facebook-icon Twitter-icon

ชอบใจก็ช่วยแจกดาวให้คนแต่งหน่อยนะจ๊ะ

ชื่อตอน : บทที่ 20

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2560 19:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20
แบบอักษร

ม่านไหมลายพยัคฆ์

บทที่ 20

ปลายปี คริสตศักราช 1947



เฉินหย่งหนานไม่มีเวลาให้เรื่องส่วนตัวมากนักเมื่อความบีบคั้นทางการเมืองกำลังมีมากขึ้นทุกที ความหวังที่จะฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองนั้นแทบไม่มีเหลือ การสู้รบระหว่างพรรคชาตินิยมและสังคมนิยมเกิดขึ้นอย่างรุนแรงไปทั่วทุกมณฑลเพราะพรรคสังคมนิยมนั้นมีอาวุธต่อสู้อยู่ในมือด้วยการช่วยเหลือจากรัสเซีย


รอยต่อหลังสงครามโลกสหรัฐอเมริกาชิงความเป็นใหญ่กับโซเวียตรัสเซียภายใต้การปกครองของสตาลินน์ที่ถือหางพรรคสังคมนิยมอยู่แล้ว และเมื่อญี่ปุ่นแพ้ต่อสงครามรัสเซียก็บุกไปปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในแมนจูเรียทันที ส่วนฝ่ายรัฐบาลทหารแห่งชาติของจีนที่มีที่ตั้งอยู่ห่างไกลกว่าและต้องรอการช่วยเหลือจากอเมริกาจึงไม่ทันการที่จะเข้าไปแย่งชิง โซเวียตรัสเซียได้ส่งต่ออาวุธให้กับพรรคสังคมนิยมจนสามารถต่อกรกับกองทัพจีนได้เป็นอย่างดี


เฉินจิ้งเหอนายกรัฐมนตรีผู้เป็นลุงของเขาก็กลัดกลุ้มกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน เศรษฐกิจที่ซบเซาลงทั่วโลกเพราะสงครามเย็นระหว่างมหาอำนาจของสองขั้วทำให้จีนยังมิอาจขับเคลื่อนการพัฒนาไปได้ ประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายรัฐบาลและประกอบกับการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคสังคมนิยมทำให้รัฐบาลทหารสูญเสียกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ


“ผ่านมาเป็นปีแล้วแต่เรายังทำอะไรไม่ได้เลย”


จิ้งเหอเอ่ยอย่างเคร่งเครียดกับหลานชายของเขาหลังการประชุมหารือในพรรคชาตินิยม แต่กลับยังหาข้อสรุปไม่ได้ ความเพลี่ยงพล้ำล่าสุดที่พวกเขาพ่ายแพ้ในมณฑลทางเหนือทำให้ฝ่ายรัฐบาลจีนเสียที่ตั้งสำคัญไปให้พรรคสังคมนิยม


“อู๋จินไห่ฉลาดกว่าที่คิด และพวกเขายังได้แม่ทัพที่ดีด้วย”


หย่งหนานเองก็ยอมรับ อู๋จินไห่ใช้ความอดทนในการแผ่ขยายอิทธิพลของเขาจากกลุ่มที่ใช้วิธีแบบกองโจรกลายมาเป็นผู้ที่กำลังได้เปรียบสถานการณ์แย่งชิงอำนาจในขณะนี้ พวกเขาซื้อใจผู้คนด้วยความหวังและศรัทธาในการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า


“ผมขอเรียนคุณลุงตามตรง”



หย่งหนานตัดสินใจเอ่ยออกไปหลังจากที่คิดอย่างรอบคอบแล้ว


“คุณลุงน่าจะต้องคิดหาหนทางเผื่อไว้เมื่อเราไปถึงเวลาอับจนที่สุดด้วยครับ”


จิ้งเหอย่นหัวคิ้วเมื่อได้ฟังคำแนะนำของหลานชาย


“หลานคิดว่าเราจะพ่ายแพ้”


“การต่อสู้ย่อมมีแพ้ชนะ เราไม่ควรประมาทในทุกๆทาง”


“ถ้าหยางซุนมาได้ยินที่หลานพูด พี่ชายของหลานคงจะโมโหมาก เพราะเขายืนกรานว่าเรายังต้านพรรคสังคมนิยมได้อีกนาน”


 จิ้งเหอกล่าวถึงเฉินหยางซุนบุตรชายเลือดร้อนที่บัดนี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำกองทัพบกของรัฐบาลทหาร


“แต่ที่หลานคิดนั้นลุงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันอาจจะเป็นไปได้แม้ว่าลุงจะไม่ต้องการ”


“ผมเข้าใจดีครับ ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ทางที่ดีเราควรจะเตรียมรับมือในทุกทางที่เป็นไปได้ หากชนะก็ไม่เป็นไร แต่หากเราเพลี่ยงพล้ำจะได้มีทางออกสำหรับผู้คนที่ยังภักดีต่อคุณลุง”


“ใครบ้างล่ะที่หลานคิดว่าเราควรจะหาทางออกสำหรับพวกเขา”


จิ้งเหอถามความคิดเห็น หลานชายของเขามันจะมีความคิดเห็นที่ดีให้เขาเสมอ หย่งหนานนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมา


“นอกจากทหารในกองทัพและประชาชนที่ยังเชื่อมั่นในรัฐบาลแล้ว ผมคิดว่าคุณลุงควรจะผูกสัมพันธ์กับนักธุรกิจหัวก้าวหน้าไว้ครับ”


คำแนะนำของหย่งหนานสร้างสร้างความแปลกใจให้แก่จิ้งเหอเป็นอย่างยิ่ง


“นักธุรกิจงั้นหรือ ลุงไม่เคยคิดประเด็นนี้เลย”


“อู๋จินไห่มีชาวนาและกรรมกรเป็นกองกำลังให้เขา พรรคสังคมนิยมขายอุดมการณ์ให้กับผู้คนที่เชื่อว่าพวกเขาจะก้าวมาสู่ความทัดเทียมในความเป็นอยู่ ดังนั้นพวกเขาจะมีศัตรูอยู่อีกกลุ่มหนึ่งคือเหล่าพ่อค้าทั้งหลาย พวกพ่อค้าเหล่านั้นไม่มีวันยอมให้พรรคสังคมนิยมมากดหัวให้ต้องยอมมอบทรัพย์สินที่พวกเขาหามาได้อย่างเด็ดขาด หากคุณลุงซื้อใจบุคคลเหล่านี้ได้ คุณลุงจะมีกองกำลังที่มีทั้งสมองและเงินทอง”


จิ้งเหอคิดตามไปกับคำแนะนำอันชาญฉลาดก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ไม่เคยมีมานานนับปี เขามองหลานชายอย่างนึกทึ่งในสายตาและความคิดที่ราวกับหย่งหนานเป็นขงเบ้งกุนซือสมรภูมิรบครั้งโบราณ


“หลานคิดได้ไกลและก้าวหน้ามาก ลุงภูมิใจเหลือเกินที่ได้หลานมาคอยช่วยเหลือ”


ในวัยสามสิบต้นๆหย่งหนานกลายเป็นผู้นำที่น่าจับตามอง ทั้งหน้าตาและความสง่าผ่าเผยรวมถึงสายตาอันยาวไกลของเขา จิ้งเหอหันกลับมามองหลานชายด้วยสายตาของผู้เป็นลุงหลังจากที่เขาไม่มีเวลาได้สนใจในเรื่องส่วนตัวของหย่งหนานมากนัก


“ลุงเพิ่งรู้ข่าวมาว่าหลานกับหลินเหวินเป่าคนในปกครองของหลานที่เป็นบุตรของนายพลคิริซาวะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันมาเนิ่นนานแล้ว ทั้งที่เราทั้งคู่ก็อยู่ร่วมกันในรั้วบ้านเดียวกัน”


หย่งหนานชะงัก เขาไม่ได้ปิดบังความสัมพันธ์ของเขากับเหวินเป่า หากแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเปิดเผยต่อผู้ใดหลังจากที่เขาและเหวินเป่าตกลงใจอยู่กินฉันสามีภรรยาเมื่อหลายเดือนก่อน มีเพียงคนงานและสาวใช้ในบ้านที่รับรู้เมื่อเขามีคำสั่งให้เหวินเป่าย้ายมาอยู่ห้องเดียวกันกับเขาแทนที่ฟางซินภรรยาที่เสียชีวิตไป


แต่ความเป็นไปเหล่านี้ก็ไม่อาจปิดบังได้นานนัก ผู้คนในบ้านหลังใหญ่และบ้านของเฉินหยางซุนก็เริ่มจะรู้ข่าวแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าแสดงความคิดเห็นในเมื่อหย่งหนานเป็นหนึ่งในผู้นำของบ้านสกุลเฉิน จิ้งเหอประมุขสูงสุดของบ้านที่ใช้เวลาหมดไปกับการทำงานเพิ่งจะรู้ข่าวเมื่อไม่นานนี้แต่ก็หาโอกาสคุยกับหลานชายไม่ได้จนกระทั่งวันนี้


“เป็นความจริงครับคุณลุง” หย่งหนานยอมรับ


“ผมกับเหวินเป่ารักกัน และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาหลายเดือนแล้ว”


จิ้งเหอมองหลานชายด้วยความห่วงใย เขาเลี้ยงลูกและหลานอย่างให้อิสระ จะมีก็แต่เรื่องการแต่งงานที่เขาจำเป็นต้องขอร้องให้ทั้งคู่กระทำเพื่อภาระหน้าที่


“หลานกับเด็กคนนั้นเป็นชายด้วยกันทั้งสองฝ่าย หลานไม่กลัวคำครหาหากผู้คนรู้เรื่องนี้งั้นหรือ”


“คำครหาไม่ได้ทำให้ชีวิตของผมดีขึ้นหากผมเชื่อ ผมเชื่อในความรักที่ผมกับเหวินเป่ามีต่อกันมากกว่าครับ ที่ผมกังวลคงมีแต่ความรู้สึกของคุณลุงเท่านั้นว่าจะต้องมาเสียชื่อเสียงเพราะผม”


หย่งหนานกล่าวตอบจิ้งเหอด้วยน้ำเสียงสำนึกในการกระทำของตนที่ไม่อาจเป็นไปในจารีตของสังคม ในบางครั้งเขาก็นึกเบื่อหน่ายที่ต้องอยู่ในสายตาของผู้คนจนมิอาจทำอะไรได้ดั่งใจคิด เมื่อจิ้งเหอมองเห็นสีหน้าของหลานชายแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ


“ช่างเถอะ อย่าได้กังวลใจไปเลย หากใครจะติฉินนินทาก็ให้เขาพูดไป ลุงไม่มีเวลามาฟังคำพูดของใครๆให้หนักสมองนักหรอก ความสุขของหลานย่อมสำคัญกว่าสิ่งอื่น ลุงเองก็เคยบังคับให้หลานต้องทำในสิ่งที่ไม่ถูกใจมาแล้วครั้งนี้ลุงจะขอแก้ตัว ในเมื่อหลานเลือกแล้วลุงก็ควรจะเชื่อมั่นในตัวหลาน ขอให้หลานมีความสุขในสิ่งที่หลานตัดสินใจ”


หย่งหนานยิ้มออกในที่สุด เขายกมือทำความเคารพจิ้งเหอในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นญาติผู้ใหญ่มิใช่ในฐานะผู้นำการปกครอง


“ขอบคุณครับคุณลุง ขอเพียงมีคุณลุงที่ยอมรับผมก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว”






เหวินเป่าเดินออกจากอาคารผู้ป่วยของโรงพยาบาลฝรั่งที่หย่งหนานส่งเขามาช่วยงานพร้อมกับฝึกพูดภาษาอังกฤษอย่างอารมณ์ดี ตั้งแต่ตกลงใจใช้ชีวิตคู่กับหย่งหนานเขาไม่เคยพบเจอความทุกข์ใจอีกเลย เหวินเป่าใช้เวลาส่วนหนึ่งดูแลเด็กชายฮุ่ยจงที่โตวันโตคืนจนพูดจาฉะฉานท่าทางฉลาดเหมือนพ่อและแม่ ฮุ่ยจงติดเหวินเป่ามากในช่วงแรกจนเพิ่งจะยอมห่างไปบ้างเมื่อเริ่มโตแล้วนี่เอง


หย่งหนานสนับสนุนเรื่องการศึกษาเมื่อเหวินเป่าร้องขอ เขาส่งเหวินเป่าไปเรียนอ่านเขียนภาษาจีนจนคล่อง จากนั้นจึงให้เหวินเป่ามาช่วยทำงานในโรงพยาบาลฝรั่งเพื่อเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่หย่งหนานบอกว่าเป็นภาษาสากล ทุกวันนี้เหวินเป่าสามารถสื่อสารกับชาวต่างประเทศได้อย่างไม่เคอะเขินแล้ว


เดินใกล้ถึงรถลากที่เหวินเป่าจ่ายเงินค่าจ้างไว้เพื่อให้มารับส่งเขาเป็นประจำ อันที่จริงหย่งหนานต้องการให้เหวินเป่าใช้รถยนต์ของทางสกุลเฉินมาคอยรับส่ง แต่เหวินเป่าเองที่เป็นฝ่ายปฏิเสธเพราะไม่ต้องการให้เป็นที่สะดุดตานัก เท้าที่กำลังก้าวเดินพลันชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อ


“เหวินเป่า”


หนุ่มน้อยวัยสิบแปดปีหันขวับไปมองทันที ดวงตาคู่หวานเบิกกว้างเมื่อเห็นต้นเสียง เป็นบุคคลที่เหวินเป่าไม่คิดว่าจะได้พบกันอีกแล้ว เขายิ้มกว้างด้วยความยินดีอย่างที่สุด


“พี่ไป๋ซาน!”


ต่างโผเข้าหากันด้วยความคิดถึง เขาและเยี่ยไป๋ซานเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายด้วยกันในสมัยก่อนสงครามโลกจะเกิดขึ้นและต้องมาจากกันในวันที่ไป๋ซานหลบหนีไปจากคณะงิ้ว


“ดีใจที่ได้พบกันอีกครั้งนะพี่ไป๋ซาน พี่เป็นอย่างไรบ้างสบายดีไหม คิดถึงพี่เหลือเกิน”


เยี่ยไป๋ซานที่ไม่ได้พบกันถึงสามปีบัดนี้เป็นหนุ่มใหญ่ใกล้เข้าสู่วัยสามสิบแล้ว รูปร่างหน้าตาของไป๋ซานไม่ได้เปลี่ยนไปนัก มีเพียงริ้วรอยของวัยที่มากขึ้นกว่าเดิมและดวงตาที่บ่งบอกถึงความกร้านชีวิตมากขึ้นกว่าแต่ก่อนที่เหวินเป่าเคยรู้จัก



ไป๋ซานพิจารณาเหวินเป่าผู้ที่เคยสนิทสนมกันตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อพบกันอีกครั้งจึงเห็นความเปลี่ยนแปลงถึงความงดงามอย่างเด่นชัด เมื่อก่อนนี้เด็กหนุ่มตรงหน้ามักจะอยู่ในสภาพมอมแมมจนแทบมองไม่เห็นหน้าตาแท้จริง แต่เพราะเขาสนิทกับเหวินเป่าจึงรู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นมีเค้าหน้าสะดุดตาเพียงใด และเมื่อได้พบกันอีกครั้งในวันนี้เหวินเป่าก็กลับกลายเป็นผีเสื้อที่โบยบินอยู่กลางท้องฟ้า แวบหนึ่งที่ไป๋ซานอดจะคิดอิจฉาไม่ได้เมื่อมองเห็นความผุดผ่องของผิวพรรณในวัยหนุ่มขณะที่เขากลับโรยราลงทุกที


“สบายดีหลังจากที่หลุดพ้นนรกขุมนั้นมาได้”


ไป๋ซานยิ้มเย้ยให้กับชีวิตของเขาเมื่อถูกขายไปบำเรอความสุขให้กับนักการเมืองอยู่พักหนึ่งจนต้องตัดสินใจหนีไปจากคณะงิ้วและไปเผชิญโชคข้างหน้า


“มีสุขและทุกข์บ้างตามอัตภาพกับสิ่งที่พี่เลือกเอง แล้วเราล่ะเหวินเป่าเป็นอย่างไรบ้าง”


“ผมเกือบมีชีวิตเช่นเดียวกับพี่แต่โชคยังดีที่มีผู้ช่วยเหลือ พี่ไป๋ซานคงจำนายท่านของผมได้ สวรรค์นำทางให้เรามาพบกันอีกครั้ง”


สีหน้าบ่งบอกถึงความสุขทำให้ไป๋ซานสงสัย เขาหรี่ตามองหนุ่มน้อยอดีตเพื่อนต่างวัยของเขา


“อย่าบอกนะว่า เธอไปอยู่กับนายท่านของเธอที่เป็นหลานของนายกรัฐมนตรี”


แก้มแดงสุกปลั่งเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแม้ว่าเหวินเป่าจะไม่ได้กล่าวตอบ ไป๋ซานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สะกดความอยากรู้ไว้เต็มที่


“เขาดูแลเธอดีอยู่หรือเหวินเป่า เขากดขี่ข่มเหงเธอหรือเปล่า”


“ไม่เลยพี่ไป๋ซาน พี่หย่งหนานยกย่องและให้เกียรติผมมากมายนัก เขาให้ในสิ่งที่ผมต้องการที่สุดคือการศึกษา อย่างเช่นที่ผมมาที่นี่ก็เพื่อฝึกปรือภาษาอังกฤษเพื่อให้ผมมีวิชาความรู้ติดตัว”


เหวินเป่าตอบอย่างภาคภูมิใจก่อนจะเป็นฝ่ายถามไถ่ชีวิตของไป๋ซานบ้าง


“แล้วพี่ไป๋ซานล่ะ ตอนนี้อยู่กับใคร อยู่ที่ไหน”


ไป๋ซานอึกอักไปชั่วครู่ เขาฝืนยิ้มให้เหวินเป่าและตอบคำถามอย่างไม่กระจ่างแจ้งนัก


“พี่ก็ไปอยู่กับคนที่พี่เคยรู้จักสมัยที่เราทั้งสองเคยหนีสงครามไปในป่านั่นแหละและตอนนี้พี่ก็อยู่กับเขา ว่าแต่เราน่ะมาที่นี่ทุกวันใช่ไหม เผื่อถ้าพี่คิดถึงพี่จะได้มาหาที่นี่อีก”


ไป๋ซานเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไปโดยที่เหวินเป่าไม่ทันสังเกต เขาอยู่สนทนากับไป๋ซานพักใหญ่ด้วยความดีใจก่อนจะลาจากกันไปและรับปากว่าจะพบกันใหม่เมื่อมีโอกาส






เยี่ยไป๋ซานก้าวเข้าสู่ประตูรั้วของบ้านหลังใหญ่พร้อมกับทอดถอนหายใจ เขากวาดสายตามองในสิ่งที่ตนเองได้เลือกแล้วด้วยความสมัครใจ บรรดาคนงานในบ้านบางคนก็พินอบพิเทาบางคนกลับแสดงสีหน้ายิ้มเยาะด้วยหางตาชวนให้โมโห ไป๋ซานได้แต่ต้องเชิดหน้าขณะก้าวเข้าไปสู่ห้องโถงกว้างอันหรูหรา


สตรีวัยสี่สิบที่มีโฉมหน้าคุ้นตาผู้คนในสังคมเพราะเคยเป็นนักแสดงในอดีตนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง เมื่อเห็นไป๋ซานก้าวเข้ามาสตรีผู้นั้นก็ถึงกับเบ้ปากใส่สร้างความขุ่นเคืองให้ไป๋ซานอยู่ไม่น้อย ขณะที่มีชายวัยก้าวล่วงเข้าสู่วัยชรานั่งจิบน้ำชาอยู่ข้างกัน


“กลับมาแล้วหรือไป๋ซาน”


“บ้านมีให้ซุกหัวนอนกลับไม่อยู่ ระวังเถอะนางงิ้ว ระวังจะถูกเฉดหัวออกไปสักวัน”


เสียงแรกคือเสียงบุรุษผู้เป็นประมุขของบ้านหลังใหญ่และเสียงต่อมาคือเสียงของภรรยาที่เพิ่งสมรสคนล่าสุดเมื่อไม่กี่ปีก่อนกับเจ้าของบ้าน บุรุษผู้กุมอำนาจแก่งแย่งกับผู้นำประเทศ เขาคืออู๋จินไห่ หัวหน้าพรรคสังคมนิยม บุรุษที่ไป๋ซานยินยอมพร้อมใจพลีกายให้ด้วยความเทิดทูนในอุดมการณ์


ไป๋ซานหนีจากคณะงิ้วจากนั้นจึงซมซานเผชิญโชคไปยังที่ตั้งของสาขาพรรคสังคมนิยมแห่งหนึ่ง ไป๋ซานศรัทธาในแนวคิดความเท่าเทียมกันของสังคม เขาเคยไปนั่งฟังอู๋จินไห่กล่าวปราศรัยตั้งแต่เมื่อครั้งยังหลบอยู่ในป่า และจนกลับมาสู่บ้านเมืองไป๋ซานก็ยังติดตามข่าวสารของอู๋จินไห่อย่างสม่ำเสมอ จนในที่สุดเมื่อถูกหยางซื่อขายเขาให้นักการเมือง มันเป็นจุดแตกหักที่ไป๋ซานตัดสินใจหนีเพื่อเข้าร่วมกับพรรคสังคมนิยม วันหนึ่งเขาก็ต้องตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้พบกับอู๋จินไห่อย่างใกล้ชิด ชายผู้ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ด้อยโอกาสในสังคมให้ความสนใจในตัวเขามากเป็นพิเศษ และในที่สุดไป๋ซานก็ยินยอมที่จะพลีกายเป็นอนุภรรยาของอู๋จินไห่ทั้งที่อีกฝ่ายก็มีภรรยาที่เพิ่งสมรสกันไม่นานอยู่ก่อนแล้ว ไม่มีใครรู้เลยว่าผู้นำพรรคสังคมนิยมจะมีอนุภรรยาเป็นชายเก็บซ่อนไว้ในบ้าน


ผิงอัน คือชื่อภรรยาสมรสคนที่สี่ของอู๋จินไห่ที่มีอดีตเป็นนักแสดงภาพยนตร์ ไป๋ซานรู้ประวัติของผิงอันดีว่าเป็นสตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากและใช้เสน่ห์ของตนเองเข้ามาในพรรคสังคมนิยมจนทำให้อู๋จินไห่รับมาเป็นภรรยาคนล่าสุดหลังจากที่ภรรยาคนที่สามเพิ่งตายไปในสงครามโลก และเมื่ออู๋จินไห่รับเขามาเป็นอนุภรรยาและเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านไป๋ซานก็ต้องพบกับสงครามประสาทเกือบทุกวัน


“อย่าส่งเสียงดังสิผิงอัน”


อู๋จินไห่ส่ายหน้า ถึงอย่างไรเขาก็ยังให้ความเกรงใจภรรยาอยู่มาก


“ต่างคนต่างกลับเข้าห้อง ฉันจะทำงานต่ออีกสักหน่อย”


คำสั่งประมุขของบ้านทำให้ผิงอันสะบัดหน้ากลับไปยังห้องของตนอย่างไม่พอใจนัก ไป๋ซานเองก็เดินตรงเข้ามาในห้องของเขาเช่นกัน ไม่นานนักประตูห้องก็ถูกเปิดออกโดยอู๋จินไห่ที่ตรงเข้ามาเพื่อให้ไป๋ซานปรนนิบัติเขา


“วันนี้ผมพบกับเด็กที่เคยอยู่ในคณะงิ้วด้วยกันครับ”


ไป๋ซานเอ่ยขึ้นหลังจากมอบความสุขสมสบายตัวให้กับอู๋จินไห่แล้ว


“เด็กคนนั้นชื่อเหวินเป่า เป็นเด็กที่เทิดทูนพวกรัฐบาลอย่างไม่ลืมหูลืมตามาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้โตขึ้นเป็นหนุ่มก็ยังไม่เลิกความคิดนั้น แทนที่จะมาช่วยกันเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่ความเสมอภาค แล้วตอนนี้เหวินเป่าไปอยู่กับใครทราบไหมครับ”


เขายิ้มเยาะให้กับอดีตเพื่อนตัวน้อยในคณะงิ้ว


“เหวินเป่าไปอยู่กับพันตรีเฉินหย่งหนานหลานของเฉินจิ้งเหอ ช่างน่าสมเพชในความโง่งมเสียจริง”


อู๋จินไห่สะดุดหูขึ้นมาทันที เขาหันไปหาไป๋ซานชายหนุ่มผู้ซึ่งเขารับมาเป็นภรรยาน้อยเพราะความถูกใจในหน้าตาและความสามารถบนเตียง


“น่าสงสารเพื่อนของเธอจริงๆ ไหนลองเล่าเรื่องเหวินเป่าอะไรนั่นให้ละเอียดหน่อยสิไป๋ซาน”


ไป๋ซานเล่าเรื่องของเหวินเป่าที่เขารู้ทันที คำสั่งของจินไห่คือคำประกาศิตสำหรับเขา ไป๋ซานไม่ได้สังเกตสีหน้าครุ่นคิดตามของอู๋จินไห่เลยแม้แต่นิด


ภาพของนายทหารอันสง่าผ่าเผยปรากฏขึ้นมาในความคิด จินไห่ไม่ได้พบกับเฉินหย่งหนานนานแล้ว ครั้งสุดท้ายคือการเปิดประชุมรัฐสภาก่อนที่สภาจะล่มและเกิดการต่อสู้อย่างเป็นทางการของรัฐบาลกับพรรคสังคมนิยม เขายอมรับว่าหย่งหนานเป็นคนฉลาดหลักแหลมหากใครได้ไปทำงานด้วยก็จะเป็นผลดี แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอยากได้บุรุษผู้นั้นมาเป็นกำลังเสริมของเขา


ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาจนจินไห่หันขวับมาหาไป๋ซาน เขายิ้มให้กับทาสอันซื่อสัตย์ของเขา


“อันที่จริงพันตรีเฉินผู้นั้นก็ไม่ใช่คนเลวเสียทีเดียวหรอก เขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดใช้ได้อยู่ คงจะเป็นการดีไม่น้อยหากว่าเราจะทำให้เขาได้เข้าใจแนวคิดของเราและกลับใจมาช่วยเหลือพวกเรา”


ไป๋ซานย่นหัวคิ้ว ความคิดของเขาแล่นตามจินไห่ไม่ทันแม้แต่นิดเดียว


“ท่านหมายถึงอะไรครับ ชักชวนให้นายทหารที่เป็นหลานของนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนข้างมาอยู่ฝั่งเรางั้นหรือ มันจะเป็นไปได้หรือครับ”


“เป็นไปได้สิ หากเธอเป็นผู้ช่วยเหลือ”


จินไห่ครุ่นคิดความเป็นไปได้อยู่ในใจ


“ใช้ความสนิทสนมที่เธอมีกับเหวินเป่าสิ พูดคุยกับเขาให้เห็นถึงจุดหมายของเราที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ให้กับประชาชน หากเด็กคนนั้นมองเห็นว่าสิ่งที่พวกเราทำคือความถูกต้อง เขาก็จะช่วยเหลือให้เราได้เข้าถึงพันตรีเฉินหย่งหนาน”


TBC

ถ้าอ่านแล้วชอบก็ช่วยแจกดาวให้บ้างน้า

อย่าลืม comment เป็นกำลังใจด้วยนะคะ ^^



ความคิดเห็น