วย 

“อยู่นี่แหละ เดี๋ยวมา” ผมบอก 

“พี่ไปไหนอะ ทิ้งผมเหรอ” ไอ้เม่นทำหน้าทำตาเหมือนหมาเหงาเอาซะผมหันไปมองหน้าเพื่อนตัวเอง “พี่ม่าน” 

“กูไปแป๊บเดียว โอเค๊” ตบบ่ามันปุๆ ก่อนจะลุกตามไอ้กลอยมาที่เคาน์เตอร์โซนครัวของห้อง “อะไร” 

“มึงกับไอ้นั่น...คบกันจริงๆ เหรอวะ” ไอ้กลอยขมวดคิ้วถาม “เอาจริงๆ นะมึง กูซีเครียด”

“ซีเรียสหรือเปล่าวะ” ผมแก้คำผิดให้ แต่ไอ้คนพูดมันส่ายหน้า

“มันคือคำบวกกันระหว่างซีเรียสกับเครียดเว้ย” แทบกรอกตาบนให้เพื่อนตัวเกรียน “มึงคบมันจริงๆ เหรอวะ” 

“ไม่รู้” ตอบออกไปส่งๆ ไอ้กลอยเบิกตาโต “กู...”

“นี่ไอ้ม่านเพื่อนคู่เกรียนของกูจริงหรือเปล่า” ผมกำลังจะอ้าปากพูดกลับถูกขัดขึ้น ไอ้กลอยมันจับผมหมุนไปมาเล่นเอามึนไปหมด “ไอ้ม่านที่เคยเฮฮาของกู ใช่มึงเหรอวะ” 

“เวียนหัวเว้ย” ผมแหกปากแข่งกับเสียงเพี้ยนๆ ของกลุ่มชอบไมค์ “กูก็ไอ้ม่านนั่นแหละ”

“ไม่จริง มึงนิ่งเกินไปเหมือนไม่ใช่...หรือมึงถูกผีสิง” 

“สิงบ้านพ่องมึงสิ” ตบหัวไอ้กลอยเต็มมือ มันส่งสายตาค้อนดูน่ารักปนน่าถีบ “กู...แค่ไม่ชิน มึงก็รู้ว่ากูเคยมีคนมาจีบที่ไหน”   “กูลืมไป ว่ามึงเป็นพวกไร้เสน่ห์แบบกู” ความมั่นหน้าให้มันเถอะครับ “แล้วมึงคบมันจริงเหรอวะ”

“ถามกูรอบที่ร้อยแล้วไอ้ห่า” 

“ย้ำเพื่อความมั่นใจไง แม่ง คู่เกรียนของกูจะมีแฟนทั้งที” ผมแค้นเสียงหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นหน้าเพ้อฝันของเพื่อน “มึงต้องขอบคุณกูนะ กูชักนำความรักให้มึง กูนี่มันคิวปิดชัดๆ ว่ะ ฮ่าๆ อ่าว ไอ้เชี่ยม่าน”

ผมเดินหนีไอ้คนหลงตัวเองมานั่งข้างไอ้เม่นตามเดิม มันกำลังถูกมอมเหล้าจากทั้งวง โดยเฉพาะพี่จอม มีไอ้อัธชนแก้วด้วยเป็นระยะ แต่มีอยู่คนหนึ่งที่ยังจ้องมอง แม้จะน้อยครั้งก็ตาม 

“กลับไหม” ผมถามไอ้เม่น มันวางแก้วเหล้าลงบนพื้นปุ๊บ มือของไอ้อัธก็รีบดึงแก้วไปให้พี่จอมชงใหม่ทันที มีการทำงานเป็นทีมเว้ย แต่แม่ง ใส่เหล้าเยอะเหี้ยๆ  

“แล้วแต่พี่ม่านเลย ผมยังไงก็ได้” ตอบกลับน้ำเสียงปกติ ไอ้เม่นคอแข็งนี่หว่า 

“เชื่อฟังกูจริงนะ” ผมว่า “พวกพี่หยุดมอมเหล้ามันได้แล้ว เดี๋ยวก็ตายห่าพอดี” หันไปโวยวายรุ่นพี่ที่ชงเหล้าแทบไม่ผสมน้ำหรือโซดา ถ้าจะชงแบบนี้ให้มันกินเพียวๆ ยังจะดีซะกว่า 

“อะไรของมึงฮะไอ้ม่าน มึงหวงเหรอ หวงเด็กกับพี่มึงเหรอ นี่กูพี่จอมพี่มึงนะ” เพราะขัดเลยถูกน้ำแข็งปาใส่หัว แล้วน้ำแข็งก้อนนั้นก็กระเด็นลงไปนอนในถ้วยต้มยำซึ่งพี่ตินตักเข้าปากด้วยใบหน้าแสนฟิน 

       ขอให้อร่อยนะครับ ผมสระผมแล้วเมื่อวาน   

“ไม่ได้หวงครับพี่ครับ แต่กลัวมันตาย พวกพี่คอแข็งยิ่งกว่าคอนกรีตอีก” พูดตามความจริง พี่ซันถึงกับยกนิ้วโป้งให้ผมทันที “ผมจะกลับแล้ว” 

“อะไรใครจะกลับ ไอ้ม่าน มึงจะกลับได้ไง มาไม่ถึงชั่วโมงมึงจะกลับไม่ได้” พี่แทมว่า แต่จะดีกว่านี้ถ้าพี่แกไม่ตะโกนใส่ไมค์ เล่นเอาไมค์หอนจนหูแทบหนวก 

“พวกมึงอย่าไปขัด ข้าวใหม่ปลามัน ซัดกันนัวเนีย กูรู้ กูเห็น หึๆ” สายตากรุ้มกริ่มของพี่ตินเหมือนตอนแรกที่ผมเห็นเป๊ะ ความคิดที่มีแต่เรื่องใต้เข็มขัดตลอดๆ 

“ไม่ใช่เว้ย พวกพี่คิดแต่เรื่องไม่ดีว่ะ” ผมส่ายหัวเอือมๆ ให้กับรุ่นพี่ร่วมสถาบัน ไม่สิ ต้องเป็นอดีตเพราะพวกพี่ๆ จบกันไปแล้ว “พรุ่งนี้ผมมีประชุมรุ่น” 

“ประชุมรุ่นหรือจะไปชุลมุนยุ่งบนเตียงวะ” แทบอยากยกมือกราบพี่เบให้หยุดพูด เรื่องใต้เข็ดขัดไว้ใจพวกนี้ได้ครับ ทุกเรื่องสามารถเชื่อมโยงได้

“ผมกับไอ้นี่ยังไม่ได้กันครับ อย่าเพิ่งคิดไปไกล” รีบอธิบาย พลางหันไปหาไอ้เม่นให้มันแก้ตัวบ้าง แต่มันกลับยิ้มตาหวานมองมาแทน “เดี๋ยวกูจิ้มตาบอดไอ้สัด” 

“โหดว่ะ” ไอ้เม่นเปรยออกมา เล่นเอาทุกคนในห้องหัวเราะท้องแข็ง เชี่ยเอ้ย 

“กลับๆ ลุกสิวะ” โมโหครับ ไม่มีคนเข้าข้าง 

ระหว่างที่ไอ้เม่นกำลังจะเดินตามผม พี่โชกลับเดินมาขวางพลางชี้นิ้วสั่งไอ้เม่นไปที่ระเบียง ทุกคนในห้องจากที่ส่งเสียงโวยวายเริ่มเงียบ สงครามกำลังจะปะทุแล้วครับ 

“พี่มีอะไรกับไอ้เม่นเหรอครับ” ใจกล้าไหมล่ะผมน่ะ พอถามจบปุ๊บ ถูกสายตาโหดเหี้ยมตวัดมองทันที พี่โชโคตรน่ากลัว 

“กูไม่ฆ่ามันหรอก” น้ำเสียงเย็นกว่าแอร์อีก ขนาดไอ้กลอยยังอ้าปากค้างไม่กล้ายุ่ง “ตามกูมา” 

ผมและทุกคนในห้องต่างก็มองตามร่างสูงใกล้ๆ กันออกไปนอกระเบียง ด้วยความโหดของสายตาพี่โชสะกดให้ทุกคนนั่งอยู่กับที่ไม่มีใครกล้าขยับตาม 

ไอ้เม่นจะตายไหมนี่ กูต้องสวดมนต์ให้มึงใช่ไหมวะ 

“พี่โชไม่ฆ่ามันหรอก มึงสบายใจได้” แรงตบที่บ่ากับเสียงให้กำลังใจของไอ้กลอยไม่ทำให้ผมสบายใจนักหรอก ก็เพราะรู้ฉายาตีนโหดกระทืบแหลกของพี่โชมามากไง มีแต่ตายกับตายเท่านั้น 

“ไอ้เม่นไม่ตายแต่อาจสาหัสใช่ไหมวะ” ถามโดยไม่หันไปมองหน้าเพื่อนสนิท ไอ้กลอยหัวเราะออกมา “ขำพ่อง”

“ปีศาจของกูไม่โหดร้ายขนาดนั้น คิดมาก กินเหล้าๆ” เบ้ปากใส่เพื่อนสนิท ผมรู้หรอกว่ามันจะรีบกินให้เกินข้อตกลงห้าแก้วอะไรนั่น 

ภายในห้องกลับมาคึกคักเหมือนเดิม แต่ผมไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมสักเท่าไหร่ มันรู้สึกพะวง สายตาก็คอยมองออกไปนอกระเบียงทั้งที่ผ้าม่านบังมิดก็เถอะ 

“อย่าห่วงเลย” เสียงไอ้อัธลอยเข้ามากระทบหู ใบหน้านิ่งๆ ของมันเริ่มมีรอยยิ้มบางๆ ส่งมาให้ผม 

“แดกมากเดี๋ยวก็ไปเคาะห้องมั่วอีกหรอกมึง” ผมแขวะ

        ไอ้อัธเพิ่งย้ายเข้าคอนโดใหม่ครับ ห้องใหม่ของมันดันอยู่ตรงข้ามกับห้องไอ้เจ แล้วดันมีประเด็นว่า ไอ้อัธเมาหิ้วสาวไปเปิดประตูห้องไอ้เจ แต่เปิดไม่ได้มันก็เคาะห้องโวยวายเสียงดังว่าขโมยขึ้น จนไอ้เจเปิดออกมา เท่านั้นแหละ จากที่กรึ่มๆ แทบกลับมาเป็นปกติ สงสัยตกใจเจอหุ่นแห้งๆ ของไอ้เจ มันเป็นพวกถอดเสื้อผ้านอน ตอนได้ยินผมหัวเราะจนไส้ติ่งแทบระเบิด  

“ชอบจังนะ ซ้ำกูเนี่ย” คุณชายอัธผู้มีระเบียบทำหน้างอโคตรน่ารัก 

“กูซ้ำเพื่อนอัธตอนไหนกัน ไม่มี๊” เสียงสูงโคตรจริงใจว่ะ 

“หึ โน่น เด็กมึงมาละ”  

รีบหันไปมองทันทีที่ได้ยิน พี่โชเดินหน้านิ่งเข้ามาก่อน ส่วนไอ้เม่นเดินตามหลัง ผมสำรวจหน้าตากับลำตัวของมัน  มีอะไรบุบหรือช้ำบ้างหรือเปล่าวะเนี่ย ไอ้เม่นเดินยิ้มเข้ามานั่งข้างผมต่อ พอมาอยู่ใกล้ ผมก็รีบจับแขนจับหน้ามันสำรวจ

“ไอ้ม่าน กูไม่ได้กระทืบ” เสียงพี่โชมาพร้อมก้อนน้ำแข็งก้อนเล็กๆ 

“ใครจะไปรู้เล่า” หน้างอใส่แฟนของเพื่อน “ฉายาพี่ก็ไม่ธรรมดา” ผมว่า ไอ้กลอยถึงกับยกนิ้วโป้งให้แต่มันกลับถูกแฟนมันดึงแก้มจนยืดแทน ผมเลิกสนใจเจ้าของห้องมามองไอ้เด็กข้างๆ ซึ่งไอ้เม่นก็จ้องหน้าผมอยู่ “อะไร” 

“พี่จับมือผมอยู่” คำบอกเล่าพร้อมสายตาและความรู้สึกที่มือ 

“เชี่ย” รีบดึงมือกลับ แต่ถูกบีบแน่นจนชักออกไม่ได้ “ปล่อยสิวะ” กัดฟันพูดเพราะกลัวคนในห้องได้ยิน แต่คนบีบแน่นไม่ยอม แถมยังออกแรงดึงให้ผมเซไปจนนั่งชิดอีก 

“พี่จับก่อนนะ” รอยยิ้มโคตรเจ้าเล่ห์ 

“เออ” ถลึงตาใส่ ไอ้เม่นก็ขำ “กลับไหม” 

“พี่อยากกลับ ผมก็กลับ” พยักหน้าให้กับคำตอบ ผมเอ่ยลาพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคน ไม่สนคำหยอกล้อหรือแซวแรง เพราะพวกนี้ถ้าเกิดเราต่อล้อต่อเถียง เรื่องมันจะไม่จบ เพราะสุดท้าย เรื่องที่พูดมันจะอยู่ใต้เข็ดขัด

ผมเดินนำไอ้เม่นออกมาจากตึก เห็นมันเดินช้าเลยต้องหยุดรอ 

“เดินช้า” ผมว่า คนเดินช้ายิ้มพรายออกมา 

“พี่รอผมเหรอ ดีใจจัง” เบื่อรอยยิ้มของไอ้เม่นแล้วเนี่ย จะยิ้มทำไมบ่อยวะ (เริ่มพาล)

“กูไม่รอมึง แล้วจะทำยังไงกลับ” หนึ่งในเหตุผลที่รอ ส่วนเหตุผลอื่นๆ ไม่บอกหรอก 

“ดีใจอยู่ดี” เบ้ปากใส่ ก่อนไอ้คนที่เดินช้าจะรีบก้าวมาหา ไอ้เม่นยื่นมือมาจับมือผมแน่น “กลับกันเถอะ” 

แม้ระหว่างประตูคอนโดไปถึงตัวรถจะอยู่ใกล้ แต่ทำไมผมรู้สึกว่ามันโคตรไกล อ่อ รู้แล้ว เพราะไอ้เม่นมันพาผมเดินอ้อมไปอ้อมมา แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะได้กลับ พอผมท้วงมันก็หัวเราะแล้วพาไปที่รถ ไอ้นี่กวนได้โล่ 

รถยนต์คัมรี่ถูกขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ภายในรถ เจ้าของเปิดเพลงสบายๆ บวกกับแอร์เอาซะผมเคลิ้มแทบหลับ 

“หิว” ผมว่า มือเริ่มลูบท้อง คงเพราะเมื่อกี้กินกับแกล้มไปนิดเดียว นอกนั้นเหล้าล้วนๆ ไอ้เม่นไม่ตอบไม่พูด แต่หักเลี้ยวเข้าจอดข้างทางที่มีร้านบะหมี่ “มึงต้องกลับบ้านไหม” ถามขณะปลดเข็มขัด 

“ตอนแรกก็จะกลับ แต่ตอนนี้ไม่กลับแล้ว” ผมเลิกคิ้วมองคนที่ดูเงียบๆ ไป ทำไมผมรู้สึกว่า ไอ้เม่นแปลกๆ หลังจากคุยกับพี่โช “พี่มองหน้าผมทำไม” 

“มึงเป็นอะไร เห็นเงียบๆ ตั้งแต่ออกจากห้องมาแล้ว” ถามแล้วจ้องหน้ากดดัน ไอ้เม่นยิ้มก่อนยื่นมือมาดีดหน้าผากผม “กูรุ่นพี่มึงนะเว้ย” ดีดมาไม่ออมมือเลย

“ผมแค่กำลังคิดว่าจะทำยังไงกับพี่ดี” ขมวดคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน “พี่หิวไม่ใช่เหรอ” 

“เออๆ” ผมว่า แต่มือยื่นไปดึงแขนคนที่กำลังจะก้าวขาลงรถ ไอ้เม่นหันมามองด้วยความสงสัย “มีเรื่องอะไรก็บอกกูด้วย กูไม่อยากตกข่าว โอเค๊” 

“ครับๆ” ไอ้เม่นหัวเราะร่วนแล้วลงรถไป ผมรีบตามมันลงมา ร้านบะหมี่ข้างทางดูธรรมดาแต่รสชาติอร่อยสุดแล้วผมว่า อร่อยกว่าร้านอาหารบางที่ซะอีก 

กว่าจะกินบะหมี่เสร็จ แล้วกว่าจะถึงห้องก็ปาไปค่อนคืน ผมแทบทิ้งตัวนอนหลับเพราะขี้เกียจอาบน้ำ แต่ก็ทำแบบนั้นไม่ได้ในเมื่อแขนถูกฉุดดึงพร้อมคำสั่งให้อาบน้ำ นี่ขนาดผมเป็นรุ่นพี่มันยังสั่งขนาดนี้ ถ้าหากผมเป็นรุ่นน้องของมัน มีหวัง...ตายหยั๋งเขียด

ผมอาบเสร็จไอ้เม่นก็เข้าต่อ เพราะความร้อนทำให้สระผมแล้วมาลำบากต้องเปิดพัดลมเป่า ขนาดไอ้เม่นออกมาแล้วผมของผมยังไม่แห้งเลย 

“พี่ทำไมไม่เป่าไดร์ แบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะได้นอน” 

“นี่มันกี่โมงแล้ว ขืนเป่าไดร์ ข้างห้องได้มาด่าพอดี เป่าพัดลมนี่แหละ เดี๋ยวก็แห้ง” ปากก็ว่า มือก็เช็ดผม “มึงง่วงก็นอนก่อนเลย...” แขนที่รัดมาจากด้านหลังทำให้ผมหยุดพูด ไอ้เม่นมานั่งซ้อนหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ 

“พี่ม่าน” เสียงทุ้มชิดข้างหูกับคางแหลมที่วางบนบ่าทำเอารู้สึกขนลุก 

“ไอ้เหี้ย กูขนลุก” ผมว่า พยายามสะบัดแต่อ้อมแขนนั่นรัดแน่นจนต้องยอมอยู่นิ่ง “เป็นอะไรของมึงเนี่ย” 

“ผมคิดได้แล้วนะ” เอียงหน้าได้นิดเดียวแก้มก็ชนกับจมูกโด่งๆ ของไอ้เม่น เสียงหัวเราะขึ้นจมูกของมันแทบอยากตบหัว “ตอนนี้ผมจะรุกพี่อย่างหนัก พี่ต้องเป็นของผมคนเดียว” 

“ห๊ะ” ตกใจยิ่งกว่าถูกมันกอดตอนนอนครั้งแรกซะอีก 

“ที่พี่ถามว่า ทำไมผมเงียบไปหลังจากคุยกับพี่โหดนั่น” อยากขำที่มันเรียกพี่โชว่าพี่โหดแต่บรรยากาศคงไม่เหมาะ เลยเลือกจะเงียบรอฟังมันต่อ “พี่เขาถามผมว่า ผมชอบพี่จริงๆ หรือแค่อยากหาเพื่อนแก้เหงา” 

“แล้วมึงว่าไง เชี่ย” ถูกกัดแก้มเฉย 

“ฟังผมเล่าก่อน ห้ามขัด” แทบอยากด่าแต่กลัวถูกกัดอีก แม่งกัดจริงๆ ด้วยนะ ชาติก่อนคงเกิดเป็นหมา “พี่เขาให้ผมลองคิดทบทวนว่าเพราะพี่ม่านเป็นเพื่อนของพี่กลอยหรือเปล่า เพราะผมอยากเอาใจพี่กลอยหรืออยากเรียกร้องความสนใจไหม” 

“อืม แล้ว” แอบเอียงหน้าหนีกลัวถูกมันกัด 

“ผมก็มาคิดแล้วคิดอีก นั่งก็คิด กินก็คิด ยืนก็คิด ขี้เมื่อกี้ก็ยังคิด” เกือบดีอยู่แล้วเชียวไอ้ประโยคเมื่อกี้ “ผมถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนตอนนี้ได้คำตอบแล้ว...พี่ม่านครับ” 

“อะไร” ทำไมรู้สึกระแวงคำพูดที่จะได้ยินต่อจากนี้วะ แถมใจยังเต้นอีกต่างหาก ไอ้คนที่ซ้อนกอดผมคงจะรู้สึก ในเมื่อแขนของมันวางพาดตรงหัวใจของผมพอดี 

“หัวใจพี่เต้นโคตรแรง” เกลียด...เกลียดน้ำเสียง เพราะมันทำให้ผมใจเต้นแรงกว่าเดิม ไอ้เชี่ย 

“กูก็คนไหมล่ะ หัวใจไม่เต้นกูก็ตาย” พูดติดตลกไปงั้น เผื่อหัวใจจะเต้นเบาลง “รีบๆ พูด กูง่วง” 

“ผมชอบพี่” โดนจู่โจมจนแทบเซ ขนาดเคยได้ยินมาหลายครั้งแล้วนะ 

“บอกหลายครั้งแล้ว กูจำได้” ทำให้เหมือนชิน แต่รู้สึกใจเต้นทุกครั้งที่ได้ยิน 

“ไม่เหมือน เพราะคราวนี้...” อ้อมแขนที่รัดคลายออก ก่อนผมจะถูกหมุนให้หันหลังกลับ ตอนนี้สายตาที่จับจ้องมาดูอ่อนโยน มือของผมถูกดึงไปวางอยู่บนหน้าอกของคนตรงหน้า “คราวนี้...มันออกมาจากหัวใจ” 

หัวใจที่ผมจับอยู่ก็เต้นแรงไม่แพ้ผมเลย 

“เอ่อ...” ถึงกับหาเสียงตัวเองไม่เจอ 

“รู้สึกไหม หัวใจผมก็เต้นแรง” พยักหน้าตอบ “มันเต้นแรงก็เพราะพี่ ผมระ...”

“อย่าพูดว่ารักเพราะเราเพิ่งรู้จักกัน” ผมรีบยกมืออุดปากไอ้เม่นก่อนที่มันจะพูดจบ “สำหรับกู คำว่ารัก ถ้าพูดออกมาง่ายๆ ไม่นานก็จะจากไปอย่างง่ายๆ มึงเข้าใจที่กูพูดใช่ไหม” 

“แล้วเมื่อไหร่ผมถึงจะบอกได้ล่ะ” ไอ้เม่นเริ่มงอแง มันยู่ปากเหมือนเด็กถูกขัดใจ 

ไอ้คนจริงจังเมื่อกี้หายไปไหนวะ

“เมื่อถึงเวลาของมันนั่นแหละ” สะบัดมือให้หลุดแต่ก็ถูกดึงไปจับอยู่ดี 

“ขอบคุณนะที่ยอมคบกับผม” 

“บอกตอนไหนว่าจะคบ” 

“พี่ไม่ได้บอก แต่หัวใจพี่บอก ผมรู้” 

“ไอ้บ้า” ปากด่ามันแต่ก็อดยิ้มไม่ได้ ยิ่งได้เห็นไอ้เม่นยิ้มจนตาหยีก็ยิ่งทำให้หยุดยิ้มไม่ได้ “ไปนอนไป๊” 

“แล้วพี่ล่ะ” 

“ผมกูยังไม่แห้ง” ข้ออ้าง แท้ที่จริงเขินมันอยู่ 

“ไม่เป็นไร ผมรอได้” ไอ้เม่นขยับตัวไปนอนเหยียดยาวบนเตียงโดยวางหัวบนฝ่ามือและใช้ข้อศอกค้ำกับเตียงมองผมตาแป๋ว “พี่ม่าน” 

“เรียกทำไม” 

“ผมไม่อยากเรียกพี่ว่าพี่เลย” 

“อยากพูดกูมึงกับกูเหรอ” เหล่ตาไปมอง ไอ้เม่นรีบส่ายหน้าแรงๆ 

“ไม่ใช่ๆ ผมแค่คิดว่า อยากมีคำเรียกที่ใช้แค่เราสองคน พวกพี่กลอยก็เรียกชื่อพี่ว่าม่าน ส่วนที่มหาลัยพี่ก็เรียกมู่ลี่” อยากขอบคุณที่มันเรียกชื่อมู่ลี่ ไม่ได้มาแค่มู่เหมือนพวกไอ้เจ 

“จะให้เรียกอะไร” ทำไมผมต้องขมวดคิ้วคิดชื่อที่จะเรียกด้วยเนี่ย นี่ผมเต็มใจคบมันแล้วเหรอวะ 

“อืม...” ไอ้เม่นกัดริมฝีปากล่างดูเซ็กซี่ ไม่สิ มันทำเพราะกำลังใช้ความคิดมากกว่า “รู้แล้ว ผมจะเรียกพี่ว่าบี๋ที่ย่อมาจากเบบี๋”

“เบบี๋พ่อง” ใช้ผ้าเช็ดผมฟาดขาคนคิด ไอ้เม่นหัวเราะก่อนจะผุดลุกขึ้นนั่ง   “น่ารักจะตาย ส่วนพี่ก็เรียกผมว่าเบ๊” 

“ย่อมาจากอะไรอีก” 

“ไม่ย่อ” 

“เบ๊ที่หมายถึงคนรับใช้อะนะ” ไอ้เม่นพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “มึงจะเป็นคนใช้กูเหรอ”

“เบ๊หมายถึงทาส เพราะผมเป็นทาสของพี่ ทาสความรัก” 

“ไอ้เพ้อ นอนไปเลย” อดไม่ได้ที่จะหัวเราะไปพร้อมคนอยากเป็นเบ๊ 

“ไม่เอา เบ๊จะรอบี๋” 

“ขนลุกสัด” 

“บี๋อะ ไม่โรแมนติกเลย มามะ มานอนข้างเบ๊” 

ผมคลานขึ้นเตียง ไม่ใช่ไปนอนข้างๆ อย่างที่มันตบให้นอนหรอกนะ แต่ขึ้นไปคว้าหมอนฟาดหน้าแทน ไอ้เม่นกลิ้งหนีจนตกเตียง มันคงลืมว่าเตียงผมไม่ได้กว้างใหญ่พอให้คนตัวใหญ่กลิ้งเล่น 

“สมน้ำหน้า”

“บี๋ใจร้าย แต่เบ๊ก็รัก จุ๊บๆ”   แล้วผมต้องทำยังไงให้ไอ้เด็กที่อยากเป็นทาสความรักของผมเนี่ย ไอ้ม่านเขิน เอ้ย ปวดหัว 

........TBC

.........................................................................................

ความคิดเห็น