ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสนับสนุนด้วยนะคะ ^^ //กราบ

--- แสงจันทร์ใต้เงาแค้น [จบบท]

ชื่อตอน : --- แสงจันทร์ใต้เงาแค้น [จบบท]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2563 11:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
--- แสงจันทร์ใต้เงาแค้น [จบบท]
แบบอักษร

ข้าไม่มีวันหลอกลวงหัวใจเจ้า 

ต่อให้ดวงตาของเจ้ามองเห็นเพียงภาพลวงที่ข้าสร้างขึ้น 

ต่อให้เจ้ารู้จักข้าที่ไม่ใช่ข้า 

แต่มีเพียงหัวใจดวงนี้ของข้าที่จะไม่มีวันหลอกลวงเจ้า 

ขอได้โปรดจงเชื่อ… 

“ซานเยว่!” 

ภายใต้ความสับสน กาลเวลาคล้ายผันผ่านยาวนาน ม่านหมอกมืดมัวที่ปกคลุมจนไม่อาจรับรู้สิ่งใดพลันสลายลงอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นภาพบุรุษผู้กุมหัวใจตนไว้จนหมดสิ้น 

มังกรบื้อจูเสวี่ยหลง 

เคียงข้างกายบุคคลผู้นั้นคือหยวนเฮิ่นอี้ศิษย์ผู้พี่ ในแววตาของบุรุษทั้งสองกลับฉายประกายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

ความสับสน ความเศร้าเสียใจ ความเจ็บปวดล้วนถ่ายทอดออกมาจากดวงตาของจูเสวี่ยหลง 

ด้านหยวนเฮิ่นอี้… 

นัยน์ตาของคนผู้นี้มีเพียงสิ่งเดียว 

สิ่งเดียวที่หลินเยว่กวงมองเห็น นั่นก็คือแววแห่งชัยชนะ 

นี่มัน… 

เกิดอะไรขึ้น!? 

ประมุขแห่งหมู่ตึกจันทรากระพริบตาขับไล่ความมึนงง 

ครู่หนึ่งทัศนวิสัยจึงค่อยแจ่มชัด รับรู้ได้ว่ารอบกายรายล้อมไปด้วยชายฉกรรจ์แต่งตัวเฉกเช่นราชองครักษ์หลวง ทุกสายตาและสีหน้าเต็มไปด้วยแววหวาดหวั่น ตื่นตะลึง งุนงง ทั้งเจือปนไปด้วยความโกรธแค้น 

หลินเยว่กวงรู้สึกคล้ายกำลังฝันไป 

สิ่งแวดล้อมยามนี้ช่างไม่คุ้นตา... 

ห้องกว้างขวางโอ่อ่าประดับไปด้วยเครื่องใช้เครื่องเรือนล้ำค่าสุดตระการตา ต่อให้เพ่งพินิจอย่างไรก็ไม่ใช่ห้องของตนซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายในความทรงจำ 

“เสวี่ยหลง…” 

“ซานเยว่…เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้” จูเสวี่ยหลงเผยสีหน้าบิดเบี้ยวคล้ายไม่อาจตัดสินใจได้ว่าควรแสดงความรู้สึกอย่างไรดี 

เกิดอะไรขึ้น?  

ข้ามาอยู่นี่ได้อย่างไร? 

หลินเยว่กวงขมวดคิ้ว ความรู้สึกมึนงงเข้าจู่โจมจนไม่อาจเอื้อนเอ่ย ร่างกายและสมองมึนชาคล้ายไม่สามารถรับรู้สิ่งใด ชั่วขณะนั้นหยวนเฮิ่นอี้พลันปั้นสีหน้าเศร้าโศกละอายใจหันไปทางจูเสวี่ยหลง 

“ท่านอ๋องแปด ขออภัยด้วยที่ข้าไม่อาจเอ่ยเตือนท่านได้ทันเวลา เรื่องที่ข้าขอพบและต้องการบอกกล่าวแก่ท่านคือเรื่องนี้…” 

จูเสวี่ยหลงคล้ายไม่ได้ยิน เขาวิ่งตรงเข้ามาและตะกายผ่านหลินเยว่กวงไปทางด้านหลัง 

เสี้ยวยามนั้นประมุขแห่งหมู่ตึกจันทราจึงค่อยฟื้นสติ 

กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งแตะจมูก 

มือที่ยังคงกำกระบี่แน่นรับรู้ได้ถึงสัมผัสอันคุ้นเคย 

…เลือดและความตาย! 

นี่มัน…อะไรกัน!? 

“ซานเยว่ เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้!” คำถามเดิมถูกส่งมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หลินเยว่กวงหมุนตัวมองตาม 

ของเหลวสีแดงฉานส่งกลิ่นคาวชวนคลื่นเหียนสาดกระจายไปทั่วบ่งบอกว่าประสาทสัมผัสทั้งห้ากลับคืนมาครบถ้วน 

จูเสวี่ยหลงก้มหน้าอยู่หลังฉากกั้นกำลังคุกเข่าประคองร่างใครบางคนซึ่งอาบไปด้วยสีของโลหิตไม่อาจมองเห็นใบหน้าชัดเจน 

อาการแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหวไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่าเจ้าของร่างนั้นคงไม่หลงเหลือลมหายใจแล้ว 

หลินเยว่กวงกวาดตาไปรอบด้าน 

ข้าวของเครื่องใช้อีกทั้งเครื่องนอนบนเตียงกว้างมีสภาพพังพินาศกระจัดกระจายคล้ายผ่านการต่อสู้หนักหน่วง ม่านสีทองถูกทำลายฉีกขาดไม่เหลือชิ้นดี 

เรียวคิ้วของประมุขหมู่ตึกจันทราขมวดเข้าหากัน เผลอตนคลายมือปล่อยกระบี่ร่วงหล่นลงสู่พื้น 

เขาก้มมองสองมือ ร่างกายไร้บาดแผลแต่กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงของโลหิต กวาดตาไปทั่วฝืนรวบรวมสติเต็มกำลัง 

สุดท้ายจึงเริ่มเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญ 

“เสวี่ยหลง นี่ไม่ใช่ข้า…” 

คำพูดของเขาไม่อาจส่งไปถึงเมื่อหยวนเฮิ่นอี้ถลันเข้ามาขวาง 

“ศิษย์น้อง ข้าเชื่อใจไม่ยอมเปิดเผยตัวตนของเจ้าออกไปและเชื่อว่าเจ้ามาที่นี่เพื่อสืบหาคนที่ใส่ร้ายหมู่ตึกจันทราเพียงเท่านั้น จนภายหลังจึงสืบรู้ความประสงค์ของเจ้า ข้าคิดจะห้ามไม่ให้เจ้าทำเช่นนี้ไม่นึกเลยว่าจะไม่ทัน ไม่น่าเลยจริงๆ” 

หลินเยว่กวงตะลึงมองใบหน้าเจ้าของคำเจรจา ไม่อาจสรรหาคำเอื้อนเอ่ยใดๆ ได้ทัน 

“เจ้าสำนักหยวน” จวบจนเสียงเข้มปนสะอื้นของจูเสวี่ยหลงเอ่ยแทรกทั้งที่ไม่ได้เงยหน้ามองมา “นี่มันเรื่องอะไรกัน” 

“ท่านอ๋องแปดข้าขออภัย ข้าควรจะบอกท่านก่อน” หยวนเฮิ่นอี้เผยสีหน้าเศร้าเสียใจ “หลินซานเยว่หาใช่เพียงศิษย์หมู่ตึกจันทรา แต่เขาคือประมุขหมู่ตึกจันทราผู้ที่สำนักอินทรีของข้าพยายามต่อต้าน หลินเยว่กวงผู้นั้น” 

ครานี้จูเสวี่ยหลงตวัดสายตามองมาปรากฏแววคาดคั้น “ท่านพูดอะไร!?” 

สายตาที่มองผ่านไปราวเห็นเป็นเพียงธาตุอากาศไร้ตัวตน ไม่นึกว่าเมื่อพบพานกลับสร้างความเจ็บปวดมากมายกว่าที่หลินเยว่กวงเคยคิด 

“หลินซานเยว่กับหลินเยว่กวงคือคนๆ เดียวกัน คนที่ท่านเห็นว่าเป็นหลินเยว่กวงนั้นคืออู๋ว่านเหลียง เขาเป็นมือขวาของหลินเยว่กวงผู้คุมกฎของหมู่ตึกจันทรา” 

“นี่มัน…” 

ใบหน้าที่ก้มลงพร้อมกับอาการคล้ายตกตะลึงจนถึงขีดสุดของ 

จูเสวี่ยหลงส่งผลให้หลินเยว่กวงดึงสติที่หลุดลอยกลับคืนมาได้อีกครา 

เขาคิดจะเอ่ยปาก ทว่าเมื่อได้สบตาศิษย์ผู้พี่กลับทำเพียงกัดริมฝีปากข่มกลั้น เข้าใจถึงจุดประสงค์ของเกมอันแสนอัปยศนี้ในทันที 

นี่สินะความต้องการของพี่ชายหยวนเฮิ่นอี้ 

ช่างโหดร้ายเกินกว่าที่คาดคิดไว้มากนัก! 

“ด้วยความเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องข้าคิดว่าจะโน้มน้าวเขาได้ อีกทั้งไม่คิดว่าการที่เขามาถึงเมืองหลวงจะเพื่อมาก่อการเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงก่อการใหญ่ถึงขั้นคิดลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท จะมีประโยชน์อะไรกัน...” 

ช่างเป็นการแสดงที่น่าประทับใจยิ่งนัก!  

ความลับเรื่องหลินเยว่กวงมีสิทธิ์ในบัลลังก์มีหรือที่คนอย่างหยวนเฮิ่นอี้จะไม่รู้ เพราะจะว่าไปแล้วคนคนนี้ก็มีฐานะไม่ต่างกัน เขาช่างโง่เขลายิ่งนักที่ไม่เคยมองออกว่าพี่ชายเปลี่ยนแปลงไปมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งยังเสียทีเพลี่ยงพล้ำตกเป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัว 

นับตั้งแต่รับพิษนั่นเข้าสู่ร่างกาย เขาก็ได้พ่ายแพ้ให้กับพี่ชายมาเนิ่นนาน เป็นเพียงหุ่นที่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากช่วงใช้ชักใยไปตามใจ… 

“แต่ข้าคิดว่าข้ารู้” จูเสวี่ยหลงเค้นเสียง 

น้ำตาไหลหยดจากดวงตากร้าวทอประกายปวดร้าวขณะที่เงยหน้าสบตา “ซานเยว่…” 

“ถูกต้อง ข้าคือหลินเยว่กวง” เขาสูดหายใจลึกพยายามปรับสมองมึนงงให้เข้าที่ เรียกเรี่ยวแรงให้คืนมา “นี่คือสิ่งที่ข้าเคยพยายามบอกเจ้าแล้วจูเสวี่ยหลง” 

ริมฝีปากขยับเปล่งเสียงดังฟังชัด 

“ไม่ ไม่ถูกต้อง...ที่ถูกข้าควรต้องเรียกท่านว่าอ๋องแปด” 

เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ความลับคำลวงหรือภาพมายาใดๆ ล้วนไม่มีความสำคัญอีกต่อไป 

แม้แต่…คำมั่นสัญญาที่เคยให้ 

“ข้า…” 

“ท่านหลอกข้า ข้าลวงท่านถือว่าเราเท่าเทียมกัน” หลินเยว่กวงพยายามรักษาน้ำเสียงและท่าทีให้หนักแน่น “ที่สำคัญคือข้าไม่รู้ว่าเรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ที่แน่ใจคือข้าไม่เคยคิดปลงพระชนม์ฮ่องเต้” 

หลินเยว่กวงไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรและทำสิ่งใดลงไปบ้าง 

ทว่าอาการส่ายหน้าช้าๆ ของจูเสวี่ยหลงกลับบั่นทอนกำลังใจเขาเหลือทน 

“แต่สิ่งที่เห็นนี่มันไม่ใช่!” จูเสวี่ยหลงกัดฟันควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว “ข้ารู้ว่าหลังจากความจริงทุกอย่างเปิดเผยเจ้าคงโกรธแค้นเสด็จพ่อข้า โกรธแค้นพวกเรา…ขอเพียงเจ้าบอกมาข้าย่อมพร้อมจะสละชีวิตให้ได้โดยที่เจ้าไม่ต้องลงมือ” 

หลินเยว่กวงรู้สึกเหมือนมีอะไรขึ้นมาจุกอยู่ในลำคอ 

“ให้ข้าบอกเช่นนั้นหรือ” เขาสูดหายใจลึกยับยั้งความรู้สึกแล้วยกยิ้มหยัน “ให้ข้าบอกความต้องการที่เป็นไปไม่ได้กับองครักษ์ผู้ต่ำศักดิ์นี่น่ะหรือ” 

“เจ้าพูดเองว่าเรื่องนี้จะไม่ถกเถียงเพราะเราต่างก็หลอกลวงซึ่งกันและกันมาโดยตลอด” จูเสวี่ยหลงมองเมินน้ำเสียงตัดพ้อนั้นไปไม่ไยดี “แต่เจ้าลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้เห็นอยู่กับตายังมีอะไรแก้ตัวได้ ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเหี้ยมโหดและไร้เหตุผลเช่นนี้ ข้าผิดเองที่หลงมีใจให้คนเช่นเจ้า!” 

หลินเยว่กวงกล้ำกลืนความรู้สึกหลากหลายที่พุ่งขึ้นมาในอก กัดฟันเอ่ยเสียงเย็น “ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อข้า จะทำอย่างไรก็เชิญ” 

“จะให้เชื่อใจคนที่หลอกลวงข้าย่อมเป็นไปไม่ได้” 

จูเสวี่ยหลงยังคงก้มหน้าอยู่กับร่างที่กำลังประคองกอด ไม่แม้จะขยับตัวจนหยวนเฮิ่นอี้ต้องเข้าแทรก 

“ท่านอ๋องเราไม่อาจประมาทหลินเยว่กวง” 

คำเตือนนั้นส่งผลให้จูเสวี่ยหลงชะงักนิ่งงัน เขาพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อร้องสั่ง “ทหาร! จับคนร้ายไว้!” 

สิ้นคำสั่งการ เหล่าราชองครักษ์พลันเข้าประชิดตัวประมุขพรรคมารผู้ยืนนิ่งไม่ไหวติง 

หลินเยว่กวงมองเสี้ยวหน้าที่เมินห่างราวอยู่แสนไกลคนละฟากฟ้าทั้งที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม จากนั้นตวัดสายตาจับจ้องคนอีกผู้หนึ่ง 

ใบหน้าพี่ชายเผยรอยยิ้มเพียงชั่วพริบตาไม่มีผู้ใดทันสังเกต 

“ศิษย์พี่ ข้าช่างนับถือท่านจับใจ” 

เมื่อเวลามาถึงก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไป นี่อาจจะดีกว่าต้องทุกข์ทนทรมานอยู่กับความกลัว... 

กลัวความพลัดพราก กลัวความสูญเสีย 

ทั้งที่เหตุการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้โดยไม่มีโอกาสให้ตั้งรับ ทว่าในหัวใจของหลินเยว่กวงกลับปราศจากความหวาดกลัวโดยสิ้นเชิง 

  

คุกหลวงเจ้าอวี้ ที่คุมขังนักโทษสำคัญของหน่วยจินยี่เว่ยสถานที่ถูกกล่าวขวัญถึงความหฤโหด น้อยนักจะมีผู้รอดชีวิตออกไปได้ หรือหากรอด คนผู้นั้นก็ไม่อาจใช้ชีวิตได้เป็นปกติดังเดิม 

สถานที่อันลึกลับ ดำมืด และเหน็บหนาว เต็มไปด้วยเครื่องลงทัณฑ์ทรมานหลากชนิดเกินกว่าผู้คนภายนอกจะนึกฝัน  

ทว่า...แม้ได้รับการคุ้มกันแน่นหนายากที่ผู้คนภายนอกจะย่างกราย บัดนี้กลับมีผู้ถืออภิสิทธิ์เหยียบย่างเข้ามา ทั้งยังได้รับอนุญาตให้สามารถสนทนาเป็นการส่วนตัวกับนักโทษสำคัญด้วยคำสั่งของจูเสวี่ยหลงอ๋องแปดผู้เป็นว่าที่เจ้าแผ่นดินองค์ต่อไป 

“ว่าอย่างไรศิษย์น้อง” 

หยวนเฮิ่นอี้มองสภาพน้องชายที่บัดนี้ถูกพันธนาการด้วยโซ่เส้นหนาทั้งสองมือสองเท้าแม้ขยับก็ยังยากลำบาก ดูไม่ออกเลยว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงประมุขพรรคมารผู้เกรียงไกรในใต้หล้ามาก่อน 

“เหตุใดจึงไม่สู้เล่า ด้วยฝีมือเจ้าเพียงฝ่าพวกทหารออกไปก็น่าจะพอมีหวัง” 

“แต่คงไม่อาจฝ่าท่านไปได้” หลินเยว่กวงก้มหน้าตอบเสียงแหบพร่า “พิษยาสั่งจากนอกด่าน...เป็นความอ่อนด้อยของข้าเองที่ไม่อาจวินิจฉัยทั้งที่คลุกคลีกับพิษมาตลอดชีวิต” 

ในที่สุดหลินเยว่กวงก็รู้แล้วว่าผู้ที่ใช้พิษต้องการสิ่งใด 

แน่นอนไม่ได้ต้องการให้ถึงตาย เพียงต้องการใช้เป็นเครื่องมือ 

พิษยาสั่งที่แฝงในกาย ขอเพียงได้สิ่งกระตุ้นสติสัมปชัญญะก็พร้อมเลือนหายกลายเป็นหมากให้จับเดินตามใจได้ในทันที 

นับเป็นความกรุณาในฐานะพี่น้องเหลือเกินแล้วที่หยวนเฮิ่นอี้ให้โอกาสเขาเป็นเวลานานถึงสองเดือนเพื่อเสพสุขกับคนที่รักก่อนต้องมาพบกับความหายนะเช่นนี้ 

“เจ้ารู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว” เจ้าสำนักอินทรียกยิ้มพลางย่อตัวลงตรงหน้าน้องชาย “อันที่จริงก็ไม่ใช่ความผิดเจ้า คนเราผู้ใดบ้างจะสามารถรอบรู้ไปเสียทุกสิ่ง เพียงแต่ว่าข้าโชคดีที่รู้จักตัวตนเจ้า น้องชายข้า” 

“แต่ข้าช่างโชคร้ายที่มีท่านเป็นพี่ชาย” 

หยวนเฮิ่นอี้เผยสีหน้าเจ็บปวด เพียงชั่วครู่พลันกลับแย้มยิ้ม 

“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้าทำเพื่อเจ้า หากก่อนนั้นเจ้าตัดใจยอมตายไปเสียก็ไม่ต้องมารับรู้เรื่องเช่นนี้อีกแล้ว” 

“อะไรทำให้ท่านมีความคิดเช่นนี้” หลินเยว่กวงเงยหน้าขึ้นสบสายตาว่างเปล่าของคนตรงหน้า “ไหนๆ ตัวข้าก็ต้องตาย ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากท่านออกจากหมู่ตึกจันทรา” 

“น้องเล็ก ข้าไม่อยากทำเช่นนี้เลย แต่เจ้าบีบบังคับข้าเอง” 

แทนคำตอบกลับเป็นประโยคที่สร้างความฉงนให้แก่ผู้ฟัง 

“ข้าหรือบีบบังคับท่าน” 

“หากคนที่ช่วยจูเสวี่ยหลงไว้ที่หุบเขาม่านหมอกไม่ใช่เจ้า ถ้าเจ้าตายไปเสียตั้งแต่ก่อนนั้น เรื่องก็คงไม่ต้องจบลงอย่างน่าอนาถเช่นนี้” 

“ท่านหมายความว่าอย่างไร” 

“ดูเจ้าไม่ตกใจที่รู้ฐานะแท้จริงของจูเสวี่ยหลง” ดวงตาคมกริบจดจ้องราวกับจะบาดลึกลงไปถึงเนื้อใน “หากเพราะเจ้าหาใช่คนเย็นชาไร้จิตใจ ก็คงเป็นเพราะ...เจ้ารู้อยู่แล้ว” 

หลินเยว่กวงก้มหน้านิ่ง 

“ข้าคงไม่เคยตบตาท่านได้...” ว่าพลางส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ถูกต้อง หลังจากท่านอาจารย์จัดการให้เราสองคนแยกจากกัน ท่านก็บอกเรื่องของเสวี่ยหลงให้ข้าฟัง ข้ารู้ว่าเขาเป็นเชื้อพระวงศ์ แม้ไม่รู้ว่าเขาเป็นถึงอนุชาฮ่องเต้ แต่นั่นเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่ข้าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเขา” 

“แต่เจ้าคงนึกไม่ถึงว่าเขาเป็นลูกชายของศัตรูฆ่าพ่อ” 

“ท่านก็รู้อยู่แก่ใจว่านั่นไม่ใช่” 

“จะใช่หรือไม่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นต้นเหตุ!” น้ำเสียงของหยวนเฮิ่นอี้แข็งกร้าวขึ้นฉับพลัน “ตอนนั้นเพราะเสด็จพ่อรับรู้ว่าท่านแม่มีข้า พระองค์ห่วงใยเราสองแม่ลูกจึงลอบพบปะกับคนของเผ่าเราเพื่อสืบถามข่าวคราวเสมอ” 

สองมือกำแน่น ในดวงตาลุกโชนด้วยไฟแค้น “ไม่นึกว่าความรักความห่วงใยที่พ่อมีต่อลูกจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ สุดท้ายเพราะเกรงเราสองแม่ลูกจะเดือดร้อน ต่อให้ต้องตายอย่างอนาถแบกรับมลทินแปดเปื้อนลงสู่นรกเสด็จพ่อก็ไม่ยอมปริปาก” 

เจ้าสำนักอินทรีผู้มีอดีตอันลึกลับทอดถอนใจพลางเอ่ยเสียงอ่อนลง “เรื่องพวกนี้ข้ามารู้ภายหลังหลังจากที่ได้อ่านบันทึกของท่านแม่ นางรู้สึกผิดต่อพวกเจ้าพี่น้องรวมทั้งมารดาเจ้า นางรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้าแต่กลับต้องมารับเคราะห์กรรมนี้...เคราะห์กรรมที่เสด็จพ่อเลือกที่จะปกป้องพวกเราแม่ลูกและยอมพาพวกเจ้าลงนรกไปด้วย” 

ราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทงตอกย้ำความเจ็บปวด 

แม้ชินชากับการรับรู้ว่าตนเองเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งมาตั้งแต่ยังเยาว์ แต่เมื่อได้รับรู้ว่าบิดาเป็นผู้เลือกเส้นทางแห่งความตายนี้ให้ ความรู้สึกนั้นกลับเลวร้ายกว่าที่คิดมากนัก 

ทว่า เขาไม่อาจจะกล่าวโทษใคร 

ไม่มีใครในโลกไม่เคยทำผิดพลาด ไม่มีใครในโลกสมบูรณ์พร้อม…ทุกอย่างล้วนมีทางของมัน 

ทางที่เรียกว่าโชคชะตา 

หากบิดาเขาเลือกอีกทาง…เส้นทางเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกมีชีวิตอยู่ ยามนี้ก็คงไม่มีหลินเยว่กวง ไม่มีจูเสวี่ยหลง ไม่มีช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นกับพี่น้องหมู่ตึกจันทราและคนที่เขารัก 

“ที่ท่านทำทุกอย่างก็เพื่อจะแก้แค้นเท่านั้นหรือ แก้แค้นทุกคนที่ทำให้บิดาของพวกเราต้องตาย” 

“แน่นอน เหตุผลย่อมไม่ใช่เพียงนั้น” หยวนเฮิ่นอี้ขยับตัวลุกขึ้นยืน ผินตัวหันหลังคล้ายกำลังซุกซ่อนแววบางอย่างในดวงตา “เจ้าคงคาดไม่ถึง เกิดอะไรขึ้นบ้างท่ามกลางทะเลทรายบ้านเกิดของมารดาข้า กับคนที่เป็นสายเลือดเดียวกัน!” 

ความเงียบงันเข้าครอบคลุมชั่วขณะ 

“แต่ช่างเถอะ นั่นเป็นเพราะข้าเป็นผู้เลือกเอง มาถึงตอนนี้หากจะโกรธแค้นใครก็คงต้องโกรธแค้นตนเอง กระนั้นอย่างน้อยมันก็ทำให้ข้าได้รู้ว่าโลกนี้มันโหดร้ายกว่าที่คิด” 

รอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาเป็นประกายคล้ายสมเพชผู้คนทั้งโลก 

“ไม่มี…ไม่มีใครสักคนที่จะสามารถวางใจได้นอกจากตนเอง มนุษย์พร้อมจะทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเองเพื่อสนองความต้องการของตน ไม่เกี่ยงว่าคนผู้นั้นจะเป็นญาติพี่น้องสายเลือดเดียวกัน” 

“เหมือนที่ท่านเองก็กำลังทำ” หลินเยว่กวงพึมพำขณะเฝ้ามองพี่ชายผู้มีใบหน้าเยาว์วัยหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า 

“และนั่นทำให้ข้าเรียนรู้ว่าหากไม่อยากตกเป็นเหยื่อที่ถูกล่าก็มีแต่ต้องเป็นฝ่ายล่า ฆ่าก่อนจะถูกฆ่า ล่าก่อนจะถูกล่า…” หยวนเฮิ่นอี้เขม้นมอง ยังคงพร่ำพรรณาราวกับไม่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่ 

“เจ้าเองก็ทำเช่นนั้นอยู่ไม่ใช่หรือ ฆ่าผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด” 

“ข้าฆ่าเพื่อปกป้องคนที่ข้ารัก ข้าไม่อาจบอกว่าตนทำดีแล้ว แต่ข้าก็ไม่เคยคิดเสียใจในสิ่งที่กระทำและพร้อมจะรับผลที่ตามมา” 

“ต่อให้เป้าหมายแตกต่างแต่การฆ่าก็คือการฆ่า อันที่จริงหากพี่จะลงมือสังหารเจ้าก็เพื่อปกป้องเจ้าเช่นกัน และเช่นเดียวกับเจ้า พี่ไม่วันเสียใจในสิ่งที่ตนเองทำลงไป” 

“ท่านไม่เพียงกำลังจะสังหารร่างกายข้า แต่ท่านทำลายหัวใจข้าด้วย ท่านยังกล้าเรียกตนเองว่าพี่อีกหรือ” 

“น้องรัก เชื่อพี่เถอะ เจ้าตายไปเสียน่าจะดีกว่ารับรู้ในสิ่งที่อาจทำให้เจ้าเจ็บปวดใจมากกว่าที่เป็นอยู่” 

“ท่านกำลังจะทำอะไร” ยิ่งเจรจาหลินเยว่กวงยิ่งไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าพี่ชายกำลังคิดสิ่งใดกันแน่ 

ราวกับว่าคนผู้นี้วิกลจริตวิปลาสไปแล้ว 

“เมื่อหลายปีก่อน คนที่ทำให้พวกเจ้าสองคน หลินเยว่กวงและ 

จูเสวี่ยหลงได้พบกันก็คือข้า” 

สิ่งที่ได้ยินช่างเหนือความคาดหมาย หลินเยว่กวงเผลอตนแสดงอาการตกตะลึง “หมายความว่า…” 

“ใช่ ข้าเองที่ทำร้ายเขา” หยวนเฮินอี้ยิ้มรับ “วันนั้นจูเสวี่ยหลงกับพี่ชายออกไปล่าสัตว์ ข้าได้รับคำสั่งจากท่านลุงเพื่อไปสังหารรัชทายาท แต่จูเสวี่ยหลงกลับทำตัวเกะกะมันก็ช่วยไม่ได้” 

นิ่งงันไปเป็นนานหลินเยว่กวงจึงสามารถเอ่ยปาก 

“ท่านอยากให้เขาตายหรือ” 

“แน่นอน” 

“แต่เหตุใดข้ารับรู้ได้ว่าท่านมีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งกับเขา” 

“และเช่นเดียวกัน ข้าเองก็คงไม่สามารถปิดบังสายตาเจ้าได้” 

หยวนเฮิ่นอี้คล้ายมีสีหน้าปลาบปลื้มยินดี 

“ข้ายอมรับว่าข้าชื่นชมเพราะก่อนหน้านั้นเขาเคยช่วยเหลือข้า แต่เหตุการณ์นั้นคงไม่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำจูเสวี่ยหลง” 

เรื่องราวถูกเรียบเรียงด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยไม่ต่างกับการเจราถึงเรื่องราวของผู้อื่นซึ่งไม่เคยเกี่ยวข้องกัน 

“กระนั้นเมื่อมีบุญคุณก็ต้องตอบแทน ข้าจงใจขัดขวางคนของท่านลุงและลงมือเอง จงใจทำให้เขาตกลงไปในหุบเขาม่านหมอกหวังให้เขารอดชีวิต เพียงคิดไม่ถึงว่าเขาจะได้พบกับเจ้า แต่นั่นคงไม่สำคัญแล้ว เพราะเมื่อถึงเวลา จูเสวี่ยหลงเองก็ต้องตาย” 

“เหตุใดจึงต้องสังหาร” หลินเยว่กวงมองพินิจใบหน้ามุ่งมั่นของพี่ชาย เอ่ยต่อช้าๆ แต่ชัดเจน “ในเมื่อท่านเองก็รักเขา” 

นี่คือสิ่งที่สังเกตเห็นมาโดยตลอดยามที่หยวนเฮิ่นอี้อยู่ชิดใกล้กับ 

จูเสวี่ยหลง 

ในแววตานั้น…มันคือความรักไม่ผิดแน่ 

“รักหรือ?” สีหน้าหยวนเฮิ่นอี้คล้ายตกตะลึง “ข้าไม่คิดว่าความรู้สึกของข้าจะรุนแรงถึงเพียงนั้น อย่างไรจูเสวี่ยหลงก็ต้องตายหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ตายโดยที่ข้าอาจไม่จำเป็นต้องลงมือ” 

“นี่ท่าน…” ประหนึ่งมีก้อนแข็งๆ มาจุกอยู่ที่ลำคอ 

“เวลานี้จูเสวี่ยหลงวางใจข้า อีกทั้งราชสำนักก็มีคนของข้าแทรกซึมไม่น้อย ไม่นับรวมหนิงอ๋อง พวกเราจะบีบให้จูเสวี่ยหลงเป็นผู้สั่งประหารเจ้าเสียในฐานะคนร้ายลอบปลงประชนม์ จากนั้นข้าจะสั่งให้คนของข้าค่อยๆ กำจัดพวกขวางทางไปทีละคนๆ ขณะรอกองทัพทางเหนือตีรุกเข้ามาและยึดบัลลังก์นี้เสีย” 

ท่าทีและคำสนทนาดั่งคนบ้าคลั่งทำให้หลินเยว่กวงรู้สึกหวั่นใจ 

“เมื่อแผนการสำเร็จได้ครอบครองจงหยวน เมื่อนั้นข้าจะบอกความจริงจูเสวี่ยหลงทุกสิ่ง บอกว่าข้าให้ร้ายเจ้าอย่างไร บอกว่าเจ้าเสียใจเพียงใดที่ถูกคนรักตัดขาดเยื่อใยไม่แม้จะคิดไว้เนื้อเชื่อใจทั้งยังสั่งประหารได้ลงคอ แม้ไม่ได้ลงดาบแต่สองมือย่อมแปดเปื้อนโลหิตของเจ้าไม่มีทางปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ เจ้าคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้นคนเช่นอ๋องแปดจะเป็นอย่างไร” 

ดวงตาคู่นั้นลุกวาวเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย 

“…ไม่แน่ว่า เวลานี้จูเสวี่ยหลงคงกำลังเจ็บปวดแทบกระอักอยากจะลงมือฆ่าตัวตายวันละหลายคราเพราะเชื่อว่าถูกเจ้าหลอกใช้เพื่อสังหารพี่ชายตนเอง” 

“พี่ใหญ่ ได้โปรดอย่าทำเช่นนั้น!” 

ไม่มีสิ่งใดสร้างความตระหนกให้หลินเยว่กวงเท่ากับแผนการนี้ของหยวนเฮิ่นอี้ได้อีกแล้ว 

“ข้ายินดีทำทุกอย่างขอเพียงท่านอย่าทำร้ายเขา ยินดีแบกรับความผิดนี้ไว้ ยินดีให้เขาคิดว่าข้าทรยศดีกว่าให้เขารับรู้ว่าตนเองทำร้ายข้า” 

หากเป็นเช่นนั้นจะเจ็บปวดเพียงใดหลินเยว่กวงไม่อาจจินตนาการ เขาไม่สามารถทนให้คนที่รักต้องพบพานกับความรู้สึกเช่นนั้น 

ทั้งที่เชื่อว่าจูเสวี่ยหลงหาใช่คนอ่อนแอ แต่อย่างไรก็มีจิตใจเป็นมนุษย์สามัญ 

เวลานี้ต่อให้เจ็บปวด แต่เพราะภาระที่ต้องแบก จูเสวี่ยหลงยังพอใช้ความเกลียดความแค้นที่มีต่อหลินเยว่กวงพยุงตนเองให้อยู่รอด มีโอกาสแก้ไขเหตุการณ์ร้ายใดๆ ก็ตามที่จะเกิดในภายภาคหน้า 

แต่ถ้าถึงวันหนึ่ง 

วันที่หมดสิ้นทุกอย่างเช่นที่หยวนเฮิ่นอี้ต้องการ... 

“แม้ตายก็ยังถูกผู้คนก่นด่าตามหลัง ร่างกายไม่อาจถูกดินกลบฝัง การแบกรับมลทินอันดำมืดนี้ลงสู่ขุมนรกมันหนักหนาเกินกว่าจินตนาการได้ เจ้าแน่ใจในสิ่งที่พูดดีแล้วหรือ” 

“จากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าข้าตายไป ขอเพียงท่านอย่าบอกความจริง ให้เขาเชื่อว่าข้าฆ่าพี่ชายตลอดไป เพียงเท่านี้ข้าจะยอมทุกอย่าง” 

หลินเยว่กวงกล้ำกลืนก้อนสะอื้นที่จุกในลำคอ พยายามปั้นเสียงให้เข้มแข็งเช่นที่ผ่านมา 

“อีกสิ่งที่จะขอ คนของหมู่ตึกจันทรา ข้าจะเขียนจดหมายประทับตราประมุขบอกให้พวกเขาสลายตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของท่านหรือยุทธภพอีก ขอเพียงไว้ชีวิตพวกเขา อย่างไรหลายคนที่นั่นก็เป็นคนที่ท่านเคยรู้จักและนับเป็นพี่น้อง” 

หยวนเฮิ่นอี้นิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังคิดตรึกตรอง หลินเยว่กวงทำได้เพียงรอฟังคำตัดสินชะตา 

“สมแล้วที่เจ้าเป็นโอรสของเสด็จพ่อ ช่างเหมือนกันแม้แต่วิธีการปกป้องคนรัก” สิ้นเสียงรำพึงหยวนเฮิ่นอี้จึงพยักหน้า “ก็ได้ ขอเพียงเจ้าทำตามคำพูด” 

“ข้าไม่เคยผิดคำพูด” น้ำเสียงอ่อนล้าแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว “แต่หากท่านไม่ทำตามที่ลั่นวาจา ต่อให้กลายเป็นผี ข้าก็จะไม่ปล่อยท่าน!” 

“ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นเจ้าในสภาพนี้” หยวนเฮิ่นอี้หัวเราะขณะที่หลินเยว่กวงเบือนหน้าหนี 

“เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจะทำอะไรได้อีกนอกจากรับชะตากรรม” 

“แต่เจ้าไม่น่าจะใช่คนที่ยอมรับชะตากรรมง่ายๆ” 

“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร” ความไม่วางใจในแววตาไม่ทำให้หลินเยว่กวงสะทกสะท้าน “ไม่ว่าเมื่อใดข้าก็ต้องพ่ายแพ้ต่อท่าน” 

“ไม่ต้องห่วง ความตายมันน่าจะดีกว่าสำหรับเจ้า ข้าเองหากทำได้ก็อยากหายไปจากโลกนี้เสีย แต่เพราะยังมีภาระต้องทำอีกมากดังนั้นตราบใดยังไม่สำเร็จข้าไม่มีทางยอมตาย” 

ความเงียบงันเข้าครอบคลุมท่ามกลางความมืดสลัวภายในที่คุมขัง 

หยวนเฮิ่นอี้ทอดถอนใจให้กับการตัดสินใจของตน 

“เอาเป็นว่าเห็นแก่ความเป็นพี่น้องและความรักที่เจ้ามีต่อจูเสวี่ย-หลง ข้าจะปล่อยเขาสักครั้ง” 

ว่าพลางหยิบยาเม็ดเล็กเม็ดหนึ่งยื่นส่งไปตรงหน้า 

“นี่จะช่วยให้เจ้าไม่ต้องทรมานมากนักและจะช่วยให้คนที่เจ้ารักไม่ต้องมือเปื้อนเลือด ข้าจะไม่ฆ่าเขาแต่ไม่รับประกันว่าต่อไปเขาจะรับมือกับชีวิตตนเองอย่างไร ดังนั้นข้าก็รับปากไม่ได้เช่นกันว่าเขาจะไม่ตาย” 

“เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” หลินเยว่กวงอ้าปากรับกล้ำกลืนยาเม็ดลงไป 

เขาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจแล้วเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากเผยรอยยิ้ม 

“พี่ใหญ่” 

…รอยยิ้มสว่างไสวแสนบริสุทธิ์ รอยยิ้มที่ทำให้หยวนเฮิ่นอี้ชะงักงันราวกับได้หวนคืนสู่ห้วงเวลาแห่งวัยเยาว์ 

“แม้ข้าต้องตายโดยแบกรับมลทิน ถูกผู้คนทั้งหล้าเกลียดชัง แต่ข้าก็ดีใจที่ได้ตายเพื่อปกป้องคนที่ข้ารัก…แล้วท่านเล่า แท้จริงสิ่งที่ท่านปรารถนาคือสิ่งใด” 

ร่างกายของหยวนเฮิ่นอี้นิ่งค้างไม่อาจตอบคำถาม ไม่อาจคิดอ่านสิ่งใดได้คล้ายถูกกิริยาและคำพูดเหล่านั้นกระแทกลงกลางใจ 

เขาทำได้เพียงผุดลุกขึ้นหมุนตัวก้าวออกจากที่คุมขังอันมืดมิดเหน็บหนาวโดยไม่คิดเหลียวหลังมอง 

 

ความคิดเห็น