ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามสนับสนุนด้วยนะคะ ^^ //กราบ

--- นภาชิงจันทร์​ [จบบท]

ชื่อตอน : --- นภาชิงจันทร์​ [จบบท]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2563 11:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
--- นภาชิงจันทร์​ [จบบท]
แบบอักษร

เซี่ยเจิ้นเทียนขยับเข้าไปใกล้ร่างที่นอนนิ่ง นั่งมองพินิจอย่างไม่ค่อยเข้าใจตนเอง  

ดวงตาหลับพริ้มพร้อมกับใบหน้าซีดเซียวของหลินเยว่กวง  

หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่ลังเลที่จะได้ชื่นชมร่างกายของคนผู้นี้ แม้ความปรารถนาในใจของเขาจะยังคงอยู่ แต่กลับเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ฉุดรั้งเอาไว้ไม่ให้ทำเช่นนั้น  

อะไรบางอย่างที่ตัวเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร  

แต่หยวนเฮิ่นอี้พูดถูก...  

หากพลาดจากโอกาสนี้แล้ว การที่จะได้ครอบครองร่างกายของคนผู้นี้คงเป็นเรื่องยาก ยังไม่นับเรื่องที่หลินเยว่กวงมีใจอยู่กับจูเสวี่ยหลง จะหวังให้ได้หัวใจของแสงจันทร์แสนงามนี้มาคงจะไกลเกินเอื้อมไปแล้ว   

“ท่านอ๋องน้อย”  

ขณะเซี่ยเจิ้นเทียนกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตน เจ้าของร่างกายอิดโรยพลันขยับตัว เปลือกตาค่อยๆ เปิดขึ้น  

“ที่นี่…” 

น้ำเสียงฟังอ่อนแรงราวกับไม่ใช่หลินเยว่กวงคนเดิม 

“ที่นี่คือห้องลับใต้ดินภายในเรือนไผ่งาม” ใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้ม น้ำเสียงนิ่งขรึมผิดจากเดิม  

“เหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่…” 

หลินเยว่กวงพยายามดันตัวลุกขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าที่ไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ เซี่ยเจิ้นเทียนเพียงนิ่งมองหาได้คิดช่วยเหลืออย่างเคย  

“เจ้าจำไม่ได้หรือ” น้ำเสียงนิ่งเฉยเย็นชาจนผู้ฟังเริ่มผิดสังเกต  

หลินเยว่กวงพยายามกัดฟันประคองตนจนสามารถลุกขึ้นนั่ง ยังคงต้องใช้เสาเตียงเพื่อช่วยประคองตัว  

เขาไม่มีเวลาแม้คิดสมเพชตนเอง เนื่องจากสมองมึนงงกำลังรวบรวมความคิดปลุกความทรงจำก่อนสติสัมปชัญญะจะขาดสะบั้นไป  

“ท่านอ๋องน้อย ท่านร่วมมือกับศิษย์พี่ข้ามาตั้งแต่ต้นหรือ”  

“หึ...” เซี่ยเจิ้นเทียนขยับยิ้ม “มารู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว หลินเยว่กวง”  

ดวงตาจับจ้องใบหน้านิ่งเฉยของประมุขพรรคมาร พลางยื่นมือออกไปสัมผัสลูบไล้พวงแก้มซีดเซียวแผ่วเบาคล้ายสเน่หาและต้องการครอบครองทั้งร่างนี้เหลือเกิน  

“เหตุใดเจ้าจึงนิ่งเฉย” เมื่อไม่เห็นทีท่าขัดขืนใดๆ กลับเป็นเซี่ยเจิ้นเทียนเสียเองที่รู้สึกร้อนรนใจ  

 “เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าต้องการเจ้ามากเพียงใด ไม่รู้หรือว่าร่างกายเจ้ายามนี้คงไม่สามารถต้านทานข้าได้ หรือเจ้าไม่แม้แต่จะทุกข์ร้อนใดๆ หากข้าจะครอบครองร่างกายเจ้า ไม่รู้สึกอะไรเลยที่ข้าหักหลังเจ้ากับเสวี่ยหลง!”  

“แน่นอน ข้าย่อมต้องเป็นทุกข์หากท่านหักหาญน้ำใจข้า” ดวงตาอิดโรยไร้ซึ่งแววแห่งความเกรงกลัวจ้องตอบสายตาแข็งกร้าวคาดคั้น “แต่ข้าเชื่อว่าท่านจะไม่ทำ หรือหากทำ ก็เช่นที่ท่านบอก...ร่างกายข้าในตอนนี้ไม่มีความสามารถใดจะมาต่อต้านท่านได้” 

“เจ้า...” เซี่ยเจิ้นเทียนเผลอตัวอุทานเสียงอ่อน สายตาที่มองแฝงไปด้วยความงุนงงและสับสนเหลือประมาณ 

แท้จริงแล้วหลินเยว่กวงแสงจันทร์ตัดวิญญาณผู้นี้เป็นคนเช่นใดกันแน่ เซี่ยเจินเทียนคงไม่มีวันเข้าใจไปจนตลอดชีวิต 

“ส่วนที่บอกว่าท่านหักหลังข้ากับเสวี่ยหลง หากท่านทำเช่นนั้นจริงตัวข้าตอนนี้จะทำอะไรได้ จะรู้สึกอย่างไรได้ ในเมื่อข้าเองก็ยังไม่รู้เลยว่าท่านหักหลังพวกข้าอย่างไรบ้าง”  

“เจ้าไม่เชื่อว่าข้าจะทำเช่นที่พูดจริงอย่างนั้นหรือ” ดวงตากร้าวมาพร้อมกับน้ำเสียงห้วนจัด “เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าทำอย่างที่พูดเช่นนั้นสินะ!”  

มือแข็งแกร่งคว้าลำคอกระชากเข้าไปใกล้และออกแรงบีบ หลินเยว่กวงหาได้แสดงท่าทีสะทกสะท้านยังคงต่อคำสนทนาด้วยท่าทีสงบ  

“ข้าไม่ได้คิดว่าท่านจะกล้าหรือไม่กล้า แต่ข้าคิดว่าท่านในเวลานี้ไม่มีวันทำ...”  

“เจ้ามองข้าผิดไปแล้วหลินเยว่กวง!” เซี่ยเจิ้นเทียนเค้นเสียง มองสบเข้าไปในดวงตาไร้แววความกลัวเกรง  

“เจ้าต้องเป็นของข้า ต่อให้หัวใจของเจ้าเป็นของจูเสวี่ยหลงแต่ถ้าร่างกายของเจ้าเป็นของข้าเสียแล้วเจ้านั่นจะทำอะไรได้” ว่าพลางกระชากอาภรณ์ที่ขวางกั้น “เจ้ารู้อะไรหรือไม่ จูเสวี่ยหลงเจ้าซื่อบื้อนั่น มันไม่มีวันมาช่วยเจ้าได้และไม่มีวันจะได้ตัวเจ้าไป ไม่มีวัน! ได้ยินหรือไม่!”  

“ท่านคิดเช่นนั้นจริงหรือ” 

เซี่ยเจิ้นเทียนไม่รู้ว่าเหตุใดในสถานการณ์เช่นนี้ หลินเยว่กวงจึงแสดงท่าทีราวไม่ยี่หระต่อสิ่งใดในโลก ไม่เกรงกลัวต่อบุคคลซึ่งเห็นชัดเจนว่ากำลังกระทำหยามเหยียบศักดิ์ศรี  

และยิ่งกว่านั้น คือไม่เข้าใจตนเอง 

ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงร้อนรุ่ม สับสน และไม่เป็นตัวของตัวเองได้ถึงเพียงนี้  

“หลินเยว่กวง หากเจ้าอยากรู้นัก ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นเอง”  

ว่าพลางโน้มตัวเข้าใกล้ จ้องสบกับนัยน์ตาว่างเปล่าของประมุขแห่งหมู่ตึกจันทราที่ไร้สิ้นซึ่งกำลังใดๆ จะต่อต้าน  

ไฟโทสะก่อขึ้นในหัวใจ หนิงอ๋องน้อยพลันรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวในยามนี้คล้ายเป็นเพียงความฝันหรือภาพลวงตา 

สองมือดึงรั้งร่างกายแสนล่อตานั้นเข้ามาในอ้อมกอด ก้มลงควานหาความหอมหวาน ทั้งซอกคอขาว พวงแก้มเนียนตา ริมฝีปากอิ่มที่แม้จะซีดเซียวก็ยังคงน่าลิ้มลอง เสียงหอบหายใจดังประสานราวกับจุดเพลิงร้อนในร่างจนไม่อาจดับได้ 

...น้ำตาหยดหนึ่งรินไหลจากดวงตางดงามดั่งลูกกวางน้อยที่ยังไม่ละทิ้งลายของเสือร้าย  

หัวใจของเซี่ยเจิ้นเทียนพลันรู้สึกเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มพันเล่มมาทิ่มแทงก็ไม่ปาน 

“ซานเยว่...” ทุกสิ่งชะงักงัน 

“ข้าขอถามท่านอีกครั้งเซี่ยเจิ้นเทียน ท่านอยากทำเช่นนี้จริงหรือ”   

ดวงตาไร้แววคาดคั้นหรือขึ้งโกรธเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา 

“ข้า...ข้าก็ไม่รู้” เซี่ยเจิ้นเทียนรู้สึกคล้ายมีบางอย่างเอ่อล้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนพูดไม่ออก “ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับใคร ทั้งที่เวลานี้ข้ากำลังจะสมปรารถนา แต่เหตุใด...ทำไมข้าจึงไม่รู้สึกดีใจ กลับกัน ข้ารู้สึกราวทุกอย่างกำลังจะพลังทลาย เหมือนโลกของข้ากำลังจะสลาย”  

“เพราะนี่หาใช่ความปรารถนาอันแท้จริงของท่านอย่างไรเล่าท่านอ๋องน้อย” หยาดน้ำตาเหือดหายหลงเหลือเพียงความนิ่งสงบเช่นเดิม 

ราวกับว่าน้ำตาหนึ่งหยดเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา 

“แล้วเจ้ารู้หรือว่าแท้จริงข้าปรารถนาสิ่งใด”  

เซี่ยเจิ้นเทียนถามเสียงอ่อน แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนเหลือกำลัง เริ่มรู้สึกตนว่ากำลังถูกคนปั่นหัว 

ในเวลาอย่างนี้ยังเสแสร้งได้อย่างน่าชื่นชมสมแล้วที่เป็นหลินเยว่กวง หนิงอ๋องน้อยประเมินคนผู้นี้ผิดไปหลายขุม 

กระนั้นเขายังดึงตัวอีกฝ่ายลุกขึ้น หยิบผ้าห่มผืนบางช่วยคลุมไหล่ พลางใช้สองมือประคองจ้องมองเข้าไปในดวงตาแน่วแน่คล้ายไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดนั้นตรงๆ  

“สิ่งที่ท่านปรารถนา มีเพียงท่านเท่านั้นที่จะตอบตนเองได้” หลินเยว่กวงแย้มรอยยิ้มบางอย่างไร้เรี่ยวแรง “แต่ที่ข้าบอกท่านได้ก็คือ ในสายตาข้าแล้วท่านไม่ใช่คนเลว ไม่ใช่คนที่จะหักหลังสหายได้ ท่านเพียงแต่กำลังหลงทางไปเท่านั้น ขอเพียงท่านค้นพบสิ่งที่ท่านปรารถนาอย่างแท้จริง ตัวท่านก็จะได้คำตอบทุกอย่าง”  

“ความปรารถนาที่แท้จริงอย่างนั้นหรือ หึ เจ้านี่ช่างเจรจาจริงนะหลินเยว่กวง” เซี่ยเจิ้นเทียนแค่นหัวเราะคล้ายจริงจังแต่ก็คล้ายหยอกล้ออยู่ในที 

“ข้าก็เพียงพูดตามที่ใจคิดเท่านั้น” หลินเยว่กวงว่ายิ้มๆ ร่างกายโงนเงนทรงตัวไม่ไหว 

“ซานเยว่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” เซี่ยเจิ้นเทียนไหวตัวทันเร่งคว้าตัวเข้าประคองไว้ 

“ยามนี้ข้ารู้สึกราวมีภูเขาทั้งลูกถล่มลงมาทับ”  

“เจ้า...ในสถานการณ์อย่างนี้ยังมาพูดเล่นได้อีก”  

เซี่ยเจิ้นเทียนเอ่ยด้วยรู้สึกทึ่งจริงไม่เสแสร้ง  

เขาไม่เคยพบใครอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แล้วยังสามารถพูดเล่นหัวทีเล่นทีจริงเช่นนี้ได้ นั่นส่งผลให้บรรยากาศมืดมนเมื่อครู่ก่อนค่อยผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว  

“ข้าก็ติดมาจากท่านอย่างไรเล่า”  

หลินเยว่กวงเงยหน้าสบตา สีหน้าผ่อนคลาย ครู่หนึ่งทั้งสองพลันหลุดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน ความขุ่นข้องหมองใจสูญสลายไปได้อย่างน่าอัศจรรย์  

“ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าคือประมุขพรรคมารที่น่ากลัวที่สุด ในยุทธภพนี้คงไม่มีใครทำเช่นเจ้าได้” เซี่ยเจิ้นเทียนว่ายิ้มๆ มองพินิจท่าทางหมดสภาพของหลินเยว่กวงแล้วขมวดคิ้ว “แล้วนี่เจ้าทำอะไรไม่ได้เลยหรือ เฮิ่นอี้ทำอะไรเจ้ากันแน่” 

“ท่านไม่รู้หรือ”  

“ข้าเองก็ไม่รู้...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้ากับเขารู้จักกันมาก่อน” หนิงอ๋องน้อยเอ่ยตอบตามจริง  

แม้จะได้ชื่อว่าได้ร่วมมือกัน แต่พอมาคิดๆ ดูแล้วเขารู้จักตัวตนของหยวนเฮิ่นอี้น้อยมาก จนตอนนี้มาย้อนคิดก็ทำให้ตกใจไม่น้อยที่ตนเองปล่อยใจให้เมามัวหลงใหลและจมปลักอยู่กับความคับแค้นจนยินยอมทุกอย่าง  

...ยอมกระทั่งให้ตนเองถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างโง่เขลาเช่นนั้น  

“แต่ว่า...มีอย่างหนึ่งที่ข้าเพิ่งได้รู้เมื่อไม่นานมานี้ บางอย่างที่เกี่ยวกับเจ้าและหยวนเฮิ่นอี้ ข้าไม่รู้ว่าเจ้ารู้เรื่องนี้หรือยังและสมควรจะบอกเจ้าหรือไม่”  

“เรื่องอะไร” หลินเยว่กวงขมวดคิ้วเงยหน้าขึ้นถาม 

มาจนถึงป่านนี้คิดว่าคงไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้หวั่นไหวหรือย่ำแย่ไปมากกว่าที่เป็นอยู่ได้อีก ฉะนั้นอะไรจะเกิดก็จงปล่อยให้มันเกิด สิ่งใดที่ไม่เคยได้รับรู้ก็ควรจะได้รับรู้ให้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไป ส่วนมันจะสำคัญหรือไม่เอาไว้มาตัดสินกันภายหลังก็ยังไม่สาย อย่างน้อยก็คงดีกว่าปิดหูปิดตาหนีความจริงไม่รับรู้สิ่งใดดังเช่นที่เคยกระทำคราหยวนเฮิ่นอี้ศิษย์ผู้พี่ จนในที่สุดกลับส่งผลตามมาภายหลังเช่นที่ได้เห็นประจักษ์อยู่กับตาในเวลานี้ 

“ข้าไม่รู้ว่าเฮิ่นอี้กับเจ้าเป็นศิษย์พี่น้องและเคยอยู่ร่วมกันที่หมู่ตึกจันทรามาก่อนก็จริง แต่ข้าก็เพิ่งได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้ากับเฮิ่นอี้มีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือด...” 

“หมายความว่าอย่างไร!”  

“เจ้าไม่รู้จริงๆ ด้วยสินะ” เซี่ยเจิ้นเทียนพินิจใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามของหลินเยว่กวงพลางถอนหายใจเบาๆ “เมื่อครั้งที่อาจารย์เล่าประวัติของเจ้ารวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับพ่อข้าให้พวกเราฟัง มันทำให้ข้าสงสัยในเรื่องหนึ่งอย่างมากจึงได้ส่งคนไปสืบดูอย่างลับๆ และสิ่งที่คนของข้าได้มามันก็ทำให้ข้ารู้ว่าแท้จริงแล้ว หยวนเฮิ่นอี้กับเจ้า...”  

เซี่ยเจิ้นเทียนหยุดสูดหายใจเข้าเล็กน้อย “พวกเจ้าทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดา...หยวนเฮิ่นอี้คือโอรสขององค์หญิงสุ่ยเซียนแห่งมองโกลกับองค์ชายเจี้ยนเหวินบิดาเจ้า”  

“นี่มัน!”  

เป็นเรื่องที่หลินเยว่กวงไม่เคยรับรู้มาก่อน! 

“ข้าไม่รู้ว่าเมื่อครั้งพำนักยังหมู่ตึกจันทราเขามีฐานะเป็นเช่นไร แต่หยวนเฮิ่นอี้นั้นมีศักดินาเป็นถึงท่านชายรัชทายาทแห่งมองโกล หลานชายเพียงคนเดียวของข่านผู้ปกครองชนเผ่า ซึ่งคนผู้นี้ก็คือเชษฐาขององค์หญิงสุ่ยเซียนที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง...”  

สุ่ยเซียน?  

หยวนสุ่ยเซียน นี่มันชื่อของแม่บุญธรรม!  

หากนางเป็นถึงองค์หญิงแห่งมองโกล เหตุใดจึงไปพำนักอยู่ยังหมู่ตึกจันทรา แล้ว...เรื่องข้ากับพี่ใหญ่เฮิ่นอี้ เรื่องที่เรามีสายเลือดเดียวกัน คนคนนั้นเคยรับรู้มาก่อนหรือไม่  

ไม่สิ...ฟังจากคำพูดของเขาแล้ว พี่ใหญ่ต้องรู้อยู่แล้วแน่ๆ  

แต่ทำไม ทำไมเขาจึงทำกับข้าเช่นนี้  

ทั้งยังเรื่องฉางเอ๋อร์พี่สาวข้า ถ้าหากเป็นเขาจริง แล้วมันเพราะอะไรกัน! เมื่อก่อนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับเขา เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเรากันแน่!  

หลินเยว่กวงส่ายหน้ากับตนเอง ขบคิดหนักหน่วงอย่างไรกลับไม่อาจไม่เข้าใจ เรื่องราวรอบตัวเขานับวันยิ่งมีปริศนาที่ยังหาทางแก้ไม่ได้เพิ่มเข้ามาจนไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจัดการที่ตรงไหน  

เซี่ยเจิ้นเทียนมองเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงยกมือขึ้นแตะไหล่อีกฝ่ายเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม  

“ข้ารู้ว่าเจ้าคงกำลังสับสน ก็เหมือนกับข้า...ข้าเคยคิดมาตลอดว่าเหตุที่บิดาไม่เคยเหลียวแลใส่ใจมารดาจนนางตรอมใจนั้น เป็นเพราะความกระหายในอำนาจคิดอยากครอบครองแผ่นดิน แต่ไม่นึกเลย...แท้จริงเป็นเพราะหญิงชาวมองโกลชนเผ่าศัตรูผู้หนึ่งเท่านั้น ข้าเกือบจะทำผิดมหันต์ร่วมมือกับสายเลือดศัตรูหัวใจมารดาเพื่อทำลายแผ่นดินเกิดตนเอง ข้านี่มันช่างโง่เง่านัก” 

“ท่านอ๋องน้อย!” ดวงตาของหลินเยว่กวงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกล้าเปิดเผยความในใจของตนออกมาต่อหน้า  

เซี่ยเจิ้นเทียนไม่ได้ใส่ใจ เขาสบสายตา ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่ามันถึงเวลาที่ควรจะเลือกเส้นทางเดินของตนเองได้แล้ว  

“ซานเยว่ เจ้ารู้หรือไม่ นอกจากท่านแม่แล้วชีวิตข้าไม่เคยมีสิ่งสำคัญใดๆ เมื่อสิ้นนางทุกอย่างก็เหมือนสูญสิ้นไปด้วย ข้าไม่เคยอนาทรร้อนใจต่อสิ่งใดในโลก ใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่มีเป้าหมายใดๆ จวบจนข้าพบกับเฮิ่นอี้...เขาเข้ามาใกล้ชิดข้า แม้รู้อยู่เต็มใจว่าตนเองกำลังถูกหลอกใช้ แต่ข้าก็หาได้สนใจ เวลานั้นข้าอยากเห็นแผ่นดินที่บิดาข้าปรารถนาจนลืมเลือนมารดาข้านี้พังพินาศสิ้นไปหรือตกอยู่ในมือของพวกนอกด่าน 

มันจะเป็นไรไป...ก็เพียงแค่กลับไปเป็นดังเช่นกาลก่อน ในเมื่อแผ่นดินนี้เคยเป็นของพวกหยวน ทุกอย่างก็เพียงกลับไปเป็นเช่นเดิม”  

หลินเยว่กวงนิ่งฟังอยู่ข้างๆ ไม่ได้คิดจะขัดขวางคำพูดที่หลั่งไหลไม่ขาดสาย เซี่ยเจิ้นเทียนแค่นหัวเราะคล้ายสมเพชกับความคิดของตนเองก่อนเอ่ยสืบไป 

“ข้าปรารถนาจะเห็นสีหน้าของหนิงอ๋องบิดาข้านักว่าเมื่อถึงวันนั้นเขาจะรู้สึกอย่างไร ปรารถนาจะเห็นสีหน้าสิ้นหวัง สีหน้าของคนที่จนตรอกไร้ซึ่งหนทางของเขา สีหน้าเจ็บปวดทุกข์ทรมานดังเช่นที่มารดาข้าเคยเป็น  ทว่าเวลานี้มันกลับไม่ได้เป็นเช่นที่ข้าคิด  

แท้จริงแล้วบิดาข้าทำทุกอย่างลงไปเพราะความรักและหลงใหลในตัวองค์หญิงต่างเผ่ารวมทั้งความแค้นที่มีต่อบิดาเจ้า อาจจะลุกลามไปถึงแผ่นดินนี้ที่กลั่นแกล้งเขาให้พ่ายแพ้แก่องค์ชายเหวิน”  

ความเจ็บปวดลุกลามปรากฏให้เห็นบนใบหน้าหนิงอ๋องน้อยผู้เคยทรนงองอาจ 

“เขาก็เป็นเหมือนข้า...ความปรารถนาของเขาก็คือการได้เห็นสีหน้าจนตรอกของคนที่ตนเองแค้นเคือง ไร้ซึ่งจิตใจและเป้าหมายแท้จริงในชีวิต เราพ่อลูกเหมือนกันจนข้าไม่อยากยอมรับ” ปลายหางเสียงสั่นเครือ สายตาเบนห่างไป  

หลินเยว่กวงฝืนตั้งตัวให้มั่นคง สองมือยกขึ้นวางบนไหล่ที่แบกรับความรู้สึกอันหนักหนาผลักดันให้อีกฝ่ายหันมาเผชิญหน้า 

“เจิ้นเทียน” บัดนี้ดวงตาคู่นั้นมีเพียงแววแห่งความทุกข์มากล้นราวกับไม่ใช่หนิงอ๋องน้อยเจ้าสำราญผู้ที่ทุกคนรู้จัก “หากอยากร้องไห้ก็จงร้องออกมาเถิด อย่าได้เก็บเอาความเจ็บปวดนั้นไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียว”   

สองคิ้วผู้ฟังขมวดมุ่นแววตาเต็มไปด้วยความกังขา 

“เจ้าไม่โกรธข้า ไม่คิดว่าข้าเป็นคนเลว เป็นคนไร้เหตุผลที่กล้าคิดกระทำย่ำยีต่อบ้านเมืองตนเอง คิดแม้จะกระทำย่ำยีต่อตัวเจ้าด้วยอย่างนั้นหรือ”  

“ข้าเคยบอกท่านแล้ว” คำตอบมีเพียงรอยยิ้ม “ข้าไม่เชื่อว่าท่านจะทำอย่างนั้นได้ ท่านเพียงแต่กำลังหลงทาง และเวลานี้หากท่านต้องการจะหวนคืนกลับมาในทางที่ถูกต้องมันก็ยังไม่สายไป ข้าพร้อมจะเดินเคียงข้างท่านในฐานะสหายเสมอและตลอดไป เชื่อว่าเสวี่ยหลงก็คงคิดเช่นเดียวกัน” 

หลินเยว่กวงมั่นใจว่ามองคนไม่ผิด หนิงอ๋องน้อยหาใช่ไร้ทางเยียวยา เพียงรักษาให้ถูกจุดบาดแผลในใจอาจมีทางสมาน 

กระนั้นจิตใจคนเรามักลึกซึ้งเกินหยั่ง นี่จึงเป็นการเดิมพันโดยการใช้ความเชื่อใจเข้าแลก จะได้หรือเสียยามนี้คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว  

“ข้า...” หยาดน้ำตาล้นเอ่อไม่อาจหักห้าม “เยว่กวง...”  

เซี่ยเจิ้นเทียนจ้องมองดวงหน้าซีดเซียวหากปรากฏรอยยิ้มบาง ได้เห็นแล้วซึ่งแววตาไว้เนื้อเชื่อใจ 

...พลันรับรู้ได้ในทันที  

สิ่งที่ตามหา  

สิ่งที่เขาปรารถนามาตลอดก็คือสิ่งนี้... 

ความเชื่อใจ ความจริงใจ อ้อมกอดของใครสักคนที่สามารถใช้เป็นที่พักพิง สามารถปล่อยให้น้ำตาแห่งความอ่อนแอไหลหลั่งออกมาบนไหล่นั้นโดยไม่รู้สึกกระดากอาย  

ดังเช่นเวลานี้...  

แสงจันทร์ตัดวิญญาณ นามเรียกขานที่ผู้คนต่างเกรงกลัว  

แสงจันทร์อันลี้ลับและโหดเหี้ยมที่ผู้คนในยุทธภพต้องการดับมันให้สิ้น  

แสงจันทร์ที่หยวนเฮิ่นอี้ต้องการใช้ประโยชน์และทำลายให้ย่อยยับ  

แสงจันทร์ซึ่งครั้งหนึ่งเซี่ยเจิ้นเทียนผู้นี้ต้องการจะครอบครองและสร้างร่องรอยมลทิน  

ทว่าทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปแล้ว  

ชีวิตของข้าต่อจากนี้ไปขอมอบให้กับแสงจันทร์ที่ส่องประกายเจิดจ้า  

แม้ไม่ได้ครอบครอง...ขอเพียงเจ้ายังคงมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ ปลอบประโลมข้าด้วยเสียงของเจ้า เพียงเท่านี้ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใด  

ข้าเซี่ยเจิ้นเทียนขอสัญญา... 

นับตั้งแต่บัดนี้ ข้าจะปกป้องรอยยิ้มอันงดงามของเจ้าตลอดไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว