facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 21

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ค. 2560 16:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 21
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 21


น้ำหนักที่วางลงรอบเอวแล้วดึงร่างโปร่งเข้าไปกอดทำให้เหวินเป่ารู้สึกตัวตื่นแม้ว่าแรงนั้นจะพยายามออกแรงให้น้อยที่สุดก็ตาม แพขนตากะพริบถี่ก่อนจะเปิดขึ้นพร้อมกับพลิกกายกลับไปหาเจ้าของวงแขนที่เพิ่งกลับมาในยามดึกสงัด


“กลับมาแล้วหรือครับ”


หย่งหนานมองใบหน้าที่ยังงัวเงียนั้นอย่างเอ็นดู เขาจูบเบาๆที่หน้าผากเกลี้ยงก่อนจะเลื่อนต่ำลงมาหยุดที่แก้มนุ่ม


“ขอโทษที่ทำให้ตื่นนะเหวินเป่า”


เหวินเป่ายิ้มรับเขายกแขนโอบกอดไปรอบลำคอของอีกฝ่ายอย่างไม่นึกขัดเขินเหมือนช่วงแรกที่มีความสัมพันธ์กันฉันสามีภรรยาแล้ว เมื่อเวลาผ่านมาหลายเดือนเขาก็คุ้นเคยกับความใกล้ชิดที่มีต่อหย่งหนานมากขึ้น และที่ยิ่งเพิ่มพูนคือความผูกพันที่มีต่อกัน


รู้ดีว่าหย่งหนานคือบุคคลสำคัญคนหนึ่งในการปกครองของประเทศ เพียงแค่ชายผู้นี้มีความรักต่อเขาเท่านี้เหวินเป่าก็ดีใจมากแล้ว และเมื่อได้อยู่ด้วยกันนานมากเท่าไหร่เหวินเป่าก็มองเห็นแต่ความดีของหย่งหนาน จนเขาสัญญากับตัวเองว่าจะรักและบูชาหย่งหนานไปจนชั่วชีวิต


“เหนื่อยมากไหมครับ”


หย่งหนานไม่ค่อยได้กลับบ้านบ่อยครั้งนักเหตุเพราะการก่อจลาจลไปทุกแห่งหน แผ่นดินจีนร้อนเป็นไฟจนเหวินเป่าอดหวาดกลัวไม่ได้ และหย่งหนานคือหนึ่งในผู้ที่ต้องแก้ปัญหาบ้านเมืองจนไม่มีแม้แต่เวลาพักผ่อน วันไหนที่ได้กลับบ้านก็กลับดึกจนเวลาล่วงเข้าวันใหม่ไปแล้ว เมื่อแรกที่ใช้ชีวิตด้วยกันเหวินเป่าเคยรอจนหย่งหนานกลับมาก่อนแต่หย่งหนานก็บอกกับเขาว่าให้นอนโดยไม่ต้องรอ

“ไม่ต้องปรนนิบัติกับพี่ให้ดีนักหรอก พี่อาจเป็นสามีที่ไม่ดีนักที่ไม่มีเวลาให้ภรรยาตั้งแต่เมื่อครั้งอยู่กับฟางซินแล้ว อย่าได้ลำบากทรมานตัวเองเพื่อพี่เลยนะเหวินเป่า”


หย่งหนานเคยบอกเช่นนั้นแต่เหวินเป่าก็เข้าใจ จึงกลายเป็นการเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากันจนลงตัวในที่สุด และทุกวันนี้เหวินเป่าก็คุ้นชินกับการที่หย่งหนานจะย่องเข้ามาในห้องเพราะกลัวเขาตื่นก่อนจะล้มตัวลงนอนกอดเขาไว้ในอ้อมแขน


“เหนื่อยมากแค่ไหน พอกลับบ้านมาเห็นหน้าเธอก็หายเป็นปลิดทิ้ง”


“ปากหวานจริงครับ”


เมื่อเริ่มคุ้นชินเหวินเป่าจึงได้รู้ว่ามาดสุขุมเยือกเย็นของหย่งหนานมีไว้สำหรับผู้อื่นเท่านั้น แต่กับเหวินเป่าชายหนุ่มในวัยสามสิบเศษช่างเอาอกเอาใจสารพัด จนเหวินเป่าเกรงว่าเขาจะเหลิงไปกับการกระทำเหล่านั้นเสียก่อน ถึงกับบางครั้งเขาต้องห้ามหย่งหนานไม่ให้เอาใจเขามากเกินไปนัก


หย่งหนานปรนจูบเหวินเป่าอย่างทะนุถนอม เหวินเป่าเรียนรู้ที่จะตอบสนองความสัมพันธ์ทางกายให้มากขึ้น เขาอยากให้หย่งหนานอยู่กับเขาด้วยความสุขทั้งกายและใจในทุกๆครั้งที่มีเวลาอยู่ด้วยกัน เหวินเป่ารักในสัมผัสเร่าร้อนแต่แฝงไว้ด้วยความฉ่ำหวานกับบทรักอันเย้ายวนด้วยไฟปรารถนา


“วันนี้คุณลุงถามเรื่องของเรา”


หย่งหนานบอกเขาเสียงนุ่ม วงแขนแกร่งสวมกอดร่างบางเปล่าเปลือยไว้ในอ้อมอกไม่ยอมปล่อยหลังจากที่เพิ่งจูงมือกันขึ้นสวรรค์ เหวินเป่าที่เพิ่งจะหายเหนื่อยถึงกับดันกายออกจากอกอุ่นขึ้นมามองหย่งหนานด้วยความอยากรู้


“แล้วท่านว่าอย่างไรครับ ท่านเคืองหรือไม่ หรือว่าห้ามเรื่องที่เราอยู่ด้วยกันหรือเปล่า”


ชุดคำถามนั้นบอกให้รู้ว่าเหวินเป่าตื่นเต้นและกังวลแค่ไหน หย่งหนานยกคิ้วสูงและคลี่ยิ้มบางๆออกมา


“ถ้าคุณลุงห้ามล่ะ เธอจะทำอย่างไร”


เหวินเป่าหน้าสลดลงทันที เขาช้อนตามองหย่งหนานด้วยนัยน์ตามั่นคงจากความรู้สึก


 “ผมคงต้องมอบการตัดสินใจให้พี่หย่งหนาน ไม่มีใครบอกเลิกผมได้นอกจากพี่ หากท่านจิ้งเหอไม่ต้องการให้ผมอยู่กินกับพี่จริงๆผมก็อาจจะลดบทบาทตัวเองไปเป็นคนรับใช้ของพี่เช่นเมื่อก่อน แต่จะให้ผมจากพี่ไปคงทำไม่ได้ เว้นเสียแต่พี่เป็นคนไล่ผมเอง”


หย่งหนานได้ยินแล้วจึงหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ เขาบีบปลายคางมนอย่างมันเขี้ยว


“ว่าแต่พี่ปากหวาน ความจริงแล้วเธอเองนั่นแหละที่ปากหวานกว่าพี่มากนัก เรื่องคุณลุงอย่ากังวลไปเลย ท่านอนุญาตให้เรารักกันได้”


เหวินเป่ายิ้มกว้างทันที ความวิตกหวาดหวั่นพลันหายไปเหลือแต่ความดีใจที่ชีวิตรักหมดสิ้นซึ่งอุปสรรค เขาซุกหน้าเข้าหาอกกว้างพร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆที่พบเจอมาในวันนี้ให้หย่งหนานฟังอย่างเช่นทุกครั้งที่พูดคุยตามประสาสามีภรรยา


“วันนี้ผมเจอกับพี่ไป๋ซานด้วย พี่หย่งหนานจำพี่ไป๋ซานได้ไหมครับคนที่อยู่กับผมที่โรงงิ้ว คนที่หนีไปจนผมต้องเล่นงิ้วแทน...”


หย่งหนานฟังเสียงเจื้อยแจ้วของเหวินเป่าอย่างเพลิดเพลินจนเปลือกตาของเขาหรุบต่ำลงเรื่อยๆ


“...พี่หย่งหนาน อ้าว หลับเสียแล้วหรือครับ”


“ใครจะทนไหวกับคำพูดจนลิงหลับของเธอกันนะลูกเต่าน้อย นอนเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะต้องไปตรวจงานแต่เช้า”


หย่งหนานโน้มหน้าลงไป เขาวางปากแนบไปกับริมฝีปากนุ่มก่อนจะจูบเบาๆ เหวินเป่าจูบตอบเป็นแล้ว เขาเอียงหน้าให้หย่งหนานได้จูบจนพอใจ


 “Good night, my sweetheart”


เหวินเป่าเอ่ยภาษาอังกฤษที่เรียนมาจนหย่งหนานที่หลับตาลงแล้วยังต้องยิ้มออกมา เขาดึงร่างบางเข้าไปกอดและกระซิบข้างหูของเหวินเป่า


“Thanks , I love you Darling”


หย่งหนานโยนความเครียดทั้งมวลทิ้งไปและหลับลงอย่างง่ายดายโดยมีเหวินเป่าอยู่ในวงแขน เขาตักตวงกำลังใจจากหนุ่มน้อยผู้นี้เพื่อที่จะมีแรงสู้กับเรื่องร้ายๆที่ต้องเผชิญเมื่อหย่งหนานลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง







เหวินเป่าใช้เวลาดูแลเด็กชายเฉินฮุ่ยจงในช่วงเช้าขณะที่สาวใช้ในบ้านกำลังสาละวนทำงาน และพอตกบ่ายเขาถึงจะได้ไปช่วยงานที่โรงพยาบาลเพื่อฝึกภาษาอังกฤษกับหมอและมิชชันนารีไปด้วยในตัว การที่ได้มาทำงานในโรงพยาบาลในช่วงเวลาแห่งความผันผวนของการเมืองการปกครองทำให้เหวินเป่าได้เข้าใจชีวิตมากขึ้น เขานึกสะท้อนใจทุกครั้งที่มีผู้บาดเจ็บจากการจลาจลมารักษาตัว


“เกิดอะไรขึ้นกับประเทศกันครับ”


เหวินเป่าอดใจไม่อยู่จนต้องเอ่ยถามมิสเตอร์จอห์น นายแพทย์จากอังกฤษที่เคยรักษาฟางซิน ชายหนุ่มวัยไม่เต็มยี่สิบปีเช่นเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้คนถึงลุกฮือขึ้นมาทำร้ายคนในชาติด้วยกันเอง


“เพราะพวกเขาต่างก็คิดว่าแนวคิดของกลุ่มตนเองนั้นถูกต้อง และทำทุกอย่างเพื่อให้กลุ่มของตนได้รับชัยชนะและเข้ามาปกครองประเทศ” มิสเตอร์จอห์นตอบเขาเช่นนั้น


“การได้ปกครองคนดีตรงไหนครับ ทำไมพวกเขาถึงแสวงหาอำนาจกันนัก” เหวินเป่าเอ่ยถามต่อไป


“เพราะอำนาจคืออาวุธที่จะได้ก้าวไปสู่ชัยชนะและความเป็นผู้นำอย่างไรล่ะเหวินเป่า ผู้ชนะจะทำอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ”


มิสเตอร์จอห์นอธิบายอย่างใจเย็น เขาชอบในความเฉลียวฉลาดของเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก


“เมื่อเธอเป็นผู้นำแล้วเธอจะทำอะไรก็ได้เพื่อควบคุมผู้อื่นให้ทำตามที่ต้องการ เธอรู้จักผู้นำทางการทหารของเยอรมันที่เป็นผู้เริ่มต้นสงครามโลกที่ผ่านมาหรือไม่ เขาเคยกล่าวไว้ว่าวิธีการที่จะควบคุมประชาชนที่ดีที่สุดคือค่อยๆลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพวกเขาออกไปทีละนิดโดยไม่รู้ตัว จนในที่สุดจะถึงจุดที่มันหมดไปจากพวกเขาและไม่สามารถเรียกร้องกลับมาได้อีกเลย นั่นหมายความว่าเธอจะกลายเป็นผู้ควบคุมอย่างแท้จริง”


เหวินเป่าได้แต่คิดคำนึง เขาเป็นเพียงประชาชนตัวเล็กๆในประเทศนี้เท่านั้น เขาเกลียดความรุนแรงและไม่ต้องการให้มีการแก่งแย่งแข่งขันที่ทำให้ผู้คนเกลียดชังกันถึงเพียงนี้


ช่วยงานที่โรงพยาบาลจนถึงตอนเย็นเหวินเป่าจึงขอตัวกลับตามปกติ เขาก้าวเดินมาด้านหน้าของโรงพยาบาลเพื่อจะขึ้นรถลาก แต่เหวินเป่าก็แปลกใจอีกครั้งที่ได้พบเยี่ยไป๋ซาน


“พี่ไป๋ซาน พบกันอีกแล้ว”


เหวินเป่าก้าวเข้าไปหาและส่งยิ้มทักทายไป๋ซาน หากแต่ไป๋ซานกลับฝืนยิ้มให้เขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


“พี่มาวันนี้เพราะต้องการความช่วยเหลือ”


ไป๋ซานเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อกล่าวคำทักทายต่อกันจบลงแล้ว เหวินเป่ามองอย่างสงสัย


“พี่มีเรื่องเดือดร้อนอะไร รุนแรงหรือเปล่า หากผมช่วยอะไรได้ผมก็จะช่วย”


“พี่เห็นเธอทำงานที่โรงพยาบาล ตอนนี้เพื่อนของพี่ได้รับบาดเจ็บแต่ไม่สามารถมาโรงพยาบาลได้ เธอจะมีเวลาไปช่วยคนที่กำลังลำบากได้หรือไม่”


“ได้สิ ผมจะไปช่วย พี่พาผมไปเถอะ หากเขาได้รับบาดเจ็บขนาดนั้น ยิ่งช้าอาจจะไม่ทันการ”


เพราะความมีน้ำใจของเหวินเป่าทำให้เขาไม่คิดปฏิเสธ เขาก้าวเดินตามหลังไป๋ซานไปโดยไม่ทันสังเกตแววตาสมหวังของไป๋ซานเมื่อภารกิจที่วางแผนไว้ลุล่วงไปได้ขั้นหนึ่ง ไป๋ซานรู้จักเหวินเป่าดีทุกซอกทุกมุม เขาใช้อุปนิสัยความมีน้ำใจและความใสซื่อของเด็กหนุ่มให้เป็นประโยชน์และมันก็สำเร็จจริงๆ


เหวินเป่าเริ่มเอะใจเมื่อเขาตามไป๋ซานไปยังอาคารแห่งหนึ่งที่มีผู้คนอยู่กันเป็นจำนวนมาก หลายคนเอ่ยทักทายไป๋ซานอย่างสนิทสนมในขณะที่ไป๋ซานเดินนำเขาผ่านประตูที่มีป้ายเขียนบอกว่าที่นี่คือที่ตั้งสาขาพรรคสังคมนิยมแห่งหนึ่ง


 "พี่ไป๋ซาน นี่พี่หนีจากโรงงิ้วมาอยู่กับพรรคสังคมนิยมงั้นหรือ”


เหวินเป่าชะงักเท้าจนไป๋ซานต้องหยุดเดินและหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ชายหนุ่มผู้เป็นอดีตนางเอกงิ้วชื่อดังยกคิ้วสูงขึ้นเมื่อเอ่ยคำถามต่อเพื่อนรุ่นน้องที่อยู่ด้วยกันมา


“ทำไมล่ะ ไม่เห็นต้องแปลกใจเลย ตอนนี้ผู้คนมากมายในประเทศต่างก็หันมาตกลงใจเข้าร่วมกับที่นี่ด้วยกันทั้งนั้น”


จริงเช่นที่ไป๋ซานกล่าวว่าไม่ควรต้องแปลกใจเมื่อเหวินเป่ากลับมาย้อนคิดถึงไป๋ซานที่เขารู้จักตั้งแต่อดีตแล้ว แต่เพราะเมื่อสมัยก่อนนั้นเหวินเป่ายังเด็กและไร้การศึกษาจนไม่เข้าใจเองต่างหาก ไป๋ซานมักจะกล่าวถึงแนวคิดของเขาที่เกลียดนักการเมืองกังฉินที่แสวงหาผลประโยชน์ให้ฟังอยู่เสมอ และเมื่ออยู่ในป่าไป๋ซานก็ชอบที่จะไปนั่งฟังชายผู้หนึ่งพูดคุยอุดมการณ์ของเขาในเรื่องความเสมอภาคของคนในสังคม เหวินเป่าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านั่นคืออู๋จินไห่ผู้นำพรรคสังคมนิยมนั่นเอง และซ้ำร้ายในชีวิตช่วงหนึ่งของไป๋ซานที่ต้องถูกอิทธิพลของนักการเมืองบังคับให้กลายเป็นของเล่นให้เชยชม นั่นเป็นฟางเส้นสุดท้ายก่อนที่เขาจะผันตัวเองมาเป็นสมาชิกของพรรคสังคมนิยมอย่างเต็มตัว


“เธอลองคิดให้ดีสิเหวินเป่า พวกนักการเมืองต่างก็หากินกับหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเราทั้งนั้น พวกชาวนาก็ก้มหน้าก้มตาเพาะหว่านเก็บเกี่ยว พวกกรรมกรก็ต้องออกแรงแบกขนในขณะที่พวกนักการเมืองคอยเก็บภาษีขูดรีดไปจากพวกเราทั้งที่พวกเราต่างหากที่เป็นคนเหนื่อยยากกลับไม่ได้เงยหน้าอ้าปาก”


ไป๋ซานเผยแนวคิดของเขาออกมาโดยหวังจะให้เด็กหนุ่มรุ่นน้องเห็นด้วยกับความคิดของเขา


“พรรคสังคมนิยมคือทางเลือกของพวกเรา หากพวกเราชนะทุกคนในประเทศก็จะมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีคนรวยคนจนอีกต่อไป ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะและการกดขี่ข่มเหงกันอีกแล้ว เธอไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นหรือเหวินเป่า”


“มันเป็นแนวคิดที่ดี”เหวินเป่ายอมรับ


“แต่พี่ไป๋ซานไม่คิดบ้างหรือว่าความต้องการอยากได้อยากมีของมนุษย์มันเป็นสิ่งที่ไม่มีวันจบสิ้น ไม่มีใครพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ทุกคนจะแสวงหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และก็จะมีคนอีกประเภทหนึ่งเมื่อได้ในสิ่งที่ทัดเทียมผู้อื่นเขาก็อาจจะไม่ยอมทำอะไรเลยเพราะถึงอย่างไรก็ได้เท่าเทียมผู้อื่นอยู่แล้ว เขาออกแรงเพียงสิบแต่พี่ออกแรงถึงร้อยแต่กลับได้ผลประโยชน์เท่ากันก็แสดงว่าพี่ต้องเหนื่อยกว่าเขาถูกเขาเอารัดเอาเปรียบ หากพี่พบเจอคนทั้งสองประเภทนี้พี่จะทำอย่างไร แล้วสังคมในอุดมคติของพี่จะต่างจากทุกวันนี้เช่นไร”


ไป๋ซานนิ่งงัน เขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำโต้แย้งจากเด็กที่โตมาด้วยกันอย่างเหวินเป่า และสิ่งที่เหวินเป่าเอ่ยออกมานั้นเขากลับหาเหตุผลตอบโต้ไม่ได้เลย


“และเพียงเพื่อชัยชนะในฝ่ายที่ตัวเองเห็นด้วยความรุนแรงจึงได้เกิดขึ้น ผมน่ะเสียใจยิ่งกว่าตอนที่เราสูญเสียไปกับสงครามโลกเสียอีก เพราะนั่นคือเราต่อสู้กับคนจากประเทศอื่นที่เข้ามารุนราน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเรากำลังต่อสู้กับคนในประเทศเดียวกัน ต่อสู้กับพี่น้องของพวกเรากันเอง”


ขอบตาของเหวินเป่าร้อนผ่าว ในอดีตเขาอาจไม่เคยรู้อะไรเลยแต่เมื่อได้มีการศึกษาและขวนขวายหาความรู้ใส่ตัวจึงได้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเจ็บปวดในหัวใจเหลือเกินกับความรุนแรงในตอนนี้


“เธอก็พูดอย่างคนเห็นแก่ตัวเกินไปนะเหวินเป่า”ไป๋ซานเริ่มตอบโต้บ้าง


“ทุกวันนี้เธอมีความเป็นอยู่สุขสบายแล้วนี่ เธออยู่กินกับหลานชายของนายกรัฐมนตรี กลายเป็นนกน้อยในกรงทองของเขา ไหนเลยจะมาสนใจประชาชนที่ลำบากยากเข็ญ ก็ลองให้พันตรีเฉินคนนั้นกลายไปเป็นชาวนาหรือกรรมกรแบกหามไม่มีเงินทองหรือเกียรติยศ เธอจะยังรักเขาอยู่หรือไม่”


เหวินเป่าจ้องมองไป๋ซานอย่างคาดไม่ถึง ราวกับว่าเขาไม่เคยรู้จักกับไป๋ซานมาก่อน ความขุ่นเคืองปนเปไปกับความสังเวชใจเมื่อประสานสายตากับอีกฝ่าย


“ผมผิดหวังที่พี่ไป๋ซานไม่เข้าใจผมแม้แต่นิดเดียวทั้งที่คิดว่าพี่น่าจะเป็นคนที่เข้าใจผมอย่างที่สุด ผมจะบอกให้พี่ได้รับรู้ไว้ว่าที่ผมรักพี่หย่งหนานไม่ใช่เพราะเขามีฐานะร่ำรวยหรือเพราะเขาเป็นคนใหญ่โต ผมรักที่น้ำใจของเขาตั้งแต่วันแรกที่พี่หย่งหนานได้ช่วยผมไว้จากความโหดร้ายในซ่องคณิกา ผมรักตั้งแต่ยังไม่รู้จักแม้แต่ชื่อแซ่ของเขาด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่ว่าเขาจะเป็นกุลีรับจ้างแบกของหรือเป็นชาวนาผมก็จะคงรักเขาไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”


สายตาที่เหวินเป่ามองมาทำให้ไป๋ซานรู้สึกอับอายจนมันแปรเปลี่ยนไปเป็นความอยากเอาชนะ ในเมื่อเหวินเป่ารักพันตรีเฉินแต่สำหรับไป๋ซานแล้วความศรัทธาแรงกล้าต่ออู๋จินไห่ก็อยู่เหนือสิ่งอื่นใดเช่นกัน คำสั่งของอู๋จินไห่ย่อมเป็นประกาศิตหากเขาต้องการสิ่งใด และถ้าไป๋ซานทำไม่ได้เขาก็เกรงว่าอู๋จินไห่จะโกรธเกลียดเขาซึ่งเป็นสิ่งที่ไป๋ซานไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด แผนการใหม่ผุดขึ้นมากะทันหันในสมองของไป๋ซานทันที


“เธอรักเขาแล้วเขารักเธอหรือไม่เหวินเป่า หรือว่าเขามองเห็นเธอเป็นแค่ดอกไม้ที่เด็ดมาดอมดมแล้วโยนทิ้งยามหมดกลิ่นหอม พี่เองก็อยากพิสูจน์นักว่าคนสูงศักดิ์เช่นเขาจะลดค่าตนเองมารักใคร่กับคนที่มีแม่ขายตัวเช่นเธอหรือเปล่า”


เพียงแค่ไป๋ซานตวัดสายตาแทนคำสั่ง ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่หลายคนที่นั่งทำงานอยู่รอบๆพลันลุกขึ้นยืนทันที พวกเราล้อมกรอบเหวินเป่าไว้ปิดทางหลบหนีในขณะที่ไป๋ซานยืนนิ่งมองอยู่


“นี่มันอะไรกันพี่ไป๋ซาน”


เหวินเป่ามองไปโดยรอบด้วยความหวาดหวั่น เขานึกชังตัวเองที่หาเรื่องใส่ตัวอีกครั้ง


“อย่ากลัวไปเลยเหวินเป่า ถึงอย่างไรเธอก็เป็นน้องของพี่ พี่ไม่คิดจะทำร้ายเธอให้บาดเจ็บหรอก เพียงแค่ขอยืมตัวเธอชั่วคราวเพื่อเจรจากับพันตรีเฉินเท่านั้น”


“หมายความว่าอย่างไร”


เหวินเป่าเบิกตากว้าง ความตระหนกกรูเข้ามาจนหนาวสะท้านไปทั้งตัว ไป๋ซานมองสะท้อนกลับมาด้วยสายตาแห่งความคาดหวัง


 “ท่านอู๋ต้องการคนมีฝีมือมาช่วยเพื่อให้งานของพวกเราลุล่วงเสียที และท่านก็ต้องการให้พันตรีเฉินเข้าใจในวัตถุประสงค์ของพวกเรา หากพันตรีเฉินจะเปลี่ยนใจมาสู่พรรคสังคมนิยมโดยมีเธอเป็นผู้แนะนำก็คงจะเป็นการดี”


“พี่ไป๋ซาน!” เหวินเป่าอุทานอย่างตกตะลึง


“ผมผิดหวังในตัวพี่ที่สุด เพราะความต้องการเอาชนะพี่ถึงกับใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผมมีต่อพี่เป็นเครื่องมือ พี่จับผมเป็นตัวประกันเพื่อแลกกับสิ่งที่พี่อยากได้”


“จงเรียกมันว่าการเสียสละ”


ไป๋ซานเชิดหน้าขึ้น แม้ความรู้สึกผิดจะก่อตัวอยู่ในใจเขาก็จำเป็นต้องรีบกำจัดมันออกไปให้เร็วที่สุด


“พี่ยอมเสียสละเพื่อนที่ดีที่สุดอย่างเธอเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น”


“จะให้ทำอย่างไรครับคุณเยี่ย”


เสียงนอบน้อมที่ผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นกับไป๋ซานทำให้เหวินเป่าสะดุดใจ เขาเห็นอำนาจที่ไป๋ซานมีต่อพวกเขาเหล่านั้น


 “แค่เชิญเพื่อนของฉันเข้าไปพักผ่อนด้านในก็พอ จงดูแลเหวินเป่าเป็นอย่างดี ส่วนฉัน...”


ไป๋ซานพูดอย่างมั่นใจ


“ฉันจะติดต่อให้พันตรีเฉินมารับเหวินเป่าด้วยตัวของเขาเอง”


TBC

บทหน้าจบแล้วนะเจรี๊ยะะะะะ




ความคิดเห็น