facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 22

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ค. 2560 19:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 22


“พวกมันกำแหงมากขึ้นทุกวัน”


พันเอกเฉินหยางซุนผู้นำกองกำลังทหารแห่งรัฐบาลจีนสบถออกมาอย่างหงุดหงิด การปราบปรามประชาชนที่หันไปขึ้นต่อพรรคสังคมนิยมกลายเป็นงานหนักสำหรับเขา จลาจลเกิดขึ้นทุกวันในหัวเมืองใหญ่และเมืองหลวงอย่างนานกิง


“แทนที่จะเอางบประมาณไปฟื้นฟูบ้านเมืองกลับต้องมาเสียเพราะพวกที่กินอุดมการณ์แทนข้าว”


เฉินหย่งหนานถอนหายใจกับคำปรารภรุนแรงของพี่ชาย เขาเข้าใจดีว่าหยางซุนเป็นคนใจร้อนและอยากให้เหตุการณ์เหล่านี้จบลงโดยเร็ว


“ประชุมคณะรัฐบาลคราวนี้คงมีการแก้ปัญหาออกมาเป็นรูปธรรมบ้างนะครับ”


“เฮอะ พวกนั้นน่ะเหรอ ก็ดีแต่นั่งอยู่ในห้องประชุม เคยออกไปดูของจริงกันบ้างไหม ไม่เห็นมีคำสั่งอะไรออกมาให้เด็ดขาดเสียที คุณพ่อก็มัวแต่อยากทำตามระบบทั้งที่ควรจะถล่มพวกมันให้ราบไปทั้งพรรคได้แล้ว”


หย่งหนานอาจจะต้องนั่งฟังญาติผู้พี่ต่อไปอีกนานหากไม่มีเสียงเคาะประตูดังขัดเสียก่อน และเมื่อเขาเอ่ยปากอนุญาตประตูห้องก็ถูกผลักออกโดยจ่าสิบเอกไห่ทหารคนสนิทของหย่งหนานนั่นเอง


“มีอะไรหรืออาไห่”


“ขอประทานโทษครับ มีจดหมายมาถึงพันตรีเฉินครับ”


ท่าทีของจ่าไห่ที่ไม่ยอมก้าวเข้ามาภายในห้องทำให้หย่งหนานรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่อาจเปิดเผยให้ใครรู้ได้แม้แต่หยางซุน เขาจึงลุกจากาเก้าอี้เอ่ยอำลากับญาติผู้พี่และเดินออกมาด้านนอก จ่าไห่ส่งแผ่นกระดาษให้เขาทันทีด้วยสีหน้าร้อนรน


“มีคนมาส่งให้ผมเมื่อสักครู่นี้เองครับ ผมเห็นว่าข้อความมันแปลกๆก็เลยรีบนำมาให้นาย”


หย่งหนานรับมาอ่านทันทีและเนื้อความในจดหมายนั้นทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมาก


“หัวกระดาษคือสัญลักษณ์ของพรรคสังคมนิยม และข้อความที่เขียนมาว่าให้ไปรับเหวินเป่ากลับแปลว่าพวกนั้นคุมตัวเหวินเป่าไว้ในตอนนี้”


หัวใจของหย่งหนานเต้นรัวและร้อนราวกับไฟ เขานึกหวั่นว่าฝ่ายตรงข้ามจะคิดไม่ซื่อ จ่าไห่ที่รู้จักเหวินเป่าเป็นอย่างดีก็พลอยร้อนรนไปด้วย


“สั่งมาเถอะครับนาย จะให้ทำอย่างไร”


“จัดคนฝีมือดีมากับเราสักสิบคน เราจะไปรับเหวินเป่ากลับมา”


จ่าไห่รับคำสั่งและรีบวิ่งไปทันที เพียงไม่นานหย่งหนานและลูกน้องก็ขับรถยนต์มาถึงหน้าที่ตั้งสาขาของพรรคสังคมนิยมตามจดหมายที่ได้รับมา ด้านหน้ามีคนของพรรคยืนออกันอยู่และต่างแหวกทางเมื่อเห็นว่าผุ้ที่ก้าวลงมาจากรถคือพันตรีเฉินหย่งหนาน


“นายจะเอายังไง” จ่าไห่ถามอย่างไม่ไว้ใจนัก เขากวาดสายตามองอย่างระแวดระวัง “ให้ผมไปด้วยนะ”


ยังไม่ทันจะสั่งการคนของพรรคสังคมนิยมคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อม


“ท่านอู๋รอพบกับท่านนายพันอยู่ด้านในครับ แต่ขอให้ไปเพียงผู้เดียวและรับรองความปลอดภัยด้วยอำนาจของหัวหน้าพรรคสังคมนิยม”



หย่งหนานชั่งใจอยู่ไม่กี่วินาทีจึงได้หันมาออกคำสั่งกับลูกน้องว่าให้รออยู่ด้านนอก จากนั้นเขาก็ก้าวอย่างองอาจเข้าไปในถิ่นของฝ่ายตรงข้ามแค่เพียงลำพัง หย่งหนานเดินตามผู้นำทางไปถึงห้องประชุมเล็กๆห้องหนึ่ง พลันได้เห็นอู๋จินไห่นั่งอยู่หัวโต๊ะโดยมีเหวินเป่าและชายที่เขาจำได้ว่าเคยอยู่ในคณะงิ้วนั่งประกบสองฝั่ง สีหน้าของเหวินเป่าตื่นเต้นเมื่อมองเห็นเขา



อู๋จินไห่หัวหน้าพรรคสังคมนิยมเพ่งมองบุรุษรุ่นลูกที่ก้าวเข้ามาด้วยความนิยมอยู่ในใจ แม้จะเหยียบถ้ำเสือแต่พันตรีเฉินหย่งหนานกลับไม่มีกิริยาลนลานให้เห็นแม้แต่น้อย เขายังคงความสง่างามอยู่ในชุดทหารเต็มยศและสบตากลับมาด้วยสีหน้ามั่นคง



“ผมไม่นึกว่าหลังจากที่เราได้สนทนากันในป่าเมื่อสิบปีก่อนแล้ว เราจะได้พบกันในสภาพเช่นนี้”



น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยหากแต่ทำให้จินไห่หน้าชาทันที อันที่จริงเขาเพิ่งรู้และมาถึงที่นี่ก่อนหน้าหย่งหนานจะมาถึงไม่นานนัก แม้จะมีคำสั่งให้ไป๋ซานชักชวนเหวินเป่าให้เข้าร่วมกับทางพรรคแต่จินไห่นึกไม่ถึงว่าไป๋ซานจะใช้วิธีควบคุมตัวเหวินเป่าไว้และเรียกให้หย่งหนานมาที่นี่ จินไห่รู้เรื่องนี้ได้เพราะคนที่ทำงานที่นี่คนหนึ่งเป็นคนของผิงอันภรรยาของเขารีบแจ้งข่าวต่อผิงอัน เมื่อผิงอันรู้ก็รีบมาบอกต่อกับจินไห่ทันทีทำให้จินไห่ต้องรีบมาแก้สถานการณ์ เขายังไม่อยากได้ชื่อว่าใช้วิธีขู่บังคับเพื่อให้หย่งหนานต้องทำตาม



“ไม่ว่าจะพบกันในสภาพไหนก็ถือว่าได้พบกันแล้วผู้พันไม่คิดว่านับเป็นวาสนาหรอกรึ”



จินไห่ทักทายเปิดทางด้วยเสียงนุ่มอันเป็นเอกลักษณ์ที่กล่อมให้ผู้คนคล้อยตามไปเกือบค่อนประเทศ นัยน์ตาเคร่งเครียดกว่าเคยของหย่งหนานหันไปมองเหวินเป่าและเอ่ยคำถามตรงเข้าเรื่องทันที



“มีธุระอะไรกับเหวินเป่าหรือครับ ถึงกับต้องให้คนของคุณไปรับมาที่นี่”



อู๋จินไห่เหลือบแลสายตาไปทางด้านข้างเพื่อมองหนุ่มน้อยวัยเกือบยี่สิบที่ยังมีสีหน้าตื่นเต้นตกใจเจืออยู่ เขาระบายรอยยิ้มออกมาเมื่อคิดว่าควรจะเริ่มเจรจากับหย่งหนานแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้เต็มใจมาที่นี่



“ไป๋ซาน พาคนของพันตรีเฉินออกไปด้านนอกก่อน ฉันขอคุยกับพันตรีเฉินตามลำพัง”



ไป๋ซานรีบลุกขึ้นทันที เขารอจังหวะนี้อยู่นานแล้ว ไป๋ซานไม่คิดว่าจินไห่จะมาที่นี่แต่เมื่อเห็นหัวหน้าพรรคสังคมนิยมมาถึงพร้อมกับใบหน้าขุ่นเคืองไป๋ซานก็หน้าซีดทันที



“ทำไมถึงจัดการงานนอกคำสั่ง”



จินไห่ดุเขาเมื่อทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว



“รู้หรือเปล่าว่ามันอาจเกิดปัญหาให้ต้องตามแก้ไขกันอีก”



จากนั้นจินไห่ก็ให้พาเหวินเป่าเข้าไปนั่งรอในห้องประชุมและอีกเพียงไม่นานพันตรีเฉินหย่งหนานก็มาถึง



ประตูห้องประชุมปิดลงแล้วเหลือเพียงเขากับผู้นำของพรรคสังคมนิยมที่เป็นคู่แข่งและกำลังต่อสู้เพื่อปฏิวัติการปกครองอีกครั้ง หย่งหนานสบตากับจินไห่เพื่อรอให้อีกฝ่ายเผยข้อความที่ต้องการเจรจาออกมา



“อย่างที่เราเคยสนทนากันพันตรีเฉิน” จินไห่เริ่มต้นเอ่ยปาก



“มาบัดนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวคิดของฉันและต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น บอกตามตรงก็ได้ว่าฉันมองไม่เห็นทางแพ้แม้แต่นิดเดียว หากแต่การเปลี่ยนแปลงนั้นก็ต้องการคนเก่งมาช่วย จะเป็นการดีมากหากฉันจะได้รับเกียรติจากเธอ”



หย่งหนานหน้าตึงขึ้นมาทันที เขาไม่คิดว่าจินไห่จะกล้าชักชวนให้เขาทรยศต่อพรรคชาตินิยม



“ขอบคุณที่ทาบทามครับคุณอู๋ แต่ผมคงไม่เหมาะกับแนวคิดแบบสังคมนิยมเท่าใดนัก”



ปฏิเสธทันควันอย่างไม่ต้องคิด แต่จินไห่ยังมีความพยายามมากพอที่จะเกลี้ยกล่อมอย่างที่เคยทำสำเร็จมาแล้วหลายครั้งที่ชักชวนเหล่าขุนศึกจากมณฑลห่างไกลให้แปรพักตร์มาอยู่กับเขา



“ไตร่ตรองให้ดีก่อนเถิดพันตรีเฉิน ฉันมองเห็นชัยชนะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมนี้แล้ว หากเธอช่วยงานฉันเธอจะได้ในสิ่งที่เหนือกว่าลุงของเธอมอบให้เสียอีก”



หย่งหนานทอดสายตามองจินไห่ด้วยความหมายที่คนถูกมองถึงกับคอแข็ง เขามองเห็นนัยน์ตาแห่งเกียรติยศศักดิ์ศรีที่ไม่ยอมลงให้กับใคร



“ลุงของผมเคยสอนเสมอว่าอำนาจเป็นสิ่งหอมหวานที่ใครๆก็ต้องการ และกับคนที่ไม่เคยมีอำนาจพอได้มันมาไม่ว่าจะนำไปใช้กับคนระดับไหนก็ตาม หากทำให้อีกฝ่ายเกรงกลัวได้เขาก็จะเสพย์ติดในอำนาจที่ตัวเองมีและต้องการมันมากขึ้นเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น”



หย่งหนานลุกขึ้นยืนอย่างองอาจ สายตามั่นคงของเขาบอกให้รู้ว่าไม่มีอำนาจใดมาบังคับใจเขาได้



“ผมคงคุยธุระกับคุณอู๋ได้เพียงเท่านี้”



“เฉินหย่งหนาน”



จินไห่มองร่างสูงสง่าด้วยความเสียดายในฝีมือและความคิดก้าวหน้า



“ฉันขอให้เธอตัดสินใจอีกครั้ง หากเธอก้าวออกไปจากห้องนี้แล้ว เมื่อฉันได้รับชัยชนะในอนาคตจะไม่มีที่ให้เธอยืนอีกต่อไป”



มุมปากของหย่งหนานปรากฏรอยเหยียดยิ้มขึ้นมาเมื่อเขาพูดเป็นประโยคสุดท้าย



“ผมไม่เคยมั่นใจสิ่งใดเท่านี้มาก่อนเลยครับ ขอให้คุณมีความสุขกับชัยชนะที่คุณวาดหวังไว้ในอนาคตแต่ในวันนี้ผมขอให้คุณเปิดทางให้ผมพาเหวินเป่ากลับไปโดยไม่มีความขัดแย้งต่อกัน ยินดีที่ได้พบกันในวันนี้ครับคุณอู๋จินไห่”



หย่งหนานหันหลังเปิดประตูแล้วก้าวออกไปโดยไม่สนใจว่าจะสร้างความขุ่นเคืองให้จินไห่แค่ไหน เขาดึงมือของเหวินเป่ามากุมไว้และพาเดินอย่างมั่นคงไปยังรถยนต์ทหารของเขาโดยที่ไม่มีใครกล้าขัดขวางจนกระทั่งพลขับบังคับรถให้เคลื่อนออกมาหย่งหนานจึงได้ถอนหายใจเมื่อรู้ว่าต่อจากนี้ไปอู๋จินไห่จะดำเนินการทุกรูปแบบเพื่อชัยชนะที่เขาต้องการ



ส่วนเหวินเป่านั้นแม้จะถูกไป๋ซานหลอกลวงให้เจ็บใจแต่เขาก็ยังเป็นห่วงเพื่อนรุ่นพี่อยู่ดี เขาเพิ่งรู้เมื่อตอนที่อู๋จินไห่มาถึงที่นี่ว่าแท้จริงแล้วไป๋ซานคืออนุภรรยาของผู้นำพรรคสังคมนิยม เหวินเป่านึกสงสารไป๋ซานในทางเดินของชีวิตแต่นั่นก็คือสิ่งที่ไป๋ซานเลือกเอง และขณะที่ก้าวตามหย่งหนานกลับออกไปจากสาขาพรรคสังคมนิยมเขาก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องมาจากห้องประชุมที่เพิ่งเดินออกมา เหวินเป่าอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง ไป๋ซานนั่นเองที่เป็นต้นเหตุของเสียง เหวินเป่าเห็นไป๋ซานถูกลูกน้องของอู๋จินไห่ใช้กรรไกรกร้อนผมดกดำที่ไป๋ซานรักมากจนเหลือเพียงตอผมติดหนังศีรษะ



“ไปเถอะ เหวินเป่า” หย่งหนานกระชับมือนุ่มเป็นการเตือน



“ผลแห่งการกระทำย่อมมาจากสิ่งที่คนๆนั้นเลือกทำ เรากลับกันเถอะ”



เหวินเป่าได้แต่ถอนหายใจและเดินตามหย่งหนานไปที่รถยนต์ทหาร ต่อจากนี้ไปเส้นทางเดินชีวิตของเขาคงจะไม่ได้พบกับไป๋ซานอีกต่อไป






สงครามเต็มรูปแบบเกิดขึ้นแล้วหลังจากนั้นไม่นาน ระหว่างเฉินจิ้งเหอและอู๋จินไห่ ผู้นำคนสำคัญของสองฟากฝั่งทั้งที่เคยเป็นเพื่อนร่วมรบในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบสาธารณรัฐ หากแต่วันนี้พวกเขาขัดแย้งกันเพราะอุดมการณ์ที่ฝั่งหนึ่งต้องการนำพาประเทศไปสู่แนวคิดประชาธิปไตยแต่อีกฝั่งเห็นด้วยกับการปกครองแบบสังคมนิยม



สงครามครั้งแรกเกิดขึ้นที่แมนจูเรีย ยุทธศาสตร์สำคัญทางภาคเหนือที่ทุกฝ่ายต้องการ พรรคสังคมนิยมสามารถยึดไปได้เมื่อเดือนกันยายน ปีคริสต์ศักราช 1948



ครั้งที่สองเกิดขึ้นที่หวายไห่ จิ้งเหอต้องการสกัดไม่ให้พรรคสังคมนิยมลงใต้จึงส่งกำลังทหารเข้าไปพร้อมอาวุธยุโธปกรณ์ที่ได้รับการช่วยเหลืออีกครั้งจากสหรัฐอเมริกาเพื่อปะทะกับทัพของพรรคสังคมนิยม กองทัพรัฐบาลถูกล้อมที่เมืองซูโจว ทหารจากกองทัพรัฐบาลแสนกว่านายถูกทัพจากพรรคสังคมนิยมถึงสามแสนคนล้อมเอาไว้ จนในที่สุดรัฐบาลต้องเสียที่ตั้งสำคัญไปทั้งช่างไห่ กวางตุ้ง  ในต้นเดือนมกราคมปีคริสต์ศักราช 1949



และที่สำคัญที่สุด พวกเขาสูญเสียแม่ทัพมือดีอย่างเฉินหยางซุนบุตรชายของเฉินจิ้งเหอไปด้วย



ไม่มีน้ำตาจากจิ้งเหอผู้เป็นบิดาเมื่อก้มลงมองศพบุตรชายเป็นครั้งสุดท้าย ภรรยาของเขาผู้เป็นมารดาของหยางซุนยืนสะอื้นอยู่เบื้องหลังรวมถึงภรรยาและบุตรธิดาทั้งสามของหยางซุนเช่นกัน เหวินเป่าที่มาร่วมงานศพพร้อมกับหย่งหนานจุกแน่นในอกเมื่อการสูญเสียนั้นเข้ามาสู่คนในครอบครัว



เหวินเป่าเกลียดสงคราม ไม่ว่าจะสงครามกับชาติอื่นหรือในชาติเดียวกัน เขาเกลียดความเลวร้ายที่ผู้คนต้องสูญเสียเพื่อคำว่าชัยชนะเพียงคำเดียว



“อเมริกาส่งงดการส่งกำลังอาวุธมาช่วยเราแล้วครับ เพราะเราแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่นไม่ได้”



ไม่มีเวลาให้ความเสียใจมากนักในเมื่อสงครามยังดำเนินต่อไป หย่งหนานต้องขึ้นมาดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองทัพทหารแห่งชาติจีนแทนหยางซุน เขาเอ่ยเสียงเครียดกับจิ้งเหอเมื่อข่าวล่าสุดส่งมา



“ผมคิดว่าเราคงต้องหาทางไปจากที่นี่”



“หลานคิดว่าเราจะพ่ายแพ้?”



“ในเวลานี้ผมคิดว่าใช่ เรายังไม่ชนะในตอนนี้” หย่งหนานถอนหายใจหนักหน่วง



“ลุงยอมตายในแผ่นดินเกิดหากว่าลุงรักษาทุกอย่างไว้ไม่ได้”



“คุณลุงรักษาได้แต่ต้องอาศัยเวลาครับ ถ้าคุณลุงตายไปแล้วผู้คนที่ยังเชื่อมั่นในตัวคุณลุงล่ะครับ พวกเขาจะอยู่อย่างไร ทุกคนก็จะตายกันหมดพร้อมกับคุณลุง แต่ถ้าคุณลุงยอมผ่อนด้วยการพาทุกคนไปจากที่นี่เพื่อไปตั้งหลัก อีกไม่นานคุณลุงก็จะพาทุกคนกลับมาทวงคืนได้”



หย่งหนานเตือนสติผู้เป็นลุง



“ชาติพยัคฆ์ย่อมไม่เกรงกลัวต่อและไม่อ่อนข้อต่อสิ่งใด รวมถึงอุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางทางเดิน เราจะต้องต่อสู้จนกว่าจะถึงวันที่เราเป็นพยัคฆ์ติดปีก”



คำเตือนของหย่งหนานทำให้จิ้งเหอตัดสินใจได้



“ตกลง เริ่มต้นดำเนินการตามที่หลานเห็นว่าถูกต้อง เราจะย้ายไปตั้งหลักและกลับมาในวันที่เราพร้อมจะทวงคืนทุกอย่าง”



หย่งหนานก้าวเข้ามาในห้อง เขาเอนกายลงนอนด้วยความเหน็ดเหนื่อย สมองของเขาครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งเหวินเป่าเดินเข้ามานั่งลงบนขอบเตียงและวางมือแนบแก้มของเขา



“พี่หย่งหนาน”



เห็นใจสามีเหลือเกินที่ต้องตรากตรำทำงานหนัก แต่เหวินเป่าทำได้เพียงให้กำลังใจและช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนอยู่เบื้องหลังเท่านั้น หย่งหนานเปิดเปลือกตาขึ้นมองและฝืนยิ้มให้เหวินเป่า



“เซียวจงหลับไปแล้วหรือ”



เด็กชายฮุ่ยจงโตพอที่จะนอนคนเดียวได้แล้ว แต่เหวินเป่าจะเข้าไปดูแลก่อนที่เด็กน้อยจะหลับไป



“ลูกหลับแล้วครับ เหนื่อยมากหรือครับวันนี้”



หย่งหนานดึงแขนให้เหวินเป่าเอนกายลงมาบนแผงอกของเขาพลางลูบกลุ่มผมนุ่มมือ สายตาจับจ้องบนเพดานอย่างใช้ความคิด



“รัฐบาลจะพ่ายแพ้และเราต้องหนี”



เขาใช้คำพูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมเหมือนพูดกับจิ้งเหอ



“พี่ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อาจจะไปตายหรืออาจจะลำบากแสนสาหัส”



“ผมจะไปกับพี่” เหวินเป่าตอบได้อย่างไม่ต้องคิด



“ไตร่ตรองก่อนเถิดเหวินเป่า เธอยังมีทางเลือก อย่าลืมว่าเธอยังมีพระญาติอยู่ที่ญี่ปุ่นและยังมีเงินทองที่นายพลคิริซาวะทิ้งไว้ให้ พี่ยังคงเก็บไว้ให้เธอทั้งหมด หากเธอเลือกทางนั้นเธอจะไม่ต้องลำบากใดๆ”



“อย่าได้ไล่ผมเลยครับพี่หย่งหนาน” เหวินเป่ารำพันอยู่กับอกกว้าง



“ชีวิตของผมคือพี่ คือเซียวจง ผมไม่ต้องการสบายโดยปล่อยให้พี่และลูกลำบากเด็ดขาด”



“แม้ว่าจะมองไม่เห็นอนาคตเลยงั้นหรือ”



“อนาคตของผมคือขอให้ได้เคียงข้างพี่จนวันตายจากกัน”



หย่งหนานตื้นตันกับความรักที่เหวินเป่ามีต่อเขา ร่างบางถูกพลิกให้เอนกายลงไปบนเตียงกว้าง หย่งหนานจ้องมองใบหน้าหวานที่ทวีความงดงามเมื่อเหวินเป่าอายุล่วงเข้ายี่สิบปีเต็มแล้ว เขาหวนคิดถึงอดีตที่พบกันเป็นครั้งแรก



“พี่ไม่เคยคิดเลยว่าเด็กมอมแมมที่วิ่งตัดหน้ารถพี่ในวันนั้นจะมาเป็นเมียและคู่คิดที่ดีของพี่ในวันนี้”



เหวินเป่ายิ้มรับ น้ำตาแห่งความซาบซึ้งเอ่อคลอในหน่วยตา



“ผมเองก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มาใช้ชีวิตคู่กับวีรบุรุษที่ช่วยผมออกมาจากขุมนรกและความเสี่ยงตายหลายต่อหลายครั้ง”



“ก็เธอน่ะมันดื้อ”



หย่งหนานบีบจมูกโด่งหยอกล้อก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงไปปิดปากช่างพูดด้วยริมฝีปากของเขาพร้อมกับเสาะหาความหวานจากโพรงปากฉ่ำที่เผยอรอรับด้วยความเต็มใจ



“ผมจะไม่ดื้ออีกแล้วครับ สัญญา”



เหวินเป่าเอ่ยเสียงหวานเมื่อหย่งหนานปรนเปรอเขาด้วยจูบร้อนรุ่มไปทั้งตัวเมื่อกายเปล่ากดเบียดแนบเนื้อให้สัมผัสแห่งรักได้ทำงาน



“ให้ผมทำให้พี่หย่งหนานมีความสุขนะครับ”



เอ่ยอย่างแสนซนก่อนจะดันไหล่กว้างให้เป็นฝ่ายนอนหงายอยู่บนเตียง หย่งหนานคลี่ยิ้มอย่างถูกใจเมื่อเหวินเป่ากล้าหาญปีนป่ายขึ้นมาบนกายแกร่งและกลายเป็นฝ่ายกดสะโพกลงไปปรนเปรอมอบความสุขให้เขา ใบหน้าหวานยามขับเคลื่อนอยู่กลางลำตัวช่างเย้ายวนชวนให้ติดใจ



“ดีมากอากุยของฉัน ขยับอีกนิดนะคนดี”



หย่งหนานรำพันอย่างมีความสุข เขาดึงเหวินเป่าให้โน้มตัวลงมาสู่อ้อมกอด ส่วนประสานทำงานมอบความรักให้กันอย่างต่อเนื่องเมื่อเขาขยับเอวช่วยให้เหวินเป่าไปสู่ฝั่งฝันก่อนที่เขาจะตามไปติดๆ



ใบหน้างามแดงฉ่ำเต็มอิ่มไปด้วยความสุขสมขณะนอนทอดกายให้เขากอด หย่งหนานอดใจไม่อยู่จนต้องจูบที่แก้มนวลอย่างหวงแหน



“ในเมื่อเธอตัดสินใจแล้วว่าจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพี่ ต่อจากนี้พี่จะไม่ปล่อยมือจากเธออีกแล้วลูกเต่าน้อย พี่จะดูแลเธอจนลมหายใจสุดท้าย”



เหวินเป่ายิ้มรับ เขาซุกหน้าเข้าหาความอบอุ่นด้วยความไว้วางใจว่าหย่งหนานจะทำได้ดังคำพูดที่เขาเอ่ยปากสัญญา



เหวินเป่าและหย่งหนานจะดูแลซึ่งกันไปจนลมหายใจสุดท้ายของกันและกัน





ความคิดเห็น